
๑. ชื่อประเทศ
|
|
ภาษาไทย |
ภาษาอังกฤษ |
ภาษาฝรั่งเศส |
เต็มรูปแบบ |
สาธารณรัฐฝรั่งเศส |
French Republic |
République Française |
|
อย่างย่อ |
ฝรั่งเศส |
France |
France |
๒. สภาพทางภูมิศาสตร์
ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป (ตะวันตก) ระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติก และ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณ ละติจูด ๔๖ องศาเหนือ และ ลองจิจูด ๒ องศาตะวันออก (ระหว่าง ละติจูด ๔๒ องศา ๕ ลิปดา เหนือ กับ ละติจูด ๕๑ องศา ๕ ลิปดา เหนือ และระหว่าง ลองจิจูด ๕ องศา ๕ ลิปดา ตะวันตก กับ ลองจิจูด ๘ องศา ๑๐ ลิปดา ตะวันออก) มีพื้นที่ ๕๕๑,๖๙๕ ตารางกิโลเมตร หรือ ๒๑๑,๑๕๒ ตารางไมล์ (เฉพาะที่เป็นฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ไม่นับรวมดินแดนโพ้นทะเล) ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่ของประเทศไทยเล็กน้อย และถือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่เพาะปลูก ร้อยละ ๕๕ และเป็นพื้นที่ป่าไม้ ร้อยละ ๒๗
มีเขตแดนทางบกติดต่อกับประเทศต่าง ๆ ดังนี้
|
|
- ทิศเหนือ ติดกับ เบลเยี่ยม (๖๒๐ กม.) |
|
|
- ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับ ลักแซมเบิร์ก (๗๓ กม.) และ เยอรมนี (๔๕๑ กม.) |
|
|
- ทิศตะวันออก ติดกับ สวิตเซอร์แลนด์ (๕๗๓ กม.) อิตาลี (๔๘๘ กม.) และ โมนาโค (๔.๔ กม.) |
|
|
- ทิศใต้ ติดกับ สเปน (๖๒๓ กม.) และ แอนดอร์รา (๕๖.๖ กม.) |
|
|
- ทิศเหนือ ติดกับ ช่องแคบอังกฤษ และ ทะเลเหนือ |
|
|
- ทิศตะวันตก ติดกับ อ่าวบิสเคย์ ต่อเชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติก |
|
|
- ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน |
๓. สภาพภูมิอากาศ
ฤดูกาลแบ่งออกเป็น ๔ ฤดู คือ
|
|
- ฤดูใบไม้ผลิ |
: le printemps |
(ระหว่าง ๒๑ มีนาคม ๒๑ มิถุนายน) |
|
|
- ฤดูร้อน |
: lété |
(ระหว่าง ๒๒ มิถุนายน ๒๒ กันยายน) |
|
|
- ฤดูใบไม้ร่วง |
: lautomne |
(ระหว่าง ๒๓ กันยายน ๒๑ ธันวาคม) |
|
|
- ฤดูหนาว |
: lhiver |
(ระหว่าง ๒๒ ธันวาคม ๒๐ มีนาคม) |
โดยทั่วไปอากาศค่อนข้างหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว และอบอุ่นสบายในช่วงฤดูร้อน แต่บริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะมีอากาศเย็นสบายในช่วงฤดูหนาว และค่อนข้างร้อนในช่วงฤดูร้อน โดยมีลมมิสตราล (Mistral) ซึ่งเป็นลมเหนือ-ตะวันตกเฉียงเหนือ ที่แห้ง หนาวเย็น และรุนแรง เป็นครั้งคราว
ภาคเหนือมีอากาศคล้ายทางภาคใต้ของประเทศอังกฤษ ฤดูใบไม้ผลิจัดเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาเยือนกรุงปารีสมากที่สุด แต่ต้องเตรียมชุดกันฝนไปด้วย ในฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อนข้างหนาวและมัวซัวในช่วงเช้า แต่พอเที่ยงวันท้องฟ้าจะโปร่งมีแดดสดใส ส่วนภาคใต้อุณหภูมิในฤดูร้อนมักขึ้นสูงกว่า ๓๐ องศาเซลเซียส (๘๖ องศาฟาเรนไฮต์) และต้องคอยระวังพายุฝนฟ้าคะนองและลูกเห็บ มีหลายพื้นที่ในประเทศฝรั่งเศสที่มีภูมิอากาศแบบเฉพาะเขตของตน และอากาศก็มักแปรปรวนอย่างฉับพลัน เช่น แถบมิดิ ซึ่งมีกระแสลมมิสตราลที่พัดกรรโชกอย่างรุนแรงในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ แต่บางครั้งก็อาจเกิดขึ้นนอกฤดูได้ด้วย สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก
๔. เวลา
ในฤดูหนาว เวลาในฝรั่งเศสจะเร็วกว่าเวลามาตรฐานที่เมืองกรีนนิช (GMT) ๑ ชั่วโมง เวลาในฝรั่งเศสจะนับตามระบบ ๒๔ ชั่วโมง หากเทียบกับประเทศไทย เวลาในฝรั่งเศสจะช้ากว่าเวลาในไทย ๖ ชั่วโมง
ในฤดูร้อน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วแต่ตกช้า ทำให้ต้องมีการปรับเวลาให้เร็วขึ้น ๑ ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้เวลาในฝรั่งเศสเร็วกว่าเวลามาตรฐานที่เมืองกรีนนิช (GMT) ๒ ชั่วโมง และช้ากว่าเวลาของประเทศไทย ๕ ชั่วโมง
วันที่เปลี่ยนเวลาเป็นเวลาของฤดูร้อนหรือฤดูหนาวจะแตกต่างกันในแต่ละปี
ทั้งนี้เป็นไปตามความตกลงของคณะกรรมการยุโรป (La Commission Européenne)
ดังตารางที่แสดง
|
ปี |
วันที่เปลี่ยนเวลาเป็นเวลาของฤดูร้อน |
วันที่เปลี่ยนเวลาเป็นเวลาของฤดูหนาว |
|
๒๕๕๐ |
๒๕ มีนาคม |
๒๘ ตุลาคม |
|
๒๕๕๑ |
๓๐ มีนาคม |
๒๖ ตุลาคม |
|
๒๕๕๒ |
๒๙ มีนาคม |
๒๕ ตุลาคม |
|
๒๕๕๓ |
๒๘ มีนาคม |
๓๑ ตุลาคม |
|
๒๕๕๔ |
๒๗ มีนาคม |
๓๐ ตุลาคม |
(ที่มา : http://www.industrie.gouv.fr/energie/developp/econo/textes/se_heur.htm)
๕. เงินตรา
เงินตราของฝรั่งเศสมีชื่อเรียกว่า ยูโร ใช้ร่วมกับประเทศส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรป อีก ๑๑ ประเทศ ตั้งแต่ ๑ ม.ค.๔๕ มีค่าประมาณ ๔๘ บาท (เมื่อปี ๒๕๕๐)
๖. ประชากร
จากสถิติเมื่อเดือน ม.ค.๒๕๕๐ ข้อมูลจากสถาบันประชากรแห่งชาติ ฝรั่งเศสมีประชากรรวมทั้งสิ้น ๖๔,๑๐๒,๑๔๐ คน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนประชากรไทยเล็กน้อย
๗. เมืองสำคัญ
| ปารีส (เมืองหลวง) | มีประชากรประมาณ | ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ | คน | |
| มาร์เซย | มีประชากรประมาณ | ๑,๖๐๕,๐๐๐ | คน | |
| ลียง | มีประชากรประมาณ | ๑,๗๘๓,๔๐๐ | คน | |
| ตูลูซ | มีประชากรประมาณ | ๑,๑๑๗,๐๐๐ | คน | |
| นีซ | มีประชากรประมาณ | ๙๘๖,๙๐๓ | คน | |
| นองต์ | มีประชากรประมาณ | ๗๙๐,๓๑๘ | คน |
๘.
แคว้นต่าง ๆ ในฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสแบ่งการปกครองออกเป็น ๒๒ แคว้น ได้แก่
|
|
- อัลซาซ |
(Alsace) |
|
|
- อากีแต็ง |
(Aquitaine) |
|
|
- อูแวงน์ |
(Auvergne) |
|
|
- บาสส์-นอร์มังดี |
(Basse-Normandie) |
|
|
- บูกองน์ |
(Bourgogne) |
|
|
- เบรอตาน |
(Bretagne) |
|
|
- ซองเทรอ |
(Centre) |
|
|
- กอมปาน-อาดองน์ |
(Champagne-Ardenne) |
|
|
- คอร์ส |
(Corse) |
|
|
- ฟรองช์-กอมเต้ |
(Franche-Comté) |
|
|
- โอท-นอร์มังดี |
(Haute-Normandie) |
|
|
- อิล-เดอ-ฟรองซ์ |
(Ile-de-France) |
|
|
- ลองกูด๊อก-รูซซีลลอง |
(Languedoc-Roussillon) |
|
|
- ลิมูแซ็ง |
(Limousin) |
|
|
- ลอร์แร็งน์ |
(Lorraine) |
|
|
- มิดิ-พีเรเน่ |
(Midi-Pyrénées) |
|
|
- นอร์ด-ปา-เดอ-กาเล่ |
(Nord-Pas-de-Calais) |
|
|
- เปย์ส์-เดอ-ลา-ลัวร์ |
(Pays-de-la-Loire) |
|
|
- ปิการ์ดี |
(Picardie) |
|
|
- ปัวตู-ชารองท์ |
(Poitou-Charentes) |
|
|
- องซ์-แอลป์-โก๊ทดาซือ |
(Provence-Alpes-Côte dAzur) |
|
|
- โรน-แอลป์ |
(Rhône-Alpes) |
นอกจากนี้ ยังมีมณฑลโพ้นทะเล (Départements doutre-mer)
จำนวน ๔ แห่ง ได้แก่
|
|
- กัวเดอลูป |
(Guadeloupe) |
|
|
- มาร์ตีนีค |
(Martinique) |
|
|
- กูยานฝรั่งเศส |
(Guyane Française) |
|
|
- เรอูนิอง |
(Réunion) |
และดินแดนโพ้นทะเล (Territoires doutre-mer) จำนวน ๘ แห่ง
ได้แก่
|
|
- นูแวลกาเลโดนี |
(La Nouvelle Calédonie / New Caledonia) |
|
|
- โปลีเนซีฝรั่งเศส |
(La Polynésie française / French Polynesia) |
|
|
- เกาะวาลลิสและฟูตานา |
(Les îles Wallis et Futuna) |
|
|
- มายอต |
(Mayotte) |
|
|
- แตร์โอสทราลและอามสแตร์ดัม |
(Les Terres australes et Amsterdam) |
|
|
- หมู่เกาะโครเซ |
(Archipel de Crozet) |
|
|
- หมู่เกาะแกร์เกอลอง |
(Archipel des kerguelen) |
|
|
- แตร์อาเดลี |
(Terre Adélie) |
ยิ่งไปกว่านั้น ฝรั่งเศสยังถือกรรมสิทธิ์การครอบครองดินแดนต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ได้แก่ บาซซาสดาอินเดีย (Bassas da India) เกาะคลิปเปอร์ตัน (Clipperton Island) เกาะยูโรปา (Europa Island) เฟรนช์เซาเทอรน์แอน์แอนตาร์คติกแลนด์ (French Southern and Antarctic Lands) หมู่เกาะกลอรีโอโซ (Glorioso Islands) เกาะฮวนเดอโนวา (Juan de Nova Island) เกาะโทรเมอลิน (Tromelin Island) อย่างไรก็ตาม สหรัฐ ฯ ไม่ยอมรับการถือกรรมสิทธิ์ของฝรั่งเศสเหนือดินแดนแอนตาร์คติกา
แต่ละแคว้นจะแบ่งออกเป็นจังหวัด (départements) หรือมณฑล (counties) แต่ละจังหวัดจะมีหมายเลขกำกับเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงานในด้านต่าง ๆ เช่น รหัสไปรษณีย์สองตัวแรก และเลขทะเบียนรถยนต์สองตัวสุดท้าย จะใช้หมายเลขของจังหวัดนั้น ๆ กำกับ เป็นต้น หมายเลขจังหวัดจะไล่ลำดับตามลำดับตัวอักษร เช่น Ain ใช้เป็น ๐๑, Aisne ใช้เป็น ๐๒ ฯลฯ แต่ละจังหวัดจะแบ่งออกเป็นแขวง มีสภาแขวงเป็นผู้คอยควบคุมดูแลเมือง หมู่บ้าน หรือกลุ่มหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของนายกเทศมนตรี แขวงมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบแผนงานการพัฒนาและปัญหาด้านสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น ส่วนปัญหาด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ผู้บริหารระดับภูมิภาคจะเป็นผู้ตัดสิน ส่วนรัฐนั้นรับภาระด้านการศึกษา บริการด้านสาธารณสุข และความมั่นคงของชาติเป็นหลัก
๙. ท่าอากาศยาน
สนามบินทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น ๔๗๕ สนามบิน โดยแบ่งเป็นสนามบินที่มีทางวิ่งที่ปูทางเรียบร้อยแล้ว จำนวน ๒๖๘ สนามบิน และเป็นสนามบินที่มีทางวิ่งยังไม่ได้ปูทาง จำนวน ๒๐๗ สนามบิน นอกจากนี้ ยังมีสนามเฮลิคอปเตอร์ จำนวน ๓ สนาม ด้วย
ท่าอากาศยานระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดตั้งอยู่ชานกรุงปารีส ซึ่งมี ๒ ท่าอากาศยาน ได้แก่
- ท่าอากาศยาน ROISSY-CHARLES DE GAULLE อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีส ห่างประมาณ ๒๕ กม. สายการบินนานาชาติทั้งหมดจะใช้ท่าอากาศยานแห่งนี้เป็นหลัก แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ TERMINAL 1, TERMINAL 2 (A, B, C, D และ F) และ TERMINAL 3 การเดินทางเข้ามายังกรุงปารีส สามารถกระทำได้โดย รถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ และ รถลิมูซีน
- ท่าอากาศยาน ORLY อยู่ทางทิศใต้ของกรุงปารีส ห่างประมาณ ๑๐ กม. ส่วนใหญ่จะรองรับอากาศยานของบริษัทการบินของฝรั่งเศสเอง ทั้งที่เป็นการบินภายในประเทศและการบินระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ TERMINAL SOUTH และ TERMINAL WEST การเดินทางเข้ามายังกรุงปารีส สามารถกระทำได้โดย รถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ และ รถลิมูซีน
สำหรับท่าอากาศยานระหว่างประเทศอื่น ๆ จะอยู่ตามเมืองสำคัญใหญ่ ๆ ได้แก่ BIARRITZ, BORDEAUX, BREST, CLERMONT FERRAND, LORIENT, LIMOGES, LYON, MARSEILLE, MONTPELLIER, MULHOUSE-BALE, NANTES, NICE, RENNES, STRASBOURG และ TOULOUSE
นอกจากนี้ ยังมีท่าอากาศยานภายในประเทศที่มีเที่ยวบินโดยสารให้บริการอยู่เป็นประจำอีกหลายแห่ง ได้แก่ AGEN, AJACCIO, ANNECY, AURILLAC, AVIGNON, BASTIA, BERGERAC, BEZIERS-AGDE, BRIVE LA GAILLARDE, CAEN, CALVI, CASTRES-MAZAMET, CHAMBERY-AIX LES BAINS, CHERBOURG, DIJON, EPINAL, GRENOBLE, LA ROCHELLE, LANNION, LE PUY, METZ-NANCY-LORRAINE, NIMES, PAU, PERIGUEUX, PERPIGNAN, QUIMPER, RODEZ, SAINT ETIENNE, TOULON และ TOURS
๑๐. ท่าเรือ
ท่าเรือที่สำคัญ ๆ จะอยู่ตามเมืองใหญ่หลัก ๆ ได้แก่ BASTIA, BORDEAUX, BOULOGNE-SUR-MER, BREST, CALAIS, CANNES, CHERBOURG, DUNKERQUE, GRANVILLE, LA ROCHELLE, LA SEYNE-SUR-MER, LE HAVRE, LORIENT, MARSEILLE, NANTES, NICE, SAINT NAZAIRE, SAINT MALO และ SÈTE
๑๑. ความเป็นอยู่ของประชาชน
การดำเนินชีวิตของคนฝรั่งเศสที่อยู่ในชนบท และที่อยู่ตามเมืองสำคัญใหญ่ ๆ มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกรุงปารีส (เมืองหลวงของสาธารณรัฐ) ซึ่งเต็มไปด้วยความแก่งแย่งและแข่งขันกันทางธุรกิจ ทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่าง เป็นไปอย่างเร่งรีบ ทำให้ลักษณะนิสัยของคนส่วนมากที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ปราศจากความเอื้ออาทรให้แก่กันและกัน รวมทั้งเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนก่อนเป็นลำดับแรก แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ห่างไกลออกไปจากชุมชน ยังพอมีปรากฏให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอยู่บ้าง
ค่าครองชีพในฝรั่งเศสอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพในประเทศไทย อีกทั้งยังสูงกว่าค่าครองชีพในประเทศอื่น ๆ ของยุโรปด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราการเก็บค่าภาษีของรัฐบาลสูงถึง ร้อยละ ๑๙.๖ ตัวอย่างราคาสินค้าและการให้บริการต่าง ๆ ในกรุงปารีส (โดยประมาณ) เป็นดังนี้
|
|
- ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเติมรถยนต์ (เบนซิน) |
๖๕.๐๐ |
บาท/ลิตร |
|
|
|
- ค่าโดยยนต์สารรถประจำทาง/รถไฟฟ้าใต้ดิน |
๖๐.๐๐ |
บาท/คน/เที่ยว |
|
|
|
- ค่าอาหาร (แบบซื้อแล้วนำกลับบ้าน) |
๕๐๐.๐๐ |
บาท/คน/มื้อ |
|
|
|
- ค่าเข้าชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ |
๓๕๐.๐๐ |
บาท/คน/แห่ง |
|
|
|
- ค่าใช้บริการห้องน้ำสาธารณะ |
๒๐.๐๐ |
บาท/คน/ครั้ง |
ด้านสาธารณูปโภคนั้น รัฐเป็นผู้จัดหาและแจกจ่ายกระแสไฟฟ้า แก๊ส
และน้ำประปา ไปตามบ้านเรือนต่าง ๆ
โดยที่ระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าเป็นแบบความถี่ ๕๐ เฮิร์ท
กำลังดัน ๒๒๐ โวลท์
สำหรับแก๊สก็เป็นไปเพื่อการหุงต้มและการทำความร้อน
ส่วนน้ำประปาก็สามารถนำไปบริโภคได้เลยโดยไม่มีความจำเป็นต้องผ่านกรรมวิธีใด
ๆ อีก
ทั้งนี้
มีการเรียกเก็บเงินค่าใช้บริการตามวงรอบดังนี้
|
|
- ค่าไฟฟ้าและแก๊ส |
เรียกเก็บทุกรอบ ๒ เดือน (ต.ค. ธ.ค. ก.พ. เม.ย. มิ.ย. และ ส.ค.) |
|
|
- ค่าน้ำประปา |
เรียกเก็บทุกรอบ ๖ เดือน (พ.ย. และ มี.ค.) |
การให้บริการโทรศัพท์เป็นของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจจะถือได้ว่าทุกครัวเรือนมีการติดตั้งโทรศัพท์ประจำอย่างน้อยครัวเรือนละ ๑ เครื่อง โดยมีการเรียกเก็บเงินค่าใช้บริการทุกรอบ ๒ เดือน (พ.ย. ม.ค. มี.ค. พ.ค. ก.ค. และ ก.ย.) นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการโทรศัพท์มือถือของบริษัทเอกชนต่าง ๆ มากมาย
สิ่งที่แปลกประการหนึ่งก็คือการใช้เครื่องรับโทรทัศน์ เนื่องจากผู้ประสงค์จะซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ใหม่ทุกคน จะต้องแจ้งชื่อพร้อมทั้งที่อยู่ให้กับทางบริษัทผู้ขายอย่างชัดเจน และจะมีการเรียกเก็บเงินภาษีเป็นรายปี ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายของฝรั่งเศสมีการจำกัดในเรื่องที่เกี่ยวกับการโฆษณาทางโทรทัศน์ และกำหนดให้ประชาชนต้องรับภาระด้านค่าใช้จ่ายในการแพร่ภาพเองเป็นส่วนรวม อย่างไรก็ตาม นักการทูต จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีในส่วนนี้
ระบบการคมนาคมขนส่งมวลชนในกรุงปารีสจัดอยู่ในระดับที่ดีเลิศ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการนำรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาจอดในตัวเมืองปารีสต้องชำระค่าจอดทุกที่ และไม่สามารถหาที่จอดรถได้โดยง่าย นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเลือกใช้บริการได้ทั้งโดยรถยนต์โดยสารประจำทาง รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟชานเมืองและระหว่างเมือง รวมทั้งรถแท็กซี่ แต่เนื่องจากการดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงานกลุ่มต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมาก ประกอบกับกฎหมายเปิดโอกาสให้กระทำได้ จึงเกิดการนัดหยุดงานปรากฏให้เห็นอยู่เป็นประจำ ประชาชนส่วนใหญ่จึงต้องมีรถยนต์ส่วนตัวใช้ประจำบ้านกรณีฉุกเฉิน แม้จะไม่มีการใช้เป็นกิจวัตรประจำวันก็ตาม รถยนต์ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่ประกอบขึ้นเองภายในประเทศ เช่น PEUGEOT, RENAULT และ CITROEN หรือในกลุ่มประเทศยุโรป เช่น BENZ, BMW, VOLKSWAGEN, AUDI และ SAAB เป็นต้น ส่วนรถยนต์ญี่ปุ่นไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากมีราคาสูงมาก สำหรับรถยนต์ประจำตำแหน่งที่บุคคลสำคัญของประเทศใช้ตามปกติคือ PEUGEOT การจราจรทั่วทั้งประเทศมีระบบการเดินรถและป้ายบอกทิศทางที่ดีมาก แต่จะมีการเก็บเงินค่าผ่านทางหลวงเส้นหลัก ๆ โดยคิดเงินตามระยะทางที่ใช้ และถึงแม้ในกรุงปารีสจะมีรถติดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงมากเหมือนเช่นในกรุงเทพ ฯ
๑๒. สถานที่สำคัญในกรุงปารีส
ปารีส ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีความสำคัญที่สุดของฝรั่งเศส มีความสวยงามเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก มีแม่น้ำแซน (SEINE) ไหลผ่านกลางเมือง โดยที่ฝั่งขวาของแม่น้ำ ฯ จะเป็นย่านเศรษฐกิจและการค้า ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นย่านการบริหารและการศึกษา ได้รับการตกแต่งดูแลมาเป็นระยะเวลายาวนานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี เป็นศูนย์รวมแห่งประวัติศาสตร์ จึงมีความงดงามและมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ โดยมีสถานที่สำคัญเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายจำนวนมาก สถานที่สำคัญหลัก ๆ ได้แก่
![]() |
- หอไอเฟล (LA TOUR EIFFEL) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัญญลักษณ์ของกรุงปารีส ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน สร้างเนื่องในงาน WORLD EXPO และเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๒ (ค.ศ.๑๘๘๙) ได้รับการออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ GUSTAF EIFFEL มีความสูง ๓๐๐ เมตร (ไม่รวมเสาอากาศอีก ๒๐ เมตร) ทำด้วยเหล็กกล้าหนัก ๗,๕๐๐ ตัน เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๓๒ |
|
- ประตูชัย (LARC DE TRIOMPHE ETOILE) ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในการรบสมัยจักรพรรดินโปเลียน เริ่มสร้างในปี พ.ศ.๒๓๕๐ (ค.ศ.๑๘๐๗) ใช้ระยะเวลาในการสร้างรวมทั้งสิ้น ๒๐ ปี มีถนน ๑๒ สาย แยกออกไปจากประตูชัยแห่งนี้ จึงดูเป็นรูปแฉกเหมือนดาว |
|
|
|
- วิหารหลวงนอร์เทรอะดาม (LE NOTRE DAME) ซึ่งเป็นวิหารหลวงแห่งกรุงปารีส และเป็นวิหารแบบโกธิคยุครุ่งเรือง (GOTHIQUE RAYONNANT) แห่งแรกและใหญ่ที่สุด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ใช้ประกอบพิธีราชาภิเษกของพระเจ้าแผ่นดิน ๒ พระองค์ คือ พรเจ้าเฮนรี่ที่ ๖ แห่งอังกฤษ (ระหว่างสงคราม ๑๐๐ ปี) และ จักรพรรดินโปเลียน ในปี พ.ศ.๒๓๔๗ (ค.ศ.๑๘๐๔) สร้างในสมัยคริสศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ ตั้งอยู่บนเกาะลาซิเต้ (ILE DE LA CITÉ) ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งในจำนวน ๒ เกาะ ที่อยู่กลางแม่น้ำแซน อารยธรรมของกรุงปารีสเริ่มต้นจากที่ตรงนี้ |
|
-
มงมาร์ท (MONTMARTRE)
ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารซาเครเกอร์
(BASILIQUE DU SACRÉ CŒUR)
สร้างในปี พ.ศ.๒๔๑๗
(ค.ศ.๑๘๗๔)
ด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหลัง เป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมกึ่งไบเซ็นไทน์
บนตำบลที่ที่ถือว่าสูงที่สุดในปารีส เพื่อเป็นอนุสรณ์ในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย
(FRANCO-PRUSSIAN WAR)
ถูกเยอรมันเข้ายึดครองสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑
ถ้ามองจากวิหารจะเห็นทัศนียภาพที่สวยที่สุดของปารีส
ด้านหลังของวิหารจะมีจัตุรัสแตร์ท
(PLACE DU TERTRE)
ซึ่งมีจิตรกรวาดรูปเหมือนคอยวาดรูปให้นักท่องเที่ยวที่มาจากทุกมุมโลก
แต่ราคาค่อนข้างแพง |
|
![]() |
-
พิพิธภัณฑ์ลูฟว์
(LE
MUSEÉ DU LOUVRE)
ซึ่งเป็นพระราชวังที่มีความเก่าเป็นอันดับ ๒
ของกรุงปารีส
(พระราชวังแห่งแรกอยู่ที่
CONCIERGERIE)
เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๓ จนถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส และเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ซึ่งรวบรวมสิ่งมีค่าและชั้นยอดจำนวนมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
มีภาพเขียนรวมทั้งหมดประมาณ ๖,๐๐๐
ภาพ และงานแกะสลักประมาณ ๒,๒๕๐
ชิ้น
ศิลปวัตถุที่สำคัญ ๆ
ของโลกที่อยู่ที่นี่ ได้แก่ ภาพเขียนโมนาลิซ่า
(ของลีโอนาร์โด
ดาวินชี)
รูปแกะสลักเทพีวีนัสแห่งไมโล
(VENUS
DE MILO)
และปฏิมากรรมแกะสลักชัยชนะแห่งซาร์โมทราส
(VICTOIRE DE SAMOTHRACE)
เป็นต้น |
|
|
|
![]() |
- สะพานอเล็กซานเดรอะที่ ๓ (PONT ALEXANDRE III) ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแซนที่สวยที่สุดของกรุงปารีส ได้รับการประดับประดาด้วยโคมไฟ เทวดามีปีกรูปร่างเหมือนเด็ก เทพธิดา และม้ามีปีก สร้างในสมัยนโปเลียนที่ ๓ ช่วงระหว่างปี พ.ศ.๒๔๓๙ - ๒๔๔๓ (ค.ศ.๑๘๙๖ - ๑๙๐๐) ได้รับการตั้งชื่อตามพระนามของพระเจ้าอเล็กซานเดรอะที่ ๓ ในงานทิทรรศการสากล ปี พ.ศ.๒๔๔๓ (ค.ศ.๑๙๐๐) |
|
|
|
![]() |
|
|
-
วิทยาลัยการทหาร
(LÉCOLE MILITAIRE) ซึ่งสร้างในศตวรรษ
(ค.ศ.)
ที่ ๑๘ เพื่อใช้เป็นโรงเรียนทหาร
และวิทยาลัยเสนาธิการทหารและเหล่าทัพ
ในปี
๒๓๒๗ จักรพรรดินโปเลียนเคยเข้ารับการศึกษา
ณ วิทยาลัยการทหารแห่งนี้ และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้รับการแต่งตั้งยศเป็นร้อยโท
ปัจจุบัน มีนายทหารไทย จำนวน ๑ นาย หมุนเวียนมาจากเหล่าทัพต่าง ๆ
(ทบ.
ทร. และ ทอ.) ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเสนาธิการทหารแห่งนี้ |
|
![]() |
- ลากองซิแอเยอรี (LA CONCIERGERIE) ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของเจ้าเมือง ในระหว่างการปฏิวัติได้ถูกใช้เป็นคุก และเป็นที่คุมขังพระนางมารีอังตัวเนตก่อนที่จะถูกประหาร ปัจจุบันถูกใช้เป็นกองบัญชาการตำรวจ และศาลสถิตยุติธรรมของกรุงปารีส |
|
- พระราชวังแวร์ซาย (CHÂTEAU DE VERSAILLES) ซึ่งเป็นพระราชวังที่แสดงให้เห็นภาพพจน์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่สมบูรณ์แบบ และมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงปารีส ห่างประมาณ ๒๓ กิโลเมตร เดิมเป็นหมู่บ้านชาวนา ต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้โปรดให้สร้างพระราชวังนอกกรุงปารีส จากที่เคยเป็นพลับพลาล้าสมัยในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๓ กลายมาเป็นพระราชวังที่สวยงาม มีเนื้อที่ทั้งหมด ๘๕,๐๐๐ เฮคเตอร์ ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ รวมประมาณ ๑,๓๐๐ ห้อง แต่ปัจจุบันคงมีเหลืออยู่เพียง ๕๐๐ ห้อง ห้องกระจกมีความสวยงามและมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเคยถูกใช้เป็นสถานที่ลงนามในสัญญาสงบศึกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีค่าของชาวฝรั่งเศส และรัฐบาลฝรั่งเศสใช้เป็นสถานที่จัดงานรับรองในระดับนานาชาติเป็นครั้งคราว |
|
๑๓. ห้างสรรพสินค้าในกรุงปารีส
ในกรุงปารีส อาจกล่าวได้ว่าไม่มีศูนย์การค้าปรากฏให้เห็น เนื่องจากอาคารต่าง ๆ ได้รับการอนุรักษ์ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมที่เคยเป็นมาตั้งแต่ในอดีต และราคาอสังหาริมทรัพย์ก็สูงมาก ดังนั้น ศูนย์การค้าจึงต้องออกไปหาที่ตั้งอยู่นอกเมืองหรือบริเวณชานเมือง สำหรับห้างสรรพสินค้าในกรุงปารีสก็มีไม่มากเหมือนที่ปรากฏให้เห็นทั่วไปในกรุงเทพ ฯ ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่นิยมที่จะเปิดกิจการเป็นการส่วนตัวไม่รวมอยู่กับใครมากกว่า และราคาสินค้าก็จะแตกต่างกันไปตามย่านที่ห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่ รวมทั้งความนิยมในตราอักษรของสินค้าด้วย
ห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปอย่างกว้างขวาง ได้แก่ GALERIES LAFAYETTE, PRINTEMPS, LE BON MARCHÉ และ SAMARITAN เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ขายสินค้ามีระดับ มีคุณภาพดี และราคาค่อนข้างสูง สำหรับชนชั้นสูงของสังคม ส่วนห้างสรรพสินค้าที่ขายสินค้าเกรดต่ำลงมา คุณภาพพอใช้ แต่มีราคาถูกกว่า สำหรับชนชั้นกลางและชั้นต่ำของสังคม ได้แก่ CARREFOUR และ AUCHAN เป็นต้น
ประชาชนส่วนใหญ่นิยมจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิต หรือเช็คส่วนตัว เนื่องจากสะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องจำเป็นต้องนำเงินสดติดตัวไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งปลอดภัยจากพวกมิจฉาชีพที่หาเลี้ยงชีพด้วยการล้วงกระเป๋า ฉก ชิง วิ่งราว และมีปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่โดยทั่วไป โดยเฉพาะในบริเวณที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟ ตลาดขายของแบกับดิน และบนรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น
___________________________
๑. การเมืองภายในประเทศ
๑.๑ รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส
ในอดีต ฝรั่งเศสมีการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งอำนาจทั้งหมดอยู่ที่ส่วนกลาง ต่อมา ได้เกิดรัฐประหารขึ้นในปี ค.ศ.๑๗๘๙ (พ.ศ.๒๓๓๒) เพื่อยึดอำนาจของกษัตริย์คืนสู่ประชาชน โดยได้มีการยกเลิกระบบกษัตริย์เมื่อปี ค.ศ.๑๗๙๒ (พ.ศ.๒๓๓๕) แต่ในปี ค.ศ.๑๘๐๔ (พ.ศ.๒๓๔๗) นโปเลียนโบนาปาร์ต ได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น จักรพรรดินโปเลียนที่ ๑ ซึ่งทำให้การปกครองในฝรั่งเศสต่อจากนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยได้มีความพยายามที่จะรื้อฟื้นระบบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็สามารถกระทำได้สำเร็จในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น และหลังจากปี ค.ศ.๑๘๗๐ (พ.ศ.๒๔๑๓) ฝรั่งเศสก็ได้เป็นสาธารณรัฐเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมา การปกครองภายใต้ สาธารณรัฐที่ ๔ (ค.ศ.๑๙๔๕ ๑๙๕๘ / พ.ศ.๒๔๘๘ - ๒๕๐๑) ไม่มีเสถียรภาพ นายพล ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Charles de Gaulle) จึงต้องกลับมาแก้ปัญหา และได้เสนอให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบโดยการลงประชามติ (referendum) เมื่อ ๒๘ ก.ย.๑๙๕๘ (พ.ศ.๒๕๐๑) โดยในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ได้มีการเพิ่มอำนาจให้กับประธานาธิบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการแต่งตั้ง หรือถอดถอนคณะรัฐบาล และผู้บริหารของสถาบันระดับสูงต่าง ๆ ตลอดจนเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านการต่างประเทศ และการทหาร เป็นต้น ฝรั่งเศสจึงเข้าสู่การปกครองภายใต้ สาธารณรัฐที่ ๕ ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๘๕๙ (พ.ศ.๒๕๐๒) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
ภายใต้สาธารณรัฐที่ ๕ ได้มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จำนวน ๖ คน ดังนี้
|
นายพล Charles de Gaulle |
(ค.ศ.๑๙๕๙ ๑๙๖๙ / พ.ศ.๒๕๐๒ ๒๕๑๒) |
|
|
นาย Georges Pompidou |
(ค.ศ.๑๙๖๙ ๑๙๗๔ / พ.ศ.๒๕๑๒ ๒๕๑๗) |
|
|
นาย Valery Giscard dEstaing |
(ค.ศ.๑๙๗๔ ๑๙๘๑ / พ.ศ.๒๕๑๗ ๒๕๒๔) |
|
|
นาย François Mitterrand |
(ค.ศ.๑๙๘๑ ๑๙๙๕ / พ.ศ.๒๕๒๔ ๒๕๓๘) |
|
|
นาย Jacques Chirac |
(ค.ศ.๑๙๙๕ ๒๐๐๗/ พ.ศ.๒๕๓๘ ๒๕๕๐) |
|
|
นาย Nicolas Sarkozy |
(ค.ศ.๒๐๐๗ / พ.ศ.๒๕๕๐ ปัจจุบัน) |
๑.๒ ระบบการปกครอง
๑.๒.๑ ประธานาธิบดี
ฝรั่งเศสมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของสาธารณรัฐ ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๘๘๓ (พ.ศ.๒๔๒๖) เป็นต้นมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสอยู่ในตำแหน่ง วาระละ ๗ ปี โดยอยู่ได้ไม่เกิน ๒ วาระ ต่อมาในปี ค.ศ.๒๐๐๑ (พ.ศ.๒๕๔๔) ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้วาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีลดลงเหลือ ๕ ปี แต่ไม่จำกัดจำนวนวาระ การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกตั้งแบบทางตรง (ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงทุกคนเป็นผู้เลือก) และเป็นการเลือกตั้งแบบ ๒ รอบ กล่าวคือ หากในรอบแรกไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับเสียงเกินครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ก็จะมีการเลือกตั้งรอบที่ ๒ ระหว่างผู้สมัครที่มีเสียงมากที่สุดสองอันดับแรก การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ได้มีขึ้นในเดือน เม.ย.๒๐๐๕ (พ.ศ.๒๕๕๐) สำหรับรอบแรก และในเดือน พ.ค.๒๐๐๗ (พ.ศ.๒๕๕๐) สำหรับรอบที่ ๒
ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายนิโคลาส ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ซึ่งชนะการเลือกตั้ง และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ในวาระที่ ๑ เมื่อ ๑๖ พ.ค.๒๐๐๗ (พ.ศ.๒๕๕๐)
![]() นาย Nicolas Sarkozy ประธานาธิบดี |
ประธานาธิบดีซึ่งเป็นประมุขของรัฐ
จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทางการเมืองทั้งหมด มีอำนาจยุบสภา
และกำหนดการเลือกตั้ง
รวมทั้งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรี
ล่าสุดเมื่อ ๖
พ.ค.๕๐ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ปรากฏว่านาย Nicolas Sarkozy
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไท รัฐบาลฝรั่งเศสมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี และส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคที่สำคัญในรัฐสภา และประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีด้วยเช่นเดียวกัน โดยการแนะนำของนายกรัฐมนตรี |
๑.๒.๒ รัฐสภา
รัฐสภาฝรั่งเศส (สภานิติบัญญัติ) แบ่งเป็น สภาสมัชชาแห่งชาติ (สภาผู้แทนราษฎร : National Assembly / Assemblee Nationale) และ สภาเซเน็ต (วุฒิสภา : Senate / Senat) ดังนี้
- สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก ๕๗๗ คน อยู่ในวาระคราวละ ๕ ปี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกทางตรงแบบสองรอบเช่นเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้มีการดำเนินการรอบที่ ๑ และรอบที่ ๒ ในวันที่ ๑๐ และ ๑๗ มิ.ย.๒๐๐๗ (พ.ศ.๒๕๕๐) ตามลำดับ ผลปรากฏว่า พรรคใหม่ของประธานาธิบดี นิโคลาส ซาร์โกซี (UMP) ได้รับคะแนนสูงสุด ๓๑๓ ที่นั่ง ในขณะที่พรรคสังคมนิยม (PS) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายได้รับเลือกเพียง ๑๘๖ ที่นั่ง และทำให้แนวร่วมของพรรคฝ่ายขวามีเสียงในสภา ฯ มากถึง ๓๔๕ เสียง โดยที่แนวร่วมของพรรคฝ่ายซ้ายมีเสียงเพียง ๒๒๗ เสียง
- วุฒิสภา มีสมาชิก ๓๒๑ คน (เป็นผู้แทนในประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ ๒๙๖ ที่นั่ง ผู้แทนสำหรับดินแดนโพ้นทะเลในอาณัติ ๑๓ ที่นั่ง และผู้แทนชนชาติฝรั่งเศสในต่างประเทศอีก ๑๒ ที่นั่ง) จะมีจำนวนเพิ่มเป็น ๓๔๖ คน ในปี ๒๐๑๐ อยู่ในวาระคราวละ ๖ ปี (เดิม ๙ ปี) แต่การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกนั้น จะมีขึ้นทุก ๆ ๓ ปี โดยจะมีวุฒิสมาชิกครึ่งหนึ่ง (๑ ใน ๒) ครบวาระการดำรงตำแหน่ง การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกเป็นการเลือกตั้งในทางอ้อม โดยผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้แทนระดับท้องถิ่น ตำแหน่งของประธานวุฒิสภาเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากในกรณีที่ตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลง เช่น ในกรณีที่ประธานาธิบดีเสียชีวิต ประธานวุฒิสภาจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว จนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งต่อไปจะมีขึ้นเมื่อเดือน ก.ย.๒๐๐๘ (พ.ศ.๒๕๕๑)
๑.๒.๓ คณะรัฐบาล
หัวหน้ารัฐบาลฝรั่งเศสคือนายกรัฐมนตรี ซึ่งประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง และส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคที่สำคัญในรัฐสภา
นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นาย ฟรองซัวส์ ฟิยง (François Fillon) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อ ๑๗ พ.ค.๒๐๐๕ (พ.ศ.๒๕๕๐) ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีด้วยเช่นเดียวกัน โดยการแนะนำของนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดปัจจุบันมีคณะรัฐมนตรีว่าการ (Minister) ๑๕ คน รัฐมนตรีของรัฐ (Minister of State) ๑๕ คน และ ข้าหลวงใหญ่ (High Commissioner) ๑ คน รวม ๓๑ คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือน ๑๙ มิ.ย.๒๐๐๕ (ค.ศ.๒๕๕๐) รายละเอียดตามตารางที่ ๑
|
|
- นาย François FILLON |
นายกรัฐมนตรี |
|
|
- นาย Hervé MORIN |
รมว.กลาโหม |
|
|
- นาง Michèle Alliot-Marie |
รมว.มหาดไทย |
|
|
- นาย Bernard Kouchner |
รมว.ต่างประเทศ |
|
|
|||
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
| นายกรัฐมนตรี | รมว.กลาโหม | รมว.มหาดไทย | รมว.ต่างประเทศ |
ตารางที่ ๑ คณะรัฐบาลฝรั่งเศสชุดปัจจุบัน
|
Ministers |
|
|
|
M. Jean-Louis Borloo |
Minister for Ecology and Sustainable Planning and Development |
รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาแบบยั่งยืน |
|
Mme Michèle Alliot-Marie |
Minister of the Interior, Overseas France and Local Authorities |
รัฐมนตรีมหาดไทย ความมั่นคงภายใน และเสรีภาพท้องถิ่น |
|
M. Bernard Kouchner |
Minister of Foreign and European Affairs |
รัฐมนตรีการต่างประเทศ |
|
Mme Christine Lagarde |
Minister for the Economy Finance and Employment |
รัฐมนตรีเศรษฐกิจ การคลัง และการจ้างงาน |
|
M. Brice Hortefeux |
Minister of Immigration, Integration, National Identity and Co-Development |
รัฐมนตรีการเข้าเมือง การรวมประชาชน เอกลักษณ์ของชาติ และการพัฒนาร่วม |
|
Mme Rachida Dati |
Minister of Justice |
รัฐมนตรียุติธรรม |
|
M. Michel Barnier |
Minister for Agriculture and Fisheries |
รัฐมนตรีเกษตร การประมง |
|
M. Xavier Bertrand |
Minister for Labour, Labour Relations and Solidarity |
รัฐมนตรีแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ และสหภาพแรงงาน |
|
M. Xavier Darcos |
Minister for National Education |
รัฐมนตรีการศึกษาแห่งชาติ |
|
Mme Valérie Pécresse |
Minister for Higher Education and Research |
รัฐมนตรีการศึกษาชั้นสูงและวิจัย |
|
M. Hervé Morin |
Minister of Defence |
รัฐมนตรีกลาโหม |
|
Mme Roselyne Bachelot-Narquin |
Minister for Health, Youth and Sport |
รัฐมนตรีสาธารณสุข เยาวชน และกีฬา |
|
Mme Christine Boutin |
Minister for Housing and Urban Affairs |
รัฐมนตรีที่อยู่อาศัยและกิจการชนบท |
|
Mme Christine Albanel |
Minister for Culture and Communication |
รัฐมนตรีวัฒนธรรมและการสื่อสาร |
|
M. Eric Woerth |
Minister for the Budget, Public Accounts and the Civil Service |
รัฐมนตรีงบประมาณ บัญชีของรัฐ และข้าราชการ |
|
Ministers of State |
|
|
|
M. Roger Karoutchi
|
Minister of State, attached to the Prime Minister, responsible for Relations with Parliament |
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์รัฐสภา |
|
M. Jean-Pierre Jouyet |
Minister of State, attached to the Minister of Foreign and European Affairs, responsible for European Affairs |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบด้านกิจการยุโรป |
|
M. Laurent Wauquiez |
Minister of State attached to the Prime Minister, Government Spokesman |
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาล |
|
M. Eric Besson |
Minister of State, attached to the Prime Minister, responsible for Forward Planning and Assessment of Public Policies |
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบการวางแผนและประเมินผลนโยบายสาธารณะ |
|
Mme Valérie Létard |
Minister of State, attached to the Minister for Labour, Labour Relations and Solidarity |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ และสหภาพแรงงาน |
|
M. Dominique Bussereau |
Minister of State, attached to the Ministre dEtat, Minister for Ecology and Sustainable Planning and Development, responsible for Transport |
รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี สิ่งแวดล้อม การวางแผนและพัฒนาอย่างยั่งยืน รับผิดชอบด้านขนส่ง |
|
Mme Nathalie Kosciusko-Morizet |
Minister of State, attached to the Ministre dEtat, Minister for Ecology and Sustainable Planning and Development, responsible for Ecology |
รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี สิ่งแวดล้อม การวางแผนและพัฒนาอย่างยั่งยืน รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม |
|
M. Christian Estrosi |
Minister of State, attached to the Minister of the Interior, Overseas France and Local Authorities, responsible for Overseas France |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย ดินแดนต่างประเทศ และหน่วยงานท้องถิ่น รับผิดชอบดินแดนต่างประเทศ |
|
M. André Santini |
Minister of State, attached to the Minister for the Budget, Public Accounts and the Civil Service, responsible for the Civil Service |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงงบประมาณ การเงินสาธารณะ และข้าราชการรับผิดชอบด้านข้าราชการ |
|
M. Jean-Marie Bockel |
Minister of State, attached to the Minister of Foreign and European Affairs, responsible for Cooperation and Francophony |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และกิจการยุโรป รับผิดชอบด้านความร่วมมือและประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส |
|
M. Hervé Novelli |
Minister of State, attached to the Minister for the Economy, Finance and Employment, responsible for Businesses and Foreign Trade |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และการจ้างงาน รับผิดชอบด้านธุรกิจและการค้าต่างประเทศ |
|
Mme Fadela Amara |
Minister of State, attached to the Minister for Housing and Urban Affairs, responsible for Urban Affairs |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงที่อยู่อาศัยและกิจการชนบท รับผิดชอบด้านกิจการชนบท |
|
M. Alain Marleix |
Minister of State, attached to the Minister of Defence, responsible for Veterans |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงกลาโหม รับผิดชอบด้านทหารผ่านศึก |
|
Mme Rama Yade |
Minister of State, attached to the Minister of Foreign and European Affairs, responsible for Foreign Affairs and Human Rights |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรป รับผิดชอบด้านกิจการต่างประเทศและสิทธิมนุษยชน |
|
M. Luc Chatel |
Minister of State, attached to Minister for the Economy, Finance and Employment, responsible for Consumer Affairs and Tourism |
รัฐมนตรีประจำกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และการจ้างงาน รับผิดชอบด้านกิจการผู้บริโภคและการท่องเที่ยว |
|
High Commissioner |
|
|
|
M. Martin Hirsch |
High Commissioner for Active Solidarity against Poverty |
ข้าหลวงใหญ่รับผิดชอบการเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อต้านความยากจน |
๑.๒.๔ การบริหารระดับท้องถิ่น
ประเทศฝรั่งเศสแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒๒ ภูมิภาค และ ๑๐๑ จังหวัด (๙๖ จังหวัดในแผ่นดินใหญ่ และ ๕ จังหวัดโพ้นทะเล) ซึ่งมีการปกครองในระดับท้องถิ่น ดังนี้
- สภาเทศบาล (Conseil Municipal)
ฝรั่งเศสมีระบบการปกครองในระดับล่าง คือ ตำบล ซึ่งมีอยู่ ๓๖,๔๐๐ ตำบล (Commune) ในจำนวนนี้ เป็นตำบลที่มีประชากรต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ๓๕,๔๐๐ ตำบล การเลือกตั้งสภาเทศบาลจะมีขึ้นทุก ๖ ปี โดยผู้สมัครจะเข้าชื่อในบัญชีรายชื่อ ซึ่งผลการเลือกตั้งจะเป็นไปตามสัดส่วนของคะแนนที่แต่ละบัญชีได้รับ สมาชิกสภาเทศบาลจะเลือกนายกเทศมนตรี (Maire) เพื่อเป็นประธานสภาเทศบาล และบริหารงานระดับท้องถิ่น เช่น งบประมาณ งานทะเบียน งานด้านสาธารณูปโภค โรงเรียนอนุบาล และโรงเรียนประถม เป็นต้น
- สภาจังหวัด (Conseil General)
ในแต่ละจังหวัด จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดหมุนเวียนทุก ๓ ปี โดยสมาชิกจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๖ ปี การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด เป็นการเลือกตั้งทางตรงโดยประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ บทบาทของสภาจังหวัดมีเพิ่มมากขึ้นหลังการออกกฎหมายเพื่อกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นฉบับวันที่ ๒ มี.ค.๑๙๘๒ (พ.ศ.๒๕๒๕) ซึ่งทำให้สภาจังหวัดมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เช่น การกำหนดงบประมาณ การกำหนดภาษีท้องที่ การให้ความช่วยเหลือทางสังคมและครอบครัว การบริหารด้านสาธารณูปโภค และด้านการศึกษาในระดับโรงเรียนมัธยมต้น เป็นต้น
- สภาภูมิภาค (Conseil Regional)
ในจำนวน ๑๐๑ จังหวัด มีการแบ่งการปกครองเป็น ๒๒ ภูมิภาค และ ๔ ภูมิภาคโพ้นทะเล โดยในแต่ละภูมิภาคจะมีการเลือกตั้งสภาภูมิภาคทุก ๖ ปี การเลือกตั้งสภาภูมิภาคเป็นการเลือกตั้งทางตรงโดยประชาชนในภูมิภาคนั้น ๆ สภาภูมิภาคมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดแผนเศรษฐกิจ การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และในด้านที่อยู่อาศัย ฯลฯ
๒. การเมืองระหว่างประเทศ
ฝรั่งเศสมีการใช้นโยบายต่างประเทศที่เปิดกว้าง สามารถเป็นมิตรได้กับทุกประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็พยายามที่จะเพิ่มบทบาทของตัวเองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ผ่านทางองค์การสหประชาชาติ หรือองค์การอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการให้ความช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคอัฟริกา สำหรับทวีปเอเชียนั้น ยังคงเป็นการสานต่อนโยบายเดิม ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในภูมิภาคเมื่อมีโอกาส ส่วนภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง ฝรั่งเศสยังคงต้องการที่จะกลับเข้าไปมีบทบาทเพื่อคานอำนาจและบทบาทของสหรัฐ ฯ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐ ฯ มีอิทธิพลมากกว่าฝรั่งเศส ความพยายามนี้ถือเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของอดีตประธานาธิบดี Charles de Gaulle และแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำยุโรปต่อไป
ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสได้ร่วมมือกับเยอรมนีในการรวมเศรษฐกิจของยุโรปทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งรวมถึงการนำเงินสกุลยูโรเข้ามาใช้ในยุโรปตั้งแต่เดือน ม.ค.๒๐๐๒ (พ.ศ.๒๕๔๕) และในขณะนี้ ฝรั่งเศสก็ถือเป็นผู้นำของประเทศยุโรป ในการที่จะรวมทุนกันจัดตั้งกองกำลังป้องกันร่วมยุโรปที่มีเอกภาพและความเข้มแข็ง รวมทั้งเครื่องมือต่าง ๆ ในด้านความมั่นคง
ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) เป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เนื่องจาก นายฌอง ม็องเนต์ (Jean Monnet) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประชาคมยุโรป (European Community / European Union) เป็นชาวฝรั่งเศส โดยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓/ค.ศ.๑๙๕๐ นายม็องเนต์ได้เสนอแนวความคิดให้ฝรั่งเศส เยอรมนี และประเทศยุโรปอื่น ๆ จัดตั้งหน่วยงานร่วมกันเพื่อดำเนินการด้านการผลิตและบริโภคถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นผลให้มีการจัดตั้งประชาคมยุโรปว่าด้วยถ่านหินและเหล็กขึ้น ระหว่าง ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และ ลักแซมเบอร์ก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๔/ค.ศ.๑๙๕๑ และในเวลาต่อมา ประเทศทั้งหกก็ได้ลงนามในสนธิสัญญากรุงโรม เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐/ค.ศ.๑๙๕๗ เพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือตลาดร่วมยุโรป ซึ่งมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจครอบคลุมถึงสาขาอื่น ๆ นอกจากถ่านหินและเหล็กด้วย
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕/ค.ศ.๑๙๖๒ ประชาคมยุโรปได้เริ่มใช้นโยบายเกษตรร่วม ซึ่งนับเป็นนโยบายที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของประชาคม ฯ โดยใช้เงินงบประมาณมากที่สุด (ร้อยละ ๖๒.๐ ในปี พ.ศ.๒๕๓๒/ค.ศ.๑๙๘๙) แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะลดลงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังสูงอยู่มาก (ร้อยละ ๔๖.๘ ในปี พ.ศ.๒๕๓๘/ค.ศ.๑๙๙๕) ซึ่งในด้านนี้ ฝรั่งเศสเป็นสมาชิกที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ฝรั่งเศสมีพื้นที่การเพาะปลูก ผลผลิต และการส่งออกด้านเกษตรกรรมมากที่สุดในกลุ่มประชาคมด้วยกัน
แม้ว่าสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง จะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของประชาคมฯ ในปี พ.ศ.๒๕๑๖/ค.ศ.๑๙๗๓ (พร้อมกับ เดนมาร์ก และ ไอร์แลนด์) แต่ฝรั่งเศสก็ยังคงครองความเป็นผู้นำในประชาคม ฯ อยู่ (ร่วมกับเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และมีเสถียรภาพทางการเงินและการคลังที่แข็งแกร่งกว่า) บทบาทของฝรั่งเศสยิ่งเด่นขึ้นในช่วงที่ นายฌาค เดอลอร์ (Jacques Delors) ชาวฝรั่งเศสได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ๒ สมัย เป็นเวลา ๑๐ ปี ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๓๗/ค.ศ.๑๙๘๕-๑๙๙๔
ความสัมพันธ์กับประเทศในเอเซีย ในด้านความผูกพันธ์ทางประวัติศาสตร์นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ฝรั่งเศสเป็นนักล่าอาณานิคมตัวยง โดยได้เข้ายึดครองเวียดนามทั้งประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๒๗/ค.ศ.๑๘๘๔ และตามด้วย ลาว กับ กัมพูชา ในเวลาต่อมา จนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗/ค.ศ.๑๙๕๔ ฝรั่งเศสต้องจากประเทศทั้งสามไป พร้อมด้วยความพ่ายแพ้จากการสู้รบที่เดียนเบียนฟู ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับประเทศทั้งสามจึงมีความแนบแน่นเป็นพิเศษ ปัจจุบันชาวเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ได้อพยพเข้าไปอยู่ในฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก
ด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แม้ว่าฝรั่งเศสจะมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับประเทศในอินโดจีนอย่างลึกซึ้ง และมีความสนใจในศิลปะ รวมทั้งวัฒนธรรมของประเทศในเอเชียเป็นอย่างมาก แต่การที่ต้องจากไปเพราะความพ่ายแพ้ ประกอบกับฝรั่งเศสกับเอเชียมีระยะทางไกล ทำให้ฝรั่งเศสละเลยประเทศเอเชียในด้านการค้าและการลงทุนไปไม่น้อย เพราะในปัจจุบันการลงทุนของฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้ คิดเป็นร้อยละ ๒ - ๓ ของการลงทุนในต่างประเทศ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ฝรั่งเศสมีความสำคัญเป็นลำดับที่สี่ ต่อจากเนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และเยอรมนี นอกจากนี้ ในบางปีจะอยู่หลังอิตาลี และ เนเธอร์แลนด์ ด้วยซ้ำไป ประเทศในเอเชียมีการนำเข้าจากฝรั่งเศสประมาณร้อยละ ๒ ของการนำเข้าทั้งหมด ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของฝรั่งเศสในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น และ จีน โดยฝรั่งเศสยังคงเสียเปรียบดุลการค้าให้กับประเทศทั้งสองอยู่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาล ได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างฝรั่งเศสกับประเทศในทวีปเอเชีย โดยคำนึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของตลาดเอเชียในอนาคต ถึงแม้ว่าภูมิภาคนี้จะประสบปัญหาด้านวิกฤติเศรษฐกิจ โดยในระหว่างการประชุมเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำปีครั้งที่ ๖ ระหว่าง ๒๖ ๒๘ สิงหาคม ค.ศ.๑๙๙๘ ประธานาธิบดีชีรัค ได้แสดงความสนใจต่อภูมิภาคเอเชียในด้านความมั่นคง ด้วยการเสนอจัดตั้งองค์กรเพื่อความมั่นคงในเอเชีย (Organization de Sécurité à léchelle de lAsie tout entière) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงให้เกิดในภูมิภาค รวมทั้งล่าสุดได้เดินทางมาเยือนประเทศในเอเชียหลายประเทศในปี ค.ศ.๒๐๐๖ ได้แก่ อินเดีย ไทย เป็นต้น
ความสัมพันธ์กับประเทศไทย ในด้านความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ ฝรั่งเศสและไทยมีความสัมพันธ์มาช้านานกว่า ๓๐๐ ปีมาแล้ว โดยเมื่อปี พ.ศ.๒๒๐๕/ค.ศ.๑๖๖๒ สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ คณะทูตสันตปาปาซึ่งมีชาวฝรั่งเศสร่วมคณะอยู่ด้วย ได้มาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และหลังจากนั้น ๓ ปี ราชอาณาจักรฝรั่งเศสก็ได้ส่งคณะราชทูตมาประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นไปอย่างแนบแน่น และเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๒๒๙/ค.ศ.๑๖๘๖ คณะราชทูตไทยก็ไปถึงเมืองเบรสต์ ซึ่งยังมีชื่อถนนสายสำคัญชื่อ สยาม ปรากฏอยู่ รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สิ้นสุดลง พร้อมกับการจากไปของฝรั่งเศส และหลังจากเวลาได้ผ่านไปถึง ๒๐๐ ปี ฝรั่งเศสจึงได้กลับมายังประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มิใช่เพื่อเปลี่ยนความคิดของคนไทยให้ไปนับถือศาสนาคริสต์ แต่กลับเข้ามาเพื่อล่าอาณานิคม ความสัมพันธ์ทางการทูตยุคใหม่ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสจึงได้เริ่มขึ้นใหม่ในสมัยนี้ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการนั้น อาจถือเอาวันที่มีการลงนามใน Treaty of Friendship, Commerce and Navigation ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๐๙/ค.ศ.๑๘๖๖ เป็นสำคัญ และในปี พ.ศ.๒๔๒๖/ค.ศ.๑๘๘๓ จึงได้มีการแต่งตั้งพระองค์เจ้าปฤษฎา ฯ เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศสเป็นพระองค์แรก โดยประเทศไทยได้จัดตั้งสำนักงานอัครราชทูตประจำกรุงปารีสในปี พ.ศ.๒๔๓๐/ค.ศ.๑๘๘๗ และได้ยกฐานะขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูตในปี พ.ศ.๒๔๙๒/ค.ศ.๑๙๔๙
ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในด้านต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยความราบรื่น ไม่มีปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน นอกจากนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือน ทั้งในระดับพระราชวงศ์ บุคคลสำคัญ และเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุด สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ฯ ได้เสด็จ ฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์ระหว่างวันที่ ๑๗ - ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๕/ค.ศ.๒๐๐๒ และ ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการถึง ๒ ครั้ง ระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๖/ค.ศ.๒๐๐๓ และระหว่าง ๙ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๘/ค.ศ.๒๐๐๕ รวมทั้งล่าสุด ประธานาธิบดีฌาค ชีรัค ได้มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง ๑๗ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๙/ค.ศ.๒๐๐๖ ซึ่งนับเป็นประมุขของฝรั่งเศสคนแรกในรอบ ๓๔๔ ปี ที่มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
๓. สถานการณ์ในปัจจุบัน
สถานภาพทางการเมืองของฝรั่งเศสในปัจจุบัน จัดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างมั่นคง จากการที่ได้หลุดพันจากภาวะของการอยู่ร่วมแบบสองขั้ว (Cohabitation) ที่เกิดจากการที่ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองคนละขั้ว (ระหว่างประธานาธิบดีฌาค ชีรัค ซึ่งมาจากพรรคการเมืองฝ่ายขวา กับ นรม. Lionel JOSPIN ซึ่งมาจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย) ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.๒๕๔๐๒๕๔๕/ค.ศ.๑๙๙๗๒๐๐๒ ทำให้การดำเนินนโยบายด้านการบริหารประเทศ และด้านการต่างประเทศ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความแน่นอน
การปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีฌาค ชีรัค ในช่วงที่กำลังหาเสียงก่อนการเลือกตั้งเมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๔๕/ค.ศ.๒๐๐๒ ทั้งในเรื่องของการปรับลดภาษี การกระจายอำนาจในการบริหารและใช้จ่ายงบประมาณ การให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง และการกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนนั้น ได้รับการขานรับเป็นอย่างดีจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูประบบบำนาญ การแก้ไขปัญหาคนว่างงาน และการปรับมาตรฐานการศึกษาภายในประเทศนั้น ยังทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความไม่พอใจอยู่มาก
ในเรื่องของระบบบำนาญใหม่ ที่รัฐบาลของ อดีต นรม. Jean-Pierre Raffarin โดยนาย Françoie Fillon อดีต รมว.กระทรวงกิจการสังคม แรงงาน และการพึ่งพา ได้จัดทำร่างแผนการปฏิรูป เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๖/ค.ศ.๒๐๐๓ นั้น มีเนื้อหาสำคัญที่กำหนดให้พนักงานของรัฐสามารถรับเงินเกษียณในอัตราเต็มได้ก็ต่อเมื่อได้ชำระเบี้ยประกันครบ ๔๐ ปี เท่ากับพนักงานเอกชน ในปี พ.ศ.๒๕๕๑/ค.ศ.๒๐๐๘ (ในปัจจุบันใช้เกณฑ์ ๓๗.๕ ปี) และจะเพิ่มเป็น ๔๑ ปี และ ๔๒ ปี สำหรับทุก ๆ คน ในปี พ.ศ.๒๕๕๕/ค.ศ.๒๐๑๒ และ พ.ศ.๒๕๖๓/ค.ศ.๒๐๒๐ ตามลำดับ เนื่องจากรัฐบาลประสบกับปัญหาการขาดดุลบประมาณด้านบำนาญ เพราะประชากรที่อยู่ในวัยทำงานมีจำนวนลดลง ในขณะที่มีผู้ตกงานเพิ่มมากขึ้น และผู้สูงอายุก็มีอายุยืนมากขึ้น ซึ่งทำให้พนักงานของรัฐเกิดความไม่พอใจที่จะต้องสูญเสียประโยชน์และดำเนินการคัดค้านอย่างรุนแรง ด้วยการนัดหยุดงานครั้งแรกในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๖/ค.ศ.๒๐๐๓ และครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๖/ค.ศ.๒๐๐๓ ซึ่งถือเป็นการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ
สำหรับการแก้ไขปัญหาคนว่างงานนั้น รัฐบาลยังไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ตกงานกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ฝ่ายค้านถือโอกาสใช้ความล้มเหลวในเรื่องนี้ ประกอบกับภาวะตกต่ำของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มาประณามนโยบายในการบริหารประเทศของรัฐบาล นอกจากนั้น ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาจำนวนคนว่างาน ด้วยการเสนอออกกฎหมาย CPE (Contrat Première Embauche) หรือสัญญาการจ้างงานครั้งแรก ในช่วงต้นปี ๒๕๔๙ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญกำหนดให้เยาวชนที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา เมื่อเข้าทำงานกับบริษัทเอกชนต่าง ๆ ต้องฝึกงานเป็นระยะเวลาถึง ๒ ปี ก่อนที่นายจ้างจะรับเข้าทำงาน จากเดิมฝึกงานระยะเวลา ๖ เดือน และในระหว่าง ๒ ปี ของการฝึกงาน นายจ้างสามารถให้ลูกจ้างออกจ้างงานได้โดยปราศจากเหตุผล ทำให้เกิดการต่อต้านกฎหมายฉบับนี้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ โดยเฉพาะในปารีส ซึ่งมีการชุมนุมประท้วงของนักศึกษาและประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการหยุดการเรียนการสอนในช่วงนั้น จนในที่สุด ประธานาธิบดีชีรัคและรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีวิลล์แปง ซึ่งเป็นผู้ผลักดันกฎหมายนี้ ต้องยอมถอนกฎหมายฉบับนี้ โดยจะนำไปแก้ไขรายละเอียดในกฎหมายนี้ต่อไป ผลจากการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ไม่สำเร็จ ทำให้นายกรัฐมนตรีวิลล์แปง ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ประธานาธิบดีชีรัควางตัวให้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป สูญเสียความนิยมจากประชาชนอย่างมากด้วย
ทางด้านการศึกษาที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะปรับปรุงมาตรฐานให้ดีขึ้น ด้วยการออกมาตรการต่อต้านการแบ่งแยกเชื้อชาติและผิวพรรณ รวมทั้งการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ชอบหนีโรงเรียนนั้น ทำให้ประชาชนมีความผิดหวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการในด้านการศึกษา คือการยกระดับให้ประชาชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพสูงขึ้นมากกว่า
๔. ผลกระทบจากวิกฤติการณ์ในอิรัก
การรวมตัวแนวร่วม ๓ ฝ่าย ระหว่าง ฝรั่งเศส รัสเซีย และ เยอรมนี ในการคัดค้านการปฏิบัติการทางทหารในอิรักของสหรัฐ ฯ และเสนอให้ดำเนินการปลดอาวุธอิรักโดยสินติวิธี รวมทั้งการที่ฝรั่งเศสเป็นแกนนำแนวร่วมในการปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐ ฯ ในเวที NATO นับเป็นการเปลี่ยนทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศครั้งสำคัญภายหลังสงครามเย็น และส่งผลกระทบต่อองค์การความร่วมมือในกรอบพหุภาคีที่สำคัญ ๓ กรอบ ซึ่งต่างก็ได้เป็นเสาหลักค้ำจุนความมั่นคงและเสถียรภาพของประชาคมโลกจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน คือ
- กรอบสหภาพยุโรป (EU) ฝรั่งเศส และ เยอรมนี พยายามที่จะแสดงความเป็นผู้นำของยุโรปร่วมกัน โดยอาศัยการรณรงค์ต่อต้านสงครามในอิรักเป็นเครื่องมือ แต่ก็ถูก ๘ ประเทศยุโรป (นำโดย อังกฤษ และ สเปน) ท้าทายภาวะความเป็นผู้นำร่วมดังกล่าว ด้วยการสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ฯ ในอิรัก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกแยกในยุโรปและความล้มเหลวของนโยบายร่วมด้านการต่างประเทศของยุโรปด้วย
- กรอบองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติดเหนือ (NATO) จากการที่ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม (ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศขึ้นอยู่กับฝรั่งเศส) และ เยอรมนี ซึ่งเป็นเพียง ๓ ใน ๑๙ ประเทศสมาชิก NATO ไม่สามารถโน้มน้าวให้พันธมิตร NATO อื่น ๆ คล้อยตามท่าทีของกลุ่ม เกี่ยวกับสถานการณ์ในอิรักได้ รวมทั้งการใช้สิทธิยับยั้งคัดค้านแผน NATO ที่จะให้การสนับสนุนตุรกีตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ ฯ ทำให้ความน่าเชื่อถือของ NATO เองต้องได้รับผลกระทบ และมีโอกาสเป็นไปได้ว่า การดำเนินการด้านความมั่นคงร่วมกันของพันธมิตรดั้งเดิมต่อไปในอนาคตจะถูก by-passed โดยสหรัฐ ฯ และกลุ่มประเทศที่สนับสนุนสหรัฐ ฯ
- กรอบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) การคัดค้านคำร้องขอของสหรัฐ ฯ และการโน้มน้าวให้ประเทศสมาชิก UNSC ลงมติปฏิเสธการให้ฉันทานุมัติในการใช้กำลังปลดอาวุธอิรัก เป็นการบีบให้สหรัฐ ฯ ต้องดำเนินการปฏิบัติการทางทหารต่ออิรักโดยไม่ขอการสนับสนุนจาก UNSC ซึ่งทำให้ UNSC ถูก by-passed และอาจถูกกันออกจากการที่จะได้เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขวิกฤติการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศในกรอบพหุภาคีในโอกาสต่อ ๆ ไป
จากการที่สงครามในอิรักได้เกิดขึ้นแล้วนี้ รอยร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศส และ สหรัฐ ฯ ก็มีเพิ่มมากขึ้น และฝรั่งเศสก็ดูเหมือนจะถูกกันไม่ให้เข้าไปมีบทบาทร่วมในกระบวนการตัดสินใจภายหลังสงครามในอิรักได้สิ้นสุดลง รวมทั้งอาจต้องเผชิญกับมาตรการกดดัน หรือแม้กระทั่งการตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากสหรัฐ ฯ เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ให้การสนับสนุนนโยบายของสหรัฐ ฯ ต่อไป และในกรณีร้ายแรงที่สุด ฝรั่งเศสก็อาจจะถูกโดดเดี่ยวจากสหรัฐ ฯ ทั้งในความสัมพันธ์ทวิภาคี และในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายอิสระของฝรั่งเศสเช่นนี้ ได้รับความนิยมและความเชื่อถือจากสาธารณชนฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก รวมทั้งสอดคล้องกับกระแสความคิดเห็นของประชาคมยุโรปอย่างท่วมท้น
___________________________
ในปัจจุบันกองทัพฝรั่งเศส กำลังอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการป้องกันประเทศ และการปรับปรุงกองทัพ หลังสิ้นสุดสงครามเย็น เพื่อให้เป็นกองทัพของทหารอาชีพ มีอำนาจการรบสูง พร้อมเผชิญกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทุกรูปแบบ สมกับที่เป็นกองทัพของชาติมหาอำนาจในยุโรป (ข้อมูลด้านการทหารฝรั่งเศสเพิ่มเติมดูได้ที่ www.navy.mi.th/intel/paris/paris_defense_info.htm)
๑. การป้องกันประเทศ
ภายหลังสิ้นสุดสงครามเย็น เมื่อโซเวียตล่มสลาย ฝรั่งเศสมีความจำเป็นต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์ใหม่ เพราะภัยคุกคามได้เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับต้องการลดการขาดดุลงบประมาณลง ฝรั่งเศสได้จัดวางระบบป้องกันประเทศใหม่ อุตสาหกรรมผลิตอาวุธจากเดิมที่เป็นของรัฐบาลเปลี่ยนมือให้เอกชนไปดำเนินการต่อ ปรับขนาดกองทัพให้เล็กลง เป็นทหารอาชีพอย่างแท้จริง ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และปรับลดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศลง แต่ให้กองทัพมีขีดความสามารถในการรบสูงขึ้น สามารถเผชิญภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ในอนาคต ทั้งในและนอกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่ การก่อการร้าย สงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน รวมทั้งประเทศที่ฝรั่งเศสส่งกำลังทหารออกไปปฏิบัติการทั่วโลก
๒. หลักการป้องกันประเทศ
แนวความคิดในการป้องกันประเทศของฝรั่งเศส ได้ดำเนินการปรับแก้ใหม่ตามแผนทางรวม ๔ ด้าน ได้แก่ หนังสือปกขาว ที่ให้ข้อมูลด้านภูมิรัฐศาสตร์ แผนงาน ซึ่งใช้เป็นกรอบในการดำเนินการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ตามแผน ๒๐ ปี โครงการ ซึ่งเป็นการกำหนดความคืบหน้าการปรับปรุงกองทัพ ในช่วง ๖ ปี และ งบประมาณ ซึ่งใช้เป็นกรอบกำหนดรายจ่ายประจำปีของกระทรวงกลาโหม และหลังจากได้ใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ก็สามารถจัดทำแนวทางการป้องกันประเทศแล้วเสร็จออกมาเมื่อกลางปี ค.ศ.๑๙๙๖ (พ.ศ.๒๕๓๙) ซึ่งมีทั้งหมด ๔ หลักการ ดังนี้
- การป้องปราม (La dissuasion) โดยการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของประเทศและยุโรป ด้วยการยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และอาวุธนำวิถีติดหัวรบนิวเคลียร์จากอากาศยาน
- การป้องกัน (La prevention) ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม และการขยายตัวของวิกฤติการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ โดยการใช้ดาวเทียมหาข่าว การเตรียมและจัดวางกำลัง รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- การแสดงกำลัง (La projection) ซึ่งถือเป็นความสำคัญอันดับแรกของเหล่าทัพที่จะต้องสามารถจัดส่งกำลังทางบก ทางเรือ และทางอากาศ โดยการแยกหรือประกอบกำลังเข้าด้วยกันให้พร้อมปฏิบัติการได้ทันทีเมื่อมีสถานการณ์ หรือจัดกำลังปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ ในรูปของกำลังเฉพาะกิจ พร้อมกำลังสนับสนุนและส่งกำลังบำรุง
- การคุ้มครอง (La protection) ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกองทัพในการป้องกันประเทศ ในยามสงบเป็นหน้าที่ของกองกำลังกึ่งทหาร-ตำรวจ (Gendarmerie) ในการปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงภายใน จึงเป็นหน่วยงานเดียวที่ได้รับการเพิ่มกำลังพล เพื่อให้สามารถดูแลความปลอดภัยของประชาชนและดินแดนในปกครองได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
๓. การปรับปรุงกองทัพ
ตามแผน ๒๐ ปี (ระหว่างปี ค.ศ.๑๙๙๖ ๒๐๑๕ / พ.ศ.๒๕๓๙ ๒๕๕๘) กองทัพจะได้รับการปรับลดให้มีขนาดเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพในการรบสูงขึ้น ด้วยการใช้อาวุธที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ กำลังทหารในปัจจุบัน จากจำนวน ๕๐๒,๔๖๐ คน จะลดลงเหลือ ๓๕๒,๗๐๐ คน เมื่อถึงปี ๒๕๕๘ โดยแต่ละเหล่าทัพจะมีการปรับกำลังใหม่ (เฉพาะที่สำคัญ) ดังนี้
|
ทบ. |
กำลังทหาร |
๒๓๙,๐๐๐ |
|
คน |
เหลือ |
๑๓๖,๐๐๐ |
|
คน |
|
|
|
กำลังรบ |
๑๒๙ |
|
กรม |
เหลือ |
๘๕ |
|
กรม |
|
|
|
รถถังหลัก |
๙๒๗ |
|
คัน |
เหลือ |
๕๒๐ |
|
คัน |
|
|
ทร. |
กำลังทหาร |
๖๓,๘๐๐ |
|
คน |
เหลือ |
๔๕,๕๐๐ |
|
คน |
|
|
|
เรือรบ |
๑๑๑ |
|
ลำ |
เหลือ |
๘๑ |
|
ลำ |
|
|
|
กำลังอากาศนาวี |
๑๘๙ |
|
เครื่อง |
เหลือ |
๑๓๒ |
|
เครื่อง |
|
|
ทอ. |
กำลังทหาร |
๘๙,๒๐๐ |
|
คน |
เหลือ |
๖๓,๐๐๐ |
|
คน |
|
|
|
เครื่องบินรบ |
๔๐๕ |
|
เครื่อง |
เหลือ |
๓๐๐ |
|
เครื่อง |
|
|
|
เฮลิคอปเตอร์ |
๑๐๑ |
|
เครื่อง |
เหลือ |
๘๔ |
|
เครื่อง |
|
|
กำลังกึ่งทหาร-ตำรวจ |
๙๒,๒๓๐ |
|
คน |
เพิ่มเป็น |
๙๕,๖๐๐ |
|
คน |
||
สำหรับโครงการปรับปรุงกองทัพในปัจจุบัน เป็นโครงการระยะสั้น ๖ ปี ตามกฎหมายโครงการทางทหาร (Le Loi de Programmation Militaire 2003 2008) ระหว่างปี ค.ศ.๒๐๐๓ ๒๐๐๘ (พ.ศ.๒๕๔๖ ๒๕๕๑) ซึ่งจะสอดคล้องกับแผน ๒๐ ปี ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว
๔. งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ
ในด้านงบประมาณของ กห.ฝรั่งเศส ได้รับการจัดสรรในแต่ละปี ตามตารางข้างล่างนี้
|
ค.ศ. / พ.ศ. |
งบประมาณ |
|
๑๙๙๕ / ๒๕๓๘ ๑๙๙๖ / ๒๕๓๙ ๑๙๙๗ / ๒๕๔๐ ๑๙๙๘ / ๒๕๔๑ ๑๙๙๙ / ๒๕๔๒ ๒๐๐๐ / ๒๕๔๓ ๒๐๐๑ / ๒๕๔๔ ๒๐๐๒ / ๒๕๔๕ ๒๐๐๓ / ๒๕๔๖ ๒๐๐๔ / ๒๕๔๗ ๒๐๐๕ / ๒๕๔๘ ๒๐๐๖ / ๒๕๔๙ ๒๐๐๗ / ๒๕๕๐ ๒๐๐๘ / ๒๕๕๑ |
๒๙,๖๑๕ ล้านยูโร ๒๘,๘๐๔ ล้านยูโร ๒๙,๑๐๖ ล้านยูโร ๒๘,๑๖๑ ล้านยูโร ๒๘,๙๕๙ ล้านยูโร ๒๘,๖๕๒ ล้านยูโร ๒๘,๘๐๔ ล้านยูโร ๒๘,๙๑๑ ล้านยูโร ๓๑,๐๗๐ ล้านยูโร ๓๒,๔๐๐ ล้านยูโร ๓๒,๙๒๐ ล้านยูโร ๔๗,๘๔๖ ล้านยูโร ๔๗,๗๐๖ ล้านยูโร ๔๗,๕๑๘ ล้านยูโร |
โดยงบประมาณสำหรับปี ค.ศ.๒๐๐๘ (พ.ศ.๒๕๕๑) จำนวน ๔๗,๕๑๘ ล้านยูโร คิดเป็น ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ของ GDP นั้น ได้รับการจัดสรรออกเป็นงบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนี้
|
- |
|
งบป้องกันประเทศ |
จำนวน |
๓๕,๙๙๐ |
|
ล้านยูโร |
|
- |
|
งบรักษาความมั่นคง |
จำนวน |
๗,๗๐๙ |
|
ล้านยูโร |
|
- |
|
งบทหารผ่านศึกและภารกิจของประเทศ |
จำนวน |
๓,๖๑๘ |
|
ล้านยูโร |
|
- |
|
งบวิจัยและการศึกษาชั้นสูง |
จำนวน |
๒๐๐ |
|
ล้านยูโร |
๕. รายชื่อผู้นำทางทหาร
|
|
รมว.กห. |
นาย Hervé Morin |
|
|
ผบ.ทหารสูงสุด |
พล.อ. Jean-Louis Georgelin |
|
|
ผบ.ทบ. |
พล.อ. Bruno Cuche |
|
|
ผบ.ทร. |
พล.ร.อ. Alain Oudot de Dainville |
|
|
ผบ.ทอ. |
พล.อ.อ. Stéphane Abrial |
๖. กองทัพเรือฝรั่งเศส
กองทัพเรือฝรั่งเศส มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๖ ของโลก รองจาก สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อังกฤษ และญี่ปุ่น มีกำลังทางเรือประจำอยู่ทั่วโลก ทั้งในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก โดยได้กำหนดกิจให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกำลังผสม เพื่อให้สามารถปฏิบัติการภายใต้การบังคับบัญชาของกองบัญชาการผสมได้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง โดยเฉพาะภายใต้โครงสร้างงานของยุโรป
ในแต่ละปี กองทัพเรือฝรั่งเศส มีเวลาปฏิบัติการทางเรือในทะเลเฉลี่ย ๓๐๐,๐๐๐ ชั่วโมง และเวลาปฏิบัติการบินเฉลี่ย ๖๖,๐๐๐ ชั่วโมง และตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๘๘ ๒๐๐๖ (พ.ศ.๒๕๓๑ ๔๙) ได้ปฏิบัติภารกิจภายนอกประเทศหลายแห่ง ที่สำคัญได้แก่ สงครามอ่าวเปอร์เซีย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๐ ๙๑ (พ.ศ.๒๕๓๓ ๓๔) สงครามในยูโกสลาเวีย ระหว่างปี ค.ศ.๑๙๙๑ ๙๖ (พ.ศ.๒๕๓๔ ๓๙) การรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก ในช่วงปี ค.ศ.๑๙๙๙ ๒๐๐๐ (พ.ศ.๒๕๔๒ ๔๓) และปฏิบัติการในเลบานอน ในปี ค.ศ.๒๐๐๖ (พ.ศ.๒๕๔๙)
กำลังรบของ กองทัพเรือฝรั่งเศส แบ่งการบังคับบัญชาออกเป็น ๒ สาย ดังนี้
กำลังรบสายปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหน่วยกำลังที่ออกปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งดินแดนโพ้นทะเล ขึ้นการบังคับบัญชากับ ผบ.ทหารสูงสุด โดยมี ผบ.ทร. คอยให้คำแนะนำ ประกอบด้วย
- กองเรือดำน้ำยุทธศาสตร์
- กองบัญชาการภาคแอตแลนติก
- กองบัญชาการภาคเมดิเตอร์เรเนียน
- กองบัญชาการภาคมหาสมุทรอินเดีย
- กองบัญชาการภาคแปซิฟิก
- กองบังคับการเขตแฌร์บูร์ก
- กองบังคับการเขตแอนติลเลส
- กองบังคับการเขตกิอานา
- กองบังคับการเขตริอูเนียน
- กองบังคับการเขตนิวคาลิโดเนีย
- กองบังคับการเขตเฟรนซ์โพลีนีเซียน
กำลังรบสายบริหาร ซึ่งเป็นหน่วยกำลังที่มีการจัดหน่วยตามสายงานปกติ ขึ้นการบังคับบัญชากับ ผบ.ทร. และ รมว.กห. มีหน้าที่จัดเตรียมความพร้อมกำลังรบ ประกอบด้วย
- FAN (กองเรือปฏิบัติการผิวน้ำ) มีเรือผิวน้ำ จำนวน ๑๒๐ ลำ (ทั้งที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในฝรั่งเศส และในน่านน้ำต่างประเทศ) และกำลังพล จำนวน ๑๒,๐๐๐ คน มี ผบ.กองเรือ ฯ (ชั้นยศ พล.ร.ท.) และ บก.กองเรือ ฯ ตั้งอยู่ที่เมือง Toulon โดยมี บก.กองเรือย่อยอีก ๒ แห่ง ตั้งอยู่ที่เมือง Toulon และเมือง Brest
- FSM (กองเรือดำน้ำยุทธศาสตร์) มีเรือดำน้ำ จำนวน ๑๐ ลำ (เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ติดตั้งขีปนาวุธยุทธศาสตร์ จำนวน ๔ ลำ อยู่ที่ฐานทัพเรือ Ile Longue เมือง Brest และเรือดำน้ำโจมตีพลังนิวเคลียร์ จำนวน ๖ ลำ อยู่ที่เมือง Toulon) และกำลังพล ๓,๕๖๐ คน มี ผบ.กองเรือ ฯ (ชั้นยศ พล.ร.ท.) และ บก.กองเรือ ฯ ตั้งอยู่ที่เมือง Brest
- AVIA (กองบินทหารเรือ) มีอากาศยานทั้งหมด จำนวน ๒๓๕ เครื่อง และกำลังพล จำนวน ๗,๔๐๐ คน มี ผบ.กองบิน ฯ (ชั้นยศ พล.ร.ท.) และ บก.กองบิน ฯ ตั้งอยู่ที่เมือง Toulon
- FORFUSCO (กอง รปภ. และกองรบพิเศษ) มีกองกำลังรวมทั้งสิ้น จำนวน ๑๖ กองร้อย และกำลังพล จำนวน ๒,๐๑๕ คน มี ผบ.ฯ (ชั้นยศ พล.ร.ท.) และ บก.ฯ ตั้งอยู่ที่เมือง Lorient
ในปี ค.ศ.๒๐๐๖ (พ.ศ.๒๕๔๙) กองทัพเรือฝรั่งเศส มีกำลังพลรวมทั้งสิ้น ๕๕,๕๖๔ คน ประกอบด้วย กำลังทหาร ๔๒,๖๖๖ คน (สัญญาบัตร ๔,๙๔๖ คน ประทวน ๒๘,๙๕๔ คน พลทหาร ๘,๗๖๖ คน) และอาสาสมัคร ๑,๖๐๑ คน และพลเรือน ๑๐,๒๙๖ คน
ในปี ค.ศ.๒๐๐๖ กองทัพเรือฝรั่งเศส ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน ๗,๑๙๑ ล้านยูโร คิดเป็น ๑๙ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส โดยแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ได้แก่
|
|
- งบปฏิบัติการ จำนวน ๒,๔๒๙ ล้านยูโร แยกเป็น |
||||
|
|
- งบเสริมสร้างกำลัง |
๙๙๕.๘๙ |
|
ล้านยูโร |
|
|
|
- งบประมาณเพื่อการป้องปราม |
๖๘๐.๑๒ |
|
ล้านยูโร |
|
|
|
- งบศึกษาและพัฒนา |
๕๘๒.๙๖ |
|
ล้านยูโร |
|
|
|
- งบผลักดัน |
๑๗๐.๐๓ |
|
ล้านยูโร |
|
|
|
- งบกำลังพลและส่งกำลังบำรุง จำนวน ๔,๔๔๘ ล้านยูโร แยกเป็น |
||||
|
|
- งบกำลังพล |
๒,๘๔๖.๗๒ |
|
ล้านยูโร |
|
|
|
- งบซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์ |
๑,๑๕๖.๔๘ |
|
ล้านยูโร |
|
|
|
- งบค่าใช้จ่ายประจำ |
๓๕๕.๘๔ |
|
ล้านยูโร |
|
|
|
- งบค่าน้ำมันปฏิบัติการ |
๘๘.๙๖ |
|
ล้านยูโร |
|
________________________
๑. โครงสร้างพื้นฐาน
ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้ความพยายามที่จะร่วมกับเยอรมนีทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ปัจจุบันทั้งสองประเทศเป็นประเทศที่มีบทบาทหลักในสหภาพยุโรป เศรษฐกิจของฝรั่งเศสขึ้นอยู่กับธุรกิจของภาคเอกชนและกิจการที่ควบคุมโดยรัฐ รัฐบาลยังถือหุ้นใหญ่ในภาคสาธารณูปโภค เช่น รถไฟ ไฟฟ้า การบิน และการสื่อสาร แต่ปัจจุบันรัฐาลก็ได้ทยอยขายหุ้นในธุรกิจสำคัญ ๆ แล้ว ได้แก่ France Telecom สายการบินแอร์ฟร้านซ์ บริษัทประกันภัย ธนาคาร และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ฝรั่งเศสอยู่ในกลุ่มประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรม (G8) มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๖ ของโลก ฝรั่งเศสเป็นผู้นำทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทางด้านอุตสาหกรรม ฝรั่งเศสเป็นผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม อันดับที่ ๔ ของโลก แบ่งเป็นสาขาที่สำคัญ ๓ สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร (ร้อยละ ๒.๖ ของ GDP) การพลังงาน (ร้อยละ ๒.๕ ของ GDP) และอุตสาหกรรมอื่นๆ (ร้อยละ ๑๖.๖ ของ GDP) ที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน (เครื่องบิน Airbus และจรวด Ariane) อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และยา อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมอุปกรณ์โทรคมนาคม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด ยังได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ (Peugeot, Citroen และ Renault) ซึ่งใช้แรงงานถึง ๓๕๐,๐๐๐ คน หรือประมาณ ๑ ใน ๑๒ ของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และเป็นสินค้าออกที่สำคัญประมาณ ๑/๖ ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม
ทางภาคเกษตรกรรม ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญเป็นอันดับที่ ๒ ของโลก รองจากสหรัฐฯ สินค้าออกที่สำคัญของฝรั่งเศส ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวโพด เนื้อสัตว์ นม เนย และไวน์
นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานนิวเคลียร์มากเป็นอันดับ ๒ ของโลก รองจากสหรัฐ ฯ
สำหรับภาคบริการ นับเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดของฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นสาขาที่มีผู้ใช้แรงงานถึงประมาณร้อยละ ๗๐ ของแรงงานทั้งหมด และมีผลผลิตประมาณ ๒ ใน ๓ ของ GDP งานบริการที่สำคัญ ได้แก่ งานขายสินค้า งานด้านการโทรคมนาคมขนส่ง งานเกษตร รวมทั้งงานร้านอาหารและโรงแรม งานเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพัฒนาการด้านการท่องเที่ยวของฝรั่งเศส ซึ่งมีชื่อเสียงทั้งในด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย อาหารอร่อย รวมทั้งในด้านเครื่องแต่งกายและเครื่องสำอาง
ปัญหาและจุดอ่อนของเศรษฐกิจฝรั่งเศสอยู่ที่จำนวนคนที่ทำงานมีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าประเทศใหญ่อื่น ๆ คนว่างงาน ๙ เปอร์เซ็นต์ เวลาทำงานตามกฎหมายจำนวน ๓๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็น้อยกว่าประเทศอื่น ๆ นักเรียนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาต้องรอเวลาที่จะได้เข้าทำงาน
รายได้หลักของฝรั่งเศสได้แก่ การท่องเที่ยว ในปี ๒๐๐๖ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนฝรั่งเศสจำนวน ๗๙.๑ ล้านคน ซึ่งถือเป็นอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนั้นเป็นรายได้จากการส่งออกสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น อากาศยาน ยุทโธปกรณ์ทางทหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสินค้าการเกษตร เช่น นม เนย เป็นต้น
๒. นโยบายทางเศรษฐกิจ
- ฟื้นฟูตลาดแรงงาน ด้วยการบรรจุให้คนที่ไม่มีงานทำเข้าทำงานในสถานที่ที่ไม่ต้องการคุณวุฒิมากนัก และใช้มาตรการสนับสนุนให้มีการทำงานและการจ้างแรงงานเพิ่มเติม เพื่อให้คนรุ่นหนุ่ม-สาวได้รับการจ้างเข้าทำงาน รวมทั้งมีการสร้างงานที่มีเงินเดือนไม่สูงมากนัก หรือมีการจ้างงานแบบ Part-time
- ส่งเสริมให้มีการริเริ่ม ด้วยการสนับสนุนให้มีการลงทุน และขยายกิจการ รวมทั้งลดการแบกรับภาระด้านภาษีของทุกครัวเรือน เพื่อให้มีการสร้างงานเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย และเพื่อดึงดูดให้มีการลงทุนภายในประเทศ
- เตรียมการสำหรับอนาคต ด้วยการรับประกันอนาคตให้กับผู้เกษียณอายุ ควบคุมภาระหนี้สิน และปฏิรูปการดำเนินการภาครัฐและการกระจายอำนาจ
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณเพื่อสาธารณประโยชน์ ได้มีการดำเนินยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยการลดภาษี รวมทั้งการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสุทธิที่เกี่ยวข้องกับการสร้างงานและการริเริ่ม มีการจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อสาธารณประโยชน์ หยุดการใช้จ่ายเงินที่ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ รวมทั้งดำเนินการคู่ขนานเพื่อกอบกู้สภาวะสมดุลของงบประมาณและปลดภาระหนี้สิน
๓. สภาพในปัจจุบัน
ในอดีตฝรั่งเศสขาดดุลการค้ามาโดยตลอดจนถึงปี พ.ศ.๒๕๒๕/ค.ศ.๑๙๘๒ ซึ่งได้มีการปรับโครงสร้างใหม่ เช่น การไม่รวมอัตรารายได้กับดัชนีเงินเฟ้อ และการปรับความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลให้สภาวะการค้าของฝรั่งเศสดีขึ้น และระหว่างปี พ.ศ.๒๕๓๕/ค.ศ.๑๙๙๒ ถึง พ.ศ.๒๕๔๔/ค.ศ.๒๐๐๑ เป็นต้นมา ฝรั่งเศสได้เปรียบดุลการค้าติดต่อกันเรื่อยมา
ปัจจัยที่ส่งผลให้ฝรั่งเศสได้เปรียบดุลการค้าคือ ราคาพลังงานที่ฝรั่งเศสต้องนำเข้าได้ลดลง ฝรั่งเศสทำการค้ากับสหภาพยุโรปเป็นสำคัญ โดยประมาณร้อยละ ๖๐ ของการส่งออกของฝรั่งเศสไปยังตลาดสหภาพ ฯ ซึ่งเดิมถือเป็นจุดอ่อนของฝรั่งเศส แต่สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้กลายเป็นข้อได้เปรียบ และการส่งออกสินค้ามูลค่าสูง เช่น เครื่องบินแอร์บัส อุปกรณ์การบิน อุปกรณ์ด้านการทหาร และรถไฟความเร็วสูง (TGV) ได้ขยายตัวอย่างมาก โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ ๒๐ ของการส่งออกของฝรั่งเศสทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการว่างงานยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของฝรั่งเศส รัฐบาลทุกชุดได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การออกมาตรการลดชั่วโมงการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายลงจากสัปดาห์ละ ๓๙ ชั่วโมง เหลือ ๓๕ ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
๔. ข้อมูลทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลทางเศรษฐกิจและการค้าของฝรั่งเศส ปี พ.ศ.๒๕๔๗/ค.ศ.๒๐๐๔ มีรายละเอียด ดังนี้
-
GDP
๑,๗๗๑.๓ พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ
(เป็นอันดับที่ ๕ ของโลก)
-
GDP per capital
๒๙,๓๒๘ เหรียญสหรัฐ ฯ
-
Real GDP growth
๒
เปอร์เซ็นต์
- อัตราเงินเฟ้อ
๒.๑ เปอร์เซ็นต์
- มูลค่าการส่งออก
๔๒๒.๒ พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ
-
สินค้าส่งออกที่สำคัญ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง เครื่องบิน พลาสติก เคมีภัณฑ์
เวชภัณฑ์ เหล็ก และเครื่องดื่ม
- ตลาดส่งออกที่สำคัญ กลุ่มประชาคมยุโรป
กว่าร้อยละ ๕๘.๖ โดยเฉพาะเยอรมนี สเปน สหราชอาณาจักร อิตาลี เบลเยี่ยม รวมทั้งสหรัฐ
ฯ
__________________________
๑. สวัสดิภาพของประชาชน
รัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศแถลงนโยบายเร่งด่วนด้านสวัสดิภาพของประชาชน ที่จะต้องดำเนินการใน ๓ ประเด็น ซึ่งปรากฏอยู่ในนโยบายทั่วไป ได้แก่ ความปลอดภัย การศาล และ การป้องกัน โดยต้องการต่อต้านความไม่มีสวัสดิภาพ ต้องการให้มีกระบวนการยุติธรรมที่ได้ผลอย่างจริงจัง และดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงการป้องกันประเทศให้ทันสมัย ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่ประธานาธิบดี และรัฐบาลฝรั่งเศส ได้เห็นพ้องต้องกันในการที่จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน นับตั้งแต่ได้รับการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลเป็นต้นมา
ปัญหาความไม่มีสวัสดิภาพและกระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากที่สุด และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๕/ค.ศ.๒๐๐๒ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ถือว่าความปลอดภัยเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสมควรที่จะต้องได้รับ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเมื่อครั้งแถลงนโยบายทั่วไปว่า ความไร้สวัสดิภาพ คือจุดเริ่มต้นของความไม่เท่าเทียมกัน และความปลอดภัยก็เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการ
สำหรับสถานการณ์ด้านความปลอดภัยในปัจจุบันนั้น รมว.มหาดไทย ความมั่นคงภายใน และเสรีภาพท้องถิ่น ได้มีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยได้มีการออกมาตรการปฏิบัติเพื่อที่จะทำนุบำรุงไว้ซึ่งความปลอดภัยในชาติ ฟื้นฟูอำนาจเจ้าหน้าที่แห่งรัฐ รวมทั้งเพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบให้กับประชาชน มาตรการที่เห็นเด่นชัด ได้แก่
- การจัดการด้านความปลอดภัยบนอาณาเขต ด้วยการจัดตั้งที่ประชุมความมั่นคงภายใน โดยมีประธานาธิบดีเป็นประธาน ฯ มีการนำความร่วมมือในการปฏิบัติการระหว่างกำลังตำรวจ (Police) และกำลังกึ่งทหาร-ตำรวจ (Gendarmerie) มาปฏิบัติงานร่วมกัน โดยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ รมว.มหาดไทย ความมั่นคงภายใน และเสรีภาพท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม กำลังกึ่งทหาร-ตำรวจ ซึ่งสังกัดกระทรวงกลาโหม ก็ยังคงมีสถานภาพที่เป็นทหารเหมือนเดิม
- การจัดตั้งกลุ่มปฏิบัติการในท้องถิ่น (Groupements dIntervention Régionaux/ GIR) ซึ่งประกอบด้วย กำลังตำรวจ กำลังกึ่งทหาร-ตำรวจ เจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่การเงินของรัฐ
- การจัดตั้งตำรวจรถไฟท้องที่ ทั้งในรถไฟระหว่างเมือง (RER) รถไฟใต้ดิน (Métro) และรถไฟชานเมือง (SNCF) ซึ่งมีบุคคลที่ก่อความไม่สงบปฏิบัติการอยู่เป็นจำนวนมาก
รัฐบาลได้อุทิศเงินงบประมาณจำนวนมากให้กับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ รวมทั้งนำสภาพแวดล้อมทั่วไปที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๔/ค.ศ.๒๐๐๑ ขึ้นมาพิจารณาด้วย การดำเนินการของรัฐบาลจะใช้เวลา ๕ ปี เพื่อกำจัดความไร้สวัสดิภาพให้หมดไป (ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน การปราบปรามการคุกคามสวัสดิภาพ การลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมาย ฯลฯ) รวมทั้งการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมด้วย
ทั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินการด้วยความเด็ดขาด โดยการเสริมสร้าง และเสริมกำลัง ทั้งทางด้านอุปกรณ์และบุคลากร เพื่อต่อต้านการก่ออาชญากรรมที่กระทำโดยเด็กวัยรุ่น เป็นระยะเวลา ๕ ปี เร่งรัดกรรมวิธีกระบวนการด้านการสืบสวนสอบสวนต่อผู้กระทำผิดให้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรรมวิธีด้านอาญา ปรับปรุงการดูแลเอาใจใส่ผู้เสียหายให้ดีขึ้นกว่าเดิม และเพื่อให้การปฏิบัติงานดำเนินไปได้ด้วยดี รัฐบาลได้ให้กระทรวงต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาปฏิบัติงานร่วมกัน
๒. การจัดเก็บภาษี
ตามที่ได้มีการหาเสียงเสนอนโยบายไว้แล้ว เมื่อครั้งเลือกตั้งประธานาธิบดี รัฐบาลได้พยายามที่จะดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ในเรื่องสำคัญหลัก ๆ ที่เป็นที่สนใจของประชาชนชาวฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี (Fiscalité) โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เกี่ยวกับการลดภาษี ทั้งนี้ เพื่อเร่งให้มีการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและมีการสร้างงาน โดยจะให้มีการลดภาษีสำหรับทุกคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าจะต้องลดภาษีให้กับทุก ๆ คนที่มีงานทำก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งคนพวกนี้จะเป็นผู้สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประเทศ นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงภาษีสังคมที่บริษัท ห้าง ร้าน จะต้องรับภาระจ่ายให้กับรัฐอีกด้วย
รัฐบาลยังมีความตั้งใจที่จะลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของแผ่นซีดี และการประกอบการร้านอาหาร โดยมีโครงการที่จะดำเนินการภายในระยะเวลา ๕ ปี ซึ่งรัฐบาลจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การอภิปรายเพื่อโน้มน้าวให้ประชาคมยุโรปเห็นด้วยกับการลดภาษีดังกล่าว ทั้งนี้ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นปัจจัยช่วยเสริมสร้างงานภายในประเทศ
ในส่วนที่เกี่ยวกับการสร้างความสมดุลด้านการคลังในภาครัฐเพื่อควบคุมการขาดดุลนั้น นอกจากมาตรการที่จะลดภาษีแล้ว ยังต้องมีการสร้างความสมดุลด้านการคลังในภาครัฐด้วย โดยการควบคุมรายจ่าย ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการรณรงค์เพื่อการสร้างงาน และการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการควบคุมการขาดดุลของรัฐ รัฐจะต้องเป็นรัฐที่เข้มแข็ง ซึ่งประชาชนสามารถที่จะพึ่งพิงได้ ทั้งในด้านตำรวจ ศาลสถิตยุติธรรม การศึกษา และควบคู่ไปกับสิ่งเหล่านี้ จะต้องมีเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นประชาธิปไตย นั่นหมายถึงว่าจะต้องมีบริษัทเพิ่มขึ้น มีคนหนุ่ม-สาวทำงานเพิ่มขึ้นในบริษัท มีการเจรจาด้านสังคมเพิ่มขึ้น และรัฐจะถอนตัวออกจากกิจการหลาย ๆ แห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ เป็นผู้กระทำการมากขึ้นกว่าเดิม
๓. ปัญหาผู้อพยพ
ปัญหานี้เป็นปัญหาหนึ่ง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในแห่งรัฐ ในแต่ละปีมีจำนวนผู้อพยพย้ายถิ่นหลบหนีเข้าเมืองเป็นจำนวนมาก ซึ่งในหลายกรณีก่อให้เกิดปัญหาสังคม โดยเฉพาะในด้านอาชญากรรม รัฐบาลต้องรับภาระหนักในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในการนี้ รัฐบาลได้จัดทำนโยบายโดยรวม ที่มีผลบังคับใช้ต่อการรณรงค์ต่อต้านการหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาชาวต่างชาติผู้ที่ไม่มีบัตรประจำตัว รวมทั้งนโยบายด้านการปรับตัวเข้ากับสภาพสังคม และความช่วยเหลือในกรอบของยุโรปด้วย
การต่อต้านการหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย การกระทำที่เป็นอาชญากรรมและการก่อการร้าย ได้ถูกบรรจุไว้ในนโยบายต่อต้านความไม่มีสวัสดิภาพ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายกำหนดแนวทางและโครงการเพื่อความมั่นคงภายในประเทศขึ้น เพื่อเป็นมาตรการในการที่จะรณรงค์ต่อสู้กับเครือข่ายผู้มีอิทธิพล (Mafia) ในดินแดนฝรั่งเศส
พร้อมกันนี้ รมว.มหาดไทย ความมั่นคงภายใน และเสรีภาพท้องถิ่น ได้ดำเนินนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำการปิดศูนย์อพยพทางตอนเหนือของประเทศที่ Sangatte โดยความร่วมมือของอังกฤษ พร้อมทั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และสำนักงานอพยพย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตระหนักถึงความสลับซับซ้อน และการใช้เวลาในกรรมวิธีขอที่พักพิง ซึ่งเป็นชนวนก่อให้เกิดการหลบหนีเข้าเมือง และการเบี่ยงเบนหาประเด็นที่จะเลี่ยงกฎหมาย เพื่อให้สามารถอยู่ในฝรั่งเศสได้ รัฐบาลจึงได้ทำการปฏิรูปกฎหมายและสิทธิที่จะให้ที่พำนักพึ่งพิงแก่บุคคลต่างชาติ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดให้มีมาตรการติดตามชาวต่างชาติที่ถูกส่งตัวกลับประเทศ เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยไม่ต้องกลับไปยังฝรั่งเศสอีก รวมทั้งช่วยเหลือสนับสนุนประเทศโรมาเนีย เพื่อไม่ให้เด็กโรมาเนียต้องเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของการก่ออาชญากรรม เป็นต้น
ควบคู่ไปกับมาตรการเหล่านี้ รัฐบาลยังได้จัดทำนโยบายการปรับตัวให้เข้ากับสังคม และนโยบายช่วยเหลือด้านการพัฒนา ซึ่งเป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการหลั่งไหลของผู้คนอีกด้วย
๔. ปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ
ปลายปี ๒๕๔๙ ได้เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ขึ้นในฝรั่งเศส โดยเฉพาะชานกรุงปารีสและเมืองใหญ่ ๆ สาเหตุเนื่องมาจากชาวฝรั่งเศสเชื้อสายอัฟริกันซึ่งไม่พอใจนโยบายที่เข้มงวดในการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายที่มีผลกระทบต่อความสงบสุขของชุมชน เช่น ปัญหาวัยรุ่นจรจัด นักเลง ฯลฯ ที่เป็นเหตุให้วัยรุ่นเชื้อสายอัฟริกัน ๒ คน ซึ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปอยู่ในตู้ผลิตกระแสไฟฟ้าเสียชีวิตเพราะถูกไฟฟ้าช๊อต และการยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปในสุเหร่าขณะกระทำพิธีทางศาสนา รวมทั้งการให้สัมภาษณ์ในลักษณะดูถูกเหยียดหยามต่อกลุ่มวัยรุ่นผู้สร้างปัญหาสังคมของนาย Nicolas Sarkozy รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้เกิดการทำลายสถานที่และทรัพย์สินของทางราชการเป็นจำนวนมาก มีการเผารถยนต์ของประชาชนทั่วประเทศรวมทั้งสิ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ คัน จนรัฐบาลต้องประกาศใช้กฎหมายควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความเรียบร้อย โดยกำหนดเวลาการห้ามเยาวชนที่ปราศจากผู้ปกครองดูแลออกนอกบ้านในยามวิการณ์และให้ผู้ว่าการเมืองสามารถใช้มาตรการที่รุนแรงในการปราบปรามผู้กระทำผิดได้ เหตุจลาจลครั้งนี้ เกิดขึ้นค่อนข้างนานกว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และมีความเสียหายเกิดขึ้นในวงกว้าง และมีผลกระทบกับเศษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของประเทศในห้วงเวลาหนึ่ง นับเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศที่มีความละเอียดอ่อน เนื่องจากแก่นแท้ของปัญหาเป็นเรื่องของความไม่เสมอภาคในชุมชน โอกาสและการปฏิบัติต่อชาวฝรั่งเศสเชื้อสายอัฟริกัน ไม่เท่าเทียมกับชาวฝรั่งเศสทั่วไป รัฐบาลฝรั่งเศสได้รับบทเรียนที่สำคัญมากและจะต้องให้ความสำคัญรวมทั้งวางแผน ปรับปรุงแก้ไขปัญหา อย่างรอบคอบและจริงจังต่อไป
๕. สิทธิประโยชน์ภายหลังเกษียณ
ปัจจุบันระยะเวลาในการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคเอกชนมีความแตกต่างกัน โดยที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถรับเงินภายหลังเกษียณอายุได้เต็มอัตรา ต่อเมื่อได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นเวลา ๓๗.๕ ปี ในขณะที่บุคคลซึ่งทำงานในภาคเอกชนต้องทำงานถึง ๔๐ ปี เพื่อให้สามารถรับเงินภายหลังเกษียณอายุได้เต็มที่ รัฐบาลปัจจุบันจึงได้มีโครงการปฏิรูป เพื่อให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐต้องจ่ายเงินให้กับกองทุนเท่าเทียมกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกัน ซึ่งเป็นปัญหาสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐเป็นอย่างมาก และได้มีการนัดหยุดงานต่อต้านโครงการปฏิรูปดังกล่าวกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังไม่ได้มีการจัดทำเป็นกฎหมาย แต่ได้มีการเจรจาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และได้นำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๖/ค.ศ.๒๐๐๓ แล้ว
_________________________
๖. ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
๑. การตรวจการณ์ทางทหารภาคพื้นดินและท้องฟ้าเบื้องบน
สืบเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบันเป็นไปแบบซึ่งหน้า และต้องการข่าวสารโดยตรงจากแนวหน้า กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสจึงมีโครงการที่จะใช้อุปกรณ์ตรวจจับ (Capteurs) เป็นตัวเชื่อมต่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล และมีแนวความคิดที่จะพัฒนาระบบเครือข่ายด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและหุ่นยนต์ทางทหารเป็นเครื่องมือหลัก การค้นคว้าวิจัยมีการดำเนินการใน ๒ เรื่องหลัก ๆ คือ หุ่นยนต์ปฏิบัติการภาคพื้นดิน และ อากาศยานไร้นักบิน (หรือ Drone หรือ UAV) ซึ่งจะใช้เป็นตาและหูให้กับหน่วยปฏิบัติการหน้า (Unite de Contact) ในเบื้องต้น หลังจากนั้น จะใช้ยานยนต์ซึ่งสามารถปฏิบัติการได้โดยอิสระและกึ่งอิสระเข้าร่วมปฏิบัติการรบโดยตรง
หุ่นยนต์ปฏิบัติการภาคพื้นดิน เป็นโครงการใหญ่ มีตั้งแต่รถถังขนาดหนักบังคับด้วยวิทยุ ไปจนถึงยานยนต์สังเกตการณ์ทุกขนาด และมีโครงการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของภารกิจ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ ตั้งแต่ล้อยางธรรมดา ขาเดินแบบแมงมุม และตีนตะขาบ หุ่นยนต์ทหารเหล่านี้ จะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน สังเกตการณ์ และทำการรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่การรบที่อยู่ในเขตชุมชน ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับยานเกราะขนาดใหญ่ที่จะเข้าถึง หุ่นยนต์บังคับด้วยคลื่นวิทยุรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติภารกิจและสนับสนุนการข่าวที่จำเป็นได้ คือ ยานยนต์หุ้มเกราะล้อยาง (EBRC / Engin Blindé à Roue de Contact) ยานยนต์ดังกล่าวนี้ มีคุณลักษณะที่จะถูกตรวจจับได้ยาก มีความคล่องตัวสูง มีขนาดตั้งแต่ ๑๘ - ๒๕ ตัน และสามารถขนส่งลำเลียงได้ด้วย บ.A400M ทั้งนี้ ได้นำเข้าประจำการในช่วงระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๔๒๕๕๖/ค.ศ.๒๐๑๑๒๐๑๓
อากาศยานไร้คนขับ (หรือ Drone หรือ UAV) ที่มีใช้ในปัจจุบันมีขนาดประมาณ ๓๐ - ๕๐ ซม. บินได้ด้วยความเร็วน้อยกว่า ๓๐ กม./ชม. สำหรับรุ่นต่อไปที่จะผลิตออกมาในช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๐๒๕๕๓/ค.ศ.๒๐๐๗๒๐๑๐ มีขนาดเล็กลงเหลือประมาณ ๒๐ - ๓๐ ซม. สามารถบินอยู่กับที่ได้ รวมทั้งจะได้รับการปรับปรุงให้มีขีดความสามารถในการบินสังเกตการณ์ในพื้นที่ที่เป็นเขตชุมชนได้ นอกจากนี้ ยังสามารถบินหลบหลีกตึก และบินอยู่เหนือตึกเพื่อสังเกตการณ์ภายในตึกได้ หลังจากปี พ.ศ.๒๕๕๘/ค.ศ.๒๐๑๕ จะมีขนาดเล็กลงอีกกว่า ๑๕ ซม. ซึ่งจะสามารถบินเล็ดลอดเข้าไปในตึกได้ และยังมีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ UAV ประจำกาย ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับแมลงปอตัวโต ๆ ด้วย
ยาน EBRC ซึ่งได้รับการติดตั้งปืนใหญ่และอาวุธปล่อยนำวิถีด้วยแสงเลเซอร์หรือไมโครเวฟ จะมีขีดความสามารถในการรับข้อมูลที่ส่งมาจาก UAV หรือหุ่นยนต์ลาดตระเวน และดำเนินกลยุทธ์กับฝ่ายตรงข้ามที่อยู่พ้นระยะสายตา นอกจากนี้ เกราะป้องกันกระสุนจะได้รับการพัฒนาในลักษณะที่สามารถทำการโต้ตอบได้ กล่าวคือ ทำลายกระสุนที่ยิงมาจากฝ่ายตรงข้ามได้ก่อนที่จะถึงที่หมาย ยานนี้จะเป็นยุทโธปกรณ์หลักของโครงการ อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังต้องใช้มนุษย์เป็นผู้ควบคุมขีดความสามารถในการตัดสินใจ
นอกจากนี้ ทบ.ฝรั่งเศส ก็กำลังดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับระบบ SIT (Système dInformation Terminale) ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลจากระดับต่ำที่สุด เช่น จากหน่วยทหารราบ ไปยัง บ. หรือ รถถัง โดยใช้เครื่องมือจดบันทึกคอมพิวเตอร์เป็นที่เก็บรับ และส่งข้อมูล ในลักษณะ Real Time รวมทั้งกำลังทหารซึ่งอยู่ในพื้นที่การรบ ซึ่งจะสามารถติดต่อกับกองบังคับการได้ตลอดเวลา และสามารถกำหนดตำบลที่ของหน่วยทหารราบได้ด้วยระบบ GPS (Global Positioning System) ระบบนี้จะได้รับการนำไปใช้ในกองทัพประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๙/ค.ศ.๒๐๐๖ โดยเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า เฟแลง (Felin / Fantassin à équipement et liaison intégré) อนึ่ง อังกฤษ อิสราเอล และ เนเธอร์แลนด์ ก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าใช้ในกองทัพด้วยเช่นเดียวกัน
๒. โครงการดาวเทียมเอนกภารกิจ
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ๑๕ ประเทศ ตกลงใจที่จะร่วมกันพัฒนาดาวเทียมนำร่อง กาลิเลโอ (Galileo) โดยมี่เป้าหมายว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๙/ค.ศ.๒๐๐๖ เป็นต้นไป บริษัทร่วมภาคเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินการส่งดาวเทียม จำนวน ๓๐ ดวง เข้าสู่วงโคจรของโลก และจะเริ่มใช้งานระบบ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๑/ค.ศ.๒๐๐๘ เป็นต้นไป
ระบบดาวเทียมกาลิเลโอนี้ เป็นโครงการพลเรือน และจะอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน โดยจะนำไปใช้งานในด้านต่าง ๆ เช่น การนำร่องทางอากาศ-ผิวน้ำ-พื้นดิน ด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการธนาคาร ด้านโทรคมนาคมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้านเกษตรกรรม ด้านการพักผ่อนหย่อนใจ (การเดินป่า แล่นใบ ฯลฯ) รวมทั้งด้านการทหารและยุทธศาสตร์ โดยจะมีความถี่เฉพาะ การมีเครือข่ายเป็นของตัวเองมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันร่วมยุโรป ซึ่งหากไม่มีระบบดาวเทียมกาลิเลโอแล้ว ยุโรปอาจสูญเสียความอิสระด้านการป้องกันภายใน ๒๐ - ๓๐ ปีข้างหน้า
เครือข่าวดาวเทียมกาลิเลโอนี้ จะมีขีดความสามารถที่สูงกว่าเครือข่าย GPS ของสหรัฐ ฯ ในปัจจุบัน แต่โครงการของยุโรปนี้ก็ได้รับความกดดันเป็นอย่างมากจากสหรัฐ ฯ
__________________________
๗. ข้อมูลด้านการก่อการร้ายและยาเสพติด
๑. การต่อต้านการก่อการร้าย
สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายนั้น นับตั้งแต่ที่ได้เกิดเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๔/ค.ศ.๒๐๐๑ เป็นต้นมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมการรับมือต่อต้านการก่อการร้าย โดยได้นำเอาแผนต่อต้านการก่อการร้าย (Plan Vigipirate) ออกมาใช้
แผนต่อต้านการก่อการร้ายนี้ ได้จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๑/ค.ศ.๑๙๗๘ ซึ่งอยู่ในช่วงสมัยที่นาย Valéry Gisgard dEstaing เป็นประธานาธิบดี และเป็นช่วงที่มีการก่อการร้ายเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนี แผนดังกล่าวประกอบด้วย ๒ รูปแบบ คือ แผนต่อต้าน ฯ แบบธรรมดา ซึ่งได้รับการปรับปรุงในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๘/ค.ศ.๑๙๙๕ และมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๓/ค.ศ.๒๐๐๐ กับแผนต่อต้าน ฯ แบบเสริมกำลัง ซึ่งได้นำมาใช้ ๔ ครั้ง นับตั้งแต่สงครามอ่าว ฯ ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๔/ค.ศ.๑๙๙๑ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๔/ค.ศ.๒๐๐๑ ซึ่งมีการปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๔/ค.ศ.๒๐๐๑ โดยได้มีมาตรการใหม่เพิ่มเติม เช่น เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๔/ค.ศ.๒๐๐๑ ที่ปารีส ได้มีการระดมกำลังพลมากกว่า ๗,๐๐๐ นาย มาปฏิบัติการ รวมทั้งได้มีการเสริมการป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีมาตรการเฉพาะสำหรับเมืองหลวง เช่น กองบัญชาการตำรวจปารีส ได้เข้มงวดให้ความสำคัญกับสถานการณ์ หรือวัตถุที่ผิดปกติ และกำหนดมาตรการควบคุมตรวจตรากระเป๋าถือ และกระเป๋าเดินทางตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมการรับมือกับการก่อการร้ายแบบใหม่ โดยรัฐบาลได้นำแผนต่อต้านการก่อการร้ายทางเคมี ชีวภาพ มาใช้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพิ่มมาตรการตรวจตราและควบคุมตามสถานที่ตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของการบริโภค และนอกเหนือจากสนามบิน สถานีรถไฟ พิพิธภัณฑ์ อนุสาวรีย์ต่าง ๆ รวมทั้งสถานที่สำคัญทางศาสนาแล้ว ในกรุงปารีสยังมีจุดเปราะบางสำหรับการก่อการร้ายอีกถึง ๑๓๐ จุด ซึ่งได้มีการตรวจตราระวังภัยเป็นพิเศษ โดยกำลังของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและกำลังทหาร
๒. การปราบปรามยาเสพติด
สำหรับการลักลอบค้ายาเสพติดนั้น ฝรั่งเศสไม่ได้จัดอยู่ในประเทศผู้ผลิต แต่เป็นประเทศที่มีการส่งผ่านยาเสพติดเข้ามาขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัญชา เฮโรอีน หรือ โคเคน อย่างไรก็ตาม สารเสพติดประเภทสารเคมี ได้มีการผลิตในยุโรปหรือในฝรั่งเศส และถูกส่งออกไปยังตลาดต่าง ๆ ในประเทศที่กำลังพัฒนา
ประสิทธิภาพในการปราบปรามและต่อต้านอาชญากรรมดังกล่าวนี้ ได้มีการใช้นโยบายการประสานงานในระดับชาติ และมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างผู้ปฏิบัติหลายฝ่าย เช่น ตำรวจ ศาล เจ้าหน้าที่สังคมและการแพทย์ โดยมี สำนักงานปราบปรามการค้าสิ่งผิดกฎหมายและยาเสพติด เป็นผู้รับผิดชอบในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามภูมิภาคสำคัญของโลก ที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดด้วย เช่น ในไซปรัส สหรัฐ ฯ และ โคลัมเบีย เป็นต้น
ในแต่ละปี มีการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิด รวมทั้งขบวนการต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้กระทำผิดที่ถูกจับมากกว่า ๓,๕๐๐ ราย ในส่วนของสำนักงานปราบปราม ฯ นี้ มีสถิติการจับกุมประมาณ ๒๐๐ ราย/ปี สามารถยึดยาเสพติดประเภท กัญชา โคเคน เฮโรอีน และ ยาอี ได้มากกว่า ๑๐ ตัน การปฏิบัติการจับกุมนี้ ในหลาย ๆ ครั้ง ได้อาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ฯ เม็กซิโก อังกฤษ สเปน และ เยอรมนี เป็นต้น
_____________________________
งานด้านการข่าวของสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้รับการพัฒนาทั้งด้านองค์กร การจัดการ และวัตถุ ให้มีขีดความสามารถและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น เพื่อรองรับกับสถานการณ์ของโลก และภัยคุกคามต่าง ๆ โดยในบทนี้ จะได้กล่าวถึง หน่วยงานต่าง ๆ ที่รับผิดชอบด้านการข่าว โครงสร้างการสั่งการและการควบคุม และยุทโธปกรณ์สารสนเทศด้านการข่าว
๑. หน่วยงานด้านการข่าวระดับสูงของสาธารณรัฐฝรั่งเศส
งานด้านการข่าวของฝรั่งเศสมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลายหน่วยงาน ซึ่งทำหน้าที่หาข่าวและข้อมูล เพื่อนำมาประมวลและนำเสนอข่าวกรองให้รัฐเพื่อตัดสินใจดำเนินการแก้ปัญหาในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทุกด้านได้ทันเหตุการณ์ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการข่าวนี้ ประกอบด้วยหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้จัดหา ประมวล และวิเคราะห์ข่าว เพื่อรายงานขึ้นไปในระดับหน่วยเหนือ ทั้งนี้ จะมีหน่วยงานประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของแต่ละสังกัด และรายงานให้กับประธานาธิบดี ซึ่งถือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดด้านการบริหารเพื่อตกลงใจ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ระบบงานด้านการข่าวของฝรั่งเศสมีประธานาธิบดีเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด และมีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบลดหลั่นกันลงมา หน่วยงานที่รับผิดชอบมีทั้งในระดับรัฐบาล ระดับกระทรวง
๒. หน่วยข่าวกรองระดับรัฐบาล
-