|
 การรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา 13 กรกฎาคม ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) |
 เรือลูแตง เรือแองคองสตังต์ และเรือโคแมต |
 จอดอยู่ที่บริเวณหน้าสถานทูตฝรั่งเศส กรุงเทพ ฯ |
 สาเหตุเนื่องมาจากในยุคนั้นเป็นสมัยที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกบางประเทศมีนโยบายในการแสวงหาอาณานิคม และได้แผ่อำนาจเข้ามาล่าเมืองขึ้นในแหลมอิโดจีนจนเดิดกระทบกระทั่งกับประเทศไทย โดยให้ประเทศไทยยอมปฏิบัติตามความต้องการของตน ฝรั่งเศส ได้ส่งเรือรบ 2 ลำ บุกรุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา กองทัพเรือได้ส่งเรือรบจำนวนหสึ่งมาคอยป้องกันการล่วงล้ำจากฝ่ายศัตรูร่วมป้อมปืนที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทหารเรือไทยและป้อมปืนได้พยายามต่อต้านอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากยังเป็นกองทัพเรือที่สร้างขึ้นใหม่ องค์บุคคลและอาวุธยุทโธปกรณ์ยังไม่พร้อม เรือรบฝรั่งเศสจึงตีฝ่าผ่านเข้าไปถึงกรุงเทพฯ นครหลวงของไทยได้ |
 1. สั่งให้ป้อมพระจุลจอมเกล้า และป้อมฝีเสื้อสมุทร ซึ่งได้ติดตั้งปืนอาร์มสตรอง ขนาด 6 นิ้ว อันทันสมัยเตรียมพร้อม เพื่อจะหยุดยั้งการบุกรุกของเรือรบฝรั่งเศสอันอาจเกิดขึ้นได้ |
 2. สั่งให้เรือรบ 9 ลำ เตรียมพร้อมอยู่ที่ด้านเหนือของป้อมพระจุลจอมเกล้าเล็กน้อย เรือที่วางกำลัง ป้องกันเหล่านี้ ส่วนมากเป็นเรือล้าสมัย หรือเป็น เรือกลไฟ ประจำในแม่น้ำมีเรือที่ทันสมัยเพียง 2 ลำ เท่านั้น คือ เรือมกุฎราชกุมาร และเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ |
 3. ได้วางเครื่องกีดขวางที่ปากน้ำเจ้าพระยา เช่น ตาข่าย สนามทุ่นระเบิด และสนามยิง ตอร์ปิโด 1 เป็นต้น |
 ครั้นในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 เรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ คือ เรือสลุปแองคองสตังค์ และเรือปืนโคแมต ได้รุกล้ำสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายัง กรุงเทพ ฯ โดยมี เรือ เจ. เบ. เซย์ (Jean Baptist Say) เรือสินค้าเป็นเรือนำร่อง หมู่ปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้ยิงด้วยนัดดินเปล่าเพื่อเป็นการเตือนเรือรบฝรั่งเศส ไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ ในที่สุดต่างฝ่ายก็ระดมยิงโต้ตอบกันเรือรบไทยที่จอดอยู่เหนือ ป้อมพระจุลจอมเกล้าต่างก็ระดมยิงไปยังเรือรบฝรั่งเศส การรบได้ดำเนินไปเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเศษก็ยุติลง เพราะความมืด เป็นอุปสรรค เรือแองคองสตังต์ และเรือโคแมต สามารถตีฝ่าแนวป้องกันที่ปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาได้จนถึงกรุงเทพฯ และเทียบท่าอยู่ที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสส่วนเรือนำร่อง ถูกยิงเกยตื้นอยู่ริมฝั่ง การเปรียบเทียบกำลังรบของทั้งสองฝ่าย |
ก. ฝ่ายฝรั่งเศส |
 1. เรือสลุปแองคองสตังค์ ระวางขับน้ำ 825 ตัน ความเร็ว 13 นอต ปืนใหญ่14 ซม. 3 กระบอก ปืนใหญ่ 10 ซม. 1 กระบอก ปืนกล 37 มม. 5 กระบอก มีนายนาวาโท โบรี (Bory) เป็น ผู้บังคับการเรือ และผู้บังคับหมู่เรือ |
 2. เรือปืนโคแมต ระวางขับน้ำ 495 ตัน ปืนใหญ่ 14 ซม. 2 กระบอก ปืนใหญ่ 10 ซม. 2 กระบอก ปืนกล 37 มม. 2 กระบอก มีนายเรือเอก หลุยส์ ดาร์ติช ดู ฟูร์เนต์ (Louis Dartige du Fournet) เป็นผู้บังคับการเรือ |
ข. ฝ่ายไทย มีนายพลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ เป็นผู้อำนวยการ ป้องกันปากน้ำ เจ้าพระยา |
 1. เรือปืน มกุฎราชกุมาร ระวางขับน้ำ 609 ตัน ความเร็ว 11 นอต อาวุธประจำเรือ ใน พ.ศ.2436 ยังไม่ทราบชัด ฝ่ายฝรั่งเศส บันทึกว่า มีปืนใหญ่ บรรจุ ปากกระบอก 15 ซม. 1 กระบอก ปืนใหญ่ บรรจุปากกระบอก 12 ซม. 5 กระบอก ปืนกล 3 กระบอก มี นายนาวาโท กูลด์แบร์ก (Commander V. Guldberg) เป็นผู้บังคับการเรือ มิสเตอร์ สมาร์ท (Mr. W. Smart) เป็นต้นกลเรือ |
 2. เรือปืน มูรธาวสิตสวัสดิ์ ระวางขับน้ำ 250 ตัน ปืนใหญ่ อาร์มสตรองบรรจุ ปากกระบอก 70 ปอนด์ 1 กระบอก ปืนใหญ่บรรจุ ปากกระบอก 10 ซม. 4 กระบอก ปืนกล 1 กระบอก มี นายเรือเอก คริสต์มาส (Lieutenant W.Christmas) เป็น ผู้บังคับการเรือ มิสเตอร์ แคนดุตตี (Mr. G. Candutti) เป็นต้นเรือ |
 3. เรือหาญหักศัตรู เรือป้อม ระวางขับน้ำ 120 ตัน ความเร็ว 7 นอต ปืนใหญ่บรรจุปากกระบอก 15 ซม. 1 กระบอก ปืนใหญ่บรรจุปากกระบอก 12 ซม. 1 กระบอก มีนายเรือเอกสมีเกโล (Lieutenant S. Smiegelow) เป็นผู้บังคับการเรือ |
 4. เรือนฤเบนทร์บุตรี เรือราชการ ระวางขับน้ำ 260 ตัน ปืนใหญ่บรรจุ ปากกระบอก 10 ซม. 6 กระบอก มีนายทหารไทย เป็นผู้บังคับการเรือ |
 5. เรือทูลกระหม่อมเรือฝึก (เรือใบ) ระวางขับน้ำ 475 ตัน ปืนใหญ่บรรจุปากกระบอก 10 ซม. 6 กระบอก มีนายทหารไทย เป็นผู้บังคับการเรือ |
 6. ป้อมพระจุลจอมเกล้า ปืนใหญ่อาร์มสตรอง บรรจุท้าย 15 ซม. 7 กระบอก มี นายร้อยเอก ฟอนโฮลค์ (Captain C. von Holck) เป็นผู้บังคับการ |
 7. ป้อมฝีเสื้อสมุทร ปืนใหญ่อาร์มสตรอง บรรจุท้าย 15 ซม. 3 กระบอก มี นายร้อยเอก เกิตส์เช (Captain T.A. Gottsche) เป็นผู้บังคับการ |
 8. เรือวางทุ่นระเบิด มี นายร้อยเอก เวสเตนโฮลซ์ (Captain Westenholz) เป็นผู้อำนวยการ |
| |
| ความเสียหายภายหลังการรบ |
ฝ่ายฝรั่งเศส |
 เรือเซย์ถูกยิง 2 นัด มีรูทะลุน้ำเข้าเรือ จึงต้องแล่นไปเกยตื้น ไม่ปรากฏว่ามีคนบาดเจ็บล้มตาย ส่วน เรือแองคองสตังต์ ตัวเรือและส่วนบน ของเรือ มีรอยกระสุนปืนเล็กมากมาย และมีรอยกระสุน ปืนใหญ่หลายแห่ง หลักเดวิด 1 เรือบดหัก ทหารตาย 1 คน บาดเจ็บ 2 คน สำหรับเรือโคแมตตัวเรือ และส่วนบนของเรือมีรอย กระสุนปืนเล็กมากมาย และมีรอยกระสุนปืนใหญ่ 2 นัด กระจกบนสะพานเดินเรือแตกเรือเล็กเสียหาย 2 ลำ ทหารตาย 2 คน บาดเจ็บ 1 คน รวมทหาร ฝรั่งเศสตาย 3 คน บาดเจ็บ 3 คน |
ฝ่ายไทย |
 เรือมกุฎราชกุมารถูกกระสุนปืนใหญ่ 1 นัด ที่หัวเรือ เครื่องกว้านสมอชำรุดใช้การไม่ได้ และถูกกระสุนปืนเล็ก เป็นจำนวนมาก |
 เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ถูกกระสุนปืนใหญ่ 2 นัด ที่ข้างเรือกราบซ้าย ตรงห้องเครื่องจักร 1 นัด ที่ส่วนบนเรือ 1 นัด ถูกกระสุนปืนเล็กเป็นจำนวนมาก |
 สำหรับ เรือหาญหักศัตรูถูกยิง ที่ท้ายเรือมีช่องโหว่ เรือนฤเบนทร์บุตรีไม่ปรากฏว่าถูกยิงที่ใดบ้าง เรือทูลกระหม่อมถูกกระสุนปืนใหญ่ 1 นัด ที่หัวเรือ ส่วนป้อมพระจุลจอมเกล้าไม่ได้รับความเสียหาย แต่อย่างใด ป้อมผีเสื้อสมุทร บริเวณหลุมปืน ถูกยิงแต่ ไม่เสียหายมาก |
 ทหารที่ตายและบาดเจ็บตามบัญชีราชการที่พิจารณาให้บำเหน็จความชอบ ดังนี้ |
 เรือมกุฎราชกุมาร ตาย 3 คน คือ มะถิเยาะ (อาสาจาม) นายมะนิ (อาสาจาม) นายหวน (ปากน้ำ) บาดเจ็บ 15 คน เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ บาดเจ็บ 6 คน เรือหาญหักศัตรู ตาย 1 คน คือ โต๊ะหวัง (โต๊ะ) บาดเจ็บ 2 คน เรือนฤเบนทร์บุตรี ตาย 2 คน คือ นายมาน (อาสาจาม) นายผิว (แผนที่) บาดเจ็บ 6 คน เรือทูลกระหม่อม ตาย 2 คน คือ นายทอง (ปากน้ำ) นายหรุ่น (โต๊ะ) บาดเจ็บ 5 คน ป้อมผีเสื้อสมุทร บาดเจ็บ 6 คน ส่วนป้อมพระจุลจอมเกล้าไม่มีคนตาย และบาดเจ็บ วมทหารไทยตาย 8 คน และบาดเจ็บ 40 คน |
 ภายหลังเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว ไทยกับฝรั่งเศสก็ได้ยุติการสู้รบกันเกี่ยวกับกรณีพิพาทเรื่องเขตแดน ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และเป็นเหตุให้ไทยเราต้องเสียดินแดนแก่ฝรั่งเศสเป็นเนื้อที่จำนวนมากมาย โดยที่ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการดำรงไว้ซึ่งเอกราช และอธิปไตยของไทยต่อไป |
 จากเหตุการณ์การสู้รบครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณา เห็นว่าการว่าจ้างชาวต่างประเทศ เป็นผู้บังคับการเรือ และป้อมนั้นไม่เป็นหลักประกันพอที่จะรักษาประเทศได้ สมควรที่จะต้องบำรุงกำลังทหารเรือ ไว้ป้องกันภัยด้านทะเล และต้องใช้คนไทยทำหน้าที่แทนชาวต่างประเทศทั้งหมด และการที่จะให้คนไทย ทำหน้าที่แทนชาวต่างประเทศ ได้นั้นต้องมีการศึกษาฝึกหัดเป็นอย่างดี จึงจะใช้การได้จึงทรงส่ง พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ออกไปศึกษา วิชาการ ทั้งใน ด้านการปกครอง การทหารบก ทหารเรือ และอื่น ๆ ในทวีปยุโรป |
รายนามชาวต่างประเทศผู้มีส่วนในการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์กรณี ร.ศ.112 มีดังนี้
1. Vice Admiral A. de Richelieu (พระยาชลยุทธโยธินทร์)
2. Captain J. R. Vill
3. Captain C. von Holck
4. Captain T. A. Gottsche
5. Commander V. P. P. Guldberg
6. Lieutenant W. Christmas
7. Engineer W. S. Smart
8. Engineer G. Candutti
9. Lieutenant S. O. C. Smiegelow
10. Captain Westenholz
11. Captain L. de Richelieu (พระพลสินธวาณัติก์)
12. Lieutenant V. W. O. Raun
13. Lieutenant P. P. Rosendstand ผู้อำนวยการป้องกันปากน้ำเจ้าพระยา
|
พนักงานเจ้าท่า
ผู้บังคับการป้อมพระจุลจอมเกล้า
ผู้บังคับการป้อมผีเสื้อสมุทร
ผู้บังคับการเรือมกุฎราชกุมาร
ผู้บังคับการเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์
ต้นกลเรือมกุฎราชกุมาร
ต้นกลเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์
ผู้บังคับการเรือหาญหักศัตรู
ผู้บังคับการเรือวางระเบิด
ช่วยเหลือที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า
ช่วยเหลือที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า
ช่วยเหลือที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า
|
 อย่างไรก็ตาม การจ้าง ชาวต่างประเทศ มารับหน้าที่ ป้องกันประเทศ ก็ไม่ใช่เรื่อง ที่น่าไว้วางใจ ได้เสมอไป การเสียสละชีวิต เพื่อป้องกัน ประเทศชาติ โดยเจ้าของ ประเทศนั้น ย่อมจะเป็นการ ปลอดภัยกว่า กองทัพเรือ จึงได้เริ่มฝึก นายทหารเรือไทย ขึ้นไว้ เพื่อปฏิบัติงาน แทนชาวต่างประเทศ ตั้งแต่นั้นมา |
|
| |
| |
|