สัมมนาสังคมศาสตร์เชิงพฤติกรรม
เรื่อง ความสูญเสียและความเศร้าโศก มุมมองในการใช้ชีวิต
  วิทยากร : ผศ.ดร.อนงค์ วิเศษสุวรรณ์
 
 

       

          ผศ. ดร.อนงค์ วิเศษสุวรรณ์ แนะนำหนังสือที่น่าอ่านสำหรับการทำความเข้าใจกับความสูญเสีย ก่อนเผยประสบการณ์ชีวิต และเคล็ดลับการเผชิญการสูญเสียและเศร้าโศก โดยเริ่มต้นจากคำถามว่า ความสูญเสียคืออะไร ทำไมต้องสูญเสีย เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้นสิ่งที่ตามมาคือความเศร้าโศก จะทำอย่างไรเมื่อเกิดความสูญเสียและเศร้าโศก และหากต้องเศร้าโศกจะเศร้าโศกอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร

           การจัดสัมมนาสังคมศาสตร์เชิงพฤติกรรม ครั้งที่ 3 ที่สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มศว. ในวันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2549 โดย   น.ส.ฐิติมา เวชพงศ์ พ.ต.ท.หญิง กัญญ์ฐิตา ศรีภา และ น.ส.ธรรมนันทิกา แจ้งสว่าง นิสิตปริญญาเอกสาขาการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ ได้เชิญวิทยากร ผศ. ดร.อนงค์ วิเศษสุวรรณ์ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มาบรรยายพิเศษ และมีอาจารย์ นิสิต - นักศึกษา และบุุคคลทั่วไป เข้าร่วมสัมมนา สรุปการบรรยายได้ดังนี้

หนังสือที่น่าอ่านสำหรับการทำความเข้าใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลง
          ผศ.ดร..อนงค์ฯ ได้กล่าวถึงหนังสือ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป (WHO MOVED MY CHEESE?) ของ Spencer Johnson ซึ่งเป็นหนังสือถ่ายทอดการเดินทางของหนูที่เดินอยู่ในเขาวงกต และในระหว่างทางได้พบข้อคิดต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์
          ประเด็นที่เป็นข้อคิดอันน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ “การยึดติด” กับ “การเปลี่ยนแปลง” การยึดติดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนการยึดติดกับเนยแข็งโดยไม่ว่าคนแต่ละคนนั้นจะให้คุณค่าความหมายของเนยแข็งว่าเป็นอะไร โดยการไม่ยอมรับต่อโลกของความจริงที่ว่าทุกสิ่งในโลกย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง
          ดังนั้นเมื่อคนนั้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ก็จะทำให้คนนั้นมีความรู้สึกสูญเสีย และจากความยึดติดทำให้ไม่สามารถยอมรับความสูญเสียนั้นได้ จนเกิดเป็นความรู้สึกโศกเศร้า การลดความรู้สึกสูญเสียและความโศกเศร้าควรที่จะ “ไม่ยึดติด” แต่ควรยอมรับ “ความเปลี่ยนแปลง” เป็นการเตรียมใจต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นที่เป็นความจริงตามธรรมชาติ

ความหมายของสูญเสียและมุมมองต่อชีวิต
          สำหรับความหมายของความสูญเสีย ผศ.ดร.อนงค์ฯ กล่าวว่า ความสูญเสียของคนแต่ละคนมีความหมายมีนิยามและระดับความสำคัญที่แตกต่างกัน ความสูญเสียอาจเป็นได้ทั้งรูปธรรม ได้แก่ คนรัก ทรัพย์สิน หรือนามธรรม ได้แก่ อิสรภาพ เวลา ไม่ว่านิยามความสูญเสียของแต่ละคนจะเป็นเช่นไร ทุกคนมีปลายทางของชีวิตเหมือนกัน คือ ความตาย
          ในส่วนของมุมมองต่อชีวิต แต่ละบุคคลจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน มุมมองต่อชีวิตของบุคคลจะส่งผลต่อวิธีการในการดำเนินชีวิตของบุคคลนั้นไปด้วย บางคนมองชีวิตเป็นเกมส์ก็จะดำเนินชีวิตเพื่อจะเอาชนะ บางคนมองชีวิตเป็นธุรกิจก็คิดแต่จะหวังกำไร หรือบางคนมองชีวิตเหมือนการเดินทางซึ่งมีทั้งการเดินทางถูกและการเดินทางที่ผิด แต่ที่สำคัญต้องการบุคคลร่วมทางที่ดีเมื่อเกิดปัญหาสามารถช่วยเป็นกำลังใจให้กับและกันได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไม่อยู่ที่ปลายทางของชีวิต แต่อยู่ที่ว่าแต่ละย่างก้าวของการเดินทางจะใช้และดำเนินชีวิตอย่างไรมากกว่า
          ทั้งนี้มุมมองต่อชีวิตจะมีความสัมพันธ์กับระดับความสูญเสียและเศร้าโศก การมองชีวิตอย่างเข้าใจ จะทำให้เรารู้เหตุและผล และสามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกสูญเสียได้ดีขึ้น

ทำอย่างไรเมื่อเผชิญความสูญเสียและเศร้าโศก
          เมื่อบุคคลเผชิญความสูญเสียจะทำอย่างไร ผศ.ดร.อนงค์ ฯ กล่าวว่า ตามแนวคิดของ Dr.Elizabeth Kubler Ross กล่าวว่า บุคคลจะมีปฏิกิริยา 5 อย่างเมื่อเผชิญกับการสูญเสีย คือ
          1) การปฏิเสธ (deniel) ต่อความสูญเสียนั้นว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง
          2) ความโกรธ (anger) รู้สึกไม่พอใจต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น
          3) การต่อรอง (bargaining)
          4) ความหมดหวัง (depression) ต่อสิ่งที่เกิดจากความสูญเสีย
          5) การยอมรับ (acceptance) เข้าใจรับได้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
          โดยปฏิกิริยาทั้ง 5 ชนิดไม่จำเป็นต้องเกิดไปตามลำดับขั้นอาจจะเกิดกลับไปกลับมาได้
          วิธีการหนึ่งที่จะช่วยบุคคลต้องเผชิญกับความสูญเสียและโศกเศร้า คือ วิธีคิดตามหลักพุทธธรรมที่ยึดหลัก โยนิโสมนสิการ คือ คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบ คิดมีเหตุผล คิดเร้ากุศล เป็นความคิดที่สกัดอวิชชาตัณหา ให้มองตามความเป็นจริงปัจจุบันขณะไม่กังวลอยู่กับอดีตและอนาคต เพราะไม่มีผู้ใดทราบวันตาย ควรเร่งทำความเพียรทางธรรมตั้งแต่วันนี้ เพื่อพบความสุขที่แท้จริงที่ตัวเราเองเป็นผู้เลือกเองได้

ประสบการณ์ชีวิตกับความสูญเสียและความเศร้าโศก
          ผศ.ดร.อนงค์ ฯ ได้ยกตัวอย่างถึงประสบการณ์ที่พบกับความสูญเสียต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งการสูญเสียบุคคลที่รัก การสูญเสียทรัพย์สินที่มีค่า และการเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรง (มะเร็ง) จนถึงขั้นเกือบเสียชีวิต แต่จากการสร้างความหวังให้กับตนเอง วิธีคิดแนวพุทธ วิธีคิดทางบวก และประสบการณ์ช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ จนสามารถผ่านเหตุการณ์ความสูญเสียและลดความโศกเศร้าดังกล่าวมาได้
          ทั้งนี้การได้รับกำลังใจและการเอื้ออาทรจากบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลที่ให้การรักษา เพื่อนที่คอยดูแลและปลอบโยนให้คลายความกังวล ประกอบกับการขจัดความทุกข์ด้วยการคิดทางบวก และอารมณ์ที่แจ่มใส เป็นสิ่งสำคัญที่คลี่คลายความสูญเสียและเศร้าโสกของชีวิตลงได้
          วิทยากรย้ำในตอนท้ายว่า เมื่อเกิดความเศร้าโศกแต่ละคนจะมีกลวิธีในการเผชิญความสูญเสียและเศร้าโศกแตกต่างกันไป บางคนการสูญเสียหลายๆ ครั้งจะเป็นผลทางลบกับตัวเขา แต่บางคนประสบการณ์จากการสูญเสียซ้ำๆ จะช่วยให้เขาสามารถเผชิญกับการสูญเสียครั้งต่อๆไปได้ดีขึ้น
          อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ ต่างก็ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของคนนั้นต่อเหตุการณ์ที่สูญเสีย โดยเฉพาะวิธีคิดของคน ๆ นั้นที่มีต่อความสูญเสีย จะช่วยลดความกลัวและความเศร้าโศกจากการสูญเสียลง เช่น การใช้วิธีคิดตามแนวพุทธ การใช้ลมหายใจ การมีจินตนาการ และการคิดทางบวก
          สิ่งสำคัญคือคน ๆ นั้น จะต้องอดทน ไม่ท้อแท้และสูญเสียกำลังใจง่าย ๆ เพราะปัญหาแต่ละครั้งจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันและต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้เพื่อเกิดวิธีคิดในการยอมรับและเผชิญต่อความจริงของชีวิต
          ท้ายสุดของการบรรยาย ผศ.ดร.อนงค์ ฯ ฝากแง่คิดไว้ด้วยประโยคที่ว่า
          “ ไม่ให้รำพึงหลัง ไม่ให้หวังอนาคต”
          “ Times does not heal, Healing takes time”

          และ “ความสุขที่แท้จริง...ท่านเลือกเองได้”

 

 
 
 
ผศ.ดร.อนงค์