ปีที่ ๘๘ เล่มที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๘
Dowry System : มะเร็งร้ายของสังคมอินเดีย
พล.ร.ต.ผสมทรัพย์ เกื้อหนุน
  หน้าที่ 1

    ในโลกใบนี้มีมนุษย์รวมกันประมาณกว่า ๖,๓๐๐ ล้านคน โดยมีเพียงแค่จีน และอินเดีย เท่านั้นที่มีมนุษย์อยู่เกินกว่าพันล้านคน นับเป็นจำนวน ๑ ใน ๓ ของประชากรโลก ซึ่งประชากรจีนตามตัวเลขมีอยู่ประมาณ ๑,๒๘๙ ล้านคน ส่วนอินเดียอยู่อันดับสองมีประมาณ ๑,๐๖๙ ล้านคน แต่ว่ากันว่าที่จริงแล้วพลเมืองโรตีนั้นน่าจะมีตัวเลขใกล้เคียงกับจีนหรืออาจ จะมากกว่าด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะยังมีชาวอินเดียเร่ร่อนอยู่จำนวนมากที่ไม่ได้มีการสำมะโน ประชากรคนจำพวกนี้ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งไม่รู้จักพ่อแม่ไม่รู้วันเดือนปีเกิด ของตนเอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีชื่อว่าอะไร โดยคาดกันว่าจำนวนพลเมืองภารตะจะแซงจีนได้ภายในปี ค.ศ.๒๐๕๐

      ดินแดนอินเดียในอดีตสมัยเรียกขานกันว่า ชมพูทวีป (รวมประเทศในเอเชียใต้ทั้งหมด) เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่เก่าแก่และรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีอาณาบริเวณกว้าง ใหญ่ไพศาลกว่าอารยธรรมในยุคสมัยเดียวกันโดยมีศูนย์กลางความเจริญอยู่บริเวณ ที่ราบลุ่ม แม่น้ำสินธุ และ ที่สำคัญอารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อโลกตะวันออกรวม ถึงประเทศ ไทยเราด้วย ด้วยเหตุที่อินเดียเป็นดินแดนที่มีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติศาสนาภาษาขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งสภาพภูมิประเทศ และสภาพอากาศเป็นต้นจึงได้ถูกเรียกว่า ดินแดนแห่งความหลากหลายของความหลากหลาย (The Lands of Diversity of Diversity)

     ความหลากหลายเช่นว่านี้ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมอินเดียปัจจุบัน หากใครมีโอกาสไป
เยือนแดนโรตียามนี้ จะเห็นภาพคนรวยสวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับราคาแพงระยับในขณะ ที่คนยากจนกำลังนอนเกลือกกลิ้งรอความตายจากความหนาวและร้อนเพราะไร้ซึ่งเสื้อผ้าห่อหุ้ม ร่างกายในชีวิตประจำวันคนชั้นสูงกำลังนั่งรับประทานอาหารเลิศรสในภัตตาคารหรูแต่ข้างนอก จะพบเห็นคนชั้นต่ำกำลังแบมือขอทานอาหารประทังชีวิตอย่างน่าเวทนาไปวันๆสภาพบ้านเรือน จะปรากฏคฤหาสน์หรูของคนมีฐานะควบคู่ไปกับเพิงที่ซุกหัวนอนของผู้ยากไร้ และตามท้อง ถนนคับคั่งไปด้วยรถคันงามวิ่งขวักไขว่ปะปนกับรถลากเทียมสัตว์นานาชนิดเป็นภาพที่พบเห็น จนชินตา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายได้อย่างชัดเจนทีเดียว

ชาวอินเดียกับความเชื่อในการมีคู่ครอง              สังคมอินเดียได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมที่สั่งสมมานานและผ่านวิวัฒนาการในแต่ละยุค
สมัย ก่อให้เกิดประเพณีและความเชื่อที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคของประเทศซึ่งลักษณะ ที่สำคัญประการหนึ่งได้แก่การยึดมั่นในการสืบทอดประเพณีและความรับผิดชอบต่อครอบครัว เนื่องจากชาวอินเดียยึดถือหลักปฏิบัติในการมีคู่ครองตามหลักอาศรม ๔ ของหลักธรรมของ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งมี ๔ ขั้นคือ พรหมจารีเป็นระยะเวลาที่วัยเด็กต้องเข้าสู่พิธีมอบ ตนเป็นศิษย์ศึกษาพระเวทกับ คุรุ หรือ ครู จนสำเร็จการศึกษาเมื่อเสร็จภารกิจในขั้น พรหมจารีแล้ว ก็เข้าสู่ คฤหัสถ์ เป็นวัยที่ต้องช่วยแบ่งเบาภาระของบิดามารดา มีคู่ครองและ มีบุตรสืบสกุลภายหลังผ่านขั้นตอนการเป็นคฤหัสถ์เข้าสู่วานปรัสถ์ซึ่งเป็นระยะเวลา แห่งการ กระทำเพื่อสังคมและประเทศชาติ และขั้นสุดท้ายเป็นอาศรมขั้นสุดท้ายของชีวิต คือ สันยาสี เป็นระยะเวลาแห่งการกระทำเพื่อมนุษยชาติทั้งปวง ฉะนั้นเมื่อเข้าสู่วัยคฤหัสถ์ชาวฮินดูทุกคน จะต้องมีคู่ครอง และมีบุตรสืบสกุล (นอกจากนี้ ชาวฮินดูยังยึดถือความเชื่อว่าผู้ไม่มีบุตรต้อง ตกนรกซึ่งคำว่า บุตร หรือ Putra ในภาษาสันสกฤต หมายถึงผู้พ้นจากนรกหรือผู้ช่วยให้พ้น จากนรกชาวฮินดูจึงให้ความสำคัญกับการมีบุตรมาก) และก็เป็นภาระหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะ ต้องหาคู่ครองให้โดยส่วนใหญ่การเลือกคู่ครองของชาวอินเดียจะใช้วิธีการคลุมถุงชน

Dowry System คืออะไร ?

   คำว่า สินสอด (Dowry) ภาษาสันกฤต เรียกว่า Dahej หมายถึง ทรัพย์สินที่ฝ่ายหญิง มอบให้แก่บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายเพื่อเป็นการตอบแทนจากการที่ชายยอม สมรส กับหญิงพร้อมกับการส่งมอบบุตรสาวให้แก่ฝ่ายชาย ซึ่งเรียกพิธีการนี้ว่า Kanyadana (Kanya หมายถึง บุตรสาว และ Dana หมายถึง ของขวัญ) ซึ่งตรงข้ามกับความ หมายของคำว่า สินสอด ตามกฎหมายไทย ที่หมายถึง ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่บิดา มารดาหรือผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการตอบแทนจากการที่หญิง ยอมสมรสกับชาย... ประเพณีของชาวฮินดูซึ่งฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายให้ค่าสินสอดกับฝ่ายชายมี เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดแต่นักปราชญ์ศาสนาอินเดีย สันนิษฐานว่า เกิดจากความเชื่อดั้งเดิมในยุค พระเวทตามหลักฐานในบทสวดสรรเสริญของคัมภีร์ฤคเวช ได้มีการกล่าวถึงพิธีอภิเษกสมรสของสุระญาพระธิดาของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ซึ่งพระธิดา สุระญาแต่งองค์ด้วยเชือกสวยงามพระเนตรทาด้วยขี้ผึ้งเสด็จออกจากตำหนักพร้อม พระสหาย โดยรถม้าไปยังพิธีภายในรถม้าเต็ม ไปด้วยหีบเพชรนิลจินดาจำนวนมากเพื่อเป็นของกำนัล แก่ว่าที่พระสวามีส่วนในคัมภีร์อถรรพเวทได้กล่าวถึงโคหนึ่งร้อยตัวที่พระมเหสีต้องนำมาถวาย กษัตริย์ในพิธีอภิเษกสมรสมิฉะนั้นจะต้องถูกสาปแช่งและไม่เป็นที่พอพระทัยแก่กษัตริย์ซึ่งเป็น เค้ารางและข้อสันนิษฐานของการเกิด ประเพณีการเรียกสินสอดในหมู่ชาว ฮินดูเวลาต่อมา