การยิงอาวุธปล่อยนำวิถี MISTRAL ครั้ังแรกของกองทัพเรือไทย
โดย  ต้นเรือ ร.ล.จักรีนฤเบศร

     อาวุธปล่อยนำวิถี MISTRAL ถือเป็นอาวุธที่สำคัญของ ร.ล.จักรีนฤเบศร  นับตั้งแต่ติดตั้งเมื่อ พ.ศ.2542 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการทดสอบการยิงจริง เนื่องจากขาดความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น เป้าที่ใช้ในการทดสอบ และการรักษาความปลอดภัยของสนามยิง เป็นต้น ในปี พ.ศ.2552 ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการได้กำหนดนโยบายให้มีการฝึกยิงทดสอบอาวุธประเภทต่างๆ ของเรือในกองเรือยุทธการ รวมถึงอาวุธปล่อย MISTRAL ของ ร.ล.จักรีนฤเบศร ต่อมาในเดือน ก.ค.52 ทร.ได้มีโอกาสฝึกร่วมกับ ทร.สหรัฐฯ ในการฝึก CARAT 2009 ซึ่งทาง ทร.ได้อนุญาตให้มีการฝึกยิงทดสอบระบบอาวุธปล่อยนำวิถี MISTRAL จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราสามารถทดสอบความพร้อมรบ และความเชื่อมั่นต่อระบบอาวุธปล่อยนำวิถีฯ ในบทความนี้จะกล่าวถึงประสบการณ์ในการฝึกยิงอาวุธปล่อย มาถ่ายทอดให้กับผู้อ่านได้รับทราบ ก่อนอื่นจะปูพื้นฐานให้ทราบถึงรายละเอียด และคุณลักษณะที่สำคัญของระบบอาวุธปล่อยนำวิถีฯ การเตรียมความพร้อมในการฝึกยิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ และสุดท้ายการปฏิบัติและบรรยากาศในวันฝึกยิงจริง

 

รายละเอียดและคุณลักษณะที่สำคัญของระบบอาวุธปล่อย
     ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันตนเองระยะประชิดแบบ SADRAL  เป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันตนเองระยะประชิด ชนิดพื้นสู่อากาศ (SURFACE TO AIR MISSILE) ใช้ลูกอาวุธปล่อยนำวิถีมิสทราล (MISTRAL) เป็นลูกอาวุธปล่อย เป็นแบบนำวิถีเข้าสู่เป้าด้วยตนเอง (FIRE AND FORGET) ติดตั้งบนเรือรบผิวน้ำ ออกแบบมาเพื่อใช้ต่อต้านภัยคุกคามประเภทอาวุธปล่อยนำวิถี และอากาศยานข้าศึกที่เข้าโจมตีในระดับต่ำ ในระยะประมาณ 6 กม. (3.23ไมล์ทะเล) ซึ่งคำว่า SADRAL ย่อมาจาก Close Air Fight Self-Defence Light System (Systemed Autodefense RAPROCHEE Anti-aerien Leger)

 
 
       ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี SADRAL ได้เริ่มใช้ประจำการในกองทัพประเทศต่างๆ ใน ปี ค.ศ. 1989 และในปัจจุบันได้ถูกประจำการอยู่ในกองทัพต่างๆ ของ 25 ประเทศ ซึ่งระบบอาวุธปล่อยฯ สามารถขายได้มากกว่า16,000 ชุด ทั่วโลกในส่วนของกองทัพเรือไทย ได้จัดหาและติดตั้งบน ร.ล.จักรีนฤเบศร ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบัน 

คุณลักษณะที่สำคัญของลูกอาวุธปล่อย
     คุณลักษณะของลูกอาวุธปล่อยที่สำคัญ ประกอบด้วย
 -ขนาดของลูกอาวุธปล่อย มีความยาว 186 ซม. น้ำหนัก 18.4 กก.
 -หัวรบของลูกอาวุธปล่อย ประกอบด้วย ดินระเบิด TNT น้ำหนัก 3 กก. ภายในบรรจุลูกปืนทังสเตน จำนวน 1,500 ลูก ระบบนำวิถีเป็นแบบ  Infrared passive การขับเคลื่อนเป็นแบบเชื้อเพลิงแข็ง

  -ขีดความสามารถของลูกอาวุธปล่อย สามารถทำความเร็วได้ 2.5 มัค ระยะยิง 5,300 เมตร และความสูง 3,000 เมตร

ขั้นตอนการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฯขั้นตอนในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีฯ เริ่มตั้งแต่ตรวจจับเป้าหมาย เมื่อ ร.ล.จักรีนฤเบศร ถูกโจมตีด้วยยิงอาวุธปล่อยนำวิถีประเภทต่างๆ จากเรือผิวน้ำ เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ และเรือดำน้ำ จากฝ่ายตรงข้ามพนักงานตรวจจับและติดตามเป้าของระบบอำนวยการรบจะติดตามเป้าหมายตั้งแต่ระยะไกล เมื่อเป้าเข้ามาระยะที่เหมาะสม จะส่งมอบเป้าหมายให้กับระบบควบคุมอาวุธปล่อยนำวิถีฯ แท่นยิงจะหันไปยังเป้าหมายโดยอัตโนมัติ กล้องโทรทัศน์ และกล้องอินฟราเรดที่แท่นยิง จะจับเป้าหมายเห็นภาพเป้าหมายบนจอ พนักงานจะเลือกให้ลูกอาวุธปล่อยฯเริ่มทำงาน เมื่อเป้าหมายเข้าใกล้ระยะที่ IR SEEKER ในหัวลูกอาวุธปล่อยนำวิถีฯ สามารถติดตามรังสีอินฟาเรดที่แพร่ออกมาจากความร้อนของเป้าหมายได้ อาวุธปล่อยจะเริ่มติดตามเป้าหมายควบ  

คุมแท่นยิงให้หันและกระดก อัตโนมัติตามเป้าหมายนั้น พนักงานควบคุมจะเป็นผู้กดปุ่มยิง หลังจากที่ลูกอาวุธปล่อยพ้นจากแท่นยิง ลูกอาวุธปล่อยจะวิ่งเข้าหาเป้าหมาย ในการระเบิดของลูกอาวุธปล่อยอาจเป็นแบบเฉียดเป้าระเบิดตัวเอง เพื่อให้ลูกปรายขนาดเล็กจำนวนมากระเบิดทำลายเป้าหมาย หรืออาจจะกระทบกับเป้าหมายระเบิด

การเตรียมความพร้อมในการฝึกยิง

     
ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญในการฝึกยิง คือการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกยิง และการฝึกซ้ำๆหลายครั้งให้เหมือนจริงมากที่สุด เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่เกิดข้อผิดพลาดในการฝึกยิง ทางผู้บังคับบัญชาของกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ทุกระดับชั้นได้ผลักดันให้ส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินสนับสนุนในการเตรียมความพร้อมการฝึกยิง ผลทำให้การฝึกยิงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การเตรียมความพร้อมประกอบด้วย ด้านองค์บุคคล  ด้านองค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี โดยมีการปฏิบัติแบ่ง เป็น 3 ช่วง ดังนี้
       ช่วงที่ 1 การเตรียมความพร้อม เป็นการวางแผนการทำงานเพื่อเตรียมพร้อมเบื้องต้นในการฝึกยิง การตรวจสอบความพร้อมของลูกอาวุธปล่อยนำวิถีฯ และระบบอาวุธปล่อยฯ โดย สพ.ทร. และการซ่อมทำระบบอาวุธปล่อยนำวิถีฯ บนเรือ เช่น ระบบควบคุมการทำงาน ตู้ควบคุมการหันและกระดกของแท่นยิง รวมทั้งแท่นยิงอาวุธปล่อย
       ช่วงที่ 2 การตรวจสอบและทดลองระบบ เป็นการตรวจสอบการทำงานของระบบควบคุม การทำงานของแท่นยิง และจัดการประชุมวางแผนแนวทางและแผนการยิงร่วมกับหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการฝึกการปฏิบัติงานของพนักงานในฝึกยิง การควบคุมและสั่งการ และวางแนวทางในการป้องกันอันตรายต่างๆ
       ช่วงที่ 3 การฝึกอาวุธปล่อยนำวิถีฯ ในทะเล โดยการปฏิบัติฝึกกับเป้าอากาศยาน ฝึกการเคลื่อนย้ายและติดตั้งลูกอาวุธปล่อยฯของเจ้าหน้าที่ การทดสอบระบบควบคุมของลูกอาวุธปล่อยฯ การควบคุมและสั่งการในการยิงอาวุธปล่อยฯ และทบทวนข้อระมัดระวังและอันตรายจากลูกอาวุธปล่อยฯ
     


 

การฝึกยิงอาวุธปล่อยในการฝึก CARAT 2009
     การฝึก CARAT ในประเทศไทย เป็นการฝึกร่วมของกำลังทางเรือระหว่าง ทร.ไทยกับ ทร.สหรัฐฯ ซึ่งจัดให้มีการฝึกทุกปี ในปี 2009 กำลังทางเรือฝ่ายไทยที่สำคัญ ประกอบด้วย ร.ล.จักรีนฤเบศร ร.ล.นเรศวร ร.ล.มกุฏราชกุมาร ร.ล.คีรีรัฐ และ ร.ล.สุโขทัย กำลังทางเรือฝ่ายสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย เรือ USS Harpers Ferry เรือ USS Chafee และ USS Crommelin โดยทาง ทร.เสนอให้มีการฝึกการปฏิบัติการทางเรือในหลายสาขา ในการนี้ได้บรรจุการฝึกที่สำคัญ คือการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฯ ของ ร.ล.จักรีนฤเบศร เป้าที่ใช้ในการฝึกยิง
     ในการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฯ ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือเป้าที่ใช้ในการยิงจะต้องมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับเป้าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมากที่สุด เป้าจะต้องมีขนาดและความเร็ว รวมทั้งความร้อนที่ปล่อยออกมาใกล้เคียงกับลูกอาวุธปล่อยนำวิถี ซึ่งเป้าดังกล่าวรวมกับระบบควบคุมเป้ามีราคาค่อนข้างสูงในการจัดหาและใช้เป้าได้ครั้งเดียวในการฝึกยิงเป็นเป้าของอาวุธปล่อยนำวิถี ในการฝึก ทร.สหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุน เป้าอากาศยานบังคับวิทยุ (Drone) แบบ BQM-74E ซึ่ง ในปี 2552 ประเทศแคนาดา ได้จัดซื้อเป้าละ ประมาณ 13 ล้านบาท เป้า Drone มีขนาดเล็กเท่ากับลูกอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน ความเร็วเท่ากับความเร็วเดินทางของเครื่องบินขับไล่ ควบคุมการทำงานด้วยการบังคับทางวิทยุ คุณลักษณะของเป้าที่สำคัญ คือ ความยาวของเป้า 3.94 ม. ความกว้างของปีก 1.76 ม. น้ำหนัก 123 กก. และใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเจตในการขับเคลื่อน ด้วย แรงขับ 240 ปอนด์ ซึ่งมีขีดความสามารถในการทำความเร็วได้สูงสุด 927 กม.ต่อชม.และบินได้นาน 68 นาที

สถานการณ์การฝึกยิงในวันจริง
     ในวันที่ 13 ก.ค.52 เวลา 1100 เป็นเวลาที่กำหนดไว้ในการปล่อยเป้า แต่เกิดปัญหาจากสภาพอากาศในพื้นที่ฝึกมีคลื่นค่อนข้างแรง และความเร็วลมประมาณ 30-35 น็อต ซึ่งเกินขีดจำกัดในการปล่อยเป้าขึ้นจากเรือ และเรือควบคุมอาจจะไม่สามารถควบคุมการโคจรของเป้าได้ ซึ่งทางผู้บัญชาการกองเรือร่วมทั้งสองฝ่ายจึงขอเลื่อนการฝึกออกไปจนกว่าความเร็วลมจะมีความเหมาะสม ในสถานการณ์ดังกล่าวผมมีความรู้สึกว่าทางผู้บังคับบัญชาที่มาเยี่ยมชมการฝึก และกำลังพลประจำเรือต่างๆ ที่เฝ้ารอการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฯต่างก็มีความกังวล และผิดหวัง ในใจของทุกคนแล้วคงภาวนาขอให้ความเร็วลมลดลง เพื่อสามารถทำการฝึกยิงได้ ในความคิดของผมแล้วถ้าไม่สามารถฝึกยิงได้ การเตรียมการในการฝึกยิงจริงต่างๆ ที่ผ่านมา จะไม่ปรากฏผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และการฝึกยิงอาวุธนำวิถี MISTRAL ครั้งแรก ก็จะยังคงเป็นความหวังต่อไป
     ต่อมาในเวลาประมาณ 1600 ความเร็วลมเริ่มลดลงสามารถที่จะปล่อยเป้าได้ ทางผู้บัญชาการกองเรือร่วมทั้งสองฝ่ายจึงสั่งให้ฝึกยิงอาวุธได้ ทำให้ความหวังที่พวกเรารอคอยได้มาถึง ซึ่งตามแผน เป้า Drone ลูกแรก ใช้สำหรับการยิงปืนใหญ่ประจำเรือของเรือร่วมฝึก และการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีเอสปิเด้ ของ ร.ล.สุโขทัย ส่วนเป้า Drone ลูกที่สองใช้สำหรับการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถี MISTRAL แต่ได้ปรับแผนให้เป้า Drone ลูกแรก สำหรับการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฯ ของ ร.ล.จักรีนฤเบศร  ในการฝึกเรือในกระบวนเรือจัดรูปกระบวนเรียงตามกัน กำลังพลประจำเรือ ร.ล.จักรีนฤเบศร ได้ยินประกาศทางระบบประกาศคำสั่ง “ประจำสถานีรบ” พร้อมกับเสียงสัญญาณการประจำสถานี เป็นสิ่งบ่งบอกว่าการฝึกได้เริ่มขึ้นแล้ว การประจำสถานีรบซึ่งเป็นการเตรียมขั้นความพร้อมสูงสุดของเรือในการเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ ผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของสนามยิงรายงานให้ผู้อำนวยการฝึกทราบว่า “สนามยิงปลอดภัย” ผู้อำนวยการฝึกจึงได้สั่ง “เริ่มเที่ยว”

     เวลา 1718 เรือ ทร.สหรัฐฯ ปล่อยเป้า Drone และบังคับเป้าให้บินตามวงจรการบินที่กำหนดไว้   ระหว่างนั้นสายตาทุกคู่บนสะพานเดินเรือพยายามค้นหาเป้าว่าบินอยู่ตำบลที่ใด แต่ไม่สามารถพบเห็นด้วยสายตาได้ ที่ห้องศูนย์ยุทธการ กล้องโทรทัศน์ที่แท่นยิงท้ายสามารถตรวจจับและติดตามเป้าได้ รายงาน “ตรวจพบเป้า Drone ในแบริ่ง..........” แต่ไม่มีมุมยิง กล้องโทรทัศน์ที่แท่นยิงหัว สามารถจับเป้า Droneได้ พนักงานควบคุมแท่นยิง รายงาน “พบเป้า” พร้อมกับควบคุมแท่นยิงหันและกระดกไปยังเป้าหมาย   พนักงานกดปุ่มเลือกลูกอาวุธปล่อยฯ
     จากนั้น IR SEEKER ในหัวลูกอาวุธปล่อยสามารถติดตามรังสีอินฟาเรดที่แพร่ออกมาจากความร้อนของเป้าหมายได้ พนักงานควบคุมแท่นยิง รายงาน “Lock on” ระบบได้ควบคุมแท่นยิงให้หันและกระดกติดตามเป้าโดยอัตโนมัติ นายทหารการอาวุธสั่ง “แท่นยิง 1 ระวัง......ยิง” พนักงานควบคุมกดปุ่ม “ยิง” ที่สะพานเดินเรือ ได้ยินเสียงจุดระเบิดที่แท่นหมายเลข 1 ทางหัวเรือขวา เห็นควันสีขาวพุ่งออกจากแท่นหัว อาวุธปล่อยพุ่งจากแท่นยิงและเข้าหาเป้าประดุจลูกไฟ วิ่งไปทางทิศ 200 ทางหัวเรือขวา ด้วยความรวดเร็ว  ประมาณ 4 วินาที เห็นกลุ่มประกายไฟและควันจำนวนมาก ที่ระยะ 2 ไมล์  และเห็นเป้าสีส้มระเบิดในเวลาต่อมา ลูกอาวุธปล่อยนำวิถีฯชนถูกเป้า ผลทำให้เป้าระเบิดและตกลงไปในทะเล
     จากบรรยากาศความเครียดในการฝึกกลายเป็นอาการปิติและการแสดงความยินดีในความสำเร็จในการยิง บรรยากาศภายในเรือเต็มไปด้วยรอยยิ้มและการแสดงความยินดี แตกต่างจากบรรยากาศก่อนยิงอาวุธโดยสิ้นเชิง กำลังพลประจำเรือได้     เสริฟแชมเปญ ให้กับ ผู้บังคับบัญชา และนายทหารสัญญาบัตรที่ร่วมชมการฝึก เพื่อเป็นการแสดงความ
 


















ยินดีต่อความสำเร็จในการยิงอาวุธปล่อยฯในครั้งนี้ พล.ร.ต.ไชยยศ สุนทรนาค ผู้อำนวยการฝึก กองอำนวยการฝึกผสม CARAT 2009 ได้ชมเชยการปฏิบัติว่า “ขอชมเชยการปฏิบัติของ ร.ล.จักรีนฤเบศร.....ที่ได้มีการเตรียมการและการปฏิบัติในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี...ต่อเป้า Drone จนทำให้การยิงอาวุธปล่อยนำวิถี...ประสบความสำเร็จ”
     ในส่วนของกำลังพลประจำเรือแล้ว ผมเชื่อว่าความยากลำบาก และความเหนื่อยล้า จากการเตรียมความพร้อมของระบบอาวุธปล่อย และความพร้อมในการฝึกยิงได้มลายหายไปสิ้นเชิงหลังจากที่พวกเราเห็นอาวุธปล่อยฯ วิ่งชนเป้า  การฝึกยิงอาวุธปล่อยฯของเรือในวันนี้ ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกองทัพเรือว่า การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถี MISTRAL ครั้งแรกของ ทร.ไทย สำเร็จอย่างงดงามตามความมุ่งหมายที่กำหนดไว้ทุกประการ


 

บทส่งท้าย
     อาวุธปล่อยนำวิถี MISTRAL ถือว่าเป็นอาวุธหลักที่สำคัญของ ร.ล.จักรีนฤเบศร ในการป้องกันภัยต่อภัยคุกคามที่จะเข้ามาทำอันตรายต่อเรือในขณะที่เรือออกปฏิบัติราชการในพื้นที่ปฏิบัติการ ในการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถี MISTRAL ของ ร.ล.จักรีนฤเบศร จุดมุ่งหมายหลักเป็นทดสอบความพร้อมรบของเรือ และความเชื่อมั่นต่อระบบอาวุธปล่อยนำวิถีฯ ผลการฝึกอาวุธปล่อยฯชนถูกเป้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการฝึกดังกล่าวได้ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกองทัพเรือ โดยเป็นการฝึกที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เรือ และกองทัพเรือ อันเป็นที่น่าภาคภูมิใจต่อข้าราชการของ ร.ล.จักรีนฤเบศร และกองทัพเรือ ส่งผลทำให้เกิดความมั่นใจต่อขีดความสามารถ และความพร้อมรบของเรือ ในการปฏิบัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ที่เป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งของกองทัพเรือ

 
       
  คุณอาจต้องการทราบข้อมูลเหล่านี้
ร.ล.จักรีนฤเบศร กับการช่วยเหลือประชาชน
เรือหลวงกับบทบาทการเป็นเรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล
การฝึกความพร้อมเรือหลวงจักรีนฤเบศร
อดีตแห่งความสำเร็จกับการทำงานเป็นทีม
ธงราชนาวี สัญลักษณ์แห่งความเป็นนาวี
 
 
       
 
       
 
         
       
ร.ล.จักรีนฤเบศร  ท่าเรือจุกเสม็ด  ฐานทัพเรือสัตหีบ  ต.แสมสาร  อ.สัตหีบ  จ.ชลบุรี  20180
 
       
อีเมล์์ : chakrinaruebet@hotmail.com
 
       
Power by Electronic Department
 
       
web stats