|
|
 |
น.ท.สว่าง เจริญผล |
 |
ตอน “ฝ่าวงล้อม”(ตอนที่ ๔ ) |
หน้าที่ 1 |
ในที่สุดเราก็นำเรือระบายพลผ่านย่านอันตรายที่เป็นดงทุ่นระเบิดธรรม ชาติอันเกิดจากลาวาภูเขาไฟที่ไหลลงมาเป็นหินโสโครกใต้น้ำได้เป็นผลสำเร็จแล้ว ก็พบอ่าวที่จะใช้เป็นที่ซุ่มซ่อนตามแผนที่ลับ อ่าวนี้ถูกปกคลุมด้วยบรรดาต้นโกงกาง อยู่อย่างมืดครึ้ม เมื่อนำเรือเข้าไปในอ่าวก็ได้ยินเสียงตะโกนถามว่า
“ใคร” ข้าพเจ้าจึงตอบกลับไปว่า
“นาวาตรี ตะเนะกะชิมะ ผู้บังคับหน่วยลำเลียงที่ ๑”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงภาษาญี่ปุ่นตอบมาว่า
“กำลังรบนาวิกโยธินผสมที่ ๗ กำลังรบนาวิกโยธินที่ ๕ ฐานทัพเรือ
ซาเซโบ้...พันจ่าเอก โตดะ ...เหตุการณ์เรียบร้อย”
ทหารหมู่นี้มีจำนวน ๗ คน ที่คอยรักษาการณ์ป้องกันการบุกรุกนั่นเอง เพราะขณะนั้นเราได้ รับแจ้งว่าข้าศึกได้มายกพลขึ้นบกที่เกาะเวลลา ลาเวลล่า แห่งนี้ ดังนั้นจึงต้องถามตอบกันให้ ชัดเจนเพื่อที่จะไม่เกิดการเข้าใจผิด ยิงกันเอง ให้เป็นโศกนาฏกรรม
จากนั้นพวกเราก็ร่วมกับทหารนาวิกโยธินหมู่นั้น จัดตั้งฐานส่งกำลังขึ้นทันที ในคืนวันที่ ๑๗ สิงหาคม บริเวณทางเหนือของเกาะชัวเซิลได้ปรากฏลำแสงสีขาว
ลำหนึ่งและภายใต้แสงนั้นมี ส่องวิถีของกระสุนจำนวนมากปะปนอยู่ด้วยอย่างสับสน จากพื้นทะเลสู่อากาศ ส่วนทางด้านซ้าย
ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีประกายไฟของปืนใหญ่ปรากฏด้วย และมีเสียงปืนใหญ่ของการ ระดมยิงเป็นพักๆ บนเกาะชัวเซิลนั้น แสดงว่าน่าจะเป็นการปะทะกันระหว่างทหารของฝ่ายเรา กับข้าศึกนั่นเอง ที่นี่
เรารู้สึกอุ่นใจที่มีทหารนาวิกโยธิน ๑ หมู่
มาร่วมปฏิบัติการกับเราบนเกาะ เวลลา
ลาเวลล่านี้ แสงไฟและเสียงการรบที่ได้ยินนั้นเรามาทราบภายหลังว่า เป็นการยุทธ์ทาง เรือ นอกเกาะเวลลา ลาเวลล่า ระหว่างกำลังรบของเราที่เป็นเรือระบายพล ๑๓ ลำ ลำเลียง ทหารบก ๒๙๐ คน ทหารเรือ
๑๕๐ คน โดยมีเรือปราบเรือดำน้ำ ๒ ลำ
และเรือตอร์ปิโดยนต์ ๓ ลำ คุ้มกันมา
ออกเดินทางจากฐานทัพบูอิน เวลา ๑๐๓๐ ของวันที่ ๑๗ สิงหาคม และมีเรือ พิฆาตอีก ๔ ลำ ตามมาสมทบให้การคุ้มกัน (เรือพิฆาตซาซะนามิ ฮามะคาเซะ ชิงุเระ และ
อิโซะคาเซะ จากฐานทัพราบาวบนเกาะนิวบริเตน...กองบรรณาธิการ) แต่กำลังรบของเราถูก เครื่องบินลาดตระเวนตรวจพบ
จึงได้แจ้งให้หน่วยเรือฉาก ซึ่งประกอบด้วยเรือพิฆาต ๔ ลำ ออกมาขัดขวาง [เรือพิฆาต นิโคลัส (DD-449) โอแบนนอน (DD-450)
เทเลอร์ (DD-468) และ เชวาเลีย
(DD-451)...กองบรรณาธิการ] จึงเกิดปะทะกันขึ้น เรือระบายพลของเรา สามารถนำกำลังทหารบกและทหารเรือขึ้นฝั่งที่เกาะเวลลา ลาเวลล่า ได้สำเร็จ แต่เมื่อเดิน ทางกลับก็ถูกเรือพิฆาตข้าศึกระดมยิง ทำให้สูญเสียเรือระบายพลไป ๓ ลำ และเรือระบายพล ติดอาวุธอีก ๒ ลำ เรื่องนี้หน่วยของข้าพเจ้ามิได้ทราบเลยว่ามีทหารของเรามาขึ้นบกที่โฮรานิอู (เป็นฐานที่มั่นของญี่ปุ่นบนฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเวลลา ลาเวลล่า ...กอง บรรณาธิการ)
ในวันที่ ๑๘ สิงหาคม นั้นเอง ก็มีคำสั่งจากฐานทัพบูอิน ความว่า...ให้หน่วยลำเลียงที่ ๑ เดิน ทางกลับบูอินด่วน... ดังนั้นพวกเราจึงเตรียมตัวเดินทางกลับ โดยวางแผนจะออกเดินทางใน เย็นวันนั้น
ในตอนบ่ายของวันที่ ๑๘ ขณะที่พวกเรานอนพักผ่อนกันอยู่ในป่าทึบก็มีเครื่องบิน ขับไล่ เอฟ - ๔ เอฟ ของข้าศึกเครื่องหนึ่งบิน
ข้ามหัวเราไปทางทะเล แต่แล้วก็บินวกกลับมา แล้วทำการยิงกราดด้วยปืนกลอย่างหนัก กิ่งไม้เหนือที่ซ่อนตัวของพวกเราหักปลิวว่อนไปด้วย อำนาจการยิง จากนั้น
ก็บินวนกลับมายิงกราดอีกครั้งแล้วครั้งเล่าจนหนำใจแล้วจึงบินจากไป พวกเรารู้สึกประหลาดใจว่าเขาเห็นพวกเราได้อย่างไร แต่เมื่อมองออกไปก็เห็นเรือระบายพล ลำหนึ่งที่เสียหายหนัก ได้สละเรือเกยแห้งอยู่ริมฝั่ง ดังนั้นนักบินข้าศึกคงจะคิดว่าน่าจะมีทหาร ญี่ปุ่นที่ขึ้นจากเรือลำนั้นหลบซ่อนอยู่ในป่าบริเวณนี้ จึงได้บินวนยิงกราดอยู่หลายต่อหลายรอบ แต่โชคดีที่พวกเราทุกคนปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพราะการยิงกราดนั้นเลย ต่อมาใน วันที่ ๑๙ สิงหาคม จึงได้ทราบเรื่องว่า เมื่อ ๒ วันก่อนนั้นทหารนาวิกโยธินของเรา ๑๕๐ คน ได้ มาขึ้นบกที่หาดโฮรานิอูนี้
โดยมี เรือตรี อะซะมิ และทหารหน่วยลำเลียง ที่ ๑ จำนวน ๕๐ คน เป็นหน่วยดำเนินการลำเลียง ทั้งนี้เพื่อขัดขวางการยกพลขึ้นบกด้วยทหารกว่า ๔,๐๐๐ คน ของ ข้าศึก โดยกำลังพลของฝ่ายเราที่ทำการต้านทานนี้
มีรวมแล้วเพียง ๕๐๐ คนเท่านั้น ย่อมจะ หมายถึงการสูญเสียชีวิตทั้งหมดอย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีทหารนาวิกโยธินคนใดยอมเสีย ศักดิ์ศรีที่จะตกเป็นเชลยของข้าศึกเป็นแน่
หลายคืนต่อมาเป็นคืนเดือนหงาย ดังนั้นการลำเลียงส่งกำลังของเราที่กระทำได้เฉพาะใน คืนเดือนมืดจำต้องหยุดไปโดยปริยาย แล้วจะเริ่มดำเนินการต่อไปเมื่อถึงคืนเดือนมืดอีกครั้ง หนึ่ง ซึ่งพวกเราก็ใช้เวลาระหว่างนี้ทำการซ่อมบำรุงเรือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมปฏิบัติงาน ได้ทันที พวกเราได้ทราบว่ามีทุ่นระเบิดของข้าศึกลอยมา
ติดฝั่งลูกหนึ่ง จึงได้ให้นายทหาร สรรพาวุธไปตรวจดู ปรากฏว่าเป็นทุ่นระเบิดแม่เหล็กชุดใหม่ของข้าศึก ซึ่งดูเหมือนจะนำมา
วางไว้หลังจากที่ได้ใช้เรือพิฆาตมาระดมยิงฐานทัพของเราแล้ว โดยจะวางไว้ตอนขากลับ เพื่อ ป้องกันการไล่ติดตามของฝ่ายเรา ดังนั้นเราจึงได้ใช้เรือตอร์ปิโดยนต์ ๒ ลำ
ลากสายไฟฟ้าที่มี ยางเป็นฉนวนอย่างแน่นหนา แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าให้เกิดสนามแม่เหล็กไปทำการกวาด พร้อมกับได้ประกาศระงับการออกปฏิบัติการของเรือทุกลำในช่องทางเข้าออกด้านใต้ของเกาะ ชอร์ตแลนด์ จนถึงบริเวณที่น้ำลึกประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ เมตร เป็นการชั่วคราว เนื่องจาก บริเวณนี้มีระดับน้ำลึกมาก การใช้ทุ่นระเบิดแบบกระทบแตก ซึ่งจะยึดติดกับน้ำหนัก
ถ่วงด้วย ลวดสลิงนั้นกระทำไม่สะดวก
ข้าศึกจึงใช้ทุ่นระเบิดแม่เหล็กและทุ่นระเบิดเสียงแทน ในอดีต พวกเรามิได้ให้ความสนใจในเรื่องสงครามทุ่นระเบิดเลย นายทหารเรือ ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ เรื่องนี้มักจะเป็น“นายทหารชั้น ๓” เสียเป็นส่วนใหญ่
แต่ความจริงแล้วการสงครามทุ่นระเบิด นั้นแม้จะเป็นเสมือนปิดทองหลังพระแต่ผลของมันนั้นยิ่งใหญ่มาก ตอนปลายสงคราม ข้าศึกได้ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด บี - ๒๔ และ บี - ๒๙ มาวางทุ่นระเบิด เป็นจำนวน
ครั้งละมาก ๆ ใน เวลากลางคืน โดยได้โปรยทุ่นระเบิดแม่เหล็กและทุ่นระเบิดเสียงบริเวณช่องแคบต่าง ๆ ของ ทะเลใน (เซอิโตะ ไนไก) ทำให้เส้นทางเดินเรือไม่ปลอดภัย
และบริเวณปากทางเข้าออกของ เรือทุกชนิด เพื่อปิดกั้นเส้นทางลำเลียงของพวกเรา
|