สัมมนาสังคมศาสตร์เชิงพฤติกรรม
เรื่อง พลิกชีวิตใหม่ ขาใหญ่ ขาโจ๋
  วิทยากร : นายแพทย์ สมชาติ สุทธิกาญจน์
 
 

        วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2549 เวลา 09.00 น. - 12.00 น. นายวรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ น.ส.วิไลลักษณ์ ลังกา และ น.ส.จิราภรณ์ ชมบุญ นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาการวิจัยพฤิติกรรมศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มศว. จัดสัมมนาสังคมศาสตร์เชิงพฤติกรรม ในหัวข้อ "พลิกชีวิตใหม่ ขาใหญ่ ขาโจ๋" โดยมี นพ.สมชาติ สุทธิกาญจน์ เป็นวิทยากรพิเศษ ผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ณ ห้องประชุมใหญ่ สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มศว.

นพ.สมชาติชี้ ปัจจัยเชิงชีวภาพ จิต และสังคม มีผลต่อพฤติกรรมเด็กที่เป็นปัญหา

        นพ.สมชาติ สุทธิกาญจน์ ได้กล่าวถึงเด็กและเยาวชนซึ่งมีปัญหาความก้าวร้าวและพฤติกรรมรุนแรง จนถึงขั้นเป็นพฤติกรรมอันธพาลนั้น มักจะพบว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาการติดสารเสพติดร่วมด้วย ทั้งนี้ นพ. สมชาติฯ ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เด็กและเยาวชนติดสารเสพติด ว่าประกอบไปด้วยปัจจัยเชิงชีวภาพ จิต และสังคม ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาพบว่า มีความเชื่อมโยงอย่างสำคัญระหว่างปัญหาทางอารมณ์กับพฤติกรรมของเด็ก และการที่ครอบครัวมีความบกพร่องกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำให้เด็กมีปัญหา

        ทั้งนี้สำหรับความบกพร่องจากการอบรมเลี้ยงดู เป็นพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญซึ่งประกอบด้วยการเลี่้ยงลูกไม่ดี ไม่เอาใจใส่ ดุด่า เฆี่ยนตี จนทำให้ลุกมีปัญหา และการเลี้ยงดูลูกดีและตามใจลูกเกินไป จนลูกอ่อนแอเมื่อเจอปัญหาตามลำพัง และจะกลายเป็นผูุ้มีพฤติกรรมดื้อ ต่อต้าน สมาธิสั้น หรือเกเร ได้

ปัจจัยที่พบบ่อยสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด

        นพ.สมชาติฯ ยังได้กล่าวถึงปัจจัยที่พบบ่อยสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดว่า ประกอบด้วย
        1. สมาธิสั้น: พบว่าเด็กที่สมาธิสั้นนั้น หากครอบครัวดูแลไม่ถูกวิธีจะทำให้เกิดปัญหาในเด็กกลุ่มนี้ ในขณะเดียวกันหากมีการดูแลถูกวิธี ก็จะทำให้เด็กสมาธิสั้น เป็นเด็กอัจฉริยะ ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยการทำงานของสมองและพันธุกรรม อย่างไรก็ตาม มักพบว่าเด็กสมาธิสั้น จะมีผลการเรียนไม่ดี แต่ผลการเรียนไม่อาจสะท้อนสติปัญญาแท้จริงได้ เพราะเด็กอาจไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบการเรียนสามัญได้ เพราะเขาอาจมีความถนัดเฉพาะทางอย่างมาก เช่น ศิลปะ เทคนิคทางเชิงช่าง และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น เด็กสมาธิสั้นมักได้รับการลงโทษบ่อยครั้ง อาจเนื่องจากผลการเรียนไม่ดี หรือเป็นเด็กอารมณ์ร้อน จึงทำให้เขารู้สึกเก็บกด น้อยใจง่ายมาก ไม่รู้จักรอ และไม่รู้ถูกผิด เพราะเขาไม่เข้าใจถึงการลงโทษว่าเป็นเพราะเหตุใด จากผลการวิจัยพบว่าเด็กสมาธิสั้น มักพบพฤติกรรมเกเรประมาณ 25 – 50% มีปัญหาทางอารมณ์ โดยแบ่งเป็น ซึมเศร้าและวิตกกังวล อย่างละ 25% มีปัญหาการเรียนรู้บกพร่องหรือ LD ประมาณ 25 – 50%รวมถึงมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วยในที่สุด
        2. สติปัญญาต่ำ: ปรากฏว่าเด็กกระทำผิดมีปัญหาในเรื่องของสติปัญญาต่ำอยู่จำนวนน้อย ส่วนใหญ่สติปัญญาในระดับดี
        3. ปัญหาครอบครัว: พบว่าปัญหาครอบครัวเป็นประเด็นใหญ่ถึง 50% ของปัญหาเด็กกระทำผิด เนื่องจากครอบครัวไม่เข้าใจวิธีการเลี้ยงดู บางครอบครัวเลี้ยงดีเกินไปไม่ให้เด็กรู้จักจัดการกับปัญหา หรือบางครอบครัวก็ละเลยกับการดูแลเด็ก นอกจากนี้ยังพบว่าพ่อแม่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตอนลูกยังเล็ก พอลูกโตให้เด็กมาอยู่ด้วยย่อมมีปัญหาของการปรับตัวเกิดขึ้น อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการทะเลาะกันของพี่น้อง โดยที่คนในครอบครัวไม่ใช้ความยุติธรรมในการตัดสินการทะเลาะเบาะแว้งของเด็ก ก็ทำให้เกิดการทำร้ายจิตใจของพี่น้องได้ ดังนั้นครอบครัวควรใช้เหตุผลอันเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเด็กทุกคนในบ้าน เพื่อให้เด็กรู้ถึงความยุติธรรม เหตุผล และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง

        นอกจากนั้นปัจจัยด้านภาวะซึมเศร้า ปัญหาการเรียน และพฤติกรรมเกเร ก็ล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กมีปัญหาได้เช่นกัน

ควรแก้ปัญหาที่ครอบครัวและสถาบันการศึกษา

        สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา นพ.สมชาติฯ กล่าวว่าควรแก้ทั้งในระดับครอบครัวและโรงเรียน กล่าวคือ
        1. ครอบครัว: ต้องพัฒนาบทบาทของครอบครัว ผ่านทักษะการสื่อสารและรู้จัก เอาใจใส่อย่างเหมาะสม การตั้งบรรทัดฐานการลงโทษไว้อย่างชัดเจน เป็นต้น
        2. สถาบันการศึกษา: สถานศึกษาควรทำความเข้าใจในเด็กที่มีปัญหา และเชื่อว่าเขามีอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ นอกจากนี้ยังควรให้คำปรึกษาเด็กให้ปรับตัวและให้เขาได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาถนัด ไม่ใช่เพียงแต่การท่องจำเท่านั้น
        3. เด็กและเยาวชน: ประเด็นนี้จะต้องพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยผ่านทางครอบครัวและโรงเรียน โดยเริ่มให้เด็กรู้จักการอดทน รู้จักเหตุผล และการแก้ปัญหาด้วยตนเองตั้งแต่ยังเด็ก การสอนให้ควบคุมอารมณ์โกรธ         นอกจากนี้เด็กและเยาวชนควรได้รับการสนับสนุนให้ถูกตามทักษะและอัจฉริยภาพแห่งตนมากกว่าการบังคับให้เรียนตามระบบท่องจำ และไม่แยกสาขาวิชาตามความถนัดเช่นปัจจุบัน นอกจากนี้การให้เด็กได้ภูมิใจหรือเห็นคุณค่าในตน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้เด็กไม่ก่อพฤติกรรมที่มีปัญหาลงได้

        สำหรับรูปแบบที่ใช้ในการแก้ปัญหาสำหรับเด็กที่ก่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหาแล้วนั้น สามารถทำได้ในรูปของการให้คำปรึกษาครอบครัว และการใช้เทคนิคการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy) ซึ่งสอนการแยกแยะพฤติกรรมที่เป็นปัญหาและแก้ไขได้ และส่งเสริมให้ควบคุมตนเอง ทั้งนี้รูปแบบการให้คำปรึกษาสามารถทำได้ทั้งเป็นรายบุคคล คือให้เกิดความภูมิใจในตน (self efficacy) และแบบกลุ่มก็ได้เช่นกัน

นักพฤติกรรมศาสตร์ชี้ ควรมีโปรแกรมช่วยปรับพฤติกรรมและใช้หลักศาสนา

        รศ.งามตา วนินทานนท์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ได้เสนอในที่สัมมนาว่าควรมีการใช้โปรแกรมในการช่วยปรับพฤติกรรมในเด็กที่เป็นปัญหา โดยต้องอาศัยความร่วมมือกับระหว่างสถาบันครอบครัวกับโรงเรียน และมีการแยกเด็กที่มีพฤติกรรมที่รุนแรงออกมาเป็นการเฉพาะ ก็จะทำให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น

        ในส่วนของ ดร.อังศินันท์ อินทรกำแหง อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเด็กที่มีพฤติกรรมที่เป็็นปัญหาว่า ควรเน้นทำงานในเชิงรุก เช่น ครูควรสังเกตพฤติกรรมเด็กเล็กว่ามีสัญญาณที่บ่งชี้ที่จะมีปัญหาสมาธิสั้น หรือมีแนวโน้มพฤติกรรมที่นำไปสู่การกระทำรุนแรงหรือไม่ และควรแจ้งให้ผู้ปกครองทราบเพื่อยอมรับและร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหา สำหรับในเด็กโตหรือวัยรุ่นนั้น การใช้หลักธรรมทางศาสนามาช่วยในการกล่อมเกลาจิตใจเด็ก โดยปลูุกฝังคุณธรรมและจริยธรรม การปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ให้กับเด็ก ก็จะช่วยให้จิตใจของเด็กอ่อนโยนลงได้

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
รศ.งามตา์
 
ดร.อังศินันท์