๑. กล่าวนำ
สงครามอิรักได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในสายตาของประชาคมโลกจากผู้พิทักษ์ความชอบธรรม และได้
ลบล้างความเป็นเสาหลักค้ำประกันบทบาทขององค์การสหประชาชาติในการจัดระเบียบโลกอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังสะท้อนถึงสัจธรรมที่ว่า "อำนาจคือความชอบธรรม" และแนวคิดในเรื่องของ "ผลประโยชน์" ได้เป็นอย่างดี อาจกล่าวได้ว่าเหตุก่อการร้าย ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ ซึ่งสหรัฐฯ ประสบความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่บนแผ่นดินของตน เป็นจุดเริ่มต้นของการดึงดันทำสงคราม โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรม ในครั้งนี้ แต่ก็วิเคราะห์ได้ว่ามีแง่มุมที่เป็นเหตุผลแฝงในเรื่องของผลประโยชน์อยู่ด้วย สงครามอิรักจึงเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของระบบโลก จากการแสวงความร่วมมือเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงร่วมกันบนพื้นฐานการดำเนินบทบาทขององค์การสหประชาชาติ กลับไปเป็นระบบอำนาจนิยม ที่มหาอำนาจต่างแสวงหาการรวมกลุ่มเพื่อถ่วงดุลอำนาจกัน สำหรับเป็นหลักประกันในความมั่นคงและผลประโยชน์ของตน การศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นมาและสาเหตุของสงครามจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ สำหรับการมองการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ แนวทางในการทำสงครามตามยุทธศาสตร์ทหารที่วิเคราะห์จากองค์ประกอบด้านพันธมิตรและแนวร่วมในการทำสงคราม จุดแข็งและจุดอ่อนของฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้าม จนนำไปสู่การเลือกใช้ปฏิบัติการทางทหารแบบที่เหมาะสม ในกรอบที่สามารถกระทำได้และจะบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรต้องศึกษาวิเคราะห์จากสงครามครั้งนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นสงครามระหว่างคู่ต่อสู้ที่มีขีดความสามารถแตกต่างกันมากและฝ่ายหนึ่งใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้

สุดท้ายเมื่อสงครามยุติแล้วจะเกิดผลกระทบอย่างไรทั้งในระดับโลกและภูมิภาคลงมาถึงระดับประเทศและกองทัพก็เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ต่อไป เพื่อประโยชน์ในการทบทวนการดำเนินงานในระดับยุทธศาสตร์และนโยบายทางด้านความมั่นคงและการปฏิบัติการทางทหารของประเทศ แม้ว่าจะดูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำสงคราม
อิรักครั้งนี้

บทวิเคราะห์สงครามอิรักตามเอกสารนี้มีความมุ่งหมายเพื่อรวบรวมสรุปข้อมูลที่เกี่ยวข้องและวิเคราะห์ตามหลักการที่ใช้เป็นกรอบในการศึกษายุทธศาสตร์และการทำสงครามจากสงครามต่าง ๆ ที่ผ่านมา ตามแนวทางที่ศึกษาในวิทยาลัยการทัพเรือ สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง ซึ่งจะครอบคลุมในหัวข้อความเป็นมาและสาเหตุของสงคราม พันธมิตรและแนวร่วมในการทำสงคราม ยุทธศาสตร์การทำสงคราม การปฏิบัติการทางทหารในการทำสงคราม การยุติของสงคราม และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อโลกและภูมิภาค ประเทศไทย กองทัพไทย และกองทัพเรือ ตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อการใช้ประโยชน์ในการศึกษาและเป็นข้อมูลทางวิชาการเป็นหลัก
การวิเคราะห์ในเอกสารนี้ เป็นการเรียบเรียงจากข้อมูลที่รวบรวมโดยกองศึกษายุทธศาสตร์และกองศึกษาสงครามทางเรือ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง รวบรวมจากแหล่งข้อมูลทั้งที่เป็นการสรุปข่าวและเหตุการณ์ของทางราชการและจากแหล่งสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการวิเคราะห์เป็นความเห็นของผู้เรียบเรียง บนพื้นฐานของประสบการณ์ในการศึกษาและวิเคราะห์ทางด้านยุทธศาสตร์และการทำสงครามที่ผ่านมา และเน้นเพียงประเด็นหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องที่สามารถหาเหตุผลทางวิชาการมาอธิบายได้ จึงอาจยังไม่ครอบคลุมทุกแง่มุมของสงครามและเป็นความเห็นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายหรือจุดยืนของหน่วยงานใด ๆ

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิรักในครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลสืบเนื่องจากสงครามอ่าวเปอร์เซียระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรกับอิรัก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่อิรักได้ส่งกองกำลังเข้ารุกรานและยึดครองคูเวต เมื่อ ๒ ส.ค.๒๕๓๓ และสหรัฐฯ กับพันธมิตรอาศัยมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจัดกองกำลังร่วมโดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ ทำสงครามขับไล่อิรักออกจากคูเวตได้เป็นผลสำเร็จในระหว่าง ๑๗ ม.ค. - ๒๘ ก.พ.๒๕๓๔
หลังจากนั้นเมื่อทหารอิรักทำการปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิรักอย่างโหดเหี้ยมและมีการใช้อาวุธเคมีด้วย สหรัฐฯ และพันธมิตรจึงได้กำหนดพื้นที่ปลอดภัยและเขตห้ามบินเพื่อการปกป้องชนกลุ่มน้อยดังกล่าว ระหว่างนั้นก็มีการใช้กำลังทางอากาศของฝ่ายพันธมิตรต่อเป้าหมายทางทหารของอิรักเป็นระยะ ๆ เมื่อมีการละเมิดและท้าทายการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยและเขตห้ามบินเพื่อการปกป้องชนกลุ่มน้อยดังกล่าว
ต่อมาใน เม.ย.๒๕๓๔ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ออกมติที่ ๖๘๗ กำหนดให้อิรักทำลายอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction/WMD) และชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม พร้อมกับส่งคณะ
ผู้ตรวจสอบอาวุธเข้าไปปฏิบัติงานในอิรัก แลกเปลี่ยนกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิรัก จนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๑ อิรักได้ขับไล่คณะผู้ตรวจสอบอาวุธฯ ออกจากประเทศโดยอ้างว่ามีการปฏิบัติงานในลักษณะเป็นจารชนให้กับฝ่ายสหรัฐฯ
๑๑ ก.ย.๒๕๔๔ เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้บังคับเครื่องบินโดยสารพุ่งชนอาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ และอาคารกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ จนนำไปสู่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานในระหว่าง ต.ค. - พ.ย.๒๕๔๔ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติและรัฐบาลที่ให้แหล่งพักพิงและสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว
หลังจากสงครามในอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ ก็หันไปสนใจกับประเทศที่เชื่อว่ากำลังพัฒนาหรือครอบครองอาวุธทำลายล้างสูงและให้การสนับสนุนการก่อการร้าย โดยเจาะจงที่ประเทศอิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ซึ่งประธานาธิบดี
จอร์จ บุช ของสหรัฐฯ ประกาศว่าเป็นแกนแห่งความชั่วร้าย (Axis of Evil) พร้อมทั้งดำเนินมาตรการกดดันทางการเมือง จนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ออกมติที่ ๑๔๔๑ เมื่อ ๘ พ.ย.๒๕๔๕ ให้อิรักทำลายอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูงที่อยู่ในครอบครองทั้งหมด และยอมให้คณะผู้ตรวจสอบอาวุธเข้าไปในอิรักอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอิรักก็ยอมรับมติดังกล่าวโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ผลการตรวจสอบที่รายงานเบื้องต้นว่ายังไม่พบหลักฐานการครอบครองอาวุธดังกล่าวและต้องการขยายเวลาการตรวจสอบต่อไป ไม่เป็นที่ยอมรับของสหรัฐฯ สหรัฐฯ จึงพยายามผลักดันให้มีการออกมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อเปิดช่องให้สามารถใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิรักได้อย่างชอบธรรมแต่ไม่เป็นผลเนื่องจากมีการคัดค้านอย่างเปิดเผยจากชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้แก่ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน รวมทั้งประเทศพันธมิตรในกลุ่มนาโตเอง เช่น เยอรมนี เป็นต้น คงมีเพียงอังกฤษ สเปน และออสเตรเลีย เท่านั้นที่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ อย่างแข็งขัน
อย่างไรก็ตามใน ๑๘ มี.ค.๒๕๔๖ สหรัฐฯ ก็ได้ประกาศเส้นตายให้ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และบุตรชาย ออกจาก
อิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง ซึ่งไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายอิรัก โดยประกาศว่าจะต่อสู้และต่อต้านสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างถึงที่สุด

๒๐ มี.ค.๒๕๔๖ หลังผ่านพ้นเส้นตายเพียงไม่กี่ชั่วโมง สหรัฐฯ ก็เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิรัก โดยพุ่งเป้าที่ระบบและศูนย์การควบคุมบังคับบัญชาและการสื่อสารของอิรักโดยเน้นเป้าหมายที่ผู้นำของอิรักโดยตรง
๒๑ มี.ค. - ๙ เม.ย.๒๕๔๖ สหรัฐฯ และอังกฤษปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้กำลังรบภาคพื้นดินควบคู่กับการโจมตีทางอากาศบุกเข้าอิรักจากทางตอนใต้ ผ่านเมืองสำคัญคือเมืองท่าอุมคาซาร์ บาซราห์ นาซิริยา นาจาฟ จนเข้าสู่กรุงแบกแดด โค่นล้มรูปปั้นของซัดดัมในใจกลางเมืองหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดของระบอบการปกครองของซัดดัม ใน ๙ เม.ย.๒๕๔๖ หลังจากนั้นยังมีการสู้รบประปรายตามเมืองสำคัญทางตอนเหนือจนสหรัฐฯ และพันธมิตรสามารถควบคุมเมืองโมซุล เคอร์คุก และสุดท้ายคือทิกริต เมืองบ้านเกิดของซัดดัม ใน ๑๔ เม.ย.๒๕๔๖ จึงถือว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ - อิรักครั้งที่สองได้สิ้นสุดลง

จนถึงปัจจุบันเป็นการดำเนินการสถาปนาการปกครองอิรักขึ้นมาใหม่และการบูรณะฟื้นฟูประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ แสดงท่าทีว่าจะดำเนินการจัดการปกครองอิรักเองโดยมอบหมายให้พลโท เจย์ การ์เนอร์ นายทหารนอกราชการเป็นผู้ดูแลจนกว่าจะสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยในอิรักได้อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับการบูรณะฟื้นฟูประเทศอิรักนั้น สหรัฐฯ และพันธมิตรแสดงท่าทีว่าจะให้สหประชาชาติเข้ามามีบทบาทนำต่อไป

@ ศยร.สรส. สงวนลิขสิทธ์ ทั้งมวล