๖. การปฏิบัติการทางทหารตามยุทธศาสตร์การทำสงคราม
จากลำดับเหตุการณ์สำคัญและการปฏิบัติการทางทหารในสงครามอิรัก ตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีอิรักระลอกแรกใน ๒๐ มี.ค.๒๕๔๖ จนถึงวันที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ บุกเข้าโค่นล้มรูปปั้นประธานาธิบดี ซัดดัม ในใจกลางกรุงแบกแดดใน ๙ เม.ย.๒๕๔๖ และสามารถควบคุมอิรักได้ทั้งประเทศและดำเนินการสถาปนาระบบการปกครองอิรักขึ้นมาใหม่พร้อมกับการดำเนินงานเพื่อการบูรณะและฟื้นฟูประเทศอิรักในเวลาต่อมา (รายละเอียดตามผนวก ข.) สามารถวิเคราะห์การปฏิบัติการทางทหารตามยุทธศาสตร์การทำสงครามของแต่ละฝ่ายได้ดังนี้
๖.๑ ฝ่ายสหรัฐฯ
๖.๑.๑ เริ่มต้นสงครามด้วยการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ด้วยอาวุธนำวิถีโทมาฮอค ที่ใช้ระบบหาตำบลที่ด้วยดาวเทียม ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก จากฐานยิงบนเรือรบสหรัฐฯ ที่วางกำลังในอ่าวเปอร์เซีย ทะเลแดง และทะเล
เมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งใช้เครื่องบินโจมตีด้วยระเบิดความแม่นยำสูงต่อเป้าหมายอาคารศูนย์บัญชาการ ทำเนียบประธานาธิบดี และสถานที่ซึ่งหน่วยข่าวกรองรายงานว่าซัดดัมอาจใช้เป็นแหล่งซ่อนตัวและวางแผนบัญชาการรบโดยหมายจะฆ่าซัดดัมและกลุ่มผู้นำที่ใกล้ชิดโดยตรง ชนิดที่จู่โจมแบบไม่ทันให้ระวังตั้งตัว

๖.๑.๒ หลังจากทิ้งช่วงเพื่อประเมินผลการโจมตี และไม่แน่ใจว่าการโจมตีระลอกแรกสามารถทำอันตรายต่อซัดดัมได้หรือไม่ ในวันต่อมา (๒๑ มี.ค.๒๕๔๖) จึงเริ่มยุทธการ "เขย่าขวัญให้พรั่นพรึง" (Shock and Awe) ด้วยการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงต่อเป้าหมายระบบการป้องกันภัยทางอากาศ ที่ตั้งหน่วยทหารและเครือข่ายการควบคุมบังคับบัญชาและการสื่อสาร ทั้งที่ตั้งอยู่ในกรุงแบกแดดและเมืองสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะเมืองทางตอนใต้ที่จะเป็นเส้นทางในการเดินทัพเข้าสู่กรุงแบกแดด ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่าเป็นปฏิบัติการในการทำลายหรือลิดรอนขีดความสามารถในการป้องกันและต้านทานของกำลังทหารอิรัก เพื่อกรุยทางให้กองกำลังทางบกปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นได้สะดวกง่ายดายขึ้น
๖.๑.๓ ส่งกำลังทางบกเคลื่อนที่เร็ว รุกเข้าปฏิบัติการทางภาคพื้นดินในทันที โดยไม่รอให้กำลังต้านทานของอิรักถูกทำลายหรืออ่อนเปลี้ยจากการโจมตีทางอากาศอย่างหนักก่อน เหมือนเช่นที่เคยใช้ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ด้วยความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของกำลังรบทางบกที่เหนือกว่าอย่างมาก และมีศักยภาพในการทะลุทลวงสูง เนื่องจากเป็นการใช้ทหารราบยานเกราะและปืนใหญ่สนาม สนับสนุนทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์พร้อมทั้งมีระบบการส่งกำลังเคลื่อนที่ตามมาด้วยกันในลักษณะกองกำลังเบ็ดเสร็จในตัวเอง

กองกำลังทางบกดังกล่าว ประกอบด้วย กำลังของกองทัพบกและนาวิกโยธินของสหรัฐฯ กับกำลังหน่วยจู่โจม (Commando) ของอังกฤษ แยกกันรุกข้ามพรมแดนอิรักเป็น ๓ ทิศทาง บุกเข้ายึดเมืองท่าอุมคาซาร์ (Um Qasar) และเมืองสำคัญทางตอนใต้ ได้แก่ บาสรา (Basra) นาซิริยา (Nasiriya) และนาจาฟ (Najaaf) เป็นต้น
ซึ่งสามารถยึดและควบคุมเมืองสำคัญดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว แล้วเคลื่อนกำลังมุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางคือกรุงแบกแดด วิเคราะห์ได้ว่าสหรัฐฯ ต้องการบุกเข้าประชิดกรุงแบกแดดอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันก็ต้องการควบคุมเส้นทางการขนส่งลำเลียงการส่งกำลังบำรุงจากทางภาคใต้เพื่อสนับสนุนการรบทางภาคพื้นดินได้อย่างต่อเนื่อง

นักรบสตรีชาวเคิร์ดฉลองชัยชนะในกรุงแบกแดด
หลังการบุกเข้าโจมตีจากทางเหนือของอิรัก


นาวิกโยธินสหรัฐฯ ปฏิบัติการรุกเข้าสู่กรุงแบกแดด
จากทางตอนใต้ของอิรัก
๖.๑.๔ หลังจากผ่านไปประมาณ ๑ สัปดาห์ สหรัฐฯ เริ่มหันมาเน้นการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางเหนือและตะวันตกของอิรักและใช้กำลังทหารพลร่มปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังของกลุ่มต่อต้านชาวเคิร์ด เพื่อเตรียมรุกเข้าตีกระหนาบกรุงแบกแดดจากทางเหนือด้วย วิเคราะห์ได้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ที่ต้องการมุ่งเข้าสู่กรุงแบกแดดโดยเร็ว เพราะเมื่อการเคลื่อนตัวจากทางใต้ชะลอความเร็วลง เนื่องจากการต่อต้านของฝ่ายอิรักและอุปสรรคจากพายุทะเลทราย ฝ่ายสหรัฐฯ ก็หันไปเน้นการการรุกเข้าจากทิศทางอื่น อย่างไรก็ตามฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงเน้นการบุกประชิดกรุงแบกแดดจากทางตอนใต้ โดยยังคงเคลื่อนกำลังอย่างต่อเนื่องไม่รอให้สามารถควบคุมสถานการณ์ในเมืองสำคัญตามรายทางได้อย่างสมบูรณ์ก่อน
๖.๑.๕ เริ่มสัปดาห์ที่สามของสงคราม ฝ่ายสหรัฐฯ เริ่มคุมสถานการณ์การรบได้ โดยกำลังทางบกสามารถบุกเข้าประชิดกรุงแบกแดดได้พร้อมกับยึดสนามบินแบกแดดเป็นศูนย์บัญชาการ ใช้วิธีปิดล้อมลักษณะดียวกับสงครามป้อมค่าย แล้วส่งกำลังหน่วยย่อยเคลื่อนที่เร็วด้วยรถถังและยานเกราะบุกเข้าทำการรบในกรุงแบกแดดเป็นระยะ ๆ ในลักษณะแหย่แล้วถอยตามยุทธการ "ลุยฟ้าลั่น" (Thunder Run) จนถึงวันที่ ๙ เม.ย.๒๕๔๖ สหรัฐฯ ก็สามารถบุกเข้าใจกลางกรุงแบกแดดโค่นล้มรูปปั้นของประธานาธิบดีซัดดัม โดยมีประชาชนอิรักกลุ่มหนึ่งมาร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับทหารสหรัฐฯ นับเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของรัฐบาลอิรัก



ต่อมากองกำลังของสหรัฐฯ และกลุ่มต่อต้านชาวเคิร์ดก็สามารถควบคุมเมืองสำคัญทางตอนเหนือได้ทั้งหมด และการสู้รบที่สำคัญได้ยุติลงหลังจากที่ฝ่ายสหรัฐฯ เข้ายึดและควบคุมเมืองทิกริต (Tikrit) อันเป็นเมืองบ้านเกิดของซัดดัมได้ใน ๑๔ เม.ย.๒๕๔๖ นับได้ว่าสหรัฐฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์แรกของการทำสงครามคือโค่นล้มซัดดัมและระบบการปกครองได้ในเวลาอันสั้นเพียงประมาณ ๓ สัปดาห์ และสูญเสียกำลังพลประมาณไม่ถึง ๒๐๐ คน ถือว่าดำเนินตามยุทธศาสตร์การทำสงครามได้ผลสำเร็จดียิ่ง
๖.๑.๖ ตลอดห้วงเวลาการปฏิบัติการทางทหาร ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ใช้ปฏิบัติการสงครามจิตวิทยาควบคู่กันไปอย่างกว้างขวางในทุกระดับ ตั้งแต่การแถลงข่าวบรรยายสรุปสถานการณ์สู้รบและการปฏิบัติการทางทหารอื่น ๆ โดยหน่วยบัญชาการกลาง (Central Command) แสดงความคืบหน้าและผลสำเร็จของปฏิบัติการทางทหาร การโปรยใบปลิวแนะนำให้ทหารอิรักยอมจำนน การจัดผู้สื่อข่าวพลเรือนเกาะติดไปกับหน่วยกำลังรบรายงานสถานการณ์และข้อมูลต่าง ๆ ที่ล้วนเป็นผลในทางบวกและสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การทำสงครามที่อาศัยเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (Information Technology) และระบบการสื่อสารที่ทันสมัย เผยแพร่ข้อมูลที่บั่นทอนความมุ่งมั่นในการรบของข้าศึก กระตุ้นขวัญและกำลังใจของฝ่ายตน พร้อมทั้งการสนับสนุนจากประชาชนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอิรักอันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะที่รวดเร็วในที่สุด
๖.๒ ฝ่ายอิรัก
๖.๒.๑ เริ่มตอบโต้การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ด้วยสงครามข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติการสงครามจิตวิทยา โดยอาศัยเครือข่ายของสื่อมวลชนจากโลกอาหรับและการแถลงข่าวสถานการณ์สงครามรายวันโดยรัฐมนตรีข่าวสาร เพื่อแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของปฏิบัติการที่มุ่งโจมตีกำจัดประธานาธิบดีซัดดัมและเหล่าผู้นำของอิรัก โดยการเผยแพร่ภาพผู้นำพร้อมทั้งปลุกระดมให้ชาวอิรักและโลกมุสลิมร่วมกันต่อต้านสหรัฐฯ และพันธมิตรอังกฤษ

๖.๒.๒ ตอบโต้การโจมตีทางอากาศของฝ่ายสหรัฐฯ ด้วยการยิงขีปนาวุธสกั๊ด (Scud) เข้าไปในคูเวต ซึ่งเป็นศูนย์รวมกำลังของฝ่ายสหรัฐฯ บ้าง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จในการสร้างความสูญเสียให้กับฝ่ายสหรัฐฯ มากนัก
๖.๒.๓ ต่อต้านการรุกด้วยกำลังทางบกของฝ่ายสหรัฐฯ ตามเมืองสำคัญทางตอนใต้ด้วยการรบตามแบบเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการใช้วิธีรบนอกแบบด้วยการทำสงครามกองโจร ซุ่มโจมตีและแต่งกายเป็นพลเรือนแฝงตัวลอบโจมตี ด้วยความมุ่งหมายเพียงเพื่อหน่วงเหนี่ยวไม่ให้กองกำลังของฝ่ายสหรัฐฯ รุกคืบสู่กรุงแบกแดดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากขีดความสามารถของกำลังรบตามแบบของอิรักไม่สามารถต้านทานแสนยานุภาพของฝ่ายสหรัฐฯ ได้
๖.๒.๔ เมื่อไม่สามารถหยุดยั้งหรือแม้แต่ชะลอการเคลื่อนตัวของกำลังฝ่ายสหรัฐฯ ได้ อิรักก็เริ่มมีการใช้ระเบิดพลีชีพ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการทำสงครามจิตวิทยาหนักขึ้น โดยทำการเผยแพร่ภาพศพทหารสหรัฐฯ และเชลยศึก รวมทั้งความสูญเสียที่โหดร้ายต่อพลเรือนอิรัก ซึ่งเป็นหนทางเลือกทางเดียวที่สามารถทำได้เพราะเครือข่ายการสื่อสารทั้งภาพและเสียงได้ออกแบบไว้ให้มีความอยู่รอดคงทนต่อการโจมตีทำลายได้ดีมาก ความหวังเดียวที่จะตอบโต้สหรัฐฯ ก็คือด้านความชอบธรรมและการสนับสนุนการทำสงครามของประชาชนสหรัฐฯ เอง
๖.๒.๕ ท้ายที่สุดเมื่อกำลังทหารของฝ่ายสหรัฐฯ บุกเข้าประชิดกรุงแบกแดด อิรักก็ต้องใช้วิธีการรบแบบป้อมค่าย โดยใช้การตั้งรับด้วยการรบในเมือง โดยอาศัยอาคารต่าง ๆ เป็นที่แฝงตัวซุ่มโจมตีทหารอเมริกัน แต่ก็ไม่สามารถสร้างความสูญเสียแก่ฝ่ายสหรัฐฯ ได้มากนัก จนที่สุดเมื่อกลุ่มผู้นำสลายตัวหลบหนีไป สหรัฐฯ จึงสามารถเข้าควบคุมกรุงแบกแดดได้อย่างง่ายดาย

๖.๓ การวิเคราะห์ในภาพรวม
จะเห็นว่าทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และอิรักต่างก็พยายามใช้ปฏิบัติการทางทหารตามแนวทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การทำสงครามในครั้งนี้ โดยฝ่ายสหรัฐฯ สามารถดำเนินการอย่างได้ผลตามเป้าหมาย ทั้งนี้เนื่องจากมีขีดความสามารถหรือเครื่องมือเพียงพอที่จะสนับสนุนการดำเนินการตามแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ได้ คือสามารถยุติการสู้รบที่สำคัญและขับไล่ซัดดัมกับเหล่าผู้นำออกจากอำนาจได้อย่างรวดเร็วโดยมีการสูญเสียที่น้อยมาก ในขณะที่ฝ่ายอิรักไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะสนับสนุนการดำเนินตามแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ได้ โดยอิรักไม่สามารถรบปะทะหน่วงเหนี่ยวเพื่อชะลอการเคลื่อนกำลังเข้าประชิดกรุงแบกแดดเพื่อดึงให้สงครามเป็นการสู้รบที่ยืดเยื้อได้ ทั้งยังไม่สามารถสร้างความสูญเสียแก่ทหารสหรัฐฯ ได้มากเพียงพอตามวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์อีกด้วย ดังนั้นจึงอาจสรุปการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ได้ว่า ยุทธศาสตร์ในการทำสงครามของอิรักยังขาดความสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ต้องการบรรลุกับเครื่องมือหรือขีดความสามารถที่จะรองรับการปฏิบัติตามแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม ซึ่งก็คงมองได้ว่าเป็นสภาวะการณ์ที่ไม่มีทางเลือก เนื่องจากความต่างศักย์กันอย่างมากของอำนาจกำลังรบ และปัจจัยที่ช่วยเพิ่มศักย์สงครามของอิรักคือความมุ่งมั่นในการสู้รบกับสหรัฐฯ นั้น ไม่แน่วแน่เพียงพอที่จะทำสงครามกองโจรที่ยึดเยื้อกับสหรัฐฯ ต่อไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะภาพของสงครามยังเป็นเพียงการล้มล้างระบบการปกครองของซัดดัม ที่ขาดการสนับสนุนอย่างจริงใจจากประชาชนอิรักส่วนใหญ่ แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปและประชาชนอิรักรู้สึกต่อต้านสหรัฐฯ มากขึ้น ความเป็นชาตินิยมที่รุนแรงก็อาจเปลี่ยนโฉมของสงครามในขั้นต่อไปได้
@ ศยร.สรส. สงวนลิขสิทธ์ ทั้งมวล