กำลังรบในอดีตมิได้มีการแบ่งแยกออกเป็นกองทัพบก และกองทัพเรือ ดังเช่นปัจจุบัน เมื่อมีการยาตราทัพเพื่อทำสงครามในสมัยโบราณ นิยมยกทัพไปทางเรือจน
สุดทางน้ำจึงยกทัพโดยทางบกต่อไป เนื่องจากการเดินทางโดยใช้เรือเป็นพาหนะสามารถลำเลียงทหาร เสบียง เครื่องศาสตราวุธไปได้คราวละมาก ๆ และยังสามารถใช้บรรทุกปืนใหญ่ระดมยิง
ที่มั่นหรือค่ายของข้าศึกได้ด้วย ใน พ.ศ.๒๐๙๑ เมื่อครั้งพม่ายกกองทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยา ชาวไทยได้ใช้เรือเล็ก (เรือพาย หรือเรือแจว) ที่ใช้ในแม่น้ำลำคลอง ดำเนินการต่อสู้กับกองทัพพม่า ซึ่งในปัจจุบัน
เรียกว่า การปฏิบัติการรบตามลำน้ำ ต่อมาได้มีการสร้างเรือรบในลำน้ำขึ้นใช้เป็นการถาวร ซึ่งเป็นพาหนะที่สำคัญในการทำสงครามเพื่อรวมอาณาจักร
ขยายอาณาเขต และป้องกันประเทศมาโดยตลอด ในยามใดที่บ้านเมืองปราศจากศึกสงครามก็นำเรือเหล่านั้นมาใช้ในพิธีที่สำคัญต่าง ๆ เช่น พิธีการทอดกฐินทางชลมารค พิธีการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
ในการกอบกู้เอกราชเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรี เข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าโจมตีเมืองธนบุรีแล้วจึงยกกองทัพเรือไปตีกรุงศรีอยุธยา
จนสามารถกอบกู้เอกราชชาติไทยกลับคืนมาได้ นับว่าพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการนำกองทัพเข้าทำการรบ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบกหรือทัพเรือ นอกจากนั้นพระองค์ยังสามารถนำกำลังทางเรือขึ้นบก
ปราบปรามข้าศึกได้สำเร็จด้วย นับว่าเป็นการปฏิบัติการรบยกพลขึ้นบกที่สำคัญที่สุดในอดีตที่ผ่านมา
ตามประวัติศาสตร์การทหารของประเทศไทยได้มีการจัดตั้ง "ทหารมะรีน" ขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๓๖๗ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ คำว่า "ทหารมะรีน"
ตามคำภาษาไทยมีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษ "Marines"
วิวัฒนาการของทหารนาวิกโยธินได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ จนสามารถแบ่งประวัติความเป็นมาที่สำคัญได้เป็น ๓ ยุค คือ ยุคเริ่มต้น (พ.ศ.๒๔๖๗-๒๔๗๕) ยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.๒๔๗๕-๒๔๙๘)
และยุคใหม่(พ.ศ.๒๔๙๘-ปัจจุบัน) ทหารนาวิกโยธินหรือทหารมะรีน ในยุคต้นๆได้มอบหน้าที่ให้เป็นทหารกองเกียรติยศสำหรับเสด็จเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งเป็นหน่วยทหารสมัยใหม่ด้วยการจัดอาวุธยุทโธปกรณ์
มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การรบทางบกและการรบพิเศษเยี่ยงหน่วยทหารสมัยใหม่โดยทั่วไป
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการโอนทหารกรมแสงเป็นทหารเรือและแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ทหารกรมแสงนั้นมีส่วนหนึ่งเป็นทหารเรือฝ่ายบก คือทหารมะรีนนั่นเอง ในสงครามปราบฮ่อภาคเหนือ พ.ศ.๒๔๒๗ ได้จัดทหารมะรีน
๑ หมวด(๒๕ คน) มีปืนกลแคตลิ่ง ๒ กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นร่วมไปในกองทัพด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ กระทรวงทหารเรือได้ตราข้อบังคับว่าด้วยการจำแนกพรรค เหล่า จำพวก และประเภททหารเรือขึ้น ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ พรรค คือ พรรคนาวิน พรรคกะลินและพรรคนาวิกะโยธิน คำว่า "ทหารนาวิกะโยธิน"
จึงถือกำเนิดขึ้นมาในกองทัพเรือ ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๒ เป็นต้นมา

เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๖ กรมทหารเรือได้มีคำสั่งจัดหน่วยใหม่ ทำให้ทหารมะรีนถูกจัดไปประจำหน่วยทหารต่างๆ ในกรมทหารเรือดังนี้ ทหารมะรีน เหล่าปืนใหญ่ย้ายไปประจำกรมบัญชาการเรือกลและป้อม
ส่วนทหารมะรีนเหล่าทหารราบในกรุงเทพฯ ย้ายไปประจำในกองพาหนะ ซึ่งขึ้นอยู่กับกรมบัญชาการทหารเรือขึ้นบก ต่อมากองพาหนะนี้เป็นหน่วยที่สำคัญมาก เพราะทหารมะรีนเหล่าทหารราบได้มารวมอยู่ในกองพันนี้
ทหารมะรีนยึดถือว่ากองพันพาหนะนั้นเป็น กองพันทหารมะรีนกองพันแรกเพราะเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ ประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทำให้กองทัพเรือได้มีการจัดการหน่วยใหม่เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงแปรสภาพกองพันพาหนะเป็นกองพันนาวิกโยธิน
อยู่ในอัตราของสถานีทหารเรือกรุงเทพฯ นับได้ว่าทหารนาวิกโยธินได้มีอย่างแท้จริงเป็นกองพันแรก
พ.ศ.๒๔๘๐ ได้มีการจัดตั้งกองพันนาวิกโยธินที่ ๒ ขึ้นที่สัตหีบ ซึ่งเป็นกองพันนาวิกโยธินหลักในการจัดตั้งกรมนาวิกโยธินเพราะต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๒ กรมนาวิกโยธินได้จัดตั้งขึ้นที่สัตหีบจนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๓ เกิดกรณีพิพาทชายแดนด้านตะวันออก
ระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส กรมนาวิกโยธินได้จัดกำลังเป็นหน่วยเฉพาะกิจที่มีชื่อเรียกว่า "กองพลจันทบุรี" เข้าปฏิบัติการรบหลายครั้ง และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารนาวิกโยธินก็ได้เข้าปฏิบัติการในเขตจังหวัดชลบุรี
และได้ส่งกำลังส่วนหนึ่งไปรักษาพื้นที่ในเขต ๔ รัฐมาลายูและจังหวัดภูเก็ตในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสงครามสงบลงทหารนาวิกโยธินส่วนหนึ่งได้ไปช่วยปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
พ.ศ.๒๔๙๓ ได้เกิดความไม่สงบขึ้นในจังหวัดภาคใต้ กองพันนาวิกโยธินที่ ๖ ได้ถูกส่งให้ไปรักษาความสงบอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส จนกระทั่งเหตุการณ์สงบลงชั่วคราว จึงได้ถอนทหารหน่วยนี้กลับที่ตั้งปกติ หลังจากเหตุการณ์
เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ ทำให้รัฐบาลขณะนั้นได้สั่งยุบกรมนาวิกโยธิน ทำให้ทหารนาวิกโยธินกระจัดกระจายไปอยู่ตามหน่วยต่างๆ เป็นเวลา ๔ ปี ในระยะนี้สถานการณ์โลกได้เกิดสงครามเย็นขึ้นระหว่างค่ายประชาธิปไตยและ
ค่ายคอมมิวนิสต์จะนับว่าเป็นความโชคดีของทหารนาวิกโยธินก็ได้เพราะประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาทั้งทางด้านทหารและด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือทางทหารให้แก่กองทัพเรือ
ต่อมาทางรัฐบาลและกองทัพเรือได้เห็นความจำเป็นของหน่วยทหารนาวิกโยธินจึงได้อนุมัติให้จัดตั้งกรมนาวิกโยธินขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๘ ทหารนาวิกโยธินจึงถือเอาวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันสถาปนากรมนาวิกโยธินยุคใหม่
พ.ศ.๒๕๐๔ เกิดกรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร ทำให้เหตุการณ์ชายแดนในเขตจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนถึง พ.ศ.๒๕๑๓ จึงได้จัดตั้งกองกำลังด้านจันทบุรี-ตราด ขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนด้านจันทบุรีและจังหวัดตราดมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี พ.ศ.๒๕๑๕-๒๕๑๖ ทหารนาวิกโยธินได้ปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ตามแผนยุทธการสามชัยและปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตจังหวัดเชียงราย ตามแผนยุทธการผาภูมิในปี พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๑๗ ในขณะเดียวกัน
กำลังส่วนหนึ่งของทหารนาวิกโยธินก็ได้ลงไปปฏิบัติการปราบปรามขบวนการก่อการร้าย และโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายูในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และยะลา ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ และยังปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ในจังหวัดนราธิวาสมาจนถึงปัจจุบัน โดยจัดตั้งเป็นหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้
ในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๐ ทหารนาวิกโยธินได้ปฏิบัติการในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างกล้าหาญสามารถยึดค่ายกรุงชิงได้ และได้ปฏิบัติการอยู่จนถึง พ.ศ.๒๕๒๔ จึงถอนกำลังกลับ นับเป็นเกียรติประวัติของทหารนาวิกโยธินอย่างยิ่ง
ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เกิดกรณีความไม่สงบขึ้นหลายครั้งซึ่งกองทัพเรือได้ส่งกำลังทหารนาวิกโยธินไปปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพอื่น ตามแผนการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ทหารนาวิกโยธินได้ปฏิบัติการป้องกันประเทศอยู่ในเขตจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ทำการสู้รบตลอดเวลา นับตั้งแต่ยุทธการบ้านหาดเล็ก ยุทธการบ้านโขดทราย ยุทธการบ้านหนองกก ยุทธการบ้านกระดูกช้าง ยุทธการบ้านชำราก และการป้องกันประเทศด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในยุทธการหาดดอนน้อย จังหวัดนครพนม จากการปฏิบัติการสู้รบทั้งในอดีต
และกำลังปฏิบัติภารกิจต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน ทหารนาวิกโยธินได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นการเสียสละที่สูงยิ่ง สมควรได้รับการสรรเสริญยกย่อง เป็นตัวอย่างแก่ทหารนาวิกโยธินรุ่นหลัง ทหารนาวิกโยธินที่ยังรอดชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จึงพร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธินขึ้น
เพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงทหารนาวิกโยธินที่ได้เสียชีวิตในการรบเยี่ยงทหารนาวิกโยธิน
|