logo.GIF (14364 bytes)

พระราชบัญญัติ
บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๑๙ )
พ.ศ. ๒๕๔๓


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๓
เป็นปีที่ ๕๕ ในรัชกาลปัจจุบัน

                      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า 
                      โดยที่เป็นการสมควรแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  
                      จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอม ของรัฐสภา ดังต่อไปนี้        
                      มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า   “พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๑๙ )พ.ศ ๒๕๔๓ "   
                      มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป                     
                      มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.๒๔๙๔ และให้ใช้ ความต่อไปนี้แทน                    
                      “มาตรา ๘ บุคคลที่ระบุไว้ต่อไปนี้ไม่มีสิทธิ ได้รับบำเหน็จบำนาญปกติ ตามพระราชบัญญัตินี้                    
                      (๑) ข้าราชการซึ่งมิใช่ข้าราชการตุลาการกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ และข้าราชการอัยการ ตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการซึ่งถูกไล่ออกจากราชการเพราะมีความผิด
                      (๒) ข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการ และข้าราชการอัยการตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ซึ่งถูกไล่ออกหรือปลดออกจากราชการเพราะมีความผิด
                      (๓) ข้าราชการวิสามัญหรือลูกจ้าง เว้นแต่ในกรณีที่มีข้อกำหนด ให้บำเหน็จหรือบำนาญ ไว้ในหนังสือ สัญญาจ้างตามความต้องการของรัฐบาล
                      (๔) ผู้ซึ่งรัฐบาลกำหนดเงินอย่างอื่นไว้ให้แทนบำเหน็จหรือบำนาญแล้ว
                      (๕) ผู้ซึ่งมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญไม่ครบหนึ่งปีบริบูรณ์
                      (๖) ผู้ซึ่งไม่เคยรับราชการมาก่อน แต่ได้เป็นทหารตามกฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหารเมื่อปลดเป็น กองหนุน แล้วและได้เข้ารับราชการอีก
โดยเวลารับราชการ จะติดต่อกับเวลาราชการ กองประจำการ หรือไม่ก็ตาม ยังไม่ครบหนึ่งปีบริบูรณ์”
                      มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในวรรคสอง และวรรคสามของมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ พ.ศ.๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                      "ในกรณีที่มีการประกาศ ใช้กฎอัยการศึก ในเขตพื้นที่ใด ให้คณะรับมนตรี มีอำนาจพิจารณาให้ข้าราชการ ซึ่งประจำ ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในเขตที่ได้มี ประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น ได้รับการนับเวลาราชการ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้น เป็นทวีคูณ ได้ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะรับมนตรีกำหนด หลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้พิจารณาความจำเป็น ของสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความยากลำบาก และการเสี่ยงอันตรายอย่างแท้จริงของข้าราชการนั้น
                      ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หรือกรณีที่คณะรัฐมนตรีพิจารณา ให้นับเวลาราชการเป็นทวีคูณตามวรรคสองถ้ามีใดมี
เวลาราชการ ซึ่งอาจนับเป็นทวีคูณ ในเวลาเดียวกันได้หลายประการ ก็ให้นับเวลาระหว่างนั้นเป็นทวีคูณแต่ประการเดียว”
                      มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                      “มาตรา ๕๓ข้าราชการซึ่งมิใช่ข้าราชการตุลาการ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการ หรือข้าราชการอัยการตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ผู้ใดมีกรณีหรือต้องหาว่า กระทำผิดวินัย อย่างร้ายแรง ถึงความตายก่อนได้รับการวินิจฉัยในเรื่องที่กระทำผิดวินัยนั้น ให้กระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาวินิจฉัยว่า ถ้าผู้นั้น ไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อน จะต้องได้รับโทษถึงไล่ออกหรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษถึงไล่ออก ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามมาตรา ๔๘

                      ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ ฝ่ายตุลาการหรือข้าราชการอัยการ ตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ผู้ใดมีกรณีหรือต้องหาว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถึงแก่ความตายก่อนได้รับการวินิจฉัย ในเรื่อง ที่กระทำผิดวินัยนั้น ให้กระทรวงเจ้าสังกัด พิจารณาวินิจฉัยว่าถ้าผู้นั้น ไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อน จะต้องได้รับโทษ ถึงไล่ออกหรือปลดออกหรือไม่ ถ้ากระทรวงเจ้าสังกัดเห็นว่า ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษถึงไล่ออกหรือปลดออก ทายาทไม่มีสิทธิ ได้รับบำเหน็จตกทอดตามมาตรา ๔๘“
                      มาตรา ๖ ข้าราชการผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหา ว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติ ระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ใช้บังคับ ถ้าผู้บังคับบัญชา สั่งลงโทษปลดออกจากราชการ ภายหลังวันที่ พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ ใช้บังคับแล้ว และเป็นการลงโทษ ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ ใช้บังคับ ข้าราชการผู้นั้นหรือทายาท แล้วแต่กรณี ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.๒๔๙๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัตินี้
                      มาตรา ๗ สิทธิที่จะนับเวลาราชการเป็นทวีคูณ ของข้าราชการซึ่งประจำ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขต ที่มีประกาศ ใช้กฎอัยการศึก ให้เป็นอันยุติลงนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่คณะรัฐมนตรี จะได้พิจารณา ให้มีสิทธินับเวลาราชการ เป็นทวีคูณตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
                      มาตรา ๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
       ชวน หลีกภัย
     นายกรัฐมนตรี


หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ บัญญัติให้โทษทาง วินัยของข้าราชการพลเรือนสามัญมี ๕ สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก โทษให้ออกซึ่งมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๑๘ จึงไม่มีอยู่อึกต่อไป   และได้บัญญัติถึงสิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญ ของข้าราชการในกรณีปลดออกว่า ผู้ถูกลงโทษปลดออกจากราชการ ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ สมควรแก้ไข เพิ่มเติมบทบัญญัติ ว่าด้วยสิทธิในการได้รับบำเหน็จบำนาญ ของข้าราชการ ตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ.๒๔๙๔ ให้สอดคล้องกับที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการ พลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ โดยมิให้มีผลกระทบต่อบทบัญญัติในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.๒๕๒๑ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.๒๕๒๑ ที่ยังคงบัญญัติให้ข้าราชการตุลาการ และข้าราชการอัยการ ซึ่งถูกปลดออกจากราชการ ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ประกอบกับหลักเกณฑ์การนับเวลา ราชการเป็นทวีคูณของข้าราชการในปัจจุบัน ถูกกำหนดให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อได้มีประกาศใช้กฏอัยการศึก ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่รัฐต้องการจะประหยัดงบประมาณรายจ่าย สมควรแก้ไขเพิ่มเติม ให้การนับเวลาราชการเป็นทวีคูณ ของข้าราชการ เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ที่จะพิจารณาให้ตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนด จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้