ปีที่ ๘๘ เล่มที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๘
เหตุเกิดที่ประเทศไทย : กรณีคำอานาธนาธรรม
 
 
หน้าที่ 3
   ๑. กตฺอญฺชลี ตฺ ซ้อนหน้าสระ อ ได้อย่างไร เป็นสนธิอะไร (หลักสนธิข้อไหน)
   ๒. อนฺธิวรํ เป็นปาฐะที่ถูกต้องหรือมีใช้ หรือไม่ (มีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่) นั้น
สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้หรือไม่ เพียงใด
   อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้บทความนี้ยืดยาวเกินไป ขอสรุปฟันธงเด็ดขาดลงไปเลยว่า ทั้ง ๒ คำนั้น (กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ) ผิดทั้งฉันท์ ผิดทั้งไวยากรณ์ และที่สำคัญ ก็คือ (บาทที่ ๒ นั้น) ผิดจากพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นที่ ๑
   สำหรับมูลเหตุในการแก้นั้น เข้าใจว่า ผู้แก้ไม่สามารถตรวจฉันท์ได้ จึงต้องการให้คาถานี้ เป็นอินทรวงศ์ ทั้ง ๔ บาท จึงได้แก้ จาก กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ เป็น กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ ซึ่งส่งผลให้
   ๑. ผิดฉันท์ (เดิมเป็นรุจิราคาถา ไม่ใช่อินทรวงศ์) และ(ศัพท์) ไวยากรณ์ (ทำให้รูป ภาษาเสียไป)
   ๒. ผิดจากพระไตรปิฎก (เป็นการแก้ไขพระไตรปิฎก) ดังกล่าวแล้ว

   
ผู้เขียนได้เคยนำเรื่องนี้ไปสอบถามท่านผู้รู้ ซึ่งหลายท่านก็เห็นพ้องตาม โดยเฉพาะท่านท ี่เคยศึกษาบาลีใหญ่ (บาลีไวยากรณ์ชั้นสูง กลุ่มสัททาวิเสส มีคัมภีร์กัจจายนะเป็นต้น) ซึ่งท่านก็ ได้ให้คำชี้แจงว่าพวกเราได้เห็นสิ่งที่ผิดกลายเป็นความ ถูกต้องไปแล้ว เป็นความนิยมผิดๆ ที่ แพร่หลายไปนานแล้ว โดยส่วนตัวผู้เขียนเอง สมัยที่ยังศึกษาน้อย ก็ไม่เห็นว่าจะผิดอะไรหรือ ตรงไหน เพราะได้กล่าวคำอาราธนาธรรม เช่นนั้นกันมานานแล้ว แต่เมื่อได้ศึกษามากขึ้น มีความรู้มากขึ้น ได้พบเห็นหลักฐานที่เชื่อถือได้ จึงได้พยายามเขียนบทความขึ้นหลาย ๆเรื่อง เท่าที่สติปัญญาของตนเองมี (เช่น เรื่อง อญฺญ หรือ อญฺญา (พระอรหัตผล) , อญฺชลิ หรือ อญฺชลี , ปาลิ ปาฬิ หรือ ปาลี ปาฬี , อคฺคมกฺขายติ แยกเป็น อคฺคํ + อกฺขายติ หรือ อคฺโค + อกฺขายติ , ความหมายของมนุษย์ในมุมมองของนักนิรุกติศาสตร์ ฯลฯ) ทั้งนี้ก็เพื่อความเข้าใจ ที่ถูกต้องนั่นเอง (ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องของเขา)
   อย่างไรก็ตาม มีบางท่านที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ (เรื่องคำอาราธนาธรรมนี้) พยายามชักแม่ น้ำทั้ง ๕ มาอ้าง คล้ายๆ เพื่อแก้ต่างให้ โดยบอกว่า ไม่ได้เป็นคำที่นำมาจากพระไตรปิฎก บ้าง , ท่านผู้แก้คงไม่ได้จงใจแก้ให้ผิด แต่อาจมีเหตุผลของท่าน หรือมีความรู้ที่เรารู้ ไม่ถึง เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจชำระพระไตรปิฎก ล้วนแต่เป็นปราชญ์ คง ไม่ใช่คนธรรมดาๆ แล้วจะผิดพลาดได้อย่างไร , คล้ายๆกับพจนานุกรมฉบับราช บัณฑิตยสถานที่มีการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง , เป็นระเบียบปฏิบัติที่คนหมู่มากได้ปฏิบัติ กันมาอย่างนี้นานแล้ว ก็ให้ปฏิบัติตามไปก่อนจนกว่าจะมีการประกาศใหม่บ้าง เหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุให้บทความนี้จำต้องพูดถึง จึงขอให้ ผู้อ่านได้อดทนอ่านต่อไปอีก

    ๑. ที่ว่า ไม่ได้เป็นคำที่นำมาจากพระไตรปิฎก นั้น ย่อมเป็นคำที่เลื่อนลอย ไม่มีหลัก ฐานใดๆ เป็นการคิดเอาเอง คำอาราธนาธรรม (ที่ถูกต้อง) เป็นคำที่มาจากพระไตรปิฎกแน่ นอน แม้คัมภีร์อื่นๆที่เขียนอธิบายนั้น ก็เขียนไปตามนัยพระไตรปิฎก ให้มีความสอดคล้อง ไม่มี ความขัดแย้งกับ พระไตรปิฎกทั้งนั้น เมื่อพระไตรปิฎกเป็น กตญฺชลี , อนธิวรํ คัมภีร์ต่าง ๆ ก็อธิบายคำที่มีในพระไตรปิฎกนี้ให้เข้าใจชัดเจน โดยการเอาคำในพระไตรปิฎกเป็นคำตั้งหรือ เป็นคำหลัก แล้วเขียนอธิบายไป ไม่ใช่ไปแก้ไขคำที่มีในพระไตรปิฎก เพราะจะไม่สอดคล้อง กัน ทั้งจะเป็นการบิดเบือนด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น อนึ่ง ถ้าไม่ได้เป็นคำที่มาจากพระไตร ปิฎกจริง ทำไมจึงเหมือนพระไตรปิฎกถึง ๓ บาท แม้บาทที่ ๒ เอง รูปศัพท์รูปคำก็คล้ายอย่าง มาก [แต่ไม่เหมือน เนื่องจากมีการแก้ไข ดัดแปลง (สิ่งที่ถูกอยู่แล้ว) ให้ผิดเพี้ยนไป] เหล่านี้ ส่อว่านำมาจากพระไตรปิฎกแน่นอน แต่มาแก้ไขนั่นเอง อย่างไรก็ตาม จากที่ได้ตรวจสอบ ดูพระไตรปิฎก รวมทั้งหลักฐานอื่นๆ (ที่เชื่อถือได้) ล้วนถูกต้องตรงกันทั้งสิ้น (ดูที่อ้างผ่านมา) และยังถือว่าโชคดีที่ในพระไตรปิฎกนั้น ไม่ได้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ คงมีเฉพาะ ในมนต์พิธี และที่ใช้กันอย่างดาษดื่นทั่วไปเท่านั้น (จนกลายเป็นถูกต้องไปแล้ว)
   ในเรื่องนี้ ผู้เขียนสันนิษฐานเป็นการส่วนตัวว่า ท่านผู้แก้ไขคนนั้น คงเข้าร่วมชำระพระไตร ปิฎก พบเห็นคำเช่นนั้นแล้ว ไม่อาจตรวจสอบคณะฉันท์ได้และต้องการแก้ไขดังกล่าวแล้ว แต่ ไม่สามารถจะกระทำได้ อันอาจเนื่องมาจากถูกคัดค้านโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเชี่ยว ชาญในพระไตรปิฎกและคัมภีร์สัททาวิเสส (มีคัมภีร์กัจจายนะเป็นต้น) เมื่อไม่สามารถกระทำ บนเวทีได้ ก็จำเป็นต้องเล่นนอกเวที โดยพยายามพูด/สอนให้ลูกศิษย์ที่มีความรู้ยังด้อยเห็น คล้อยตาม แล้วลูกศิษย์เหล่านั้น ก็ช่วยกันเผยแพร่จนเป็นที่นิยม ก็อาจเป็นได้ นี่เป็นเพียงการ สันนิษฐานส่วนตัวเท่านั้น
   หน้าที่ของพวกเรา ก็คือการจดจำ ศึกษา เล่าเรียน บอก กล่าว สอน และรักษาพระไตรปิฎก (และคัมภีร์อื่นๆ) เอาไว้ไม่ให้ตกหล่น วิปริต เลือนหาย (เท่าที่จะทำได้) แต่ไม่ใช่การไปแก้ไข พระไตรปิฎก โดยที่ตนไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพอ การสังคายนานั้นเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว แต่ ต้องอาศัยกลุ่มคนที่มีความรู้แตกฉานเชี่ยวชาญจริงๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นทำสิ่งที่ถูก ต้องอยู่แล้วให้วิปริตผิดเพี้ยนไปโดยไม่รู้ตัวหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อันจะก่อให้เกิดสัทธรรม ปฏิรูปนั่นเอง
   ๒. ที่ว่า ท่านผู้แก้คงไม่ได้จงใจแก้ให้ผิด แต่อาจมีเหตุผลของท่าน หรือมีความรู้ที่ เรารู้ไม่ถึงบ้าง เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจชำระพระไตรปิฎก ล้วนแต่เป็น ปราชญ์ คงไม่ใช่คน ธรรมดาๆ แล้วจะผิดพลาดได้อย่างไร เรื่องนี้ ผู้เขียนไม่อาจระบุเป็น ตัวได้ แต่จะขอยกตัวอย่าง ประกอบเพียงกรณีเดียว คือ ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านผู้แต่งหนังสือ เล่มนี้ ได้อธิบายว่า คำว่า ปาลี นั้น เป็นอิตถีลิงค์ สำเร็จมาจาก ปาลฺ ธาตุ ในความรักษา ณี ปัจจัย วิเคราะห์ว่า พุทฺธวจนํ ปาเลตีติ ปาลี (ภาสา) จะสังเกตเห็นว่าคำว่า ปาลี นั้น เป็นอิตถีลิงค์ เพราะเป็นวิเสสนะของ ภาสา แต่มีรูปเป็น ปาลี ได้อย่างไร ในเมื่อหลักการในหนังสือของผู้ แต่งเองนั่นแหละ ระบุชัดว่า ณี ปัจจัยนั้น (นามกิตก์) ถ้าเป็นอิตถีลิงค์ จะต้องมีรูปเป็น อินี เช่น ธมฺมจารินี , พฺรหฺมจารินี เป็นต้น กลายเป็นว่าสิ่งที่พูดนั้น กลับขัดแย้งกับหลักการในหนังสือ ของตนเอง (จริงๆ แล้วความรู้ดังกล่าวนี้ ได้เรียนได้สอนกันมาช้านานแล้ว แม้ผู้เขียนเองสมัย นั้นก็เรียนมาแบบนี้เช่นกัน เรียกว่าเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาช้านานแล้ว)
   แต่ผู้เขียนได้ตรวจสอบจาก หลักฐานต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ พระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา (พจนานุกรมภาษาบาลีที่เก่าแก่ที่สุด) คาถาที่ ๙๙๖ หน้า ๒๙ , อภิธานปฺปทีปิกาฏีกา (อธิบาย คาถาที่ ๕๓๙) หน้า ๓๖๐ , อภิธานปฺปทีปิกาสูจิ หน้า ๖๒๕ - ๖๒๖ , สทฺทนีติ ธาตุมาลา หน้า ๔๕๒-๔๕๓ ธาตุปฺปทีปิกา หน้า ๒๓๘-๒๓๙ , พระคัมภีร์ธาตวัตถสังคหปาฐนิสสยะ หน้า ๒๔๑-๒๔๓ , ปาลี - สยาม อภิธาน หน้า ๒๖๕ , ปทานุกรมบาลี - ไทย - อังกฤษ - สันสกฤต หน้า ๕๒๖ , พระบาฬีลิปิกรม ภาค ๒ หน้า ๑๑๗๖ และ ๑๑๘๒ , พจนานุกรมมคธ - ไทย หน้า ๔๘๘ - ๔๘๙ , คัมภีร์อภิธานวรรณนา [๕๓๙] หน้า ๖๕๗ , อภิธมฺมตฺถวิภาวินิยา ปญฺจิกา นาม อตฺถโยชนา ภาค ๑ หน้า ๒๘๒ และ ๔๗๑ , ณฺวาทิโมคฺคลฺลาน.๑๙๘ (สูตร อลฺลฺยาทโย) หน้า ๓๓ , และ ณฺวาทิโมคฺคลฺลาน ๒๒๘ (สูตร ปาโต ฬิ) หน้า ๓๗ พบว่าส่วนใหญ่ใช้เป็น ปาลิ หรือ ปาฬิ ซึ่งเป็น อิ การันต์ อิตถีลิงค์ (แจกอย่าง รตฺติ) สำเร็จมาจาก ปา (รักษา) + ลิ , ปา + ฬิ , ปาลฺ + อิ , ปาลฺ + ลิ (ลบ ลฺ) และ ป + อาลิ ( “ ระเบียบคำที่พุทธาทิบัณฑิตประกาศ ” ) ส่วนที่ เป็น ปาลี หรือ ปาฬี (อีการันต์) นั้น ไม่พบที่ใช้ มีเพียงใน ณฺวาทิโมคฺคลฺลาน.๑๙๘ (สูตร อลฺลฺยาทโย) หน้า ๓๓ เท่านั้นที่แสดงเป็น ปาลิ แล้วว่าถ้าลง อี ปัจจัย ก็เป็น ปาลี (โปรดค้นจาก หลักฐานที่อ้าง) ส่วนในภาษาไทย (คำไทย) ใช้เป็น บาลี เช่น ภาษาบาลี หรือ บาฬี (คำเก่า) เช่น สถาบันบาฬีศึกษาพุทธโฆส เป็นต้น (ทั้งสองคำใช้ บ แทน ป)
   ในที่นี้ จึงพอสรุปได้ว่า คำว่า “ บาลี ” นั้น ตรงกับภาษาบาลีจริงๆ ว่า ปาลิ หรือ ปาฬิ (อิการันต์) ส่วนที่เป็น ปาลี (อีการันต์) ก็มี (ดูที่อ้าง) และไม่ควรเห็นเป็น ณี ปัจจัยตามไวยา -กรณ์บางเล่มที่แสดงไว้นั้น เพราะจากหลักฐานที่อ้างมาทั้งหมด ยังไม่พบว่าท่านแสดงเป็น ณี ปัจจัยเลย
   อย่างไรก็ตาม ในภาษาบาลีนั้น การจะใช้ว่า ปาลิ หรือ ปาฬิ ก็ไม่แปลกกันนัก เพราะใน คัมภีร์รูปสิทธิปกรณ์ (หน้า ๑๙) กล่าวไว้ว่า ลฬานมวิเสโส แปลว่า ล และ ฬ ไม่แปลกกันคือไม่ ต่างกัน หมายถึงใช้แทนกันได้ ดังที่แม้ใน ธาตุปฺปทีปิกา หน้า ๒๓๙ (เชิงอรรถ) หลวงเทพ ดรุณานุศิษฏ์ (ทวี ธรฺมธัช ป.๙) ก็เขียนไว้ว่า ที่ปราชญ์โบราณเขียนเป็น ปาฬิ ก็โดยได้นัยจาก ตำราศัพทศาสตร์ ที่บอกให้แปลง ล เป็น ฬ ดังนี้ ว่าทางเหตุผลก็อาจเป็นว่า ปาลิ เป็น คำ ธรรมดา เมื่อเป็นชื่อของพระปริยัติธรรมคือพระพุทธพจน์ ก็แปลงเป็น ฬ เสีย หมายให้เป็นที่ เคารพ หรือเป็นพิเศษ คล้ายคำ อฏฺฐกถา ซึ่งที่จริงก็คือ อตฺถกถา นั่นแล แต่แปลงเป็น ฏฺฐ เสีย ก็เพื่อให้เป็นพิเศษแปลกจากคำธรรมดา ซึ่งในบัดนี้ก็ยังใช้เช่นนั้น เทียบในภาษาอังกฤษ คำที่ เป็นอสาธารณนาม เขาก็ใช้อักษรใหญ่เหมือนกัน แต่ปราชญ์ชาวตะวันตกนิยมใช้ตามรูปเดิม คือ ปาลิ ถึงได้แต่งพจนานุกรม เรียกว่า Pali Dictionary เป็นต้น ปราชญ์ในเมืองไทยก็ อนุโลมตาม จึงกลับใช้เป็น ปาลิ เพื่อให้สม่ำเสมอกัน หรือที่เรียกว่าเป็นแบบสากล แลก็ไม่ควร กลับใช้เป็น ปาฬิ อีก (ผู้แต่ง)

 

ดังนั้น ผู้เขียนจึงตั้งคำถามขึ้นว่า การที่อาจารย์เหล่านั้นแต่งหนังสือ/สอนความรู้ดังกล่าวแล้ว (อธิบายเรื่องภาษาบาลีว่า มาจากคำ(บาลี) ว่า ปาลี (อิตถีลิงค์) สำเร็จมาจาก ปาลฺ ธาตุ ณี ปัจจัย) จนหนังสือได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หรือ การถ่ายทอดความรู้ที่ผิดๆ โดยไม่ได้ศึกษาถึงหลักฐานที่มาที่ไปอย่างละเอียด [แต่คนส่วนมาก (ที่ไม่ค่อยรู้) ก็ยอมรับกัน] เป็นการกระทำของนักปราชญ์หรือ ? เป็นความผิดพลาดหรือความไม่รู้ของผู้ที่คนยกให้เป็นปราชญ์หรือไม่ ? แล้วเราจะบอกว่า ท่านผู้แก้คงไม่ได้จงใจแก้ให้ผิด แต่อาจมีเหตุผลของท่าน หรือมีความรู้ที่เรารู้ไม่ถึงบ้าง เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจชำระพระไตรปิฎก ล้วนแต่เป็นปราชญ์ คงไม่ใช่คนธรรมดาๆ แล้วจะผิดพลาดได้อย่างไร ? นั้นถูกต้องหรือ ? ยิ่งกว่านั้น เมื่อจะยกย่องปราชญ์เหล่านั้น แล้วดูหมิ่นความรู้ของตัวเอง (ที่ไม่รู้จริงๆ) ก็พยายามยกตัวอย่างที่ตนก็ไม่สามารถจะให้คำตอบได้แน่ชัด (เนื่องจากเป็นการเอาบางเรื่องที่เราไม่รู้เป็นเกณฑ์/เป็นตัวอย่าง) เช่น บทสวดพาหุง ที่เป็น ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ โดยกล่าวว่าผู้แต่งบทพาหุงนั้นเป็นปราชญ์ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเจตนาแต่งให้ผิด แต่เป็นเพราะตัวเราเองนั่นแหละที่ไม่รู้หรือรู้ไม่ถึงตัวท่านเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจะบอกว่าท่านแต่งผิดไม่ได้ แม้จะเป็นเช่นนั้นก็จริง แต่เกี่ยวกับคำอาราธนาธรรมนั้น เป็นคำที่มีหลักฐานชัดเจนแน่นอนตรวจสอบค้นได้ (โดยเฉพาะพระไตรปิฎก) ทั้งยังมีคำอธิบายมารองรับ ทั้งจากอรรถกถา คัมภีร์ฉันท์ และวิธีแห่งไวยากรณ์ เรากลับไม่ยึดถือสิ่งที่ถูกต้องมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว แต่กลับไปหยิบยก/ยึดถือเอาคำที่ผิดจากหลักฐานและหลักการทั้งปวง ก็ดูน่าหดหู่ใจ ส่วนคำว่า ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ นั้น แน่นอนที่สุดว่าเราต้องตรวจสอบกันให้ชัดเจน ทั้งในแง่หลักฐาน (แต่เข้าใจว่าคงไม่ได้นำมาจากพระไตรปิฎก) และวิธีแห่งไวยากรณ์ทั้งหลายเสียก่อน ตราบใดที่เรายังหาหลักฐาน/หลักการไม่ได้ ก็ยังไม่ควรตัดสินลงไปว่าถูกหรือผิด แต่กรณีคำอาราธนาธรรมนั้นสามารถตัดสินได้เลย เพราะมีความชัดเจนดังกล่าวแล้วนั่นเอง