สัมมนาสังคมศาสตร์เชิงพฤติกรรม
เรื่อง ความรุนแรงในครอบครัว ภัยเงียบของสังคม
  วิทยากร : รศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์์
 
 

           การสัมมนาสังคมศาสตร์เชิงพฤติกรรมครั้งที่ 2 เข้มข้น หมอรณชัย ฯ ชี้ ครอบครัวที่มีปัญหาความรุนแรงมีในทุกระดับของสังคม ในต่างประเทศหญิง 1 ใน 4 คนเคยถูกสามีทำร้าย ขณะที่ชาย 1 ใน 14 คน เคยได้รับการกระทำรุนแรง โดยการกระทำรุนแรงในครอบครัวทั่วโลกมีไม่น้อยกว่า 120 ล้านคนต่อปี ในขณะที่หญิงไทยถูกทุบตีจากสามีหรือคู่รักร้อยละ 20 – 50

          ในวันอังคารที่ 25 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา นิสิตปริญญาเอก สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย น.ส.สุกุมา แสงเดือนฉาย จ.อ.ยงยุทธ แสนประสิทธิ์ และนางตรีทิพ บุญแย้ม ได้จัดสัมมนาสังคมศาสตร์เชิงพฤติกรรมขึ้น ในหัวข้อ “ความรุนแรงในครอบครัว ภัยเงียบของสังคม” ที่สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มศว. โดยมี รศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ รองผู้อำนวยการ รพ.รามาธิบดี เป็นวิทยากรพิเศษ สรุปเนื้อหาการสัมมนาดังนี้

ความรุนแรงในครอบครัวเป็นลักษณะหนึ่งของครอบครัวพยาธิสภาพ

           รศ.นพ.รณชัยฯ ได้จำแนกประเภทของครอบครัวออกเป็น 2 ลักษณะคือ ครอบครัวปกติและเข้มแข็ง (normal family) และครอบครัวที่มีปัญหาหรือครอบครัวที่มีลักษณะพยาธิสภาพ (pathological pathological family) โดยครอบครัวลักษณะหลังนี้จะประกอบด้วยครอบครัวที่มีลักษณะเจ็บป่วยทางจิต (illness) และครอบครัวที่มีการกระทำรุนแรงระหว่างกัน (domestic violence) ซึ่งหากพิจารณาจากข่าวสารที่ปรากฏในหน้าหนังพิมพ์ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นข่าวการกระทำรุนแรงในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าครอบครัวในลักษณะหลังนี้ยังมีอยู่มากและมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น

ความหมายของความรุนแรง

          สำหรับความหมายของความรุนแรง (violence) นั้น รศ. นพ.รณชัยฯ กล่าวว่า หากพิจารณาจากความหมายที่องค์การอนามัยโลก (WTO) ได้กำหนดไว้ ก็คือ ลักษณะเป็นการจงใจใช้กำลังหรืออำนาจทางกายเพื่อข่มขู่หรือกระทำต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อกลุ่มบุคคลอื่นหรือชุมชน ซึ่งมีผลทำให้เกิดหรือมีแนวโน้มที่จะมีผลให้เกิดการบาดเจ็บ ตาย หรือเป็นอันตรายต่อจิตใจ หรือเป็นการยับยั้งการเจริญงอกงาม หรือการกีดกั้นหรือ ปิดกั้นทำให้สูญเสียสิทธิบางประการ และขาดการได้รับในสิ่งที่สมควรจะได้รับ
          ในขณะที่ “ความรุนแรงต่อผู้หญิง” จะมีความหมายครอบคลุมถึง “การกระทำรุนแรงใด ๆ ก็ตามที่มีรากฐานมาจากการเลือกปฏิบัติต่อหญิง / ชาย (gender-based violence) และส่งผลให้ผู้หญิงได้รับความทุกข์ทรมานทางร่างกาย ทางเพศ และทางจิตใจ รวมตลอดถึงการข่มขู่ว่าจะกระทำรุนแรงดังกล่าวนี้ และการบังคับ หรือการลิดรอนเสรีภาพตามอำเภอใจ ทั้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะและในชีวิตส่วนตัว”
          ในส่วนของ “ความรุนแรงในครอบครัว” จะหมายถึง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในครอบครัว คู่สมรส ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะภายในบ้านเท่านั้น ได้แก่ ความรุนแรงต่อเด็ก (child abuse) ความรุนแรงระหว่างสามีภรรยา (intimate partner violence) และความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ (elder abuse)

ประเภทของความรุนแรง

           รศ.นพ.รณชัยฯ กล่าวว่า เมื่อมีการกระทำรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น สามารถแบ่งประเภทความรุนแรงได้ 3 ลักษณะ คือ การละเมิดทางกาย (psychical abuse) เช่น การเตะ ต่อย เฆี่ยนตี การใช้วัตถุต่างๆ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ การละเมิดทางเพศหรือการข่มขืน (sexual abuse and rape) เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ต้องการ ซึ่งเมื่อฝ่ายหนึ่งบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ต้องการถือว่าเป็นการข่มขืน และการละเมิดทางวาจาและอารมณ์ (verbal and emotional abuse) เช่น การขู่ ตะคอก การดุด่า ซึ่งอาจทำให้ได้รับความเสียหายมากกว่าการละเมิดทางกายเสียด้วยซ้ำ

ความรุนแรงในครอบครัวมีหลายสาเหตุ

          สำหรับสาเหตุของความรุนแรงนั้น รศ.นพ.รณชัย ฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่สลับซับซ้อนหลายรูปแบบ ต่างมุมมอง ต่างสาเหตุและต่างปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยส่วนตัวอันได้แก่ลักษณะนิสัยใจคอ ปัจจัยครอบครัว ปัจจัยระดับชุมชน และปัจจัยระดับสังคม รวมทั้งความเชื่อ จารีตประเพณี และวัฒนธรรมก็ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ที่สำคัญก็คือบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงและผู้ชายในแต่ละสังคม รวมทั้งความเชื่อของผู้ชายที่ว่าความรุนแรงเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวได้วิธีหนึ่ง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้การกระทำรุนแรงในครอบครัวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

11 ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ความขัดแย้งและการกระทำรุนแรง

          ในส่วนของเงื่อนไขความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความรุนแรงนั้น รศ.นพ.รณชัยฯ กล่าวว่ามีอยู่ 11 เงื่อนไขที่สำคัญ คือ 1. ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันยาวนาน (time as risk) 2. ขอบข่ายของกิจกรรมและความสนใจที่กว้างและหลากหลาย (range of activities and interest) 3. ความเข้มข้นของความเกี่ยวพัน (intensity of involvement) 4. กิจกรรมที่มีความขัดแย้งกัน (impinging activities) 5. สิทธิในการกำหนดพฤติกรรม (right to influence) 6. ความแตกต่างทางด้านอายุและเพศ (age and sex discrepancies) 7. บทบาทที่ได้รับมาแต่กำเนิด (ascribed role) 8. ความเป็นส่วนตัวของครอบครัว (family privacy) 9. การเป็นสมาชิกกลุ่มโดยไม่สมัครใจ (involuntary membership) 10. ระดับความเครียดสูง (high level of stress) และ 11. ความรู้เกี่ยวกับประวัติชีวิต (extensive knowledge of social biographies)
         ทั้งนี้จากผลการศึกษาความรุนแรงในครอบครัวของมหาวิทยาลัยโรดไอร์แลนด์ ในสหรัฐอเมริกา พบว่า มีปัจจัยเสี่ยงในครอบครัว 11 ประการที่ชี้แนวโน้มว่าผู้หญิงจะถูกกระทำรุนแรง โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ผู้ชายเคยมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวมาก่อน ปัจจัยที่มีความสำคัญตามลำดับถัดมาคือ ผู้ชายตกงาน/ว่างงาน ผู้ชายใช้ยาเสพติด ความแตกต่างทางศาสนาระหว่างคู่ ผู้ชายเคยเห็นพ่อทำร้ายแม่ การอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงาน ผู้ชายเป็นผู้ใช้แรงงาน ผู้ชายมีการศึกษาต่ำ ผู้ชายอายุระหว่าง 18-30 ปี ถ้าสามีหรือภรรยาหรือทั้งคู่ชอบใช้ความรุนแรงกับลูก ครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่าระดับเส้นความยากจน ทั้งนี้ครอบครัวที่มีปัจจัยเสี่ยงเบื้องต้น 2 ข้อที่มีลักษณะดังกล่าว ถ้า 7 ข้อขึ้นไปจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงต่อผู้หญิงมากถึง 40 เท่า

สถานการณ์ความรุนแรงของโลกและของไทย

          จากสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น รศ.นพ.รณชัย ฯ ชี้ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวมีปัญหาความรุนแรงมีในทุกระดับของสังคม ในสถานการณ์ของโลก องค์การนิรโทษกรรมสากลระบุว่า ผู้หญิงทั่วโลกถูกกระทำรุนแรง ปีละ 120 ล้านคน โดยผู้หญิง 1 ใน 4 คนเคยถูกสามีทำร้าย ขณะที่ชาย 1 ใน 14 คน เคยได้รับการกระทำรุนแรง ในขณะที่หญิงไทยถูกทุบตีจากสามีหรือคู่รักถึงร้อยละ 20 – 50 และข้อมูลจากกรมการปกครองพบว่า ปี 2540 มีการจดทะเบียนหย่ารวม 62,739 ราย เพิ่มจากปี 2530 ซึ่งมีจำนวน 31,068 ราย ถึง 1 เท่าตัว

ครอบครัวคือแหล่งความรุนแรงที่แฝงเร้น

         รศ.นพ.รณชัยฯ ยังได้กล่าวถึงสิ่งที่เป็นธรรมชาติของครอบครัวว่า ธรรมดาทุกครอบครัวล้วนมีปัญหา ครอบครัวที่ไม่มีปัญหาเลยคงไม่มี หรือมีก็ผิดปกติเพราะแสดงว่าบุคคลในครอบครัวไม่รับรู้ในปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวเลย และผลร้ายจะเกิดขึ้นภายหลังเมื่อปัญหาลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ และว่า สิ่งที่เราควรตระหนักก็คือ ความรุนแรงระหว่างสมาชิกในครอบครัวเกิดขึ้นมากกว่าความรุนแรงที่ได้รับจากบุคคลภายนอกครอบครัว กล่าวคือครอบครัวไม่ได้เป็นสถานที่ที่สงบราบเรียบ แต่ครอบครัวเป็นสถานที่ที่มีแนวโน้มในการเกิดความขัดแย้งมากสถาบันหนึ่ง หากแต่สังคมภายนอกมองภาพครอบครัวเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสมาชิก ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวถูกบิดเบือนให้กลายเป็นปัญหาเล็กน้อยและเป็นเรื่องของคนในครอบครัวเท่านั้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหากระทำได้ลำบากยิ่งขึ้น

การใช้กฎหมายยังเป็นปัญหา

           ในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น รศ. นพ.รณชัยฯ กล่าวว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2540 หมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยรัฐ มาตรา 30 ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และมาตรา 53 เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม รวมถึงมีกฎหมายอาญาอีกหลายมาตราแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมปัญหาดังกล่าวได้ เพราะปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่ซ่อนเร้น ปกปิด ซึ่งบางทีเป็นการรับรู้กันเฉพาะในครอบครัวเท่านั้น บางครั้งยังเกิดปัญหาจากการจำกัดโอกาสทางการเรียนรู้กฎหมายของผู้หญิง รวมทั้งค่านิยมการกระทำรุนแรงและการข่มขืนตามกฎหมายทำให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมขาดความละเอียดอ่อนต่อความรุนแรงและมักเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง

ปัญหากระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และความมั่นคง

           สำหรับผลกระทบจากปัญหาในเรื่องนี้ รศ.นพ.รณชัยฯ ชี้ว่า มีด้วยกัน 4 ด้านคือ
          1. ทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ในสหรัฐฯ ข้อมูลจาก CDC ของสหรัฐฯ ได้เคยประมาณค่าใช้จ่ายต่อปีในปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทั้งค่ารักษาโดยตรงและค่ารักษาทางอ้อมเป็นจำนวนมหาศาล ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตน การไม่สามารถประกอบอาชีพได้ปกติ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ถูกออกจากงาน หรือลาออกเอง รวมทั้งการไม่มีงานทำ
          2. ทางด้านสังคม ผลกระทบคือการมีพฤติกรรมความเสื่อมเสียศีลธรรม กระทบต่อสิทธิมนุษยชน ความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง จากผลวิจัยชี้ชัดว่าเด็กในครอบครัวที่มีความรุนแรง จะมีปัญหาทางด้านพฤติกรรม โรคจิต โรคประสาท วิตกกังวล ความก้าวร้าว รวมถึงการใช้สารเสพติดในอนาคต ซึ่งสถิติองค์การอนามัยโลกพบว่าผู้หญิงถูกสามีกระทำรุนแรงร้อยละ 70 รวมถึงลูกจะถูกกระทำถึงร้อยละ 20
          3. ด้านสาธารณสุข ผลกระทบในด้านนี้คือ ความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายจนนำสู่การรักษา ความพิการทางกาย ความเจ็บป่วยทางจิต โรคทางจิต โรคประสาท โรคซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย และการทำร้ายคนใกล้ชิด และการก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจของลูกในครอบครัว
          4. ทางด้านความมั่นคง ผลกระทบคือการล่มสลายของครอบครัว การหย่าร้าง การทำร้ายถึงแก่ชีวิต การเป็นคดีความ และการกระทบต่อความเป็นอยู่ของสังคมโดยรวม
          ทั้งนี้ผลกระทบโดยภาพรวมต่อสังคม ก็คือความเป็นอยู่ในสังคมแย่ลงสวนทางกับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ เยาวชนรุ่นต่อไปที่มีปัญหา รวมทั้งการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ความเจ็บป่วยทางจิต พบสูงขึ้น สังคมไทยจะอ่อนแอลง จึงควรที่ทางรัฐบาลจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เสมือนปัญหายาเสพติดที่เกิดการรวมพลังของแผ่นดินจากฝ่ายต่าง ๆ

สร้างความรู้ มีนโยบายและเจ้าภาพ คือทางออกของปัญหา

          รศ.นพ.รณชัยฯ ได้กล่าวถึงทางออกของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไว้ว่า ควรสร้างองค์ความรู้ที่ชัดเจนต่อปัญหานี้ เพื่อสร้างการรับรู้อันจะช่วยกันป้องกันแก้ไขในทุกหน่วยของสังคม ควรมีแผนนโยบายชัดเจนในการแก้ไขปัญหาในระดับต่าง ๆ ผู้นำรัฐบาลต้องที่จริงใจและคิดใหม่ต่อปัญหานี้ ต้องสร้างปรากฏการณ์การเอื้ออาทรซึ่งกันและกันของคนในสังคม โดยเริ่มตั้งแต่หน่วยเล็กของสังคมคือครอบครัวจนถึงระดับประเทศ และโดยควรมีเจ้าภาพที่ชัดเจนต่อปัญหานี้ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ เป็นต้น

ความรุนแรงเป็นวัฒนธรรมและเริ่มจากการขัดแย้ง : มุมมองจากนักพฤติกรรมศาสตร์

           ดร.สธญ ภู่คง อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มศว. ได้กล่าวถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัวในการสัมมนาครั้งนี้ว่า หากมองปัญหาความรุนแรงในมิติทางวัฒนธรรม จะเห็นว่าความรุนแรงปรากฏเด่นชัดในสังคมไทย เช่น การสะท้อนผ่านทางภาพยนต์ประเภทย้อนยุค จนกลายเป็นความชินชา และดูเหมือนว่าผู้หญิงยอมรับวัฒนธรรมผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ความเป็นจริงก็คือผู้หญิงเริ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในใจแล้ว และมีลำดับขั้นที่จะนำไปสู่ความรุนแรงเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป การป้องกันปัญหาคือการระงับความขัดแย้งก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ความรุนแรง

ควรแก้ไขความรุนแรงด้วยวัฒนธรรม

          ดร.สธญฯ กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาในสังคมไทย พอมีความขัดแย้งหรือมีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็คาดหวังว่าจะใช้การแทรกแซงจากภายนอกครอบครัว เช่น ตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ มาจัดการกับปัญหา โดยมองข้ามวัฒนธรรมดั้งเดิม คือการใช้พี่น้อง ปู่ย่าตายาย มาช่วยไกล่เกลี่ย ดังนั้นในการแก้ไขปัญหา เราควรมองมิติทางวัฒนธรรมไปพร้อม ๆ กัน และเราไม่ควรมองแต่ผลคือความรุนแรงที่ปรากฏออกมา แต่ควรมองว่าก่อนที่มีความรุนแรงต้องมีความขัดแย้ง (conflict) และความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่ไม่ให้ความขัดแย้งกลายเป็นความรุนแรง

 

 
 
 
 

รศ.นพ.รณชัย

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

ดร.สธญ