ปีที่ ๘๘ เล่มที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๘
ปฏิรูปกระทรวงกลาโหม
พลเรือเอก สุนทร กระเทศ
 
หน้าที่ 1


   ผมได้อ่านบทความในนิตยสารนาวิกศาสตร์ เล่มที่ ๘ ประจำเดือน สิงหาคม ๒๕๔๗ เรื่อง การปรับปรุงโครงสร้าง กห. ในมุมมองทางวิชาการ ซึ่งเรียบเรียงโดย พลเรือตรี อมรเทพ ณ บางช้าง และได้ทราบว่ากองบัญชาการทหารสูงสุดและสำนักงานปลัด กระทรวงกลาโหม ได้ร่วมกันพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติปฏิรูปกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๔๕ ในมาตรา ๕๕ กำหนดให้รัฐบาลเสนอกฎหมายจัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม ให้สอดคล้องกับภารกิจของทหารตามรัฐธรรมนูญภายใน ๒ ปี นับตั้งแต่ พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งแม่บทดังกล่าวได้จัดทำเสร็จเรียบร้อย และ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติใหม่ต่อรัฐบาลแล้วเมื่อ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๗ (คัดลอกมาจาก น.ส.พ. เดลินิวส์ ฉบับ ๙ ธ.ค.๔๗ หน้า ๓) แต่ได้ทราบว่า ยังมีบางประเด็นที่นายกรัฐมนตรียังไม่เห็นด้วยในข้อเสนอบางอย่าง จึงให้กลับมาทบทวนปรับ ปรุงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่และคาดว่าจะเสนอและออกเป็นกฎหมาย ได้ในรัฐบาลชุดต่อไป

   ก่อนอื่นบทความที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น ผมขอให้ผู้อ่านต้องเข้าใจว่าเป็นความคิด เห็นของผมแต่ผู้เดียว ขอให้ผู้อ่านได้อ่านและคิดเอาเองว่า เห็นด้วยกับผมหรือไม่ข้อมูลในการ เขียนครั้งนี้ก็ได้มาจากเอกสารของต่างประเทศ ที่ผมได้อ่านและพบเห็นประเด็นต่างๆ ที่พอจะ นำมาอ้างอิงได้ และต้องขออภัยและขอโทษท่านผู้อ่านที่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษา อังกฤษบ้าง ถ้าผู้อ่านได้อ่านภาษาอังกฤษแล้ว จะเข้าใจดีกว่าที่จะใช้ภาษาไทยและบางคำก็ เป็นศัพท์ทางเทคนิคโดยตรง

๑. กล่าวโดยทั่วไป
   บทความในนิตยสารนาวิกศาสตร์ ประจำเดือน สิงหาคม ๒๕๔๗ หน้า ๙ ผมเห็นด้วยกับ พลเรือตรี อมรเทพ ฯ ซึ่งผมจะคัดข้อความสำคัญให้เห็นดังนี้
   “ก่อนที่จะปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม ควรกำหนดปัญหาให้ชัดเจนเสียก่อนว่า ปัญหาที่เป็นสาเหตุให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้าง คืออะไรแน่ สาเหตุของปัญหามาจากระบบ มาจากคน หรือมาจากโครงสร้าง ถ้าไม่ใช่ปัญหาโครงสร้างก็ไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครง สร้าง การทบทวนมิได้หมายความว่า ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสมอไป”
   
สำหรับความต้องการกำลังรบและจัดโครงสร้างกำลังรบนั้น ผมเห็นว่า ก็มาจากการประเมิน ยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ทางทหารนั่นเอง เมื่อได้กำลังรบมาแล้ว จึงกำหนดโครงสร้าง การบริหาร ประเทศอังกฤษได้กำหนดความต้องการกำลังรบ (Defence forces) ไว้ดังนี้

   “The need for defence forces must be considered together with the economic, social and other calls on the Nationžs resources and balance struck between these requirements. So it can be seen that defence is affected by domestic policy as well as by foreign policy” ผมว่ามีความชัดเจนดี กว่าแปลเป็นภาษาไทย

   ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าการประเมินยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหารนั้น ก็เป็นไปตามข้อความ ที่เป็นภาษาอังกฤษข้างต้น ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาก็คือ การทหาร เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา การเมือง (ภายในและภายนอก) ทรัพยากร และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การต้องการกำลังทาง ทหาร (Armed forces) นั้น ยังจะต้องคำนึงถึงภัยคุกคามพันธกิจที่มีอยู่กับต่างประเทศและ เกี่ยวกับ International Organizations ด้วย

   ปัจจุบันนี้ กองทัพไทยได้มีโครงสร้างการบริหารไว้นานแล้ว คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวง กลาโหมมีองค์ประกอบที่สำคัญ ๒ ประการ คือ องค์บุคคลและองค์วัตถุ เมื่อจะปฏิรูปก็ต้อง ปฏิรูปทั้งองค์บุคคล องค์วัตถุ และการบริหารจัดการด้วย แล้วจึงเสนอเป็นกฎหมาย

   กระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๐๓ ในสมัยที่ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ (๒๕๔๗) เป็นเวลา ๔๔ ปี น่าจะมีการแก้ไขให้ทันสมัยและถูกต้องตามสถานการณ์และการ เปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ เช่น ชาติที่เขาเจริญแล้วพึงปฏิบัติชาติต่าง ๆ เขามีการแก้ไขปรับปรุงกัน อยู่ตลอดเวลา

   ผมขอยกตัวอย่างให้ทราบดังนี้ พลเรือเอก ARUN PRAKASH Indian Chief of Naval Staff ได้คำนึงและเห็นภัยคุกคามต่อประเทศของเขา ซึ่งผมได้อ่านจากหนังสือ Janežs Defence Weekly เดือน พฤศจิกายน ๒๐๐๔ กองทัพเรืออินเดียเฝ้าดูการพัฒนาและเสริม สร้างกำลังทางเรือของจีนด้วยความระมัดระวัง รวมถึงการพัฒนากำลังทางเรือของประเทศ ปากีสถานด้วย สิ่งที่จะต้องสนใจเป็นพิเศษอย่างยิ่งก็คือ กิจกรรมของกองทัพเรือ (Naval Activities) ของจีนในประเทศพม่า และจีนยังให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศและ กำลังทางทหารรวมถึงท่าเรือ (Ports) ให้แก่พม่า จีนยังมีบทบาทในการพัฒนา Gwadar ใน ฝั่งตะวันตกของ Makran Coast ของปากีสถาน และแสดงกำลังทางเรือใน Gwadar เพื่อให้ เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของปักกิ่ง เกี่ยวกับ Oil-Rich ในอ่าวเปอร์เซีย เราเฝ้าดูจีนด้วย ความระมัดระวังทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกของประเทศ ผลจากภัยคุกคามดังกล่าวนี้ อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกระทรวงกลาโหมและกำลังทางเรือบ้างเล็กน้อย ต่อภัยคุกคามและเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น