ปีที่ ๘๔ เล่มที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๔
เรื่องในเล่ม
 

กฐิน
เรือตรี ยอดเยี่ยม ปลอดพยันต์
1 2
หน้าที่ 1
      "เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระพรรษา ชาวพาราเซ็งแซ่แห่กฐินลงเรือเทียบพายยก เหมือนนก บิน กระแสสินธุ์สาดปรายกระจายฟอง สนุกสนานขานยาวฉาวสนั่น บ้างแข่งกันต่อสู้เป็น คู่สอง
แพ้ชนะปะตาพูดจาลอง ตามทำนองเล่นกฐินสิ้นทุกปี" ตามนิราศเดือนที่ยกมากล่าวข้างต้นนั้น ได้กล่าวถึงประเพณีหลังจากทำบุญออกพรรษาที่นับว่าเป็นเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรมของไทย เราอย่างหนึ่งก็คือการทำบุญทอดกฐิน ซึ่งกำหนดระยะเวลาถวายเพียง ๑ เดือน คือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันเพ็ญ ๑๒ จึงเรียกว่า " กาลทาน " เพราะมีกำหนดกาล และเวลาที่จะทำที่ แน่นอน จะทำก่อนหรือหลังจากนี้ไม่ได้เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้วาพอถึงเทศกาลออกพรรณา บรรดาพุทธศาสนิกชนชาวไทยต่างก็ตระหนักดีในประเพณีการทำบุญทอดกฐิน มีความยินดีใน การทำบุญทอดกฐิน โดยเป็นเจ้าภาพเองบ้าง ร่วมเป็นเจ้าภาพหรือร่วมบริจาคอนุโมทนาด้วย จิตศรัทธาอันบริสุทธิ์บ้าง การจัดองค์กฐินก็มีการประดับตกแต่งอย่างประณีตบรรจงมีการฉลอง สมโภช มีกระบวนแห่แหนอย่างมโหฬาร และกระทำกันอย่างสนุกสนาน ครึกครื้นกันเป็นที่สุด นับได้ว่าการทำบุญทอดกฐิน เป็นงานที่สนุกสนานงานหนึ่งในช่วงเดือนสิบเอ็ดสิบสอง ความ หมาย : คำว่า "กฐิน" หมายถึงกรอบสำหรับขึงผ้าจีวร ซึ่งเรียกว่า "สะดึง" ฉะนั้น ผ้ากฐิน จึง หมายถึงผ้าที่สำเร็จออกมาโดยการขึงตรึงไม้สะดึงนั้น เขาใช้เฉพาะผู้ที่ยังไม่สันทัดในการเย็บ จีวรมาทำเป็นผ้ากฐินแล้วเนื่องจาก สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป เพราะมีผู้เย็บผ้า จีวรขายโดยเฉพาะมากมาย นับว่าได้รับความสะดวกและเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระในด้านนี้ไป ได้อย่างมากทีเดียว
มูลเหตุ : ตามพระไตรปิฏก เล่มที่ ๕ ตอน ว่าด้วยกฐินขันธกะ ได้กล่าวไว้ว่า พระภิกษุชาว เมืองปาฐาจำนวน ๓๐ รูป เดินทางจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมือง สาวัตถี ไปไม่ทันวันเข้าพรรษา จึงจำใจจำพรรษาที่เมืองสาเกต โดยมีความระลึกถึงสมเด็จ พระบรมศาสดาพอออกพรรษาจึงรีบพากัน ออกเดินทางกรำฝนทนแดดไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เจ้า ทั้งที่จีวรเปียกชุ่มน้ำฝนและเปื้อนโคลนตมพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภเหตุการณ์เช่น นั้น จึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุผู้จำพรรษารับผ้ากฐินได้โดยอยู่รอรับกฐินที่วัดที่อยู่จำพรรษานั้น อีก ๑ เดือน
ผู้ถวายกฐินคนแรก : เมื่อนางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้ทราบพุทธประสงค์แล้ว ก็ได้นำผ้ากฐิน ไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน นางวิสาขาจึงเป็นคนแรกที่ถวายผ้า กฐิน ด้วยเหตุนี้การทำบุญทอดถวายกฐินจึงถือเป็นประเพณีสืบทอดต่อกันมาจนตราบเท่าทุก วันนี้
ชนิดของกฐิน : กฐินมี ๒ ชนิด คือ
      ๑.กฐินหลวง คือ กฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนำไปถวายตามพระอารามหลวงทั่ว ราชอาณาจักร แต่ในทางปฏิบัติสำหรับพระอารามในหัวเมืองนั้นได้พระราชทานให้พระบรมวง ศานุวงศ์ไป ทอดถวายบ้าง ได้พระราชทานให้กระทรวง ทบวง กรม และกองต่าง ๆ ได้นำไป ทอดถวายบ้าง
      ๒.กฐินราษฎร์ คือ กฐินที่ราษฎรนำไปทอดถวายตามวัดต่าง ๆ เว้นพระอารามหลวงนอก จากกฐิน ๒ ชนิด ดังกล่าวนี้แล้วยังมีกฐินอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งนิยมทำกันอยู่ประปรายคือ
     ๑.กฐินต้น คือ กฐินส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำไปทอดถวาย ณ อารามตามพระราชอัธยาศัยโดยมากเป็นวัดราษฎร์ตามต่างจังหวัด
     ๒.จุลกฐิน หรือบางทีเรียกกันว่า กฐินแล่น คือ กฐินที่ต้องทำกันให้เสร็จภายในวันเดียวโดย เริ่มตั้งแต่ปั่นด้าย ทอผ้า เย็บ ย้อมและถวาย กฐินชนิดนี้นาน ๆ จึงจะมีคนทำและผู้ทอดถวาย กฐินชนิดนี้นาน ๆ จึงจะมีคนทำและผู้ทอดถวายกฐินชนิดนี้ถือว่าได้กุศลมาก เพราะต้องใช้ วิริยะ อุตสาหะเป็นกรณีพิเศษในการกระทำและมักจะทำกันในวันสิ้นสุดกฐินกาล
       การทอดถวาย : การทอดถวายกฐินจะไม่เหมือนกับการถวายทานอย่างอื่น คือนอกจากจะ มีเวลาจำกัดเพียง ๑ เดือนแล้วผู้ศรัทธาถวายรูปนั้นไม่ได้ ต้องมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของพระ ภิกษุสงฆ์ในอารามนั้น ๆ ซึ่งท่านจะตกลงมอบถวายแด่พระภิกษุรูปใดจะต้องได้รับความเห็น ชอบ จากที่ประชุมสงฆ์ในลักษณะสังฆมธิปไตย คือถือเอาสงฆ์เป็นใหญ่ จึงจะมอบถวายแด่ พระภิกษุรูปนั้น ๆ ได้
      คำถวาย : ผู้เป็นประธานหรือเจ้าภาพจะกล่าวนำถวายผ้ากฐิน ซึ่งคำถวายกฐินนั้นมีอยู่ ๓ แบบ คือ
     ๑.คำถวายผ้ากฐินแบบเก่า (สำหรับกฐินราษฎร์)  (ตั้งนะโม ๓ จบ )
     อิมัง สะปะริวารัง, กะฐินะจีวะระทุสสัง, สังฆัสสะ, โอโณชะยามะ
     อิมัง สะปะริวารัง, กะฐินะจีวะระทุสสัง, สังฆัสสะ, โอโณชะยามะ
     อิมัง สะปะริวารัง, กะฐินะจีวะระทุสสัง, สังฆัสสะ, โอโณชะยามะ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน พร้อมกับของบริวารแด่พระสงฆ์ (ว่า ๓ ครั้ง )
     ๒.คำถวายผ้ากฐินแบบใหม่ (ตั้งนะโม ๓ จบ)
     อิมัง ภันเต, สะปะริวารัง, กฐินะทุสสัง, สังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุโน ภันเต, สังโฆ, อิมัง      สะปะริวารัง, กะฐินะทุสสัง, ปะฎิคคัณหาตุ, ปฎิคคะเหตวาจะ, อิมินา ทุสเสนะ, กะฐินัง      อัตถะระตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ.
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐิน พร้อมทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์ จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริวารนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย และครั้นรับแล้ว ขอจงกรานกฐิน ด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน เทอญ.
 
Best view with IE 800*600 pixels Text-size Medium