ปีที่ ๙๐ เล่มที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.  ๒๕๕๐
ผู้บังคับการเรือชีวิต (ตอนที่ ๑)
นาวาเอก จรัสเกียรติ ไชยพันธ
 
หน้าที่ 2

การพนันทำให้ภาวะจิตสะสมความโลภ  นิยมความเสี่ยงและความเห็นแก่ตัวสุมสร้างนิสัยเอา เปรียบผู้ด้อยกว่าคนที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วคือผู้ที่ทำร้ายตนเองเพราะสุราทำ ลายสมองและบุหรี่ทำลายปอดโดยตรง  ตามข้อเท็จจริงแล้วมนุษย์มีอายุเฉลี่ยประมาณ ๗๐ ปี คิดเป็นเดือนได้เพียง ๘๔๐ เดือน หรือ ๒๕,๒๐๐ วัน  ขณะนี้ท่านอายุ ๒๔ ปีเศษ คงเหลืออายุ เพียง ๔๖ ปีหรือ ๕๕๒ เดือน หรือประมาณ ๑๖,๐๐๐ วันเท่านั้น หากท่านไม่รักชีวิตตนเองด้วย การไปเสพสุราและสูบบุหรี่ก็อาจจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึง ๑๖,๐๐๐ วัน หรือมีชีวิตใน ๑๖,๐๐๐ วันอย่าง ไม่มีความสุขเพราะสุขภาพเสื่อมโทรมมีโรคภัยไข้เจ็บ  ดังนั้นท่านจึงควรเลิกเหล้าลดบุหรี่เสีย แต่บัดนี้ นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว จะได้ไม่จนทรัพย์อย่างโฆษณาดังๆ ที่ว่า "เลิกเหล้าเลิก จน"  และได้ปฏิบัติตนตามโครงการ ลด ละ เลิก บุหรี่ของกองทัพเรืออีกด้วย ที่สำคัญท่านจะได้ ชื่อว่า  "เป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง"  คนหนึ่ง สำหรับเรื่องผู้มีจิตใจเข้มแข็งนั้นหลวงวิจิตรวาทการ ปราชญ์แห่งแผ่นดินรัตนโกสินทร์  ท่านได้เคยให้คำนิยามไว้ว่าเป็นผู้ที่ไม่ยอมแพ้และมีความ ทะยานอยากที่จะทำในสิ่งดี  ซึ่งท่านที่จบจากโรงเรียนนายเรือมาควรมีลักษณะเป็นคนเช่นนั้น จึงหวังว่าท่านทุกคนจะตระหนักในตำบลที่ DR  แรกของท่านนี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต การทำงานและชีวิตส่วนตัวของท่าน ท่านควรเริ่มต้นเดินทางไปด้วยความมั่นคงกล่าวคือรีบหา ความรู้เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อหน้าที่และควบคุมการใช้จ่ายในชีวิตส่วนตัวให้เป็นไปโดยเหมาะ สม ยิ่งถ้าการใช้จ่ายเป็นไปตามแนวทางพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ที่ทางราชการรณรงค์ในปีมหามงคลที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปีด้วยแล้วก็จะเป็นฤกษ์ ดีสำหรับท่านที่ถือปฏิบัติด้วย
         เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มีความหวังแต่มนุษย์คนที่จะทำได้สำเร็จ
อย่างที่หวังนั้นมีไม่มากนัก เพราะความสามารถในการรักษาความตั้งใจได้อย่างต่อเนื่องและ
ความเป็นคนมีจิตใจเข้มแข็งนั้นต่างกันนั่นเอง จึงขอให้ท่านซึ่งเคยมีความตั้งใจที่เรียนจนจบ
มารับราชการเป็นเรือตรีแล้ว  จงรักษาความตั้งใจไว้อย่างต่อเนื่อง  จนประสบความสำเร็จใน
ชีวิตเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญในกองทัพเรือกันทุก ๆ คน ทำไมผู้บรรยายจึงประสงค์จะให้
ท่านได้เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ  ก็เพราะยิ่งท่านมีอำนาจมากท่านก็จะสร้างประโยชน์ให้
กับผู้คน ในสังคมกองทัพเรือและตัวเองได้มากนั่นเอง อย่างไรก็ตามขอให้ตระหนักในทางกลับ
กัน ว่าอำนาจยิ่งมากแต่ใช้ไม่ถูกหลักการก็ทำลายผู้คน ในสังคมกองทัพเรือและตัวท่านเองได้
มากเช่นกัน
         ตามข้อมูลทางกำลังพลในปัจจุบัน ท่านจะครองยศเป็นเรือตรี ๒ ปี  เรือโท ๓ ปี เรือ
เอก ๔ ปี นาวาตรี ๔ ปี นาวาโท ๔ ปี นาวาเอก ๕ ปี และนาวาเอกพิเศษประมาณ  ๑๐ ปี ส่วน
ปีที่เหลือนั้นท่านจะได้เป็นนายพลเรือ รวมเวลารับราชการได้ ๓๖ ปี ถ้ารวมรายได้ของท่านตั้ง
แต่เป็นเรือตรีจนเกษียณอายุราชการแล้วจะพบว่าท่านมีรายได้รวมเป็นเงินกว่า  ๒๓ ล้านบาท
เปรียบเหมือนท่านทุกคนมีน้ำอยู่เต็มตุ่มแล้วคนละ ๑ ตุ่ม จะเชื่อก็ดีไม่เชื่อก็ดีขอให้ไปดูในราย
ละเอียดที่ได้คำนวณมาในตารางท้ายบทความนี้  และผู้บรรยายขอให้ท่านไปหาความจริงในใจ
ตัวเองว่า น้ำในตุ่มนี้เพียงพอสำหรับชีวิตนี้หรือไม่? ถ้า ๒๓ ล้านในตุ่มใบนี้เพียงพอแก่ชีวิตท่าน
แล้ว   ก็ขอให้ท่านจงเดินตามเส้นทางนี้ตาม DR นี้อย่างระมัดระวัง  โดยใช้ความซื่อสัตย์เพื่อ
เป็นเกราะป้องกันภัยทั้งที่มองเห็นและที่มองไม่เห็น ใช้ความรู้ความสามารถเป็นดาบคอยฟาด
ฟันอุปสรรคต่างๆ  ที่ขวางทางสำเร็จของท่าน ผู้บรรยายเชื่อว่าเพียงความซื่อสัตย์และความรู้ ที่มีเหมาะสมแก่หน้าที่สองอย่างเท่านี้ ก็สามารถจะนำพาชีวิตท่านไปได้ตาม DR ที่วางไว้และ
ถึงจุดหมาย ปลายทางแห่งชีวิตราชการทหารเรือกันได้ทุกคน ที่ผ่านมามีเรือที่ออกจากท่าเสือ
ซ่อนเล็บคือท่าเทียบเรือที่โรงเรียนนายเรือมาก่อนท่านหลายลำ หลายคนที่เห็นว่าการได้ทรัพย์
จำนวนมากตอนอายุ ๖๐ ปี นั้นช้าไปและไม่ทันใช้ จึงได้ลาออกไปทำงานอื่นๆ  ที่เงินดีกว่าถือ
เป็นการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตการงานไป ปีที่แล้วก็มีเรือที่ออกจากท่ามาก่อนท่าน ๑ ปี  ปีหน้าก็
จะมีเรือลำใหม่ออกตามมาอีก ซึ่ง ล้วนมาตามเส้นทางเรือเดิน DR เดียวกัน มีผู้รู้ท่านหนึ่งเคย
กล่าวไว้ว่าในการรับราชการเป็นทหารเรือนั้น  สามารถแบ่งชีวิตการรับราชการของนายทหาร
โรงเรียนได้เป็นช่วงสำคัญๆ ได้ ๓ ช่วง ในแต่ละช่วงให้ความสำคัญกับความรู้ ฝีมือและวาสนา
ตามลำดับ ช่วงที่ ๑ คือช่วงเป็นเรือตรี - เรือเอก นั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ ช่วงที่ ๒ คือช่วงเป็นนาวาตรี - นาวาเอกพิเศษ ขึ้นอยู่กับฝีมือซึ่งหมายถึงความสามารถ และช่วงที่ ๓ คือ ช่วงนายพลเรือนั้นขึ้นอยู่กับวาสนาเป็นสำคัญ ผู้บรรยายจึงขออนุญาตนำช่วงการปฏิบัติราชการ
ดังกล่าวนี้มากำหนดเป็น DR ด้านการทำงานให้ท่านใช้เป็นเกณฑ์ดำรงตน  ณ ตำบลที่  DR
ต่าง ๆ อย่าง เหมาะสมต่อไป ดังนี้
         ๑. DR ที่ ๑ คือ เรือตรี - เรือเอก เป็นช่วงที่ท่านจะดำรงตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบ
ไม่มากนัก เช่น เป็นผู้บังคับหมวด ผู้ควบคุมเรือ ผู้บังคับการเรือชั้น ๓ และตำแหน่งเล็ก ๆ ใน
ฝ่ายอำนวยการต่างๆ   ของหน่วยงาน ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำระดับต้น จึงต้องทำตนให้คนเห็น โดย
หลักการทางทักษะ ท่านต้องเป็นผู้มีความชำนาญในงานทางเทคนิคหรือมีความเชี่ยวชาญใน
งานตามหน้าที่นั้น ๆ เพราะท่านต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชามาก  ขณะเดียวกันท่านยัง
มีฐานะเป็นผู้น้อยด้วย  ท่านจึงต้องตั้งใจทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายอย่างตั้งใจและต้อง
จดจำ สังเกตสิ่งต่าง ๆ  ที่ผ่านไปทั้งที่สำเร็จและล้มเหลวของตนเองและผู้อื่น ท่านต้องแสวงหา
ความรับผิดชอบเพื่อสั่งสมประสบการณ์ของท่านเอง ทางทฤษฎีถือว่าความเป็นผู้รู้จักที่จะสั่งสม
ประสบการณ์นั้นมีผลต่อความเจริญของชีวิตในภายหน้า มากกว่าการมีชาติกำเนิดและสิ่งแวด
ล้อมที่ดีเสียอีก และขอให้ท่านทราบอีกประการหนึ่งว่าคนเราเกิดมาทุกคนล้วนมีสำนึกแบบที่ดี
คือรู้ผิดชอบชั่วดี "รู้ถูก- ผิด" และสำนึกแบบที่ไม่ดีคือ "มีความเห็นแก่ตัว" ติดมาด้วยกันทุกคน
เมื่อท่านทราบเรื่องความสำนึกตามธรรมชาตินี้แล้ว ท่านต้องลดสำนึกแบบที่ไม่ดีในตัวท่าน คือ
ความเห็นแก่ตัวลงไปให้มากเท่าที่จะทำได้และเพิ่มสำนึกแบบที่ดีคือความรู้ถูก - ผิดในตัวท่าน
ให้มีมากขึ้นไป "ถ้ารู้ว่าถูกให้ทำ ถ้ารู้ว่าผิดอย่าทำ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิดให้ถาม"  ช่วงนี้
ของชีวิตการงานท่านต้องมองไปเบื้องหน้า อย่างมีความหวังมีกำลังใจที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างต่อ
เนื่อง อดทน อดกลั้น ฝึกฝน พัฒนาคุณธรรมในตัวเองควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้  สร้างและ
ดำรงจุดมุ่งหมายที่ดีงามในใจไว้ให้ได้ ยกตัวอย่างในปัจจุบันท่านมีตำแหน่งเป็นนายทหารฝึก ก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียนจ่าแต่เมื่อมีเวลาว่างมากพอท่านควรจะเรียนรู้ฝึกฝน ตน เองให้มีความพร้อมที่จะลงทำงานเป็นนายทหารประจำเรือในปีหน้าด้วย ท่านควรศึกษาว่า ในช่วงชั้นยศต่างๆ ตาม DR ชีวิตท่านน่าจะมีภาระงานอะไร เช่น เมื่อท่านครองชั้นยศเป็นเรือ เอกท่านควรมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการเรือชั้น ๓ ท่านต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องการ นำเรือยุทธวิธีเรือผิวน้ำหรือรู้หลักการปกครองบังคับบัญชาทหารเป็นต้นจึงขอให้เร่งสะสมความ รู้และประสบการณ์ตั้งแต่วันนี้เพื่อให้ทันเวลาเพียงพอเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวเมื่อ
โอกาสนั้นมาถึงต่อไป