อ่าวนาวิกโยธินเป็นอ่าวเปิดสู่อ่าวไทยทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศเหนือติดกับทิวเขาหาดสูงทิศตะวันออกเป็นที่ราบเรียกว่า"ทุ่งไก่เตี้ย"
กับ " หนองไก่เตี้ย " ซึ่งมีน้ำตลอดปี ทิศใต้ติดกับทิวเขาปู่เจ้า (เขาคลองสัตหีบ) ชายหาดบริเวณก้นอ่าว เป็นหาดทรายสะอาดค่อยๆลาดลง
ก้นอ่าวมีเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่ง ชื่อเกาะไก่เตี้ย (เดิมชื่อเกาะหลักไก่)
นอกจากจะชื่ออ่าวนาวิกโยธินแล้ว
ยังถูกเรียกชื่ออื่นอีก เช่น
อ่าวเตยงามบ้าง อ่าวทุ่งไก่เตี้ยบ้าง
อ่าวตากันบ้าง...

ประมาณรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่๖ สัตหีบเป็นเพียงหมู่บ้านชายทะเล ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา หาของป่า และประมง
การคมนาคมจะใช้ทางน้ำโดยเรือเมล์ หรือ เรือใบ
ส่วนทางบกมีแต่ทางเกวียน ถนนไปชลบุรียังไม่มี ภูมิประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นป่ารกทึบ
การเดินทางระหว่างเมืองจึงใช้เรือเป็นหลัก

ในหมู่บ้านสัตหีบ มีผู้ที่นับถือมากอยู่คนหนึ่ง เป็นหญิงสูงอายุ ชาวบ้านเรียกว่า ยายแจง เป็นผู้มีฐานะดี มีที่ดิน ไร่ และนามาก ตั้งบ้าน
หลังใหญ่อยู่บริเวณสัตหีบเก่า ถ้าขึ้นจากเรือที่ท่าสัตหีบจะมองเห็นได้ชัด ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินจะมาหาคุณยายแจง ขอที่ดินทำมาหากินซึ่งจะ
อนุญาตให้อยู่ทำกินตลอดชีวิตจนชั่วลูกชั่วหลาน
แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเลิกทำกินให้ส่งคืนที่ดินแก่คุณยายแจง ห้ามนำที่ดินไปขาย ที่ดินของคุณ
ยายมีหลายแห่ง เช่นที่ดินตลาดสัตหีบ ผืนนาบริเวณหนองตะเคียน และโรงเรียนสิงห์สมุทร รวมถึงบริเวณเขาแหลมเทียน อันเป็นที่ตั้งของ
ฐานทัพเรือสัตหีบในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อ "
เสด็จเตี่ย" ได้ฝึกภาคทะเลกับกองเรือและจอดเรือพักที่อ่าวสัตหีบ ทรงเห็นว่าอ่าวสัตหีบเหมาะเป็น
ที่ตั้งหน่วยเรือ เพราะมีเกาะใหญ่น้อยหลายเกาะ ช่วยกำบังคลื่นลมในฤดูมรสุม เมื่อขึ้นบกก็ได้ไปพบกับคุณยายแจง หลังจากพบปะสนทนา
ถูกอัธยาศัยกันดีเสด็จเตี่ยได้บอกถึงพระประสงค์ใช้บริเวณเขาแหลมเทียนเป็นที่ตั้งหน่วยทหารเรือ
ซึ่งคุณยายแจงยินดีที่จะถวายให้ตามที่
เสด็จเตี่ยมีพระประสงค์เนื่องจากเห็นการไกลว่าเมื่อมีทหารเรือตั้งอยู่ที่สัตหีบอยู่แล้ว ลูกหลานชาวสัตหีบเมื่อถูกเกณฑ์เป็นทหารเรือ จะได้
ไม่ต้องไปอยู่ไกลบ้าน ในขณะนั้นพื้นที่สัตหีบยังคงสภาพป่าเป็นส่วนใหญ่
มีสัตว์ป่าชุกชุม ทั้งชนิดไม่ดุร้าย เช่น ไก่ป่า เก้ง กวาง และสัตว์
ดุร้าย เช่น เสือ และหมี ชาวบ้านจึงอาศัยอยู่ไม่ห่างไกลหมู่บ้านสัตหีบมากนักคงมีเพียงครอบครัวเดียวที่อยู่ไกลข้ามเขาแหลมเทียน อยู่ลึก
ถึงอ่าวทุ่งไก่เตี้ย ได้แก่ ครอบครัวของนายกัน สุขรุ่ง (ลุงกัน ตากัน หรือปู่กัน)