วีรกรรมที่ดอนน้อย
     
 
วีรกรรมของหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขง เรือ ล.123 เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2518
เรือ ล.123 ได้รับคำสั่งให้ไปสะกัดกั้นการลับลอบนำอาวุธสงครามข้ามแม่น้ำโขงมาขึ้นฝั่งไทย ขณะนำกำลังลาดตระเวนอยู่ในเขตไทย บริเวณดอนน้อย ตำบลบ้านโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เวลา 1330 ถูกทหารฝ่ายลาววางกำลังไว้มากว่า 5 จุด ระดมยิงเป็นเหตุให้ พันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ ถูกกระสุนตรงแสกหน้าเสียชีวิตทันที เป็นเหตุให้เรือพุ่งเข้าเกยตื้นบริเวณปลายแหลมดอนน้อย ทำให้เป็นเป้านิ่งทหารฝ่ายลาว จึงระดมยิงด้วยอาวุธนานาชนิด อย่างหนาแน่นตลอดเวลา กระทั่ง เวลา 0215 ของวันที่ 19 พฤศจิกายน 2518 ชุดปฏิบัติการพิเศษของกองทัพเรือ จึงสามารถนำศพ พันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ ออกจากเรือได้ ต่อมา พันจ่าตรี ปรัศน์ฯ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็น นาวาตรี
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2508 ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ได้ปฏิบัติการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ การดำเนินการของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ ได้รับการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ และการฝึก จากภายนอกประเทศ และส่งผ่านเข้ามายังประเทศไทย ตามแนวลำแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นแดนระหว่าง ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งนี้เพราะลักษณะภูมิประเทศและความสัมพันธ์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ทางริมแม่น้ำโขงทั้งสองฟาก เอื้ออำนวยแก่การปฏิบัติการดังกล่าว
เพื่อสกัดกั้นการแทรกซึมทั้งด้านกำลังพลอาวุธและยุทโธปกรณ์ ที่จะเข้ามาโดยผ่านชายแดนตามแนวลำแม่น้ำโขง กองบัญชาการทหารสูงสุดได้ออกคำสั่งให้กองทัพเรือเป็นผู้รับผิดชอบ ในการปฏิบัติการในลำแม่น้ำโขง และแม่น้ำสายสำคัญอื่นๆ ภายในประเทศไทยด้วย ตั้งแต่ พ.ศ. 25121 จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 จึงได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงขึ้น กองทัพเรือได้จัดเรือออกทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามลำแม่น้ำโขง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำศุลกากรและตรวจคนเข้าเมืองตลอด 24 ชั่วโมง เป็นประจำทุกวัน โดยไม่มีวันหยุดเพื่อป้องกันการแทรกซึม การลักลอบข้ามแม่น้ำของคน และอาวุธจากฝ่ายตรงข้ามที่จะส่งเข้ามา สนับสนุนผู้ก่อการร้ายภายในประเทศไทย
เขตพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง คือแม่น้ำโขงฝั่งไทยนับตั้งแต่ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เรื่อยลงมาผ่านจังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม ไปสุดเขตแดนไทยที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีระยะทางรวมกันทั้งสิ้น 857 กิโลเมตร นับได้ว่าเป็นระยะทางในความรับผิดชอบที่ยาวไกลมาก สำหรับอัตรากำลังพลที่มีอยู่
นับแต่หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงได้ปฏิบัติการลาดตระเวนในลำแม่น้ำโขง เมื่อ พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ปรากฏว่าการแทรกซึม ส่งคน และการลักลอบส่งอาวุธ ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ เพื่อเข้ามาสนับสนุน ผู้ก่อการร้ายภายในประเทศไทย รวมทั้ง ผู้ค้าของเถื่อนทั้งหลายกระทำได้ไม่สะดวก ดังนั้นทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์ และผู้เสียผลประโยชน์ จึงพยายามดักซุ่มโจมตีและหาเรื่องกล่าวร้าย ต่อหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงโดยตลอดมา แต่เจ้าหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงได้พยายาม ปฏิบัติการอย่างระมัดระวัง และใช้ความอดกลั้นอย่างที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2518 หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงได้รับรายงานว่า จะมีการลักลอบนำอาวุธสงครามข้ามแม่น้ำโขง มาขึ้นฝั่งไทยในเขตรับผิดชอบของสถานีเรือ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคายจึงได้สั่งการให้ เรือ ล.123 ซึ่งมีเรือตรี โชติ แทนศิริ เป็นผู้ควบคุมเรือ (ผค.เรือ) นำเรือ ออกลาดตระเวน ขณะที่ เรือ ล.123 ลาดตระเวนมาถึงดอนน้อย ตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เวลาประมาณ 12.53 น. ได้ถูกฝ่ายประเทศลาว ซึ่งอยู่ที่บ้านห้อมยิงด้วยอาวุธหลายชนิด ทั้งจรวด อาร์.พี.จี., ปืน ค. และปืนเล็ก มายังเรือ เรือ ล.123 ได้ทำการยิงตอบโต้ด้วยอาวุธประจำเรือ ทุกชนิด เพื่อป้องกันตัวและได้รายงานไปยังสถานีเรือ อำเภอศรีเชียงใหม่ ทางสถานีเรืออำเภอศรีเชียงใหม่ จึงได้จัดส่ง เรือ ล.128 มาทำการ ช่วยเหลือ
เรือ ล.123 ได้แล่นกลับลำขึ้นมาเพื่อสมทบกับ เรือ ล.128 เมื่อเวลา ประมาณ 13.15 น. ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่สามารถแล่นลงไปทางใต้ได้ เพราะทราบว่าฝ่ายประเทศลาวได้วางกำลังอยู่อีกหลายจุดเมื่อเรือ ล.123 กลับลำแล้ว ผู้ควบคุมเรือ ได้พยายามนำเรือแล่นส่ายเพื่อหลบอาวุธ จรวด อาร์.พี.จี. ซึ่งในขณะนั้น พันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ ทำหน้าที่ถือท้ายและติดต่อสื่อสาร ทางวิทยุ กระสุนปืนอาร์ก้า ได้ผ่านเหนือเกราะในห้องถือท้ายถูกตรงหน้าผากของ พันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ ฟุบหน้าลงเสียชีวิตทันที กับพังงาถือท้าย ทั้งที่มือยังถือไมโครโฟน สำหรับพูดวิทยุติดต่อเป็นเหตุให้เรือพุ่งเข้าเกยตื้นที่ดอนน้อย ซึ่งเป็นเนินทรายบนลำแม่น้ำโขงอันเป็นเขตแดนของไทย ทหารประจำเรือ ล.123 ทุกคนยังคงทำการยิงต่อสู้กับฝ่ายประเทศลาวอยู่ต่อไป ส่วนผู้ควบคุมเรือ ได้เข้าไปนำเรือโดยใช ้เครื่องยนต์ถอยหลังเพื่อให้เรือออกจากที่ตื้นแต่เรือก็ไม่สามารถหลุดออกมาได้ ส่วนเรือ ล.128 และเรือ ล.125 ซึ่งแล่นตามมาช่วยอีกลำหนึ่ง พยายามแล่นเร็ว เพื่อให้บังเกิดคลื่นของเรือ ช่วยให้ เรือ ล.123 ขยับตัว และใช้เครื่องถอยหลัง ออกมา แต่ไม่สำเร็จการที่ จะใช้เรือ ล.125 และ ล.128 นำเชือกพ่วง ไปส่งให้เรือ ล.123 แล้วดึงออกนั้นทำไม่ได้ เพราะกำลังถูกระดมยิงอย่างหนักจึงจำเป็นต้องปล่อยให้เรือ ล.123 ติดตื้นอยู่เช่นนั้น ขณะที่เรือเกยตื้นอยู่นั้น ทหารลาวที่อยู่บนฝั่งและเรือของฝ่ายประเทศลาว ประเภทเรือปรีเวท (Prevates) จำนวน 3 ลำ ได้ระดมยิงเรือ ล.123 อย่างหนาแน่น ทหารประจำเรือคือ จ่าเอกบัญญัติ ฆารกุล ถูกกระสุนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนเรือ ล.125 และ ล.128 นั้น ได้ช่วยทำการยิงคุ้มกันให้แก่เรือ ล.123 อยู่ตลอดเวลา
เวลาประมาณ 15.25 น. หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคายได้ส่งกำลังนาวิกโยธิน 1 หมู่ โดยมี เรือโท จำลอง ธรรมสุวรรณ เป็น หัวหน้าชุดขึ้นไปที่ดอนน้อย เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บกับนำศพ พันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ ออกมา ขณะเดียวกันก็ได้ร้องขอเครื่องบินจากกองทัพอากาศเข้าสนับสนุน การไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บกระทำได้ไม่ยากนัก เพราะคนเจ็บทั้งหมดยังพอช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ศพของ พันจ่าตรีปรัศน์ พงษ์สุวรรณ ทำได้ลำบากมาก เพราะทหารประเทศลาว ทำการยิงด้วยอาวุธทุกชนิดมาอย่างหนาแน่น แต่ทหารนาวิกโยธินก็ได้พยายาม จนสุดความสามารถก็ไม่สามารถนำศพออกมาได้ จึงต้องถอนตัวกลับในเวลาประมาณ 16.18 น.
ต่อมา ในเช้าวันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 ฝ่ายเรา ได้ส่งชุดปฏิบัติการ นาวิกโยธิน 1 หมู่ ซึ่งมี เรือโท จำลอง ธรรมสุวรรณ เป็นหัวหน้าชุด ขึ้นไปที่ดอนน้อยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำศพผู้เสียชีวิตออกมา โดยเดินทาง ไปด้วยเรือพายที่ชาวบ้าน ให้การสนับสนุนจำนวน 2 ลำ ขณะที่คืบคลานเข้าสู่บริเวณจุดที่เรือเกยตื้นอยู่ เมื่อใกล้จะถึงเรือ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นที่โล่งแจ้งเสียเปรียบต่อฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก จึงทำให้ทหารฝ่ายประเทศลาว ตรวจการณ์เห็น และได้ระดมยิงอาวุธทุกชนิดมาอย่างหนาแน่น จรวดอาร์.พี.จี.นัดหนึ่ง ได้ระเบิดใกล้ๆ ชุดปฏิบัติการดังกล่าว ทำให้สะเก็ดระเบิดถูกลำคอของ จ่าเอก พงษ์ศักดิ์ เกษไชย ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงต้อง ถอนตัวกลับชั่วคราวแล้วส่งผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหนองคาย
การปฏิบัติการครั้งนี้ทางกองทัพบก และ กองทัพอากาศได้เข้าสนับสนุนอย่างใกล้ชิด โดยใช้ปืน ค. ทำการยิงไปบนฝั่งลาว ซึ่งระดมยิงฝ่ายเราตลอดเวลา ส่วนกองทัพอากาศนั้นได้ใช้ เครื่องบิน ที.28 จำนวน 2 เครื่องบินคุ้มกัน โดยใช้ปืนกลอากาศยิงสะกัดเรือ ปรีเวท ของฝ่ายประเทศลาว ซึ่งพยายามรุกล้ำอธิปไตยของไทยเข้ามา ที่ดอนน้อย บริเวณ ที่เรือ ล.123 เกยตื้นอยู่ ทำให้ เรือปรีเวท ได้รับความเสียหายฝ่ายประเทศลาว ได้ใช้ปืนกล ต่อสู้อากาศยานยิงเครื่องบินฝ่ายเราอย่างหนาแน่น แต่ฝ่ายเรามิได้รับอันตรายแต่อย่างใด
ต่อมาในคืนวันเดียวกัน เวลา 21.00 น. ฝ่ายเราได้ส่งชุดปฏิบัติการนาวิกโยธิน และหน่วยปฏิบัติการพิเศษไปที่ดอนน้อยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำศพ พันจ่าตรี ปรัศน์ พงศ์สุวรรณ ออกมา หน่วยปฏิบัติการพิเศษ จำนวน 6 คน ได้คืบคลานไปบนดอนน้อย เพื่อไปยังเรือ ล.123 เมื่อเข้าไปใกล้จะถึงเรือ ได้แยกกำลังออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน กลุ่มแรกคอยลาดตระเวนรอบๆ ตัวเรือ ส่วนอีกกลุ่มจะต้องขึ้นไปบนเรือ เพื่อนำศพและอาวุธของเรือ ล.123 ออกมาซึ่งกลุ่มนี้ต้องเสี่ยงภัยมาก เพราะถ้าข้าศึกรู้ว่า มีใครขึ้นไปบนเรือ คงจะต้องทำการยิงแน่ และ ยังมีเรือปรีเวท ของฝ่ายประเทศลาว 3 ลำ ที่จอดอยู่บริเวณนั้น ก็คอยตรวจตราอยู่รวมทั้งที่บนฝั่งลาว ซึ่งอยู่ห่าง จากเรือ ล.123 ประมาณ 200 เมตร ได้ทำการข่มขวัญพวกเราอยู่มาก เช่น มีการฉายไฟ มาที่เรือ ล.123 นอกจากนี้ ยังแสดงการเคลื่อนกำลังมาเพิ่มเติม ซึ่งสังเกตได้จากเสียงเครื่องยนต์และไฟของรถยนต์ที่เคลื่อนเข้ามา บริเวณนั้นตลอดเวลา
สำหรับกลุ่มของหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่จะขึ้นไปบนเรือนั้น ได้ขึ้นไปเพียงคนเดียว ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการ ให้เกิดเสียงดังผู้ที่ขึ้นไปบนเรือจะต้องมีความกล้าพอสมควร เพราะไม่ทราบว่าลักษณะของศพเป็นอย่างไร ต้องอาศัยแสงสว่างของดวงจันทร์ช่วยจึงสามารถเห็นศพ ได้อย่างชัดเจนลักษณะของศพ พันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ เป็นลักษณะของการเสียชีวิตอย่างกล้าหาญ คือมือขวายังถือไมโครโฟนสำหรับพูดวิทยุติดต่อกับเรือ และกองบังคับการหมู่เรือตัวหันพิงอยู่กับเครื่องเรดาร์ของเรือ หน้าของศพหันไปทางท้ายเรือตาจ้องถมึงศพอยู่ในห้องถือท้ายของเรือ ซึ่งมีความกว้างยาว ประมาณ 1.20 x 1.20 เมตร ด้านข้างทั้งสอง มีแผ่นเกราะสูงขึ้นไปประมาณ 1.50 เมตร ผู้ที่เข้าไปได้นำศพ ออกมาแล้วให้อีก 2 คน ที่เหลือช่วยกันรับที่นอกเรือ และช่วยกัน นำมาลงเรือเล็กกลับมาถึงกองบังคับการชั่วคราว ของหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงที่บ้านท่ามะเฟือง บนฝั่งไทย เมื่อเวลา 02.15 น. ของวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2518 ใช้เวลาปฏิบัติการ ทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั่วโมง ฝ่ายเรา สามารถนำศพกลับมาได้ ด้วยความเรียบร้อย และทุกคนปลอดภัย
เมื่อนำศพมาได้แล้วหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง ต้องการจะนำกลับเข้ากรุงเทพฯ เสียเลย แต่ผู้ว่าราชการ จังหวัดหนองคายเห็นว่า ศพของพันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ ควรให้ประชาชนชาวท่าบ่อ และที่อื่นๆ ได้เคารพศพบ้าง เพราะเป็นผู้ที่เสียชีวิตด้วยความกล้าหาญ จึงได้นำศพของ พันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ มาบำเพ็ญกุศล ที่ วัดอัมพวัน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย 1 วัน ในโอกาสเดียวกันนี้ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ รักษาราชการผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งได้ไปตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการ ตามลำแม่น้ำโขง และหน่วยทางบก อื่นๆ ที่ทำการสนับสนุนอยู่ที่บ้านท่ามะเฟือง เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 ก็ได้ไปเคารพศพที่วัดนี้ด้วยหลังจากนั้น จึงนำศพเดินทางไปยังกรุงเทพมหานครเพื่อตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดเครือวัลย์วรวิหาร
ภายหลังจากที่การชิงศพสำเร็จลง หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงก็ได้ดำเนินการต่อในการที่กู้เรือ ล.123 ออกจากที่ตื้นของดอนน้อยให้ได้ การปฏิบัติการในครั้งนี้ได้เริ่มในคืน วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 ด้วยการ ส่งนาวิกโยธิน 1 หมู่ ชุดเดิม และหน่วยปฏิบัติการพิเศษไปทำการสำรวจ ความเสียหายของเรือ พร้อมกับให้นำอาวุธปืนในเรือ ล.123 ที่ตกค้างอยู่กลับมา รวมทั้งเอกสารสำคัญ ต่างๆ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ คงแยก ออกเป็น 2 กลุ่ม เช่นเดิม กลุ่มแรก จำนวน 3 คน ทำการลาดตระเวนบริเวณรอบเรือ ส่วนอีกกลุ่มจำนวน 3 คน แยกย้ายกันไปสำรวจ ความลึกของน้ำ และขึ้นไปบนเรือ เพื่อนำอาวุธและเอกสารสำคัญที่ตกค้างกลับมา การปฏิบัติการครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง
 
การกู้เรือ ล.123
ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 ได้ส่งชุดปฏิบัติการร่วม ซึ่งประกอบด้วย ทหารนาวิกโยธิน 1 หมู่ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และช่างซ่อมจำนวนหนึ่งขึ้นไปปฏิบัติการอุดปะเรือ ล.123 ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่นี้ ต้องใช้ เจ้าหน้าที่ พรรคกลิน โดยเฉพาะที่มีความรู้ ความชำนาญในการอุดเรือ ไฟเบอร์กลาสตลอดจน การตรวจซ่อม ความเสียหาย ของเครื่องยนต์เรือ เพื่อซ่อมทำให้สามารถแล่นได้ ภายหลังจากที่ได้ทำการซ่อมอุดรูรั่วเรียบร้อย เรือ ล.123 ก็พร้อมที่จะลอยลำได้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะทำการกู้เรือในโอกาสต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งได้ไปถอดอาวุธ เพื่อนำกลับขึ้นฝั่งชุดปฏิบัติการ ร่วมกลับ ขึ้นฝั่ง เวลา 22.30 น.
วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงได้เตรียมการ ที่นำเรือ ล.125 และ ล.128 กลับสถานีเรือ อำเภอศรีเชียงใหม่ ซึ่งเรือทั้งสองลำนี้ หลังจากปะทะกับฝ่ายประเทศลาว ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 แล้ว ได้มาจอดที่บ้านท่ามะเฟือง เพราะถ้ากลับไปยัง สถานีเรืออำเภอศรีเชียงใหม่ เมื่อวันนั้น อาจถูกซุ่มโจมตีตามเส้นทางอีก การนำเรือทั้งสองลำนี้กลับได้ กำหนดให้ออกเดินทางในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 เรือ ล.125 และ ล.128 ออกเดินทางจากบ้านท่ามะเฟือง ถึงสถานีเรืออำเภอศรีเชียงใหม่ เวลา 10.30 น. ตลอดระยะทาง ประมาณ 45 กิโลเมตร มีกำลังทางบกป้องกันตามจุดต่างๆ ริมฝั่งลำแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นจุดที่ทางฝั่งลาวมีกำลังอยู่ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินของกองทัพอากาศบินคุ้มกัน ตลอดเวลา เหตุการณ์ ต่างๆ เรียบร้อย ไม่มีการซุ่มโจมตีเกิดขึ้น สามารถนำเรือกลับไปถึงสถานีเรือ อำเภอศรีเชียงใหม่ โดยปลอดภัย
สำหรับการวางแผน กู้เรือ ล.123 ซึ่งได้ดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 เป็นต้นมาจนกระทั่ง ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 เวลา 21.09 น. หน่วยปฏิบัติการกู้ซ่อม ซึ่งประกอบด้วย หน่วยทหารนาวิกโยธิน หน่วยปฏิบัติการพิเศษ พร้อมด้วย ช่างเทคนิค ต่างๆ โดยมี นาวาเอก ยรรยง กุลกำม์ธร ที่ปรึกษา หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงเป็นผู้อำนวยการ ได้เริ่มทยอยกันลงเรือพายพร้อมกับนำเครื่องมือ ต่างๆ ขึ้นไป ที่ดอนน้อย อีกครั้งหนึ่ง โดย นาวาเอก ยรรยง กุลกำม์ธร เป็นผู้ควบคุมด้วยตนเอง ได้สำรวจน้ำในบริเวณ ที่เรือติดตื้นพร้อมกับ ได้อำนวยการต่างๆ จนถึง เวลา 00.09 น.ของวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 เวลา แห่งการรอคอยก็มาถึง ทุกคนลงมือปฏิบัติหน้าในการกู้เรือ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบากเวลาล่วงเลย ไปจนถึง 05.00 น. เรือยังไม่ลอยน้ำ ผู้อำนวยการ ชุดกู้เรือ ได้วิทยุ ร้องขอ เครื่องสูบน้ำ เคลื่อนที่ พี 250 จาก กองบังคับการหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง เขตหนองคาย มาสนับสนุน 1 เครื่อง เพื่อสูบน้ำออกจากท้องเรือ และฉีดไล่ทรายที่ท้องเรือ ซึ่งติดตื้นอยู่ เครื่องมือเหล่านี้ไปถึงยังที่เรือติดตื้น เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ ได้เดินเครื่องสูบน้ำ ทันทีเพื่อสูบน้ำออกจากท้องเรือ และฉีดไล่ทราย อยู่ชั่วระยะเวลาไม่นาน เรือ ล.123 ก็หลุด จากสันทราย และลอยลำ เมื่อเวลาประมาณ 08.15 น. ขณะเดียวกันหน่วยซ่อม ก็แก้ไข เครื่องยนต์ ของเรือ ไปพร้อมกัน เมื่อเรือลอยลำแล้ว ได้เดินเครื่องยนต์ทันที แล้วแล่นเข้าฝั่งบ้านท่ามะเฟืองเรียบร้อยเวลา 08.29 น. ท่ามกลางการโห่ร้องของประชาชนที่ไปรอชมอยู่บนฝั่ง อย่างน่าภาคภูมิใจการปฏิบัติการกู้ซ่อมเรือครั้งนี้ ใช้เวลา ประมาณ 8 ชั่วโมง
เมื่อเรือ ล.123 มาจอด ที่บ้านท่ามะเฟือง เรียบร้อยแล้ว พลโท เปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี ยุทธศิลป์ เกษรศุกร์ ผบ.ยุทธบริเวณ ได้มาดูเรือ ล.123 ในทันที ท่านได้กล่าวชมเชยผลการปฏิบัติงาน ของหน่วยปฏิบัติการกู้ซ่อมทุกคน และได้ไต่ถามทุกข์สุขของทหารทุกคนที่อยู่ที่นั่น เพราะทุกคนทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย มิได้หลับนอนกันทั้งคืน พร้อมกับสอบถามเรื่องการนำเรือ ล.123 กลับสถานีเรือ อำเภอศรีเชียงใหม่ ซึ่งหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง ได้ยืนยันว่าสามารถกระทำได้ โดยใช้ความเร็วประมาณ 15 - 18 นอต ท่านจึงสั่งการ ให้นำเรือเดินทางกลับไปในบ่ายวันนั้นเอง
หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง ได้นำเรือ ล.123 ออกจากบ้านท่ามะเฟืองเวลา 14.29 น. ไปอำเภอศรีเชียงใหม่ ภายใต้การคุ้มกันของกำลังภาคพื้นดิน และทางอากาศ ตลอดการเดินทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ ตรวจการณ์ด้วยตนเองตลอดเวลา การเดินทางครั้งนี้ ได้ใช้เครื่องจักรซ้าย เดินเต็มตัว เพียงเครื่องเดียว อีกเครื่องชำรุด เพราะถูกยิงการบังคับเรือ จึงกระทำได้ไม่ดีนัก แต่เรือก็ยังแล่นได้ด้วยความเร็วสูง ถึงสถานีเรือ อำเภอศรีเชียงใหม่ เมื่อเวลา 17.59 น. ได้นำเรือเข้าอู่ทันที
ในระหว่างการเดินทางมีประชาชนชาวไทย มายืนดูอยู่ตลอดทางบนฝั่งแม่น้ำโขง พร้อมกับโบกมือ ต้อนรับ ด้วยความดีใจ ส่วนประชาชนลาวก็มายืนดู ด้วยความประหลาดใจ เช่นกันว่า เรือลำนี้ แล่นได้ อย่างไรกัน ในเมื่อ วิทยุกระจายเสียง ประเทศลาว ประกาศว่าได้กระทำการยิงจนพังหมดแล้ว แต่ยังกลับวิ่งด้วยความเร็วสูง เช่นนี้
การปฏิบัติในครั้งนี้ กำลังต่างๆ ของหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง ทหารบก ทหารอากาศ และ ตำรวจตระเวนชายแดน ตลอดจนประชาชนคนไทย ได้ปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้เห็นน้ำใจ ของชาวไทยทุกคน เมื่อเกิดมีภัยขึ้นมาทำงานกันอย่างถวายชีวิต โดยไม่ถือว่าเป็นฝ่ายใด ถือว่าเป็นทหารไทย และ ประชาชนชาวไทย ที่จะต้องรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติไทยร่วมกัน
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2518 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดีเหรียญรามมาลา (ชั้นที่ 6) แก่เรือโท จำลอง ธรรมสุวรรณ ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ในสมรภูมอย่างเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เพื่อปกป้อง แผ่นดินไทย และ ทางราชการ ได้พิจารณา บำเหน็จพิเศษ ให้ พันจ่าตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ รับพระราชทาน เลื่อนยศเป็น นาวาตรี ปรัศน์ พงษ์สุวรรณ วีรกรรม ของทุกท่าน ครั้งนี้ จะยังความ ภาคภูมิใจ ให้แก่ บุคคลรุ่นหลัง มิรู้ลืม
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 กองทัพเรือ ได้ประกอบ พิธีพระราชทาน เพลิงศพ นาวาตรี ปรัศน์ พงศ์สุวรรณ ณ ฌาปนสถาน กองทัพเรือ วัดเครือวัลย์วรวิหาร โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ได้เสด็จ พระราชดำเนินมาร่วมพิธีเป็นการส่วนพระองค์ด้วย
จากวีรกรรม ครั้งนี้ ทหารไทย เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 6 คน