นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๘๔ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔
กองทัพเรือในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พลเรือเอก ดิลก ภัทรโกศล
1 2 3
หน้าที่ 2
        ปลายปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๓๖ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพไปตีเมืองเขมร ได้ เกณฑ์คนหัวเมืองปักษ์ใต้ ตั้งแต่สงขลามาจนถึงเมืองเพชรบุรีมาเป็นกองทัพเรือ ให้พระยา เพชรบุรีเป็นนายพลคุมเรือลำเลียงเสบียงอาหารไปขึ้นที่เมืองป่าสัก ในดินแดนเขมรทัพหนึ่ง ให้พระยาราชวังสันคุมกองทัพเรือ พวกอาสายกผ่านเข้าตีเมืองบันทายมาศขึ้นมาทางใต้อีกทัพ หนึ่ง ส่วนพระองค์เองเสด็จโดยกองทัพหลวง กำหนดให้ไปบรรจบกันที่เมืองละแวกราชธานี กัมพูชา
        ครั้นเดือน ๕ ขึ้น ๒ ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๑๓๗ เวลาดึก ๔ นาฬิกา สมเด็จพระนเรศวร มหาราชให้สัญญาณกองทัพเข้าตีเมืองพร้อมกันทุกด้าน พอรุ่งสว่างกองทัพไทยก็เข้าเมือง ละแวกได้
        หลังจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพแล้ว พม่ายกทัพมาโจมตี ประเทศไทยถึง ๕ ครั้ง จนกระทั่งพระมหาอุปราชาทรงสวรรคตอยู่กับคอช้างสงครามพม่า รุกรานไทยจึงยุติลง
        พ.ศ.๒๑๓๘ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพไปตีกรุงหงสาวดีครั้งแรกแต่ตีไม่สำเร็จ ต้องหยุดมาถึง ๓ ปี ได้จัดตั้งฐานทัพสะสมเสบียงอาหารและอาวุธยุทธภัณฑ์เตรียมไว้
        พ.ศ.๒๑๔๒ เสด็จไปตีกรุงหงสาวดีอีก โดยทรงตั้งพระทัยว่าจะตีให้ได้ ไม่ใช่เพื่อการ ลองกำลังเช่นครั้งแรก พอเดือน ๖ ของปีใหม่ให้พระยาจักรีคุมพล ๑๕,๐๐๐ คน ไปตั้งทัพที่ เมืองเมาะลำเลิง ให้เกณฑ์คนเมืองทวาย ๕,๐๐๐ คน ต่อเรือสำหรับกองทัพที่เกาพระรอง แขวงเมืองวังวาว โดยกำหนดว่าฤดูแล้วปลายปีกุน จะเสด็จไปตีเมืองหงสาวดี
        เดือน ๓ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จทัพหลวงออกจากเมืองเมาะลำเลิงไปยัง หงสาวดี เดือน ๔ ขึ้น ๒ ค่ำ พระเจ้าตองอูพาพระเจ้าหงสาวดีหนีออกจากเมืองไปเมือง หงสาวดีจึงกลายเป็นเมืองร้าง พวกโจรชาวยะไข่ จึงพากันเผาเมืองหงสาวดีเสียหายหมด ทั้งเมือง แม้แต่ปราสาทราชมนเทียรก็ถูกไฟไหม้หมด อีก ๘ วันต่อมา เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จถึงเมืองหงสาวดี ได้เมืองหงสาวดีแต่ซาก ไปยังคุกรุ่นดับ ไม่หมด จึงให้กองทัพพระยาจันทบุรีรักษาเมืองไว้ ส่วนพระองค์เองเสด็จตามไปถึงและล้อม เมืองตองอูไว้ ๒ เดือน ตีเอาเมืองไม่ได้ ทหารอดอยากเสบียงอาหารที่เตรียมไปตีเพียงเมือง หงสาวดีก็หมดลงจึงเสด็จ ยกทัพกลับพระนคร
        การเผาเมืองของพวกโจรยะไข่ครั้งนี้ นอกจากจะต้องการทรัพย์สินแล้ว คงจะต้องการให้ อาณาจักหงสาวดีจบฉากลงด้วยอีก ๑๖๘ ปีต่อมา (พ.ศ.๒๑๔๒-๒๓๑๐) ก็อาจเป็นไปได้ที่พม่า เผากรุงศรีอยุธยาตามตัวอย่างที่พวกโจรยะไข่ทำไว้ เพื่อให้อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาจบลงเช่น เดียวกัน
        หลังจากเสด็จกลับจากเมืองหงสาวดีครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ใคร่จะประทับ ในพระนคร ชอบที่จะเสด็จไปอยู่ตามหัวเมือง เช่น สุพรรณบุรี และราชบุรี เป็นต้น ปรากฎว่าครั้ง หนึ่งเสด็จทางเรือไปประพาสทางทะเลด้วยกับสมเด็จพระเอกาทศรถ จนถึงเขาสามร้อยยอด แล้วเสด็จกลับมาตั้งพลับพลาประทับที่ชายทะเล ณ ตำบลตะโนดหลวงใกล้ ๆ กับหาดเจ้าสำราญ ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา
        จากการที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาทำให้เกิดความคิดที่ไม่เหมือนกับความคิดที่แล้ว ๆ มาว่า ในอดีตของประเทศไทยนั้น มีกองทัพที่ปกป้องประเทศชาติกองทัพเดียว คือกองทัพบก ส่วนกองทัพเรือเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพบก หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือหากกองทัพบกมีฐานะ เป็นกอง กองทัพเรือก็มีฐานะเป็นเพียงแผนกหนึ่งในกองนั้น
        ในการปกป้องรักษาเมืองในอดีตนั้นน่าจะมีทหาร ๒ กลุ่มที่ทำหน้าที่ต่างกันกลุ่มแรกคือ ทหารที่ทำการรบบนบกได้แก่ การใช้อาวุธ กองจัด หมู่ หมวด กองพัน กองทัพ การฝึกเดินป่า ปีนเขา การตั้งรับ การรุกไล่ และการรบประชิดตัว… บรรดาทหารพวกนี้คงจะต้องเรียกหน่วยใหญ่ ของตนว่ากองทัพบก
        จากประสบการณ์และจำความได้ขณะอยู่ทุ่งนาเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วมา น้ำจะท่วมบ้านทุกปี ท่วมลึกเสียด้วย ขนาดระดับอกของผู้ใหญ่ขณะยืน การติดต่อกันระหว่างบ้านใช้เรือเป็นพาหนะ ทุกบ้านต้องมีเรืออย่างน้อยก็ ๑ ลำ ส่วนใหญ่จะมีกัน ๒-๓ ลำแล้วแต่ฐานะความเป็นอยู่เรือ ที่ใช้ตามบ้านมีนานาชนิด เท่าที่จำได้มีเรืออีโปง เป็นเรือที่ขุดจากโคนต้นตาล วิธีทำเรือก็คือ เอาโคนต้นตาลมาริดเอารากออกไป แล้วผ่าต้นตาลออกเป็น ๒ ซีก ตัดต้นตาลตามความยาว ของเรือที่ต้องการ เสร็จแล้วก็ขุดเอาไส้ในต้นตาลออกให้เหลือแต่เปลือกตาล เอาไม้สักทำเป็น รูปพระจันทร์ครึ่งซีกปิดท้ายเรือเอาตะปูตอกติดไว้แล้วชันกับน้ำมันยาง ผสมกันยาด้านนอกกัน น้ำไหลเข้าไปในเรือ เรืออีโปงเวลาพายจะต้องนั่งบนกราบตอนหัวเรือพุ้ยน้ำเรื่อยไป พายวาดไป ทางซ้ายทีหนึ่งแล้วเปลี่ยนไปพายวาดทางขวาทีหนึ่ง เพื่อให้เรือแล่นตรงไป เรืออีโปงแบบนี้ เวลาล่มกู้นาก เพราะมีน้ำหนักมากเวลาเรือพลิกคว่ำลงจะหงายเรือขึ้น หากคนตัวเล็กทำไม่ไหว เมื่อหงายเรือขึ้นได้แล้ว ก็กระชอกเอาน้ำในเรือออกไป พอเรือลอยน้ำได้ก็เอากะลามะพร้าว วิดน้ำที่เหลืออยู่ในเรือให้หมด หรือเหลือนิดหน่อยก็สามารถใช้เรืออีโปงได้ต่อไป บ้านผมมีเรือ อีโปง ๒ ลำ จึงเล่าเรื่องนี้ได้
        เรืออีแปะหรือเรือสำปั้นขนาดเล็กนั่งได้ ๒ - ๓ คน เป็นเรือใช้สอยทั่วไป เรือสำปั้นใหญ่ ขึ้นไปหน่อย จะใช้บรรทุกของไปขายตามบ้านหรือตามตลาด คนพายจะนั่งอยู่ทางท้ายเรือ ยังเห็นมีใช้อยู่ตามตลาดน้ำภาษีเจริญ เรือสำปั้นขนาดใหญ่ ยาวหลายวาจะใช้เป็นเรือบรรทุก ของไปขายยังที่ไกล ๆ จะใช้แจวเป็นกำลังขับเคลื่อน จำนวนแจวจะติดอยู่ที่หัวเรือหรือท้ายเรือ เท่าไรก็ได้ตามความต้องการ เรือแบบนี้มีหางเสือนำเรือให้ตรงทาง บางลำมีประทุนกันแดด ไว้ด้วย เช่นพวกเรือรับจ้างส่งคนโดยสารจะมีแจวเดียวทางท้ายเรือ สมัยผมเป็นนักเรียน เตรียมนายเรือ พ.ศ.๒๔๙๐-๒๔๙๒ ข้ามท่ายายเผือกไปเรียนหนังสือด้วยเรือจ้างแบบนี้ทั้งนั้น แต่ไม่มีประทุนเพราะต้องการบรรทุกคน ให้ได้มากนายทหารเรือรุ่นเก่า ที่ทำงานอยู่ในเรือที่ จอดบริเวณบางนา จะคุ้นเคยกับเรือรับจ้างพวกนี้ดี จำนวนแจวในเรือจะมากน้อยเท่าไรให้ดู จำนวนของหลักแจวที่หัวหรือท้ายเรือ
        เรือมาด เป็นเรือที่ขุดจากต้นตะเคียนขนาดใหญ่ หัวท้ายจะสอบเข้าหากัน มีหลักแจวที่ หัวและท้ายเรือ เวลาไปไหนต้องแจวไป พายไม่ไหวเพราะเรือมีน้ำหนักมากหน้าน้ำเดือน ๑๒ บางปีมีการแข่งเรือแข่งขันปัจจุบันไม่มีใช้แล้ว
        เรือบรรทุกข้าวเปลือกที่เห็นอยู่ตามแม่น้ำได้แก่เรือเอี้ยมจุ๊น ปัจจุบันยังมีใช้อยู่ทั่วไป ขับเคลื่อนด้วยแจวหรือถ่อ ถ่อให้เรือแล่นไป นอกจากนั้นยังใช้กระแสน้ำขึ้นลงช่วยพาเรือให้ แล่นไป บางครั้งก็จ้างเรือไปพ่วงไปก็ม
        เรือยาวมีหลายขนาด ตั้งแต่ ๒๐ ฝีพาย ๔๐ ฝีพาย และ๕๕ ฝีพาย ไม่มีใครนำมาใช้กัน เรือพวกนี้ขุดจากต้นไม้ทั้งนั้น ตัวเรือหนัก สมัยผมเป็นเด็กเห็นขึ้นคานอยู่ตามใต้ถุนศาลาวัด เกือบทุกวัดที่ติดอยู่กับแม้น้ำ ปัจจุบันเข้าใจว่าผุพังไปส่วนมากเพราะเวลามันล่วงเลยมา๕๐ - ๖๐ ปีแล้ว เรือแบบนี้แหละที่ใช้เป็นเรือรบ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึง ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบัน กลายมาเป็นเรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารค
        นอกจากนั้นยังมีเรือกำปั่นใบอีกที่ใช้รบในสงคราม ซึ่งมีกล่าวไว้ในประวัติศาสตร์แต่ผม เองไม่เป็นเนื่องจากอยู่ที่สุพรรณบุรี แม่น้ำท่าจีนก็ไม่ใหญ่โตพอที่จะเอาเรือกำปั่นใบไปแล่นได้
1 2 3
หน้าที่ 2