|
|
เหตุเกิดที่ประเทศไทย : กรณีคำอานาธนาธรรม |
| |
|
|
หน้าที่ 1 |
เหตุผลที่ผู้เขียนตั้งชื่อบทความเช่นนี้ ก็เนื่องจากไม่ทราบว่าเรื่องที่จะ เขียนต่อไปนี้ได้เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ เช่น ลังกา พม่า (เมียนม่าร์) กัมพูชา ลาว เป็นต้น ด้วย หรือไม่ เพราะยังไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบให้แน่ชัดนั่นเอง
เหตุเกิดที่ประเทศไทยในบทความนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำอาราธนาธรรม คำว่า “ อาราธนา- ธรรม ” หมายถึง การเชื้อเชิญพระสงฆ์ให้แสดงธรรม(เทศน์) นั่นเอง โดยปกติแล้ว พระสงฆ์ จะแสดงธรรมอยู่บนธรรมาสน์ ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างเป็นพิธีการหรือเป็นกิจลักษณะ ต่างจาก การแสดงปาฐกถาหรือบรรยายธรรมที่ไม่นิยมกล่าวคำอาราธนาธรรม การกล่าวคำอาราธนา- ธรรมเป็นหน้าที่ของทายกหรือเจ้าพิธีการ ผู้ทำหน้าที่ในงานนั้น อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่านัก การศาสนา นักวิชาการ รวมทั้งผู้นำชุมชนหลาย ๆ ท่านที่คลุกคลีอยู่กับงานด้านศาสนาหรือพิธี กรรมทางศาสนา ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับคำอาราธนาธรรมอยู่ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มาก ก็น้อย
สิ่งที่ผู้เขียนได้สังเกตมานานแล้วก็คือว่าคำอาราธนาธรรมที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยนั้น มีความถูกต้องหรือไม่ อย่างไร นี่คือปัญหาที่จะเขียนในครั้งนี้ ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน (โดยเฉพาะ ที่มีความรู้เรื่องศาสนา) ตั้งจิตเป็นกลาง (ไม่มีอคติ) และเปิดใจให้กว้าง เพื่อจะได้ไม่เป็นการ ปิดกั้นความงอกเงยทางปัญญาของตนเองไปในตัว แล้วสละเวลาอ่านบทความนี้ไปจนจบด้วย เถิด
คำอาราธนาธรรมที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ (จริง ๆ ใช้กันมาช้านานแล้ว ทั้งใน งานราษฎร์พิธีและรัฐพิธี รวมทั้งใน ๓ เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ) เป็นดังนี้
พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
คำอาราธนาธรรมข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาทที่ ๒ นั้น มีคำถามขึ้นมาว่า
๑. กตฺอญฺชลี ตฺ ซ้อนหน้าสระ อ ได้อย่างไร เป็นสนธิอะไร (หลักสนธิข้อไหน)
๒. อนฺธิวรํ เป็นปาฐะที่ถูกต้องหรือมีใช้ หรือไม่ (มีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่)
ก่อนที่จะได้เฉลยหรือทำความเข้าใจกันต่อไป ขอยกคำอาราธนาธรรมจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ ดังนี้
๑. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
(สฺยา. ขุ.พุทฺธ.๓๓/๑/๔๐๓)
๒. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
(วุตโตทยมัญชรี หน้า ๒๔๓ เป็น ๓๓/๑/๔๓๕)
๓. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
(ฉบับมหาจุฬาฯ)
๔. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปตี
ตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
(ซีดี-รอม ฉบับฉัฏฐสังคายนา)
จะสังเกตเห็นว่า คำอาราธนาธรรมจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ดังกล่าวนั้นเฉพาะบาทที่ ๒ (คือ กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ) เหมือนกันทุกฉบับ ที่แตกต่างกันคงมีเพียง สหมฺปตี (มีที่ เดียว) , เทเสหิ - เทเสตุ และ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา - สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา เท่านั้น (แต่ก็ยังมีความถูกต้องตามหลักภาษา)
ต่อไปนี้ จะวินิจฉัยฉันท์ และวิธีไวยากรณ์ เป็นลำดับไป (เน้นบาทที่ ๒)
๑. วินิจฉัยฉันท์ ในวุตโตทยมัญชรี หน้า ๒๔๓ ระบุชัดว่า คาถานี้เป็นอุปชาติคาถาที่ผสม ระหว่างอินทรวงศ์ กับรุจิราคาถา (๑ ใน อติชคตีฉันท์ ๑๓ พยางค์) กล่าวคือ บาทแรกของคาถา นี้ เป็นอินทรวงศ์ , บาทที่ ๒ เป็นรุจิรา , บาทที่ ๓ เป็นอินทรวงศ์ โดยรวมคำว่า อปฺป เป็น ๑ พยางค์ และถือว่าเป็นลหุ แม้ส่วนใหญ่การรวม ๒ พยางค์ เป็น ๑ พยางค์ มักถือว่าเป็นครุ แต่ บางทีก็ถือว่าเป็นลหุได้ ตัวอย่างในลักษณะนี้ยังมีพบในอจลธิติคาถา (ดู ปริจเฉท ๒ คาถา ๓๘) ส่วนบาทที่ ๔ ก็เป็นอินทรวงศ์ ดังนั้น คาถานี้จึงเป็นอุปชาติคาถาที่ผสมอินทรวงศ์กับ รุจิรา คาถา
ท่านยังกล่าวต่อไปอีกว่าบางท่านตรวจคาถานี้ไม่ได้จึงถือว่าเป็นอินทรวงศ์ทั้งหมด โดย เปลี่ยนบาทที่ ๒ เป็นคำว่า กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ และเปลี่ยนบาท ที่ ๓ เป็น สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา เพื่อให้ต้องคณะฉันท์ แต่การเปลี่ยนเช่นนั้นไม่ถูกต้องตามคัมภีร์พุทธ วงศ์ และทำให้เสียรูปศัพท์ทางภาษา
เพื่อให้เห็นชัดเจน อาจสรุปได้ดังนี้ บาทที่ ๑-๓-๔ เป็น อินทรวงศ์ (๑๒ พยางค์) กำหนดด้วย ต-ต-ช-ร ส่วน บาทที่ ๒ เป็น รุจิราคาถา (๑๓ พยางค์) กำหนดด้วย ช-ภ-ส-ช-ครุลอย ดังนั้น เฉพาะบาทที่ ๒ (คือ กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ) นั้น จะเป็นดังนี้ ก ตญฺ ช = ช คณะ (มุนินฺท) , ลี อ น = ภ คณะ (มารชิ) , ธิ ว รํ = สุคโต , อ ยา จ = ช คณะ (มุนินฺท) และ ถ = ครุลอย
จากหลักฐานที่เชื่อถือได้ดังกล่าว สามารถที่จะชี้ชัดได้แน่นอนว่า (เฉพาะบาท ที่ ๒) ที่ถูก ต้องนั้น ต้องเป็น กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ เท่านั้น (หลักฐานจากพระไตรปิฎกทุกฉบับ) ไม่สามารถจะเป็น กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ ได้เลย (เพราะผิดจากหลักฐานในพระไตรปิฎก) และเป็นรุจิราคาถา (ดังที่กล่าวไว้ในวุตโตทยมัญชรี ข้างต้น) เข้าใจ ว่าที่เปลี่ยนเป็นเช่นนั้น (คือ กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ) ก็เพราะไม่สามารถตรวจฉันท์ได้ (ไม่รู้ว่าเป็นฉันท์อะไร) อีกประการหนึ่ง ก็เพราะต้องการให้เป็นอินทรวงศ์เช่นเดียวกับบาทอื่นๆ (ต้องการให้เป็นอินทร วงศ์ทุกบาท) ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่ถูกต้องตามคัมภีร์พุทธวงศ์ (หลักฐานที่มาเดิม) และทำให้เสีย รูปศัพท์ทางภาษา คือไวยากรณ์ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
๒. วินิจฉัยศัพท์/ไวยากรณ์
๒.๑ กตญฺชลี ศัพท์เดิม คือ กตญฺชลิ แยกเป็น กต + อญฺชลิ , ลบสระหน้า ปกติสระหลัง (คือ ลบ อ ที่ ต และ คง อ ที่ อญฺชลิ ไว้) ทั้งนี้ ตามสูตร สรโลโปมาเทสปฺปจฺจยาทิมฺหิ สรโลเป ตุ ปกติ (ปทรูปสิทฺธิ สูตรที่ ๖๗ หน้า ๕๙) จึงเป็น กตญฺชลิ ท่านแสดงวิเคราะห์ไว้ว่า กโต อญฺชลิ กรปุโฏ เอเตนาติ (กโต อญฺชลิ เยน โส) กตญฺชลี (ผู้มีอัญชลีอันกระทำแล้ว) , เป็นตติยา ตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส เมื่อควรจะเป็น กตญฺชลิ แต่ทำทีฆะ เป็น กตญฺชลี ทั้งนี้เพื่อรักษา ฉันท์ (ฉนฺทานุรกฺขณตฺถญฺเหตฺถ ทีโฆ) (กงฺขาวิตรณีปุราณอภินวฏีกา , ปาจิตฺติยกณฺฑ : ซีดี-รอม ฉบับฉัฏฐสังคายนา)
อนึ่ง คำว่า กตญฺชลิ นี้ ตรงกับคำสันสกฤตว่า กฺฤตาญฺชลิ ซึ่งมีความตรงกันในด้านครุ-ลหุ เป็นอย่างดี กล่าวคือ ก = กฺฤ (ลหุ) , ตญฺ = ตาญฺ (ครุ) , ช = ช (ลหุ) และ ลิ = ลิ (ลหุ) ท่านแยกเป็น กฺฤต + อํชลิ (อญฺชลิ) ดังใน The Practical Sankrit-English Dictionary p.369 col.3 และ The Student s Sankrit -English Dictionary p.159 col.3 ของ Vaman Shivram Apte แปลว่า folding the hands supplication, และใน A Sankrit-English Dictionary p.303 col.1 ของ Monier - Williams แปลว่า ( krtanjali) One who joins the hollowed palms in reverence or to solicit a favour (holding the hollowed palms together as if to receive alms or an offering), standing in a reverent or respectful posture.
สรุปว่า คำว่า กตญฺชลี นั้น ศัพท์เดิมก็คือ กตญฺชลิ ส่วนที่เป็น กตญฺชลี ก็เพราะท่านทำที ฆะเพื่อรักษาฉันท์ ดังนั้น ในพจนานุกรมมคธ - ไทย หน้า ๑๖๓ ของ พันตรี ป. หลงสมบุญ จึงแสดงเป็น ๒ รูป คือ กตญฺชลิ และ กตญฺชลี (วิ.) (แปลว่า ผู้มีกระพุ่มมืออันกระทำแล้ว) แต่เมื่อว่าตามที่ท่านแสดงไว้แล้ว (กงฺขาวิตรณีปุราณอภินวฏีกา,ปาจิตฺติยกณฺฑ : ซีดี-รอม ฉบับ ฉัฏฐสังคายนา) ศัพท์เดิม ก็ต้องเป็นรูปเดียว คือ กตญฺชลิ เท่านั้น
|