| ิ
ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) คือลักษณะการทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ และทำร้ายจิตใจ ระหว่างสมาชิกที่มีความสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สามี ภรรยา บุตร หรือญาติผู้ใหญ่ โดยความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดจากการทำร้ายมีหลายกรณี เช่น สามีทำร้ายภรรยา ผู้หญิงถูกทำร้ายจากคู่รักของตนเอง บิดาหรือมารดาทำร้ายบุตร ผู้ที่แข็งแรงกว่าทำร้ายบุพการีที่มีความชราภาพหรือญาติผู้ใหญ่ที่มีความอ่อนแอทางสรีระรวมทั้งผู้ที่ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจสังคม โดยภรรยาที่ทำร้ายสามีนั้นมีเพียงส่วนน้อย
การกระทำรุนแรงในครอบครัวพบเห็นอยู่ทั่วไปในสังคมไทย จากรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2548 ของมูลนิธิเพื่อนหญิง พบว่า มีผู้มาขอรับคำปรึกษาในแทบทุกกลุ่มอาชีพ และมีทุกระดับการศึกษา โดยมีข่าวการกระทำรุนแรงในครอบครัวปรากฏตามสื่อมวลชนเพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 22 (มูลนิธิเพื่อนหญิง, 2548) แสดงว่าปัญหานี้มีการขยายตัวมากขึ้น
ที่สำคัญก็คือสิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในความเป็นจริงมีการกระทำรุนแรงมากกว่าที่ปรากฏเป็นข่าวหลายเท่า เพียงแต่คนที่ถูกกระทำไม่อยากเป็นข่าว เพราะการเป็นข่าวอาจหมายถึงการต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต รวมทั้งต้องหวาดระแวงและวิตกกังวลกับการถูกกล่าวขวัญและตอกย้ำจากสังคม (มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง, 2547) และผู้หญิงที่ต้องรับสภาพความรุนแรงจากสามีหรือคนรักมักถูกสังคมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในครอบครัว ซึ่งผู้พิทักษ์กฎหมายมักไกล่เกลี่ยให้คู่สมรสปรองดองกันมากกว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย (วนานันท์ แสงอาทิตย์, 2548) จนกล่าวได้ว่าการทำร้ายกันในครอบครัวเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น เป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นภายใต้หลังคาบ้านที่คนทั่วไปเข้าใจว่าจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด จึงทำให้อาชญากรรมประเภทนี้ยากแก่การป้องกันมากที่สุด ทั้งนี้เพราะผู้กระทำส่วนใหญ่คือสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นการระมัดระวังหรือการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม เป็นผลให้โอกาสในการกระทำรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็น “ปัญหาสังคมกึ่งอาชญากรรม” (รณชัย คงสกนธ์, 2549)
ประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากขึ้นก็คือ ปัญหาสังคมกึ่งอาชญากรรมนี้จะลดลงได้หากมีเพื่อนบ้านคอยสอดส่อง ช่วยเหลือ และยับยั้ง เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นใกล้ ๆ บ้านของตน ดังนั้นความเป็นไปได้หรือไม่ได้ที่เพื่อนบ้านควรจะเข้าไปแทรกแซงครอบครัวอื่น เพื่อลดปัญหาการกระทำรุนแรงให้น้อยลง จึงเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง
การจะพิจารณาว่าเพื่อนบ้านควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือไม่กับเรื่องการกระทำรุนแรงของครอบครัวบ้านใกล้เรือนเคียง อาจเริ่มพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับการกระทำรุนแรงในครอบครัวดังนี้
1. โครงสร้างทางสังคม สังคมไทยมีโครงสร้างเป็นระบบปิตาธิปไตย (patriarchy) หรือระบบความคิดแบบเน้นอำนาจของผู้ชาย ดังนั้นสังคมจึงมองว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิง โดยบิดาจะเป็นหัวหน้าครอบครัวและมีสิทธิปกครองครอบครัว รวมทั้งอาจใช้วิธีการที่รุนแรงเพื่อบังคับควบคุมครอบครัวให้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่กำหนด สิ่งเหล่านี้ยังดำรงอยู่ในสังคมไทย
2. ปัจจัยเสี่ยงของสถาบันและบริบทสังคมในระดับชุมชนใกล้ตัว มีปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความรุนแรง ได้แก่ สภาพบ้านเรือนตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลครอบครัวอื่น เพื่อนบ้านยากจนที่ต้องปากกัดตีนถีบทำมาหาเลี้ยงชีพและไม่มีเวลาสนใจครอบครัวอื่น ค่านิยมในชุมชนที่มองสถานภาพของผู้หญิงที่ด้อยกว่าผู้ชาย และการอยู่โดดเดี่ยวของผู้หญิง ส่งผลให้โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงต่อผู้หญิงมีสูงกว่าในชุมชนที่ปราศจากปัญหาเหล่านี้
3. ความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างครอบครัว คนไทยมีวัฒนธรรมที่รักษาความเกรงใจ การให้เกียรติ และการเคารพในสิทธิของคนอื่น การรักษาความสัมพันธ์กันทางสังคมระหว่างครอบครัวด้วยกันนั้นหมายถึงการไม่แทรกแซงครอบครัวอื่น โดยเฉพาะการกระทำรุนแรงระหว่างคนในครอบครัวด้วยกันนั้นคนที่เป็นเพื่อนบ้านไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องภายใน
ครอบครัวใครของใครของมัน
4. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในบ้าน ได้แก่ ความเป็นใหญ่ของผู้ชายในบ้าน
โดยเฉพาะในการครอบครองทรัพย์สินและอำนาจในการจัดการค่าใช้จ่ายและเรื่องครอบครัวอื่น ๆ ทำให้บุคคลอื่นในบ้านเกรงกลัวและ
ยอมรับอำนาจโดยดุษฎี
5. ปัจจัยในระดับบุคคล ข้อมูลที่ปรากฏยืนยันในความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตคู่ของผู้หญิงและผู้ชายว่า ผู้ชายมีแนวโน้มมากกว่าผู้หญิงที่จะเป็นผู้กระทำความรุนแรงต่อคู่ของตน โดยลักษณะส่วนบุคคลที่ผลักดันให้ก่อความรุนแรงคือคนที่มีประสบการณ์ความรุนแรงมาก่อนในวัยเด็ก การมีอาวุธในครอบครอง การดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด มีปัญหาความเครียดจากหน้าที่การงานในชีวิตประจำวัน และการสูญเสียสถานภาพ เช่น ตกงาน รวมถึงคนที่ขาดทักษะชีวิตในการระงับความโกรธ ระงับความขัดแย้ง และการรับมือกับความเครียด (กฤตยา อาชวนิจกุล และคณะ, 2546) ซึ่งเป็นธรรมดาที่บุคคลจะต้องเคยเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
จาก 5 ปัจจัยที่มีสัมพันธ์กับการกระทำรุนแรงในครอบครัวดังที่กล่าวข้างต้น จะเห็นว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงใน 4 ระดับคือ ระดับสังคม ชุมชน ครอบครัว และบุคคล โดยปัจจัยทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยง (Risk Factor) ที่นำไปสู่การกระทำรุนแรงในครอบครัวทั้งสิ้น
ดังนั้นในประเด็นที่ว่า ปัญหาการกระทำรุนแรงในครอบครัวจะลดลงได้หากเพื่อนบ้านคอยสอดส่อง ช่วยเหลือ และยับยั้ง เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นใกล้ ๆ บ้านของตน และเพื่อนบ้านควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของครอบครัวคนอื่นเพื่อแทรกแซง (Intervention) ให้ปัญหาเบาบางลง จึงควรพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้คือ
1. โครงสร้างทางสังคมยอมรับถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง และยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำทางเพศเป็นปัญหาที่นำไปสู่การกระทำรุนแรงในครอบครัวแล้วหรือยัง หากสังคมยังยอมรับ
ผู้ชายเป็นใหญ่ และมองปัญหาความรุนแรงเป็นสิ่งธรรมดาในครอบครัว การแทรกแซงจากภายนอกครอบครัวก็ขาดการยอมรับ
2. ชุมชนและบริบททางสังคมมีปัจจัยสนับสนุน (Proactive Factor) ครอบครัวที่ถูกกระทำรุนแรงหรือไม่ เช่น ความเข้มแข็งของชุมชน การมีเครือข่ายทางสังคมของชุมชน คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และชุมชนมีมาตรฐานทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อครอบครัวที่เป็นสมาชิกในชุมชน เพราะหากชุมชนไม่มีสิ่งเหล่านี้การที่เพื่อนบ้านจะเข้าไปแทรกแซงคงกระทำได้ยาก ยกเว้นเครือญาติเท่านั้น
3. เมื่อเข้าไปแทรกแซงครอบครัวอื่น จะกำหนดขอบเขตความเกรงใจ การให้เกียรติ การเคารพในสิทธิของคนอื่น และการมองว่าเรื่องภายในครอบครัวใครคนภายนอกไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวแค่ไหน ถึงจะสามารถรักษาระดับความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างครอบครัวเอาไว้ได้
4. ครอบครัวที่จะถูกแทรกแซงควรมีลักษณะอย่างไร หากครอบครัวนั้นผู้ชายเป็นใหญ่ในบ้านและมีอิทธิพลในการครอบครองทรัพย์สินและอำนาจในการจัดการค่าใช้จ่ายและเรื่องครอบครัวอื่น ๆ จนบุคคลที่อาศัยอยู่ภายในบ้านเกรงกลัวและยอมรับอำนาจ เขาจะยอมรับการแทรกแซงจากภายนอกครอบครัวหรือไม่
5. บุคคลภายนอกครอบครัวจะวิเคราะห์ได้หรือไม่ว่าผู้ที่กระทำรุนแรงต่อสมาชิกในครอบครัวมีลักษณะหรือปัจจัยพื้นฐานอย่างไร เช่น ปัจจัยทางชีวสังคม และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา หากไม่ทราบปัจจัยดังกล่าวแล้วจะเข้าไปแทรกแซงได้อย่างถูกต้องอย่างไร
จากข้อพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ข้างต้นคงพอเห็นคำตอบแล้วว่าความเป็นไปได้ในการที่เพื่อนบ้านจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของครอบครัวคนอื่นนั้นย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรุนแรงทั้งระดับสังคม ชุมชน ครอบครัว และบุคคล
กล่าวคือหากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรุนแรงในครอบครัวทั้ง 4 ระดับ ในเชิงบวกหรือเป็นปัจจัยสนับสนุน เช่น สังคมตระหนักและยอมรับในสิทธิที่เท่าเทียมในบทบาทหญิงชาย มีปัจจัยที่เอื้อต่อการแทรกแซงจากชุมชนและบริบทที่เกี่ยวข้อง การเข้าไปแทรกแซงไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว สมาชิกในครอบครัวนั้นยอมรับการแทรกแซง และมีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนการแทรกแซงอย่างได้ผล ครอบครัวอื่นก็สามารถเข้าไปแทรกแซงได้
แต่ถ้าหากขาดปัจจัยเชิงบวกหรือปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวข้างต้นแล้ว การเข้าไปแทรกแซงครอบครัวเพื่อนบ้านก็คงกระทำได้ยาก และครอบครัวที่เข้าไปแทรกแซงก็จะถูกตราหน้าว่าชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านเท่านั้น
**************************
เอกสารอ้างอิง
กฤตยา อาชวนิจกุล และคณะ. (2546). ความรุนแรงในชีวิตคู่กับสุขภาพผู้หญิง. กรุงเทพฯ :สถาบันวิจัยประชากรและสังคม.
มูลนิธิเพื่อนหญิง. (2548). สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว รอบปี 2548. กรุงเทพฯ:มูลนิธิเพื่อนหญิง.
มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง. (2547). รูปแบบและคำศัพท์ในการเสนอข่าวประเด็น
ความรุนแรงในครอบครัว. กรุงเทพฯ: เอกสารประกอบการประชุม ครั้งที่ 3 คณะทำงานพัฒนาแนวทางการเสนอข่าวประเด็นผู้หญิง.
วนานันท์ แสงอาทิตย์. “อย่าเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว”. รีดเดอร์ ไดเจสท์. ฉบับเดือน
กันยายน พ.ศ.2548.
รณชัย คงสกนธ์ “ความรุนแรงในครอบครัว ภัยเงียบของสังคม” จาก
http://www.nareelux.org/KnowledgeManage/DomesticViolence/1-SilentRisk.htm สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2549.
|