ปีที่ ๘๕ เล่มที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
 
สงครามทุ่นระเบิด (ตอนที่ ๑)
คลองเดินเรือ
วิธีรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย...
เกียรติศักดิ์นักรบ
จากอินเดีย ถึง จากที่เคยเห็น
คุยเฟื่องเรื่องดำน้ำ (ตอนที่ ๓)
สุขภาพดีกับแพทย์ทหารเรือ

 

สุขภาพดีกับแพทย์ทหารเรือ ตอน...คิดให้หมดสมอง
 
นาวาตรี ภิสักข์ ก้อนเมฆ
ศัลยแพทย์ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า
1 2
หน้าที่ 1
      ปีค.ศ.๑๘๓๖ นายแพทย์มาร์ค แดกซ์ แพทย์ผู้ไร้ชื่อเสียงในชนบทฝรั่งเศสเคยรายงานถึง ข้อสัง เกตุของเขาเกี่ยวกับคนไข้ที่สมองบางซีกได้รับอันตราย เขาสรุปสิ่งที่เขาสังเกตุและเสนอ ในที่ประชุมว่า สมองแต่ละซีกมีหน้าที่ควบคุมที่ต่างกัน การพูด ได้ถูกควบคุมโดยสมองซีกซ้าย แต่รายงานนี้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จนอีกหลายปีต่อมาจึงได้ตระหนักถึงความสำคัญ
ของรายงานทางวิทยาศาสตร์ฉบับนี้แรกนี้ และภายหลังมีการทดลองอื่นๆ ที่น่าทึ่งตามมาอีก มาก (หาอ่านได้จากหนังสือ Left brain Right brain)
      ในรอบทศวรรษ (๕.ศ.๑๙๙๐ - ๑๙๙๙) ซึ่งเป็นทศวรรษที่รัฐสภาของสหรัฐฯ ประกาศว่า เป็น "ทศวรรษแห่งสมอง" คนส่วนใหญ่มักคิดว่าสมองเป็นอวัยวะเดี่ยวเพราะโดยกายภาพแล้ว สมองทั้ง ๒ ซีกทีลักษณะเหมือนกัน ราวกับภาพในกระจกเงา แต่นั่นมิได้หมายความว่า สมอง ทางด้านซ้าย และขวา จะทำงานได้เหมือนๆ กัน ซึ่งใน ค.ศ.๑๙๘๑ นายแพทย์โรเจอร์ สเปอร์รี่ ศัลยแพทย์ ประสาทผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการพิสูจณ์"ทฤษฎีการแบ่งแยกของสมอง" กล่าวไว้ว่า
      "ความสามารถในการแก้ปัญหาสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งพฤติกรรมส่วน บุคคลของคนเรานั้น ได้รับอิทธิพลอย่างแรงกล้า จากความเคยชินในการใช้สมองข้างหนึ่งข้าง ใดมากกว่าอีกข้างหนึ่ง"
      ปัญหาตั้งแต่การฟัง การสื่อสาร ความจำ การบริหาร การจัดการเเรื่องเครียดๆ ทั้งหลาย ที่เคยเกิดขึ้นในโลกเริ่มแสดงให้เห็นว่า เราไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ด้วยการใช้เหตุผลตรรก ระเบียบแบบแผน กฏเกณฑ์ เพียงอย่างเดียว ยังต้องอาศัยการมองอย่างละเอียดถ้วนถี่ความ คิด อิสระ ญาณสังหรณ์และความเข้าใจด้วย หรืออีกนัยหนึ่ง คือเราจะต้องหัดใช้ให้หมดสมองเคล็ดลับ ในการคิดการคำนวนการทำงานให้ได้สุดชอดและสมดังใจ คือ ใช้สมองทั้งซ้ายและขวา นอกจาก นั้นเราจะต้องหัดเรียนรู้ สังเกตุวิธีคิดของผู้อื่น และเราต้องค้นหาวิธีคิดของตนเองเพื่อที่จะปรับมัน ให้เข้ากับงานหรือเข้ากับคนอื่นด้วย
      คนเราส่วนใหญ่มักใช้สมองเพียงข้างหนึ่งขางใดหนักมากกว่าอีกข้าหนึ่งทั้งนี้เนื่องมาจาก ลักษณะทางพันธุกรรมชีวิตครอบครัว และการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่เยาว์วัย
นักวิจัยทั้งหลายพยายาม ค้นหากลไกการทำงานของสมอง และพบว่าคนเราทีขบวนการคิด แบ่งได้ ๒ ภาค
      ภาคแรก เป็นแหล่งแยกแยะข้อมูลคำพูด ซึ่งอยู่ทางซีกซ้ายของสมอง
      ส่วนอีกภาคหนึ่งเป็นการใช้ญาณสังหรณ์ และการใช้จินตนาการ ซึ่งอยู่ทางซีกขวาของ สมอง สมองทั้ง ๒ ซีกนี้ จะมีตัวเชื่อมต่อกันด้วยเส้นใย Corpus Callosum เมื่อสมองแต่ละซีก ถูก ทดสอบแยกกันเขาพบว่าสมองแต่ละข้างซึมซับข้อมูลด้วยวิธีการต่างกัน และต่างก็ไม่รู้ว่าสมองอีก ซีกหนึ่งกำลังเรียนรู้อะไร แต่โดยธรรมชาติแล้วแม้เราจะถนัดใช้สมองซีกใดมากกว่า แต่เราก็ใช้ สมองทั้ง ๒ ซีกสลับกันได้โดยง่าย บางคนก็ทำได้งุ่มง่ามไม่รู้จะใช้ซีกไหนดี ส่วนบาง พวกก็ใช้ผิด ข้างเลยก็มี ความเข้าใจในเรื่องนี้จะส่งผลต่อชีวิตทั้งส่วนตัวและการทำงาน เพราะ มันทำให้เรามี ใจโน้มเอียงที่จะชอบหรือไม่ชอบอะไรต่อมิอะไรอย่างแก้ไม่หายจนเป็นคุณสมบัติ ประจำตัวเรา มันทำให้เราเชี่ยวชาญงานอย่างหนึ่ง แต่กลับล้มเหลวในงานอีกอย่างหนึ่งเป็น เนืองนิตย์
      สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ถ่ายทอดคำพูดรวบรวมข้อมูลที่กระจักกระจายให้เป็นระเบียบ สามารถจัดระบบลำดับเหตุการณ์ ตัดสินใจให้ชีวิตเราดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผล มีลำดับมี ระเบียบ และควบคุมให้ตรงเวลาที่กำหนด สมองซีกซ้ายจะพูดให้เรา อ่านหนังสือ จับสาระ และ คำนวนให้ด้วยมีความคิดสร้างสรรค์ วิจารณญาณ ความสม่ำเสมอ เที่ยงตรง กระตือรือร้น สมอง ซีกนี้จะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดซีกหนึ่งของเรา นักวิจัยเปรียบสมองข้างซ้ายว่าเป็นข้างที่มี อำนาจ และข้างขวาเป็นข้างที่ไร้อำนาจ เพราะความสามารถที่มีในสมองซีกซ้าย คือที่มาแห่ง อำนาจในสังคมของเรา เงิน เทคโนโลยี ประสิทธิภาพ การสื่อสารและอำนาจ ล้วนเป็นผลิตผล จาก การวางแผนจากการวางแผนของสมองซีกซ้ายทั้งสิ้น
      สมองซีกขวา บรรจุสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ฉายจินตนาการ ก่ออารมณ์ ให้ข้อมูล เกี่ยวกับความรู้สึก ความมคิดแผลงๆ ไหวพลิบปฏิภาณ ความอดทนกล้าหาญ เป็นเจ้าแห่งการ เคลื่อนไหว การกะระยะทาง ดนตรี จังหวะ ญาณสังหรณ์ นามธรรม และสุนทรียภาพ ในบทบาท ของผู้แก้ปัญหา จะมองสถานการณ์โดยทั่วทั้งหมด และคำตอบก็จะปรากฏราวปาฏิหาริย์โดย ไม่ได้ ออกมาเป็นขั้นตอนวิธี และจะอธิบายให้เข้าใจกันลำบาก
      ผลงานการวิจัยเหล่านี้มีค่ามหาศาล หากเราสามารถแปลความหมายให้เข้ากับเราได้ เรามาดูกันดีกว่าว่าเราเคยชินกับสมองข้างไหนมากกว่ากัน