ยุทธนาวีที่เกาะช้าง
     
 
ยุทธนาวีที่เกาะช้างเป็นเหตุการณ์การรบทางเรือ ซึ่งเกิดขึ้นสืบเนื่องจากกรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส เป็นเหตุการณ์ซึ่งแทรกเข้ามาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังรบติดพันกันในยุโรป กล่าวคือในเดือนกันยายน พ.ศ. 2483 ขณะที่ฝรั่งเศสจะประกาศสงครามกับเยอรมนี ฝรั่งเศสได้ขอให้รัฐบาลไทย ทำสัญญาไม่รุกรานกันทางแหลมอินโดจีน รัฐบาลไทยได้ตอบฝรั่งเศสไปว่า ไทยยินดีจะรับข้อตกลงตามคำขอของฝรั่งเศส แต่ขอให้ฝรั่งเศสตกลงบางประการ คือให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดนให้ถูกต้อง ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักความยุติธรรม โดยฝ่ายไทยได้เสนอให้ถือแนวร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์ และให้ฝรั่งเศสคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ฝรั่งเศสยึดไป คืนให้ไทย เป็นต้น แต่ปรากฏว่าไม่เป็นที่ตกลงกัน ต่อมาราษฎรได้เดินขบวนแสดงประชามติ เรียกร้องดินแดนที่เสียไปอย่างหนักและรุนแรงยิ่งขึ้น การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้โดยสันติวิธี ฝรั่งเศสได้โจมตีประเทศไทยก่อน โดยส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 อันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ใช้กำลังทหารเข้าสู้รบกันทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ สำหรับกำลังทางเรือได้มีการรบกันที่บริเวณด้านใต้ของเกาะช้าง ระหว่างกำลังทางเรือของไทย และของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2484
เมื่อฝรั่งเศสเริ่มรุกรานประเทศไทย โดยส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนมแล้ว กองทัพเรือเริ่มดำเนินการตามคำสั่งในแผนชั้นต้นนั้น ได้จัดส่งกำลังไปป้องกันตำบลคลองใหญ่ จังหวัดตราด อันเป็นตำบลชายแดนสุดทางตะวันออก ซึ่งติดต่อกับเขตอินโดจีนฝรั่งเศส ทั้งนี้เพื่อป้องกันประเทศ และให้เกิดความอบอุ่นใจแก่ราษฎรในเขตนั้น และได้เริ่มทำการลำเลียงทหารนาวิกโยธินอันเป็นกำลังส่วนใหญ่ของกองพลจันทบุรี ไปยังจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด
การลำเลียงทหารอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธสัมภาระ และอื่นๆ ไปยังจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ในระหว่างกรณีพิพาทครั้งนี้รวมทั้งสิ้น ไม่น้อยกว่า 15 ครั้ง แต่ละครั้งมีการจัดกำลังทางเรือคอยควบคุมและคุ้มกันตามยุทธวิธีทุกครั้ง
สำหรับแผนขั้นต่อมา กองทัพเรือได้จัดให้มีการลาดตระเวนค้นหาข้าศึก นอกจากนั้นเพื่อป้องกันการยกพลขึ้นบกของข้าศึก ทางฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย กองทัพเรือได้รวมกำลังเป็นครั้งคราว แถวบริเวณเกาะช้างและเกาะกูด ได้ดำเนินการลาดตระเวน จัดการรักษาด่าน ตรวจด่าน ด้วยการที่กองทัพเรือมารวมกำลัง อยู่ในบริเวณนี้ ย่อมทำความอบอุ่นใจให้แก่ราษฎรชายฝั่งตะวันออก บริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และตำบลคลองใหญ่ ให้ความปลอดภัยแก่การเดินเรือ การค้าขายตามชายฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย
เหตุการณ์ก่อนการรบ
ก่อนเกิดเหตุการณ์การรบ กองทัพเรือได้จัดกำลังทางเรือ 1 หมวด ไปปฏิบัติการอยู่แถบบริเวณเกาะช้าง วันที่ 14 มกราคม 2484 หมวดเรือชุดใหม่ในบังคับบัญชาของนายนาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์ เดินทางไปผลัดเปลี่ยนหมวดเรือที่รักษาการอยู่แต่เดิม เรือชุดใหม่นั้นประกอบด้วยเรือต่างๆ ดังนี้

1. เรือหลวงธนบุรี มีนายนาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์ เป็นผู้บังคับการเรือ
2. เรือหลวงระยอง มีนายนาวาตรี ใบ เทศนะสดับ เป็นผู้บังคับการเรือ
3. เรือหลวงสงขลา มีนายนาวาตรี ชั้น สิงหชาญ เป็นผู้บังคับการเรือ
4. เรือหลวงชลบุรี มีนายเรือเอก ประทิน ไชยปัญญา เป็นผู้บังคับการเรือ
5. เรือหลวงหนองสาหร่าย มีนายเรือเอก ดาวเรือง เพชร์ชาติ เป็นผู้บังคับการเรือ
6. เรือหลวงเทียวอุทก

หมวดเรือดังกล่าวจอดเรือแยกกันตามจุดกำหนด เรือหลวงสงขลา เรือหลวงระยอง เรือหลวงชลบุรี จอดอยู่รวมกันด้านใต้เกาะช้าง เรือหลวงธนบุรี เรือหลวงหนองสาหร่าย เรือหลวงเทียวอุทก จอดอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะง่าม
ในบ่ายวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2484 ข้าศึกได้ส่งเครื่องบินทะเล ออกทำการลาดตระเวน ในทะเล บริเวณเกาะช้าง และเกาะกูด 1 ลำ เกาะเสม็ด (ระยอง) 1 ลำ และเกาะสีชัง 1 ลำ ในการนี้ กองทัพเรือได้สั่งให้เครื่องบินทะเลขึ้นขับไล่
เช้าวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 เวลา 06.00 น. ข้าศึกได้ส่งเครื่องบินทะเล 1 ลำ มาทำการ ลาดตระเวนแถวบริเวณเกาะช้างซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เครื่องบินดังกล่าวนอกจากมีความประสงค์ในการลาดตระเวนแล้ว ยังมีความประสงค์ในการที่จะทำลายอาคารที่เกาะง่ามอีกด้วย เครื่องบินทะเลลำนี้มีขนาดใหญ่ ปีกชั้นเดียว 2 เครื่องยนต์ ทาสีบรอนซ์ขาว
ครั้งแรกเครื่องบินทะเลลำนี้ ได้บินผ่านเกาะง่ามไปทางเหนือ เข้าใจว่าคงไม่เห็นเรือตอร์ปิโดของเรา ซึ่งจอดอยู่บริเวณนี้ ครั้นแล้วจึงได้หวนกลับลงมาทางใต้จะบินผ่านเกาะง่าม เพื่อทำลายอาคารที่นั่น เรือหลวงธนบุรี และเรือหลวงหนองสาหร่าย ซึ่งจอดอยู่ที่เกาะลิ่มได้แลเห็น เครื่องบินทะเลลำนี้เช่นกัน แต่มิได้ทำการยิงเพราะอยู่ไกลสุดระยะปืน
ก่อนหน้าที่เครื่องบินทะเลข้าศึกจะได้บินผ่านขึ้นไปทางเหนือ ทหารในเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี กำลังหัดกายบริหารตามตารางการฝึก และปฏิบัติหน้าที่ภายหลังการตื่นนอนอยู่ ซึ่งทหารเรือถือเป็นกิจวัตรประจำวัน ที่จะทำให้ทหารว่องไวและมีสุขภาพสมบูรณ์ เพื่อพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ ครั้นเมื่อได้รับรายงานว่าได้ยินเสียงเครื่องบินข้าศึก ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ทหารเข้าประจำสถานีต่อสู้อากาศยานทันที ในชั่วเวลาไม่ถึง 1 นาที ทหารก็เข้าประจำปืน 75 มม. ปืนกล 20 มม. และปืนกล 8 มม. ตลอดจนปืนเล็กยาวพร้อม ต่อมาสักครู่หนึ่งจึงได้เห็นเครื่องบินทะเลข้าศึก โผล่ออกมาจากเขาเกาะช้าง บ่ายหน้าไปทางใต้
การที่เครื่องบินทะเลข้าศึกบินหวนกลับลงมาทางใต้ จะผ่านเกาะง่ามนี้ ก็ด้วยความมุ่งหมายที่จะมาทำการทิ้งระเบิดอาคารบนเกาะง่าม โดยทั้งนี้เครื่องบินได้เริ่มทิ้งระเบิดลงมาเป็นจำนวน 2 ลูก แต่มิได้ถูกที่หมาย ระเบิดได้ตกลงในน้ำ ระหว่างช่องแหลมเทียนใต้เกาะช้างกับเกาะง่าม ในขณะนั้นปืนต่อสู้อากาศยาน และปืนกล ของเรือตอร์ปิโดทั้งสองต่างได้ยิงกระหน่ำออกไปในระยะไม่เกิน 2,000 เมตร กระสุนหลายนัดได้ไประเบิดอยู่รอบๆ ลำ เครื่องบินทะเล เครื่องบินทะเลได้พยายามบินขึ้นระดับสูง แต่ปรากฏว่าได้ถูกกระสุนที่ปีกขวา และตอนหัวมีไฟลุกขึ้นทันที แล้วได้บินถลาต่ำลงทุกที และหายไปทางทะเลด้านใต้เกาะหวาย
ในโอกาสเดียวกับที่ส่งเครื่องบินทะเลออกทำการลาดตระเวน ในเช้าวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2484 แล้ว กำลังทางเรือของข้าศึกได้อาศัยความมืด และความเร็วรุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้เกาะช้างมีจำนวนด้วยกัน ทั้งหมด 5 ลำ เรือเหล่านี้ได้แยกออก เป็น 3 หมู่ ดังนี้คือ
หมู่ที่ 1 มีเรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งมี นายนาวาเอก เบรังเยร์ เป็นผู้บังคับการเรือ เข้ามาทางช่องทางด้านใต้ของเกาะหวายและเกาะใบดั้ง
หมู่ที่ 2 เรือดูมองต์ ดูรวิลล์ มีนายนาวาเอก ตูซาแชงค์ เดอ กิแอฟร์คูรต์ และ เรืออามิราล ชาร์เนร์ มีนายนาวาโท เลอ คาลเวช์ เป็นผู้บังคับการเรือเข้ามาทางช่องด้านใต้ระหว่างเกาะคลุ้มกับเกาะหวาย
หมู่ที่ 3 เรือมาร์น มีนายนาวาตรี เมร์คาดิเอร์ เป็น ผู้บังคับการเรือ และเรือตาฮูร์ มีนายนาวาตรี มาร์ค เป็นผู้บังคับการเรือเข้ามาทางช่องด้านตะวันตก ระหว่างเกาะคลุ้มกับแหลมบางเบ้าของเกาะช้าง
ส่วนเรือดำน้ำและเรือสินค้าติดอาวุธคงรออยู่ด้านนอกในทะเล และไม่ได้เข้าทำการรบ เรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งเป็นเรือนำได้แล่นเข้ามา ในระยะ 12,000 เมตร จากเกาะง่าม ก็ได้ระดมยิงอาคารบนเกาะง่าม และเมื่อได้เห็นเรือตอร์ปิโดทั้ง 2 ลำของไทย คือเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรีทำการยิงจึงได้เปลี่ยนเป้ามาเป็นทำการยิงเรือตอร์ปิโดทั้งสองทันที

กองเรือไทย
เรือปืนยามฝั่ง ธนบุรี
เรือตอร์โด สงขลา
เรือตอร์ปิโด ชลบุรี
กองเรือฝรั่งเศส
เรือลาดตะเวน ลามอตต์ปิเกต์
เรือสลุปอามิราล ชาร์เนร์
เรือสลุปดูมองต์ ดูร์วิลล์
เรือช่วยรบ ตาฮูร์
เรือช่วยรบ มาร์น

 
การต่อสู้ของเรือตอร์ปิโด
ในการต่อสู้ระหว่าง เรือตอร์ปิโดของฝ่ายไทยทั้ง 2 ลำ คือ เรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี กับกำลังทางเรือของข้าศึก ได้ทำการต่อสู้กันดังนี้ เรือหลวงสงขลาได้ระดมยิงเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ เพียงลำเดียว เพราะถือว่าเรือลำนี้เป็นเป้าสำคัญ เป็นกำลังส่วนใหญ่ที่ทัพเรือมุ่งจะทำลาย ประกอบกับมุมหันของปืนจำกัด ไม่สามารถจะแยกไปจับเป้าเรือลำอื่นได้ ส่วนเรือหลวงชลบุรีได้ทำการยิงโดยแบ่งปืนออกเป็น 2 หมู่ หมู่หนึ่งทำการยิงหมู่เรือที่ 2 อีกหมู่หนึ่งทำการยิงหมู่เรือที่ 3 ของข้าศึก
 
การรบของเรือหลวงสงขลา
เวลาประมาณ 06.10 น. หลังจากที่ได้ทำการยิงเครื่องบินทะเลข้าศึกแล้ว เรือหลวงสงขลาได้เห็นเรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งทหารในเรือรู้จักชื่อและรูปร่างเป็นอย่างดีโผล่ออกมาจากเกาะหวายเรือข้าศึกลำนี้ แล่นด้วยความเร็วสูง ทิศหัวเรือประมาณตะวันออกเฉียงเหนือ จึงสั่งปืนเตรียมยิงกราบขวาที่หมาย เรือลาดตระเวนข้าศึก ซึ่งในขณะนี้อยู่ห่างในระยะประมาณ 12,000 เมตร และได้เริ่มทำการยิงทันที แม้จะได้แลเห็นไฟแวบขึ้น เป็นคราวๆ จากปากกระบอกปืนเรือข้าศึก ซึ่งในตอนนี้เรือลามอตต์ปิเกต์ ได้ทำการระดมยิงเกาะง่าม
เมื่อเรือหลวงสงขลาได้ทำการยิงไปเพียง 3 ตับเท่านั้น กระสุนก็ได้ถูกเรือลาดตระเวนข้าศึก ที่บริเวณท้ายเรือเห็นประกายระเบิดของกระสุนกระจายออกแล้วมีควันพลุ่งขึ้น เห็นได้อย่างชัดเจน ฝ่ายเราถึงแม้เรือจะเล็กกว่า อาวุธด้อยกว่าก็ได้ทำการยิงข้าศึก ก่อนที่ข้าศึกจะแลเห็นซ้ำยังยิงถูกก่อนอย่างรวดเร็วด้วย เมื่อเป็นที่ปรากฏแก่ทหารทั้งหลายว่า เรายิงถูกเรือข้าศึกแล้ว และด้วยความดีใจต้นปืนคือ นายเรือเอก นัย นพคุณ จึงสั่งให้ปืนทุกกระบอกยิงเร็วซ้ำเติมต่อไปอีกโดยทันที
เมื่อเรือลาดตระเวนข้าศึกรู้สึกตัวว่า มีเรือฝ่ายเราทำการยิงมาจากเกาะง่าม จึงได้ทำการเปลี่ยนเป้าจากเกาะง่ามมายิงเรือหลวงสงขลา
การยิงของเรือลาดตระเวนข้าศึก ในตอนแรกนี้แม้จะได้กระทำอย่างหนัก แต่กระสุนตกกระจายมาก กระสุนได้ไปตกที่บนฝั่งเกาะช้าง บนเกาะง่าม และบริเวณใกล้ๆ กับเรือตอร์ปิโด ทั้ง 2 ของเรา เรือฝ่ายเราไม่ถูกกระสุนข้าศึกอยู่เป็นเวลานาน ทั้งนี้นอกจากทัศนวิสัยไม่ดีพอแล้ว ยังมีเกาะเป็นฉากอยู่ข้างหลังด้วย
ต่อมาอีกสักครู่ เรือหลวงสงขลาได้แลเห็นเรือข้าศึกหมู่ที่ 2 จำนวน 2 ลำ โผล่เข้ามาทางช่องระหว่าง เกาะคลุ้มกับเกาะหวาย และเรือข้าศึกหมู่ที่ 3 จำนวน 4 ลำ โผล่เข้ามาทางช่องตะวันตกระหว่างเกาะคลุ้มกับ แหลมบางเบ้าเกาะช้าง และเรือเหล่านี้ได้ช่วยกันระดมยิงเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรีอย่างหนักด้วยเช่นกัน
เรือหลวงสงขลามิได้ทำการยิงตอบเรือทั้งสองหมู่นี้เลย เพราะมุมหันของปืนจำกัด ปล่อยให้ตกเป็นหน้าที่ของเรือหลวงชลบุรี
เรือลาดตระเวนข้าศึกได้แล่นกลับไปกลับมาทำการยิง และร่นระยะใกล้เข้ามาตามลำดับ เมื่อสายมากขึ้น และท้องฟ้าสว่างทัศนวิสัยดีขึ้น เรือหลวงสงขลา จึงได้เริ่มถูกยิงมากขึ้นทุกทีกระสุนที่ยิงมาตกอยู่รอบลำเรือ การถูกยิงของเรือหลวงสงขลานี้ ไม่สามารถทราบได้ว่าเรือข้าศึกลำใดหรือทางด้านใดยิงถูก เพราะเรือข้าศึกทั้งหมดได้ทำการระดมยิงมาพร้อมๆ กัน นอกจากนั้นเรือหมู่ที่ 2 และที่ 3 ของข้าศึก ซึ่งถูกเรือหลวงชลบุรีต้านทานอยู่ กระสุนที่พลาดจากเรือหลวงชลบุรี ก็ได้มาตกที่เรือหลวงสงขลาอีกด้วย แม้ทหารประจำปืนจะได้เสียชีวิตไปบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารประจำปืน 75 มม. กระบอกหัว และทหารประจำปืนกล แต่เสียงปืนของเรือหลวงสงขลา ก็ยังคงดังอยู่ตลอดเวลา คนประจำปืนคนใดตายไปหรือได้รับบาดเจ็บจนทำหน้าที่ไม่ได้ ทหารที่ทำการลำเลียงกระสุนก็เข้ามาทำหน้าที่แทน และทำการยิงต่อสู้ข้าศึกต่อไปอีก เรือหลวงสงขลาบอบช้ำน้ำเข้าเรือ ทำให้เรือต่ำลงไปทุกทีจนแปล้น้ำ โดยที่บริเวณท้ายเรือและห้องนายทหาร ถูกยิงมากกว่าที่แห่งอื่น ทั้งเกิดไฟไหม้ตอนกลางลำและท้ายเรือหมดความสามารถ ของทหารประจำเรือจะดับได้ กับลูกปืนที่ลำเลียงขึ้นมาจากคลังก็หมดลง คลังลูกปืนท้ายน้ำท่วมเรือหมดความสามารถ ไม่มีหนทางที่จะต่อสู้ต่อไปอีกได้แล้ว ผู้บังคับการเรือจึงสั่งให้ทำการสละเรือใหญ่ เมื่อเวลาประมาณ 06.45 น. เรือหลวงสงขลาได้ทำการต่อสู้กับเรือข้าศึกที่ใหญ่กว่าและมีอำนาจปืนมากกว่าอยู่เป็นเวลาประมาณ 35 นาที
 
การรบของเรือหลวงชลบุรี
เรือหลวงชลบุรี จอดอยู่ทางตะวันตกของเกาะง่ามบริเวณเดียวกัน กับเรือหลวงสงขลา ห่างจากเรือหลวงสงขลา ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 300 เมตร เมื่อเรือหลวงชลบุรีได้ทำการยิงเครื่องบินทะเล ของข้าศึกร่วมกับเรือหลวงสงขลา จนกระทั่งเครื่องบินทะเลของข้าศึกถูกยิง และหายลับไปดังได้กล่าวมาแล้ว ในตอนต้นเวลาประมาณ 06.10 น. เรือหลวงชลบุรีก็ได้เห็นเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์โผล่ตอนหัวเรือออกมาจากเกาะหวาย ซึ่งเมื่อก่อนขณะทำการยิงเครื่องบินทะเลข้าศึกได้เห็นอยู่ก่อนแล้ว แต่เนื่องจากแลเห็นแต่ตอนท้ายเรือ ซึ่งยังไม่ลับเกาะหวายและไม่สู้จะชัดเจนนักโดยที่อยู่ในระยะไกลตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเรือหลวงธนบุรีกลับเข้ามาในอ่าว แต่เมื่อเห็นแสงไฟที่แลบออกมาจากปากกระบอกปืน และมีกระสุนยิงมาระเบิดขึ้นที่บริเวณเกาะง่าม จึงรู้ว่าไม่ใช่เรือหลวงธนบุรี จึงสั่งให้ปืนซึ่งมีนายเรือโท สีมา หงสกุล เป็นต้นปืนเริ่มทำการยิงในระยะ 12,000 เมตร โดยเอาเรือลำนี้เป็นเป้า ซึ่งเป็นเวลาพร้อมๆ กับเรือหลวงสงขลาทำการยิง เมื่อเรือหลวงชลบุรีได้ทำการยิงเรือลามอตต์ปิเกต์แล้ว เพียงชั่วเวลาอันสั้นนั้นเอง ก็ได้เห็นเรือข้าศึก แล่นเข้ามาอีก 6 ลำด้วยกัน เรือเหล่านี้ ได้เริ่มทำการระดมยิงมายังเรือตอร์ปิโดฝ่ายเราอย่างหนักในระยะประมาณ 8,000 เมตร
เมื่อเป็นเช่นนี้เรือหลวงชลบุรี จึงผละการต่อสู้จากเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ และโดยเหตุที่เห็นว่าเรือหลวงสงขลาได้ทำการต่อสู้อยู่แล้ว อีกประการหนึ่ง จึงหันมาทำการต่อสู้กับเรือข้าศึกทั้งสองหมู่ที่เข้ามาใหม่ โดยแบ่งปืนกระบอกหัวและกระบอกกลางยิงเรือข้าศึกหมู่ที่ 3 จำนวน 4 ลำ ปืนกระบอกท้ายยิงเรือข้าศึก หมู่ที่ 2 จำนวน 2 ลำ และทำการยิงอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ได้เป็นไปอย่างทรหด ลูกปืนข้าศึกที่ยิงมาตกรอบๆ เรือ ได้ระเบิดอยู่ ดังสนั่นหวั่นไหว
ในการต่อสู้นี้ ฝ่ายเราได้เห็นเรือรบขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเรือลำหน้าของหมู่ที่ 2 ถูกกระสุน ระหว่าง ปล่องทั้งสอง มีควันสีดำพลุ่งขึ้นมา และกระสุนได้ถูกที่ตอนท้ายเรืออีกหลายนัดต้องแล่นหลีกออกจากแนวไป เรือปืนซึ่งตามมาข้างหลังได้เร่งความเร็วขึ้นมาทำการบัง เพื่อประวิงการใช้ปืนเราและช่วยเหลือเรือลำนี้ เมื่อเรือข้าศึกหมู่ที่ 3 ถูกกระสุน ของฝ่ายเราเข้าได้เกิดรวนกันขึ้นจนเสียกระบวน แนวกระบวนซ้อนกันเป็นบางคราว ฝ่ายเราได้เห็นเรือ 2 ลำ ในหมู่นี้ถูกยิงจนไฟไหม้อย่างหนัก และเรืออีก 2 ลำ ได้เข้าทำการช่วยเหลือการระส่ำระสาย ได้เกิดมีมากขึ้น ปืนของเรือหลวงชลบุรีได้ยิงซ้ำเติมอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม เรือทั้งสองหมู่นี้ ได้ทำการระดมยิงเรือหลวงชลบุรีอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา เช่นกัน กระสุนนัดแรก ที่ถูกเรือหลวงชลบุรีนั้น ทำให้เสาหักสะบั้นโค่นฟาดลงมาบนสะพานเดินเรือ ยามยอดเสาร่วงตกลงมากับเสาด้วย ขาขาดทั้งสองข้าง และมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ประมาณ 5 นาที กระสุนนัดต่อๆ มา ได้ถูกที่ข้างเรือตรงบันไดขวาที่แนวน้ำ ทางบริเวณห้องเครื่องจักรเหนือแนวน้ำ และนัดที่สำคัญถูกตรงท้ายเรือถังน้ำมันรั่ว น้ำมันไหลออกมาท่วมคลังลูกปืนท้าย นอกจากนั้นกระสุนของข้าศึกยังทำให้เกิดไฟไหม้ที่ตอนกลางลำ และตอนท้ายเรือ เรือได้เริ่มจมลงเรื่อยๆ ทหารประจำเรือได้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายคน เมื่อลูกปืนที่ได้ลำเลียงขึ้นมาจากคลังได้ยิงไปหมดแล้ว และไฟก็ไหม้ จนทหารประจำเรือไม่สามารถจะดับได้ และเรือก็จมลงไปจนแปล้น้ำ ผู้บังคับการเรือ จึงสั่งให้ทำการสละเรือใหญ่ เมื่อเวลา 06.50 น.
ในขณะที่ทหารประจำเรือกำลังทำการสละเรือใหญ่นั้น ฝ่ายข้าศึกยังคงทำการระดมยิงอยู่อย่างไม่ลดละทหารต่างลงเรือเล็กหรือไม่ก็กระโดดน้ำ ว่ายเข้าฝั่งเพื่อเอาตัวรอดเรือรบฝรั่งเศสได้แล่นเข้ามาระยะใกล้ แต่มิได้ทำการช่วยเหลือทหารไทยที่ว่ายน้ำแต่ประการใด ซึ่งภายหลังฝ่ายฝรั่งเศสกล่าวว่า เพราะเหตุ ดังนี้
1. ระยะระหว่างเรือที่จมกับฝั่งเป็นระยะใกล้ จึงเห็นว่า ทหารไทย คงลงเรือเล็ก หรือว่ายน้ำไปได้เอง
2. มีเรือหาปลาหลายลำ จอดที่บริเวณนั้นแล้ว
3. อาจมีเรือหรือเครื่องบินฝ่ายไทยมาสมทบ เรือของฝรั่งเศสก็จะถูกโจมตีในระหว่างที่ทำการช่วยเหลืออันจะทำให้กำลังรบของฝรั่งเศสหย่อนไป
เมื่อทหารไทยที่ว่ายน้ำได้ออกไป ห่างจากเรือตอร์ปิโด ซึ่งกำลังไฟไหม้เป็นระยะทางมากแล้ว เรือหมู่ที่ 3 จึงได้ ยิงเรือหลวงชลบุรี จนกระทั่งจมมิดน้ำหายไป
 
การรบของเรือหลวงธนบุรี
ในตอนค่ำวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2484 เรือหลวงธนบุรีได้ย้ายที่จอดเรือจากเกาะง่ามมาจอดอยู่ยังที่จอดเรือใหม่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะลิ่ม เมื่อเวลา 19.00 น. โดยมีเรือหลวงหนองสาหร่ายและเรือหลวงเทียวอุทกตามมาด้วย และเรือหลวงระยองซึ่งได้รับคำสั่งให้ไปรักษาการณ์ทางด้านใต้เกาะกูดนั้น ได้ออกเรือจากเกาะง่ามเมื่อเวลา 20.00 น. คืนเดียวกัน
วันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2484 เวลา 05.30 น. เมื่อได้เป่าแตรปลุกทหารตามเวลาแล้ว ก็มีการฝึกหัดการบริหารดังเช่นเคย และตามที่เรืออื่นๆ ได้ปฏิบัติกัน เมื่อได้ทำการบริหารไปเล็กน้อย ก็ได้ยินเสียงเครื่องบินข้าศึก ทางเรือจึงมีคำสั่งให้เข้าประจำสถานีต่อสู้อากาศยาน ครั้นแล้วก็ได้แลเห็นเครื่องบิน แต่เรือหลวงธนบุรีมิได้กระทำการยิงเพราะอยู่ไกลสุดระยะปืน และเครื่องบินทะเลลำนี้ เมื่อได้บินมุ่งมาทางเรือหลวงธนบุรีชั่วเวลาเล็กน้อยแล้วก็บินหวนกลับไป ทางที่เรือตอร์ปิโดฝ่ายเราจอดอยู่ในไม่ช้าก็ได้ยินเสียงปืนจากเรือตอร์ปิโดทั้งสองนั้น ทำการยิงเครื่องบินทะเลลำนี้ และได้แลเห็นกลุ่มควันของกระสุนระเบิดอยู่ล้อมรอบเครื่องบินทะเล กระสุนปืนกลได้วิ่งผ่าน เครื่องบินทะเลไปหลายสิบนัด แล้วเครื่องบินทะเลก็ลับหายไป เมื่อเครื่องบินทะเลข้าศึกลับตาไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นทางด้านที่เรือตอร์ปิโดฝ่ายเราจอดอยู่นั้นอีกครั้งหนึ่งและเป็นเสียงดังอย่างถี่ แสดงว่าได้มีการระดมยิงอย่างหนัก แต่ก็มองไม่เห็นกลุ่มควันระเบิดในอากาศดังเช่นครั้งก่อน จึงสันนิษฐานได้ว่าเรือตอร์ปิโดฝ่ายเราคงจะได้เกิดปะทะกับเรือข้าศึกขึ้นแล้ว
ด้วยความประสงค์ที่จะไปช่วยเหลือเรือตอร์ปิโดทั้งสองลำ เรือหลวงธนบุรี จึงได้สั่งให้ถอนสมอและออกเรือ เมื่อเวลาประมาณ 06.20 น. ก่อนหน้านี้ แตรสัญญาณประจำสถานีรบก็ดังขึ้น นอกจากทหารที่ประจำหน้าที่อยู่บ้างแล้ว ทหารในเรือได้วิ่งเข้าประจำตามตำแหน่งหน้าที่ และเตรียมการใช้อาวุธปืนใหญ่ของเรือต่อไป ส่วนเรือหลวงหนองสาหร่าย และเรือหลวงเทียวอุทก ก็ได้ออกเรือตามมาในเวลาใกล้ๆ กันตามลำดับ เมื่อเรือหลวงธนบุรีแล่นพ้นที่จอดเรือ มาได้เล็กน้อยยามบนสะพานเดินเรือก็ตะโกนรายงานลงมาว่าเห็นเรือข้าศึก 1 ลำ ทางท้ายเกาะไม้ซี้ใหญ่ ผู้บังคับหมวดเรือนายนาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีด้วยนั้น จึงเอากล้องส่องดูปรากฏว่าเป็นเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ แล่นโผล่จากหัวเกาะด้วยความเร็ว ประมาณ 20 นอต หัวเรือหันไปทางตะวันออก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้บังคับการเรือ จึงตัดสินใจเข้าทำการต่อสู้ทันที และได้พูดขึ้นสั้นๆ ว่า เอามัน แล้วสั่งให้หันหัวเรือเข้าหาข้าศึก เพื่อทำการต่อสู้จนถึงที่สุด เพราะเรือลำนี้เป็นกำลังสำคัญ ของกองทัพเรืออินโดจีนฝรั่งเศส และในเวลาเดียวกันนั้น ได้สั่งให้รายงานไปยังกองทัพเรือ โดยทางวิทยุโทรเลขว่าเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์เข้าโจมตีหมวดเรือนี้ที่ด้านใต้เกาะช้าง
สำหรับเรือหลวงหนองสาหร่าย และเรือหลวงเทียวอุทก ผู้บังคับหมวดเรือได้สั่งว่าไม่ต้องตามมาให้หลบขึ้นไปอยู่ทางเหนือของเกาะช้าง ทั้งนี้ก็เพราะเรือทั้งสองลำนี้เป็นเรือขนาดเล็ก ไม่สมควรจะเข้าทำการรบกับเรือข้าศึกขนาดใหญ่
ต่อมาเรือลาดตระเวนข้าศึกได้บังเกาะไม้ซี้ใหญ่ มองไม่เห็นชั่วขณะหนึ่ง และในเวลาเดียวกันนี้เอง ปืนใหญ่ป้อมท้ายของเรือหลวงธนบุรีขัดข้อง ยังเตรียมการยิงไม่พร้อมทีเดียว ผู้บังคับการเรือจึงสั่งเลี้ยวซ้ายขึ้นทางเหนือ เพื่อเอาเกาะบังเป็นการถ่วงเวลาไว้เช่นเดียวกัน ครั้นได้รับรายงานว่าปืนพร้อมเวลาประมาณ 06.40 น. จึงได้สั่งหันหัวเรือไปทางทิศใต้ ประมาณตะวันออกเฉียงใต้ แล่นด้วยความเร็วเต็มที่ประมาณ 15 นอต
ในเวลาใกล้ๆ กันนี้ เรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ ก็โผล่หน้าจากเกาะไม้ซี้ใหญ่ออกมา การต่อสู้ ระหว่างเรือปืนหนักของไทยกับเรือลาดตระเวนของฝรั่งเศส ซึ่งมีเส้นทางไปทางทิศตะวันออกก็ได้เริ่มขึ้นทันที ความจริงแล้วเรือหลวงธนบุรีมีระวางขับน้ำเพียง 2,220 ตัน ความเร็ว 16 นอต เมื่อเปรียบเทียบกับเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ของข้าศึก ซึ่งมีระวางขับน้ำถึง 9,350 ตัน ความเร็ว 33 นอตแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเล็กกว่าและเป็นรองกว่า แม้จะกล่าวว่าเรือหลวงธนบุรีมีปืนใหญ่ คือมีปืน 8 นิ้ว 4 กระบอกก็ตามเรือข้าศึกก็มีปืน 6 นิ้ว ถึง 8 กระบอก ซึ่งเรือข้าศึกที่ว่านี้ยังมีตอร์ปิโดอีกดังกล่าว
ในระยะแรกของการต่อสู้ ฝ่ายเราได้ยิงถูกเรือลาดตระเวนข้าศึกแถวบริเวณ สะพานเดินเรือ 2 นัด แลเห็นประกายระเบิด และควันพลุ่งขึ้นมาในบริเวณนั้น ได้อย่างชัดเจนเรือลาดตระเวนของข้าศึกนั้น ได้ทำการ ระดมยิงเรือหลวงธนบุรีอย่างหนัก และยิงตอร์ปิโดมายังเรือหลวงธนบุรี 3 ลูก แต่ไม่ถูกเป้าในไม่ช้าเรือหลวงธนบุรี ได้ถูกกระสุนข้าศึกเช่นกัน กระสุนนัดแรกของข้าศึก ได้ถูกที่ใต้สะพานเดินเรือแล้วแฉลบ เข้าไประเบิดในหอบังคับการ ซึ่งเป็นที่สำหรับผู้บังคับการเรือสั่งการทั่วไป ภายในหอบังคับการนี้ นอกจากผู้บังคับการเรือแล้ว ยังมีต้นหนและทหารเหล่าสามัญประจำอยู่กับผู้บังคับการเรือด้วย เพื่อถือท้ายและติดต่อคำสั่งไปยังเจ้าหน้าที่ต่างๆ กระสุนนัดแรกนี้ ทำให้ทหารในหอบังคับการล้มทับกันระเนระนาด นอกจากนั้นยังมีควันตลบไปทั่วจนมองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ผู้บังคับการเรือและจ่าเรือ ซึ่งกำลังถือท้ายอยู่นั้นได้เสียชีวิตลงในทันทีทันใด ทหารนอกนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสบ้าง ไม่สาหัสบ้าง อำนาจของกระสุนนัดนี้ นอกจากจะปลิดชีวิตของ ผู้บังคับการเรือไปแล้ว ยังทำให้เครื่องถือท้ายเกิดขัดข้องอีกด้วย ต้นหนคือนายเรือโท เฉลิม สถิรถาวร ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะด้านหลังต้องออกจากหอบังคับการลงไปจากสะพานเดินเรือ เพื่อจัดการใช้เครื่องถือท้ายอะไหล่ที่ท้ายเรือในขณะนั้น เรือหลวงธนบุรี ได้แล่นหมุนเป็นวงกว้างอยู่หลายรอบ เมื่อใช้เครื่องถือท้ายอะไหล่ได้แล้ว จึงได้กลับแล่นไปในทิศทางเดิม แต่อย่างไรก็ตามการที่จะบังคับเรือให้อยู่ในทิศทางตามต้องการ ก็ไม่สู้จะทำได้คล่องแคล่วนัก และในขณะเดียวกันเรือข้าศึกอีก 3 ลำ ที่ทำการต่อสู้กับเรือตอร์ปิโด ของฝ่ายเราทั้ง 2 ลำ เมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ
เกาะช้างแล้ว ได้แล่นเข้ามาสมทบกับกำลังของตน ทำการระดมยิงเรือหลวงธนบุรีแต่ฝ่ายเดียว
เวลา 07.40 น. ทางเรือได้ยินเสียง และเห็นเครื่องบิน 1 ลำ บินอยู่เหนือเรือในขณะแรกที่ได้เห็นนั้น ทหารทุกคนต่างนึกดีใจว่า คงจะเป็นเครื่องบินของฝ่ายไทยมาทำการช่วยเหลือ แต่เหตุการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นในเรือทหารได้รับคำสั่งให้หลบเข้าที่กำบังระเบิด 1 ลูก ได้ตกลงมาถูกห้องสูทกรรม (ห้องครัว) ทำให้เกิดเพลิงไหม้หนักขึ้นอีก ทหารที่กำลังทำงานอยู่ในบริเวณนั้น ได้เสียชีวิตไปในทันทีมีจำนวน 3 นาย บางนายถูกไฟลวกตามหน้า และตัวมองเห็นหนังกำพร้าสีขาว บางคนก็ไหม้เกรียมและที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และไม่สาหัสก็อีกหลายนาย ส่วนทหารซึ่งทำงานอยู่ในที่อื่น แต่อำนาจระเบิดไปถึงก็ได้ถูกสะเก็ดระเบิดบาดเจ็บอีกหลายนาย เช่นกันอำนาจของระเบิดนี้ แม้จะไม่ทำให้ทหารอื่นได้รับบาดเจ็บ แต่อย่างไรก็ตามก็ทำให้ตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง ถึงแม้ว่าเรือหลวงธนบุรีจะได้เกิดไฟไหม้ลุกลามไปหลายแห่ง และทหารประจำเรือได้เสียชีวิต และบาดเจ็บไปแล้ว เป็นจำนวนหลายนายก็ตาม แต่ปืนป้อมของเรือ ซึ่งยังไม่มีการเสียหายแต่ประการใด ก็ยังคงทำการยิงอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา ในตอนหลังนี้กระสุนได้ถูกเรือลาดตระเวนข้าศึก ซึ่งได้แล่นกลับขึ้นมาในทิศทางเดิม อีกครั้งหนึ่ง เข้าอย่างจัง ที่ตอนท้ายเรือ บริเวณป้อมท้ายแลเห็นประกายไฟ และควันพลุ่งตามขึ้นมาเข้าใจว่า คงทำความเสียหายให้ข้าศึก ไม่น้อยทีเดียวเรือลาดตระเวนข้าศึก จึงเลี้ยวขวากลับหลังหันไปในทิศทางตรงกันข้ามอีกแล่นส่ายไปมา และได้ชักธงสัญญาณขึ้นที่พรวนหลายราว กับเปิดแตรไซเรนเป็นสัญญาณ ส่งคำสั่งให้เรือลำอื่นๆ ฝ่ายตนทราบเรือตามเหล่านั้น จึงล่าถอยออกจากยุทธบริเวณตามไปเช่นเดียวกัน
เมื่อเรือข้าศึกได้หันหนีถอยไปนั้น เรือหลวงธนบุรีจะทำการติดตามก็ไม่ทัน เพราะความเร็วน้อย และสภาพของเรือไม่อำนวย จึงได้แต่สั่งยิงกระสุนปืนใหญ่ตามไปอีกหลายตับจนข้าศึก แล่นบังเกาะไม้ซี้ใหญ่ไป เมื่อเรือลาดตระเวนฝรั่งเศสแล่นออกไปนั้น ในเรือได้มีไฟลุกอยู่ที่ตอนท้ายเรือ และลำเรือตอนท้ายแปล้น้ำผิดกว่าปกติมากกว่าเรือตามอีก 3 ลำ ได้แล่นประคองไปทางทิศตะวันตก
เมื่อเรือฝ่ายข้าศึกได้พากันล่าถอยไปแล้ว เวลา 08.30 น. ป้อมต่าง ๆ ได้รับคำสั่งให้ทำการหยุดยิง ทหารประจำป้อมปืน จึงเลิกประจำหน้าที่ และออกมานอกป้อม
เมื่อเห็นว่าการดับไฟของเรือหลวงธนบุรี จะไม่เป็นผลสำเร็จลงได้ง่าย และเรืออาจเป็นอันตรายลงในทันทีทันใด เนื่องจากกระสุนดินปืนในคลังในเรืออาจเกิดระเบิดขึ้นได้ จึงได้สั่งให้เปิดน้ำเข้าคลังกระสุนและดินปืนด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วน้ำจึงไหลเข้าเรือมากและรวดเร็วจนท้ายเรือแปล้น้ำมากขึ้น และเรือหลวงธนบุรี มีอาการเอียงทางกราบขวา แต่เรือก็ยังคงใช้เครื่องจักรเดินต่อไป ทหารในเรือต่างช่วยกันทำการดับไฟมิได้เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แม้เวลาจะล่วงไปเท่าใดก็ตาม เขาเหล่านั้นมิได้ยอมละความพยายามเลย ไฟจะสงบลงบ้างก็เพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น แต่แล้วก็กลับลุกกระพือโหมหนักขึ้นอีก
แม้เรือหลวงธนบุรีจะถูกไฟไหม้และมีสภาพบอบช้ำ แต่ก็ยังคงใช้เครื่องจักรเดินต่อมาได้อย่างเรียบร้อย ทั้งนี้เพราะเครื่องจักรเหล่านั้น ไม่ได้เกิดการเสียหายมากมายนัก เมื่อไฟได้ลุกมากขึ้นและลามไปถึงหลังห้องเครื่องจักรควันไฟและควันระเบิด ได้กระจายส่งไปถึงห้องเครื่องจักรใหญ่ เครื่องจักรช่วย และห้องไฟฟ้า ไฟได้ลุกลามขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดนายทหารพรรคกลิน จำนวน 8 นาย ในห้องไฟฟ้าได้เสียชีวิตลง
ในขณะที่เรือหลวงธนบุรีกำลังไฟไหม้อยู่นั้น เรือหลวงช้างซึ่งลำเลียงทหารมาถึงแหลมงอบ ได้ยินเสียงปืน ตอบโต้การสู้รบก็รีบเดินทางมาช่วยเห็นเรือหลวงธนบุรีไฟไหม้อยู่ จึงเข้าช่วยทำการดับไฟ ซึ่งในขณะนั้น เรือหลวงธนบุรีได้หยุดลอยลำอยู่ในแนวประมาณเกาะลิ่มกับแหลมน้ำ ใกล้ไปทางแหลมน้ำและการที่เรือจะขืนแล่นต่อไปให้ถึงแหลมน้ำนั้นการดับไฟก็จะไม่เป็นผล เพราะมีกระแสลมพัดเกิดขึ้นเมื่อเรือหลวงธนบุรีมีสภาพหมดหนทางที่จะทำการแก้ไขคืนดีได้แล้ว ทางเรือจึงตัดสินใจให้เรือหลวงช้างจูงไปเกยตื้นบริเวณแหลมงอบ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทหารประจำเรือชาวบ้านแถวแหลมงอบจังหวัดตราด และชาวบ้านใกล้เคียง เป็นจำนวนมากจะช่วยกันดับไฟ โดยใช้เรือเล็กและเรือพื้นเมืองไปทำการดับไฟ แต่ก็ไม่สามารถดับไฟได้ เรือหลวงธนบุรีซึ่งเกยตื้นอยู่นั้น ได้เริ่มตะแคงทางกราบขวามากขึ้นทุกที ในที่สุดเวลาประมาณ 16.40 น. กราบเรือทางขวาก็เริ่มจมน้ำมากขึ้น ตามลำดับเสาทั้งสองเอนจมลงไปกราบซ้าย และกระดูกงูกันโคลง 2 โผล่อยู่พ้นน้ำ 3

ในการรบครั้งนี้ ทหารเรือไทย ได้เสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 36 นาย ดังนี้
1. จากเรือหลวงสงขลา จำนวน 14 นาย
2. จากเรือหลวงชลบุรี จำนวน 2 นาย
3. จากเรือหลวงธนบุรี จำนวน 20 นาย

ส่วนจำนวนทหารฝรั่งเศสที่บาดเจ็บ และเสียชีวิตนั้น ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ถึงแม้ว่าการรบทางเรือที่เกาะช้าง ในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 จะไม่จัดว่าเป็นการรบที่ใหญ่ก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นการรบทางเรือ ที่ได้กระทำอย่างจริงจังในประวัติการของทหารเรือไทย นับแต่ได้ดำเนินการทหารเรือตามแบบอย่างของอารยประเทศที่เจริญ ในการทหารเรือการรบทางเรือที่เกาะช้างนี้ ยังแสดงถึงความกล้าหาญ และน้ำใจชายชาติทหารของทหารเรือไทย ฝรั่งเศสซึ่งเป็นข้าศึกของไทยและทำการรบกับไทย ยังกล่าวถึงการรบครั้งนี้
ดังปรากฏในวิทยุกระจายเสียงที่สถานีไซ่ง่อนเป็นภาษาฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2484 หลังจากการรบ 2 วัน ดังมีข้อความดังสำเนาคำแปล ต่อไปนี้
“แต่เราจะลืมเสียมิได้ที่จะสรรเสริญการต่อสู้อย่างทรหดกล้าหาญของทหารเรือไทย เราขอน้อมเคารพพวกทหารเรือไทย ที่ได้สิ้นชีพในการต่อสู้ จนถึงที่สุดอย่างสมเกียรติทหาร เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของเขาด้วย”
ด้วยความกล้าหาญและการรบอย่างทรหดของเรือทั้ง 3 ลำนี้ ในที่สุดกำลังทางเรือฝ่ายข้าศึกทั้งหมดก็บอบช้ำต้องล่าถอยไป ไม่สามารถจะมาดำเนินการต่อไป ตามความมุ่งหมายได้ และตามที่ฝ่ายข้าศึก ได้แถลงว่าเรือฝ่ายเขาทำการรบได้ชัยชนะ และมิได้ถูกกระสุนแม้แต่ชุดเดียวนั้น ไม่เป็นความจริงเพราะตามรายงานของเรือสินค้าที่ได้ผ่านกับเรือรบฝรั่งเศสนั้น ปรากฏว่าเรือลามอตต์ปิเกต์ แล่นเอียงไปอย่างช้าๆ และเมื่อถึงไซ่ง่อน ก็ซ่อมแซมกันอย่างเร่งรีบ
จากหลักฐานของฝรั่งเศสได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเรือทุกลำ แล่นกลับฐานทัพไซ่ง่อนโดยมิได้รับความเสียหายและไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บเลย ทั้งๆ ที่มีข่าวแพร่สะพัดออกมาว่า เรือลามอตต์ปิเกต์ ได้เดินทางไปรับการซ่อมแซมที่ประเทศญี่ปุ่น
การรบครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ และน้ำใจชายชาติทหารของทหารเรือไทย ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษนักรบของเราว่า ยังมีอยู่ในร่างกายอย่างเต็มเปี่ยมแม้แต่ในเอกสารของฝรั่งเศสได้กล่าวถึงการรบครั้งนี้ว่า โชคชะตาในการรบนี้ถือว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ว่าทหารเรือไทยย่อมได้รับความยกย่องจากศัตรูของเขา เนื่องด้วยความทรหดอดทนในการรบ และด้วยความกล้าหาญพร้อมด้วยการเสียสละ เพื่อประเทศชาติสมกับที่ได้ให้มีกองทัพเรือไว้ ซึ่งความกล้าหาญเหล่านี้ได้ปรากฏในแจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญกล้าหาญ ดังนี้
ด้วยในการที่กองทัพไทยได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ เนื่องในกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทย กับอินโดจีนฝรั่งเศสเรือรบ และบรรดาทหารเรือบางนาย ได้ทำการต่อสู้กับราชศัตรูอย่างสามารถ ด้วยกำลังใจ อันเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมิได้สยดสยองต่อภยันตรายใดๆ ยอมสละชีวิต เพื่อประเทศชาตินับเป็นการกระทำอันมีเกียรติและกล้าหาญยิ่ง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเหรียญกล้าหาญ เป็นเครื่องเชิดชูเกียรติคุณแก่เรือรบ 1 ลำ และทหารเรือ 18 นาย ดังรายนามท้ายแจ้งความนี้
แจ้งความมา ณ วันที่ 26 สิงหาคม พุทธศักราช 2484
 
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
 
เรือรบ
เรือหลวงธนบุรี
ทหารเรือประจำเรือหลวงธนบุรี

นายนาวาเอก หลวงพร้อมวีรพันธุ์ (พร้อม วีระพันธุ์)
นายเรือเอก เฉลิม สถิระถาวร
นายเรือโท ขัน วงศ์กนก
นายเรือตรี พรม รักษ์กิจ
นายเรือตรี สมัย จัมปาสุต
พันจ่าเอก ทองอยู่ เงี้ยวพ่าย
พันจ่าเอก เอี้ยว อึ้งหลี
พันจ่าเอก นวล เสียงบุญ
พันจ่าเอก ลบ นุดนา
พันจ่าเอก ลำดวน ทัพพะเกตุ
พันจ่าเอก ยู่เล้ง อาจสาคร
พันจ่าเอก เพื่อน สุดสงวน
พันจ่าเอก ชุน แซ่ฉั่ว
พันจ่าเอก เอ่ง แซ่ลิ้ม

ทหารประจำเรือหลวงสงขลา

จ่าเอก นาค เจริญศุข
จ่าเอก วงศ์ ชุ่มใจ

ทหารประจำเรือหลวงชลบุรี

พันจ่าเอก ป๋อไล้ แซ่เฮง
จ่าตรี ชาญ ทองคำ

(จากราชกิจจานุเบกษาเล่ม 58 ตอน 61 วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2484)
รายนามผู้เสียชีวิตในการรบแห่งราชนาวี
ยุทธนาวีที่เกาะช้าง
 
เรือหลวงธนบุรี

นายนาวาเอก หลวงพร้อมวีรพันธุ์ (พร้อม วีระพันธุ์) นายนาวาเอก อัชฌา พัฒนวิบูลย์
นายเรือโท เทียน เหมือนสุวรรณ นายเรือโท ทองมี เสตะจันทร์
นายเรือโท สว่าง สุวรรณเปี่ยม นายเรือตรี ทองปอนด์ ชำนาญแพทย์
นายเรือโท ขัน วงศ์กนก นายเรือตรี พรม รักษ์กิจ
นายเรือตรี สมัย จำปาสุต พันจ่าเอก เฟื่อง ยาประดิษฐ์
พันจ่าเอก สาคร ฉันบุญช่วย พันจ่าเอก มูล พึ่งมา
พันจ่าเอก ยก นรธด พันจ่าเอก สม จันมะณี
พันจ่าเอก ปิ่น แซ่ลิ้ม พันจ่าเอก เอี๋ยว อึ้งหลี
พันจ่าเอก ลบ นุดนา พันจ่าเอก นวล เสี่ยงบุญ
พันจ่าเอก ลำดวน ทัพพะเกตุ พันจ่าเอก ยู่เล้ง อาจสาคร

เรือหลวงสงขลา

นายเรือโท สวาสดิ์ สุริเย นายเรือตรี สวง ไชยพลับ
นายเรือโท ชั้น ฤทธิวรรณะ นายเรือตรี เที่ยง ยู่อี่
นายเรือตรี วรรณะ มุ่งเพียร พันจ่าเอก ภักดิ์ สุดใจ
พันจ่าเอก พริ้ง นิลพัฒน์ พันจ่าเอก สำราญ นันธิโพธิ์
พันจ่าเอก ชั้น น้อยแดง พันจ่าเอก แล เพียรหาสิน
พันจ่าเอก ประวิทย์ วัชรากร พันจ่าเอก จ้อย สุขแจ้ง
พันจ่าเอก ทองสุก จานสี พันจ่าเอก จำรัส มูลศิริ

เรือหลวงชลบุรี
นายเรือโท อำนวย แสงสมศรี พันจ่าเอก ป๋อไล้ แซ่เฮง
 
ถึงแม้เหตุการณ์ยุทธนาวีที่เกาะช้าง จะผ่านพ้นมาเป็นเวลาหลายปี และหลังจากนั้นทหารเรือไทยก็ได้เสียสละชีวิตในเหตุการณ์การรบต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก ทางกองทัพเรือได้ตระหนักถึงวีรกรรมของทหารเรือไทย ซึ่งได้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติไม่ว่าจะในเหตุการณ์ใดก็ตาม จึงได้กำหนดเอาวันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็นวันสดุดีวีรชนกองทัพเรือ โดยได้มีการประกอบพิธีที่อนุสรณ์เรือหลวงธนบุรี ณ บริเวณโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะบรรดาทหารที่เคยเข้าร่วมทำการรบและบรรดาญาติของผู้เสียชีวิตในยุทธนาวีที่เกาะช้างได้มาร่วมงาน โดยพร้อมเพียงกันเพื่อระลึกถึงวีรกรรมดังกล่าวในวันนั้น ได้มีการอ่านคำสดุดีและวางพวงมาลาบริเวณอนุสรณ์เรือหลวงธนบุรี
นอกจากนั้น ทางจังหวัดตราด ได้จัดงานที่ระลึกวันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง ขึ้นเช่นเดียวกัน โดยจัดงานเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2531 วัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของทหารเรือไทยในเหตุการณ์ครั้งนั้น และเพื่อสะท้อนให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงเหตุการณ์มีความรักชาติ หวงแหนแผ่นดินไทยเช่นเดียวกับ ทหารหาญผู้ยอมสละชีวิตเพื่อชาติ และในวันดังกล่าว ทหารเรือพร้อมด้วย ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จังหวัดตราด ได้ลงเรือของกองทัพเรือไปลอยพวงมาลา ณ บริเวณที่เกิดเหตุการณ์
เพื่อเป็นการระลึกถึงวีรกรรมของทหารเรือดังกล่าว กองทัพเรือจึงร่วมกับทางจังหวัดตราด ได้เห็นพ้องกันจัดสร้างอนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง ขึ้นที่อำเภอแหลมงอบบนที่ดิน 6 ไร่ อยู่ติดทะเล ยาว 250 เมตร ถัดจากประภาคารแหลมงอบไปทางทิศตะวันตก ตัวอาคารอนุสรณ์มีลักษณะเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 13 เมตร แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ลดหลั่นไปสู่ยอด ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระรูปนายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาของกองทัพเรือไทย พระรูปหันพระพักตร์ไปยังยุทธบริเวณ นอกจากนั้นยังมีผู้บริจาคที่ดินเพิ่มจำนวนหนึ่งประมาณ 22 ไร่ อยู่ทางทิศตะวันตก ของบริเวณที่ตั้งเดิม และมีโครงการจัดทำเป็นสวนป่าในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป
การลอยพวงมาลา ณ บริเวณที่เกิดเหตุการณ์ยุทธนาวีที่เกาะช้าง