![]() ![]() ![]() |
|||
|---|---|---|---|
รศ.สุพัตรา ระบุ ปัญหาสังคมแก้ได้ด้วยการกระทำร่วมกันของหลายฝ่าย
|
![]() รศ.สุพัตรา สุภาพ |
รศ.สุพัตรา สุภาพ อาจารย์อาวุโสจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา กล่าวบรรยายพิเศษให้กับนิสิตหลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ เรื่อง “มิติปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคต” ที่ห้องเรียนรวม ชั้น 1 สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันอังคารที่ 12 กันยายน 2549 ว่า ปัญหาสังคมเป็นปัญหาที่กระทบกระเทือนบุคคลจำนวนหนึ่งมากพอควร โดยวิธีการที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้อง และรู้สึกว่าจะต้องมีการกระทำบางอย่างเพื่อให้ปัญหานั้นดีขึ้นด้วยในรูปของการกระทำร่วมกัน สาเหตุของปัญหา |
การติดต่อกันทางวัฒนธรรมก็นำไปสู่ปัญหา รศ.สุพัตรา กล่าวต่อว่า การติดต่อกันทางวัฒนธรรม ก็ทำให้สังคมมีปัญหา ตัวอย่างเช่นเด็กไทยไปเรียนต่อเมืองนอก กลับมาก็นำการสวิงกิ้งเข้ามา จะเห็นว่าเทคโนโลยี การท่องเที่ยว สื่อสารมวลชน การแลกเปลี่ยนทางการค้า ล้วนมีอิทธิพลต่อการติดต่อทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น และจากงานวิจัยพบว่าเด็กมีแนวโน้มเสียตัวก่อนวัยอันควรมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดการรับรู้จากสื่อ ยิ่งพัฒนายิ่งมีปัญหา รศ.สุพัตรา ได้กล่าวถึงทฤษฎีสมัยใหม่ (Modernization Theory) ว่า ทฤษฎีนี้อธิบายถึงสังคมที่ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งมีปัญหา ถ้าปรับตัวไม่ได้ ทั้งนี้เพราะสังคมจะปรับตัวอย่างซับซ้อน เช่น มีการกลายเป็นเมือง (Urbanization) มากขึ้นเมื่อมีความทันสมัย ทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ (Subcultural) ที่ทำให้คนรู้สึกว่าต้องอยู่ตัวใครตัวมัน โดยโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนแปลงจากง่ายไปหายาก ประเทศพัฒนาแล้วจะได้เปรียบประเทศกำลังพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม และประเทศกำลังพัฒนาจะด้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วทางด้านทักษะเฉพาะอย่าง “ประเทศไทยขาดทักษะเฉพาะอย่าง เช่น พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้สื่อสารกับต่างประเทศลำบาก ตัวอย่างเช่น จะสังเกตเห็นว่านางงามที่เข้าประกวดในเวทีระดับโลก คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีจะได้เปรียบ” รศ.สุพัตรา กล่าว ทุุนนิยมก็สร้างปัญหา รศ.สุพัตรา กล่าวถึงสาเหตุปัญหาสังคมอีกว่า ความเป็นทุนนิยมก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน เช่นประเทศเสรีมีเงินมากก็จะได้เปรียบ เพราะทุนนิยมคือการคิดจะทำอย่างไรให้ได้กำไรมากที่สุด ปัจจุบันทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาต่างก็ไม่ปฏิเสธระบบทุนนิยม และเกิดความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำกันระหว่างทุนนิยมของประเทศที่มีศักยภาพต่างกัน ซึ่งเกิดผลตามมาใน 2 ลักษณะคือ เกิดสังคมแกน (Core societies) ซึ่งคือประเทศที่พัฒนาแล้ว และสังคมชายขอบ (Peripheral Societies) คือกลุ่มประเทศยากจน ระบบทุนนิยมโลกจะทำให้สังคมแกนได้เปรียบสังคมชายขอบ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือประเทศที่พัฒนาแล้วมีการนำเอาองค์กรระหว่างประเทศมาบีบ เช่น การเจรจาการค้าเสรี เป็นต้น มิติที่ผิดพลาด สำหรับมิติทางสังคมที่ก่อให้เกิดปัญหา รศ.สุพัตรา กล่าวว่า ความผิดพลาดในมิติของสังคม จะนำไปสู่การขัดแย้งทางสังคมและการเกิดปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข เช่น การมองจากบนล่างเพียงอย่างเดียว คือจากผู้กำหนดนโยบายสู่ผู้ปฏิบัติ ทำให้ไม่ทราบปัญหาที่แท้จริง การแบ่งแยกหรือจำแนกชนชั้นทางสังคม เช่น ชั้นวรรณะ คนขาวคนดำ จะทำให้สังคมมีความแปลกแยก นอกจากนั้นกลุ่มผลประโยชน์ (Interest and Pressure Group) จะพยายามใช้อิทธิพลควบคุมคนหรือสื่อ พยายามสร้างอิทธิพล และใช้การปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นมิติที่แฝงเร้นอยู่ในสังคม ปัญหาที่ต้องแก้ไขด่วน รศ.สุพัตรา กล่าวว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขด่วนในตอนนี้ คือ เมืองและชนบทมีความเจริญเติบโตต่างกัน ประเทศมีการเสียเปรียบดุลการค้าต่อเนื่อง การขาดแรงงานชำนาญพิเศษเฉพาะด้าน ชาวชนบทมีที่ทำกินน้อย การบุกรุกทำลายป่า หรือทำลายธรรมชาติมากขึ้น ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาประเทศค่าแรงต่ำที่แย่งลูกค้าและฐานการผลิต ปัญหาโลกาภิวัฒน์ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ปัญหาคนเห็นแก่เงิน เห็นแก่ตัวซึ่งมีมากขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอิทธิพลที่สร้างปัญหากับสังคม และต้องแก้ไขปัญหาความแตกแยกในสังคมที่มีอยู่สูงในปัจจุบัน ปัจจัยช่วยแก้ปัญหาปัจจุบันและอนาคต สำหรับปัจจัยที่ช่วยแก้ปัญหานั้น รศ.สุพัตรา กล่าวว่า เราจะต้องสร้างคนมีคุณธรรม จริยธรรม ให้เกิดขึ้นทั้งในตัวผู้นำและผู้ตาม การกำหนดนโยบายต้องมีเป้าหมายเพื่อส่วนรวมชัดเจน เราต้องสร้างนิสัยประจำชาติใหม่โดยการปฏิเสธระบบอุปถัมภ์และไม่ทำอะไรที่สุดขั้ว ประชาชนต้องเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยควรหวงแหน รักษา และปฏิบัติตาม จะต้องขจัดและควบคุมอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เข้ามาสร้างปัญหา และต้องแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากร ค่านิยม หรือทัศนคติที่แตกต่างกันให้ได้ “เรารู้ว่าอย่างไรสังคมก็มีปัญหา ซึ่งปัญหามีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่เราต้องเข้าใจว่าปัญหาแต่ละอย่างมีช่วงเวลาของมันและทุกปัญหามีทางแก้ไข เมื่อผ่านปัญหาจะทำให้สังคมแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นสังคมจะต้องเลือกทางที่จะสู้กับปัญหาอย่างมีสติ” รศ.สุพัตรา กล่าวในตอนท้าย |