ปีที่ ๙๐ เล่มที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.  ๒๕๕๐
สู่วาระสุดท้ายของเรือหลวงศรีอยุธยา...
พลเรือโท กฤษฏา เฟื่องระบิล
 
หน้าที่ 1

บทบาทกองทัพเรือในสงครามโลก ครั้งที่ ๒
         ญี่ปุ่นบุกไทย เมื่อ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ โดยปราศจากการต้านทานจากกองทัพ เรือไทย สมัยใหม่แม้แต่น้อย ผู้นำทหารเรือที่พอทราบแนวโน้มเหตุการณ์ ได้นำกำลังทางเรือ ซึ่งเป็นกำลังรบที่มีคุณค่าสูงหลบไปเสียทางอื่น เมื่อรัฐบาลจำใจต้องร่วมมือกับญี่ปุ่น กำลังรบ ทางเรือที่ไม่ถูกทำลายมีส่วนสำคัญในการต่อสู้อากาศยานป้องกันรักษาพระนคร กับการรักษา เส้นทางคมนาคมในทะเล ในขณะที่กำลังกองทัพบกต้องไปร่วมรบกับญี่ปุ่นที่เมืองเชียงตุง
         ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศเราตกอยู่ในภาวะขาดแคลนสิ่งอุปโภคบริโภค โดย เฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันเชื้อเพลิง กองทัพเรือจึงให้ เรือหลวงสมุย ลำแรก รับภาระลำเลียงน้ำมัน จากสิงคโปร์อยู่หลายเที่ยวเพื่อช่วยชาติในยามคับขัน การเดินทางเที่ยวสุดท้าย เมื่อ ๑๗ มีนา คม พ.ศ.๒๔๘๘ เรือหลวงสมุยถูกเรือดำน้ำ Sea Lion ของประเทศสหรัฐ ฯ ยิงตอร์ปิโดจม นอกฝั่งเกาะคาปัส นอกฝั่งตรังกานู มีทหารเสียชีวิต ๓๑ นาย รวมทั้ง นาวาเอก ประวิทย์ รัตน อุบล ผู้บังคับการเรือ และนายทหาร ๒ พี่น้อง ซึ่งตามประเพณีทหารเรือห้ามอยู่เรือลำเดียวกัน คือ นาวาโท วราวุธ สาริกบุตร ต้นเรือ (บิดา พลเรือตรี หญิง วีรวรรณ อิศรางกูร ณ อยุธยา) และ นาวาตรี พิชัย สาริกบุตร ต้นปืน ท่านทั้งสอง มีศักดิ์เป็นคุณตาของผู้เขียนด้วย ต่อมาในตอน ท้ายของสงคราม เมื่อ ๑ มิถุนายน ๒๔๘๘ สหรัฐ ฯ ได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ฐานทัพเรือ สัตหีบ ทำให้ไทยต้องสูญเสีย เรือหลวงอ่างทอง ลำแรก (หรืออดีต เรือพระที่นั่งจักรี ลำที่สอง) เรือหลวงท่าจีน ลำแรก และเรือหลวง สุทธาทิพย์



ญี่ปุ่นเคลื่อนกองกำลังเข้าสู่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ๒๔๘๔

การขัดแย้งระหว่างทหารบกและทหารเรือ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒
         การขัดแย้งระหว่างทหารบกและทหารเรือ เริ่มขยายเป็นระดับสถาบัน ในระยะปลาย สงครามมหาเอเชียบูรพา เริ่มจากความไม่เข้าใจ และไม่พอใจในขนบธรรมเนียมประเพณี ทหารเรือ ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จากเรื่องทหารเรือเชิญธงชาติสู่ยอดเสาเวลา ๐๘.๐๐ น. และเชิญลงเมื่อเวลาพระอาทิตย์ตก ซึ่งขัดต่อคำสั่งให้ใช้เวลา ๐๗.๐๐ น. เชิญธงขึ้นเสา และ ให้เชิญธงลงทั่วประเทศ ๑๘.๐๐ น. พร้อมกันกับการที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่  (พลเรือตรี ผัน นา
วาวิจิตร พลเรือตรี สังวร สุวรรณชีพ) เข้ารายงานตัวต่อนายกรัฐมนตรี โดยคาดกระบี่ เนื่องจาก เกรงจะถูกทำร้ายด้วยกระบี่นายกรัฐมนตรีจึงให้นายทหารมาบอกให้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่




หลังจากเจรจาหยุดยิงแล้ว ทหารไทยกับทหารญี่ปุ่นทักทายกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แจ่มใส แม้จะพูดกันไม่รู้เรื่อง ได้แต่ อาริการโต้ๆ โตโยต้า


แต่นายทหารผู้ใหญ่ทั้งสองท่านไม่ยอม เกรงว่าจะเป็น การเสียประเพณีทหารเรือ เมื่อนายก รัฐมนตรีไม่ให้เข้าพบท่าน ทั้งสองจึงให้เรือรบทุกลำ ไปรวมพลที่ฐานทัพสัตหีบ ด้วยเหตุผล ดังกล่าว ต่อมาท่านจึงถูกปลดเป็นกองหนุนผลความ ขัดแย้งนำทหารเรือไปใกล้ชิดกับฝ่าย พล เรือนมากขึ้น  ในระหว่างที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ดำเนินไป เสียงคัดค้านของราษฎรในการที่ รัฐบาลให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่น ก็เริ่มมีมากขึ้น เป็นผลให้งานลับของเสรีไทยขยายตัวและจำ เป็นต้อง ได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจาก ทหารเรือ ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นใกล้จะเพลี่ยงพล้ำ จอม พล ป.พิบูลสงคราม ได้ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๗ นาย ควง อภัยวงศ์ ได้รับตำแหน่งแทน เมื่อ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๗ ได้เล็งเห็นความสำคัญ ของนายทหารที่มีฝีมือดีและทหารเรือมีความเคารพ จึงแต่งตั้งให้ พลเรือตรี ผัน นาวาวิจิตร และพลเรือตรี สังวร สุวรรณชีพ กลับ เข้าประจำการ ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๖ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็เคย ลาออกมาก่อน ครั้งหนึ่งโดยครั้งนั้นมีนัยเป็นเกมส์การเมืองโดย จอมพล ป.ฯ คาดว่าใบลาออกคงจะถูกยับยั้ง แต่ก็ผิดถนัด นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ ไม่ยับยั้ง จอมพล ป. ฯ จึงเคืองใจ ส่วน นายปรีดีฯ ก็รู้สึกไม่ปลอดภัยได้ร้องขอความคุ้มครอง จากกองทัพเรือ จน กองทัพเรือต้องส่งเรือยามฝั่งลำหนึ่งซึ่งมี เรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวช (ตุ๊ ลักษณะหุต) เป็น ผู้บังคับการเรือไปคุ้มครองหน้าทำเนียบท่าช้างทำให้ นายปรีดี ฯ มีโอกาสรู้ จักกับ เรือเอก วัชรชัย ฯ และในที่สุดใบลาออกของจอมพล ป. ก็ถูกถอนกลับมาจนได้