ปีที่ ๙๐ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.  ๒๕๕๐
สู่วาระสุดท้ายของเรือหลวงศรีอยุธยา
พลเรือโท กฤษฎา เฟื่องระบิล
 
หน้าที่ 3

จะเป็นอันตราย ได้มีการหารือกันเป็นเวลานานจนในที่สุดตัดสินใจว่าสู้บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้า พระยา ตั้งแต่ สะพานพุทธยอดฟ้าขึ้นไปจนถึงท่าช้างวังหลวง แห่งหนึ่งกับอีกแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ศา ลาแดง ถนนวิทยุ ถนนพระราม ๔ อันเป็นที่ตั้งของ กองสัญญาณทหารเรือ ได้กลายเป็นสมรภูมิ โดยกระสุนนัดแรกระเบิดขึ้นที่เชิงสะพานพุทธฝั่งพระนคร และโรงเรียนสวนกุหลาบเป็นการต่อ สู้ระหว่างทหารเรือ ๑๓ คน ที่ยึดโรงไฟฟ้าและโทรศัพท์กลางไว้ได้ กับตำรวจ และทหารบกซึ่งมี กำลังมากกว่าหลายสิบเท่าทหารนาวิกโยธินถูกส่งมาประจำที่ป้อม วิชัยประสิทธิ์ ตามแผนปราบ จลาจล เพื่อป้องกันพระราชวังเดิม อันเป็นที่ตั้งของ กองบังคับการกองทัพเรือ จึงเผชิญหน้ากับ ทหารบกที่อยู่ฝั่งท่าเตียน
           เมื่อ จอมพล ป. ฯ ขึ้นมาบนเรือหลวงศรีอยุธยาแล้ว นาวาตรี มนัส ฯ เข้าไปกราบขอ โทษและเตรียมจะนำเรือออกไปบางนาตามแผน แต่สะพานพุทธยอดฟ้าเปิดไม่ได้ จึงกลับลำที่ หน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ แล้วแล่นไปจอดลอยลำหน้าท่าราชวรดิฐ  ตลอดคืนวันท ี่ ๒๙  มิถุนายน การปะทะกันยังไม่เกิดขึ้น แต่บรรยากาศในบริเวณนั้นกลายเป็นตึงเครียดคล้ายสมรภูมิ
           เช้ามืด วันที่ ๓๐ มิถุนายน  ทหารฝ่ายรัฐบาลระดมกำลังเข้าโจมตีทหารเรือทุกจุด การยิงต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดติดต่อกันหลายชั่วโมง   เรือหลวงศรีอยุธยาหะเบสสมอจากท่า ราชวรดิฐ แล่นขึ้นไปทางเหนือแล้วล่องลงมาเพื่อทำการยิงสนับสนุน ต่อมากองทัพอากาศส่ง เครื่องบินมาทิ้งระเบิด บริเวณลานวัดพระยาทำขณะทหารกำลังแถวรับคำสั่ง กับบริเวณกรมอู่ ทหารเรือ และที่กองเรือรบทำให้ นาวาเอก จำเริญ ขันธหิรัญ รอง ผบ. มณฑลทหารเรือที่ ๑ กับลูกหลานชาวบ้าน ตาย ๓ - ๔ คน
           เรือหลวงศรีอยุธยา ซึ่งเครื่องจักรใหญ่ขวาใช้ได้เพียง เครื่องเดียวล่องลงมาถึงหน้า ป้อมวิชัยประสิทธิ์ เพื่อกลับลำ ปรากฏว่าเครื่องกลับจักรขวาเกิดชำรุดขึ้นมาอีก จึงหมดสมรรถ ภาพที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ต่อไป ต้องลอยลำอยู่หน้าป้อม วิชัยประสิทธิ์ ต่อมากองเรือรบที่ ท่าราชวรดิฐแตก เป้าการโจมตีจึงมาอยู่ที่เรือหลวงศรีอยุธยา
           รัฐบาลส่งกำลังหนุนมา ที่โรงเรียนราชินีและปากคลองตลาด เพื่อระดมยิงไปที่เรือ หลวงศรี อยุธยา การรบดำเนินไปอย่างดุเดือด กระสุนปืน ค. หลายสิบนัดตกเข้าไปในป้อมวิชัย ประสิทธิ์ และพระราชวังเดิมทำให้ ทหารเรือบาดเจ็บล้มตายหลายนาย บางลูกตกบนเรือ ลูก หนึ่งตกลง เหนือห้องสูทกรรมทางกราบขวา อีกลูกตกบนป้อมปืนหัวเรือ และดาดฟ้ากราบซ้าย ทำให้ทหาร บาดเจ็บ
          ระหว่างที่จอมพล ป. ฯ ถูกควบคุมตัวอยู่บนเรือหลวงศรีอยุธยานั้น นาวาเอก อานนท์ฯ กับ นาวาตรี มนัส ฯ และผู้ก่อการ อื่นๆ มักขึ้นไปอยู่ที่กองเรือรบเป็นส่วนใหญ่ จอมพล ป.ฯ ซึ่ง ตามปกติมีกริยามารยาทนุ่มนวล เป็นที่ประทับใจของคนทั่วไป จึงใช้คุณสมบัติดังกล่าวพูดจา เกลี้ยกล่อมหว่านล้อมจน นายทหารประจำเรือมีความเห็นคล้อยตามว่า คณะกู้ชาติไม่มีทางทำ การได้สำเร็จ ขืนสู้ต่อไปจะเกิดความเสียหายชีวิต ทรัพย์สิน และจะต้องกลายเป็นกบฏ
          ตั้งแต่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ จนถึงยุติเหตุการณ์ทั้งคณะกู้ชาติ กองทัพเรือ กอง ทัพบก กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม และรัฐบาลต่างออกแถลงการณ์กันทำให้ประชาชน สับสนอลหม่านไปหมด
          ที่เชิงสะพานพุทธ ฯ ทั้งสองฝั่งเป็นอีกแห่งที่มีการรบกันอย่างดุเดือด ทหารเรือ สามารถตรึงกำลังของฝ่ายรัฐบาลให้หยุดอยู่กับที่ได้เป็นเวลานาน เวลา ๑๓.๓๐ น. เรือโท ชุบ จารุเหตุ สรั่งปืนเรือหลวงศรีอยุธยา เข้าไปขอร้อง นาวาเอก อานนท์ ฯ นาวาตรี มนัส ฯ และ พันตรี วีระศักดิ์ ฯ ให้ลงเรือบด หนีออกไปต่างประเทศ และทหารที่เหลือจะเจรจาขอผ่อนหนัก ผ่อนเบากับรัฐบาลเอง
          ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ พลอากาศเอก ฟื้น รณภากาศฤทธาคนี (ต่อมาเป็นจอม พลอากาศ) ผู้บัญชาการทหารอากาศ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ ๒๓ มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ต่อ ไปนี้ เราขอพูดกับเรือรบหลวงศรีอยุธยาขอให้ยอม จำนนโดยดีหากไม่เราจะส่งท่านไปว่ายน้ำ เล่น อย่างอึ่งอ่างที่ถูกตีตกใจโจนน้ำไปทีเดียว เราขอบอกว่า เราทำ จริง ๆ"
           เวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. ของวันที่ ๓๐ มิถุนายน กองทัพอากาศส่งเครื่องบิน (ฝึก) เอ.ที ๖ หรือ ฝ.๘ จำนวนมากเข้ามารุมโจมตี เรือหลวงศรีอยุธยา พร้อมทั้งยิงกราดด้วยปืนกล ขณะเดียวกันทหารบก และตำรวจช่วยทำการยิงขัดขวางไม่ให้ทหารประจำ เรือขึ้นมายิงต่อสู้ เครื่องบินบนดาดฟ้า ภารกิจยิงต่อสู้จึงตกอยู่กับทหารเรือที่อยู่บนป้อมวิชัยประสิทธิ์ และพระราช วังเดิม ซึ่งต้องยิงต่อสู้ทั้งเครื่องบิน และทหารรัฐบาลฝั่งตรงข้าม การต่อสู้ก็มีแต่อาวุธเบา และ ตั้งแต่ ๒๙ มิถุนายน จนถึงบัดนั้น ทหารเรือยังไม่มีใครได้กินข้าวเลย ส่วนเรือหลวงศรีอยุธยา ขณะนั้น เครื่องจักรเสียทั้งสองเครื่อง ไม่สามารถจะเคลื่อนเรือหลบการโจมตีได้ ฝ่ายรัฐบาลจึง ฉวยโอกาสนี้เข้าปราบอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้จะมีการเจรจาขอให้หยุดยิง โดย พลเรือตรี ประวิศ ศรีพิพัฒน์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ จะขอขึ้นไปบนเรือเพื่อนำจอมพล ป. ฯ กลับลง มา แต่ก็ไม่สามารถฝ่ากระสุนขึ้นไปบนเรือได้ ต่อมาอีกไม่นาน เรือหลวงศรีอยุธยาก็ถูกระเบิด จนเกิดไฟไหม้อย่างรุนแรง ควันดำม้วนตัวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เปลวเพลิงสีส้มลุกไหม้อย่างโชติ ช่วง เมื่อไม่มีทางเป็นอย่างอื่นที่ดีกว่านั้นแล้ว ก็มีประกาศที่ไม่มีใครปรารถนาจะได้ยิน "สละ เรือใหญ่" ทหารเรือประจำเรือหลวงศรีอยุธยาเริ่มขึ้นมาอออยู่บริเวณบันได หันหน้าไปทางท้าย เรือ ทำวันทยาหัตถ์อันเป็นแบบธรรมเนียมของชาวเรือเป็นครั้งสุดท้าย ธงราชนาวียังคงปลิว สะบัดอยู่บนเสาก๊าฟ ท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิง เสียงสะอื้นหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ จากทหาร เรือกลุ่มนั้น ก่อนที่จะทยอยกันโดดลงน้ำ พอกลุ่มทหารเรือว่ายน้ำพ้นหัวเรือใหญ่ออกไปเท่านั้น ก็ถูกปืนกล ปืนเล็กยิงกระหน่ำมาจากทางกรมสหกรณ์ บนอากาศเครื่องบินยังคงบินฉวัดเฉวียน ยิงกราดด้วยปืนกลลงมาอีก ทหารในป้อมวิชัยประสิทธิ์ต้องทำการยิงคุ้มกันอย่างเต็มที่ ใน บรรดาคนที่ว่ายน้ำเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมจะเห็นได้ว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม ร่วมอยู่ในกลุ่ม นั้นด้วย โดย จอมพล ป. สวมเสื้อชูชีพพยุงตัวมา มี เรือโท ชอบ ศิริวัฒน์ และ เรือโท มาโนช ทุมมานนท์ ว่ายน้ำขนาบ ๒ ข้าง จอมพล ป. ฯ รอดตายว่ายน้ำมาขึ้นที่ท่าน้ำข้างป้อมวิชัยประ สิทธิ์ เรือหลวงศรีอยุธยาถูกไฟไหม้แต่ยังไม่จม ต่อมานาวิกโยธินถอนตัวจากป้อมวิชัยประสิทธิ์
           ตลอดคืนวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ เรือหลวงศรีอยุธยากลายเป็นกองไฟมหึ มาลอยอยู่กลางน้ำ เปลวจากเพลิงที่กำลังไหม้ส่องสว่างไปทั่วทั้งสองฝั่งป้อมวิชัยประสิทธิ์ยืนทะ มึน อยู่ท่ามกลางแสงเพลิงและความเงียบเหงา ปลอกกระสุนปืนและรอยเลือดเรี่ยราดอยู่ทั่ว บริเวณไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ เหลืออยู่เลย
           พระราชวังเดิมอันเป็นหัวใจของราชนาวี และเป็นที่ชุมนุม บุคคลชั้นมันสมองของ กองทัพเรือ จึงเป็นกิจวัตรที่ลูกนาวีเดินเข้าออกไม่ขาดระยะทุกสิ่ง ทุกอย่างของราชนาวีมีจุด รวมอยู่ที่นี่พระราชวังเดิมไม่เคยหลับแต่จะตื่นอยู่เสมอ บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาและน่าเกรง ขามตลอดเวลา ๔๕ ปี นับตั้งแต่ทหารเรือย้ายมาที่นี่ แต่ในยามนั้นพระราชวังเดิมถูกความ เงียบสงัดเข้าครอบคลุม ทหารจากท่าราชวรดิฐและจากเรือหลวง ศรีอยุธยาต่างทยอยกันออก ไปด้วยความสิ้นหวัง แทนความภาคภูมิและฮึกเหิมที่เคยมี ต้นจันทน์ และต้นลำไยเก่าจนสืบหา อายุไม่ได้ ยืนต้นตะคุ่มอยู่ข้างท้องพระโรง อาคารที่ทำการและโบราณสถาน ยืนทะมึนอยู่ใน ความมืด ฝนปรอยลงมาจนรู้สึกเย็นจนรู้สึกเยือกเข้าไปในหัวใจ
            กระสุนนัดสุดท้ายสิ้นเสียงในตอน   ๑๓.๐๐ น. วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔ ณ สะพาน ข้ามคลองมอญ หน้าวัดชิโนรส อันเป็นที่มั่นสุดท้ายของทหารเรือ
            เรือหลวงศรีอยุธยา ลอยลำอยู่จนถึงกลางดึกของคืนวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔ จึงได้จมลงสู่ท้องน้ำ ห่างจากป้อมวิชัยประสิทธิ์เพียงไม่กี่สิบเมตร เช้าวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ชาวบ้านแถววัดกัลยาณ์ ปากคลองบางกอกใหญ่ วัดท้ายตลาด และวัดหงส์รัตนาราม ต่างรู้สึกใจหายที่ไม่ได้เห็นเรือหลวงศรีอยุธยา และจะไม่มีเรือหลวงศรีอยุธยาให้เห็นอีกชั่วชีวิต ข่าวเรือหลวงศรีอยุธยาจมแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว สร้างความผิดหวังให้ชาวฝั่งธนมากเหตุ การณ์ทางด้านกองสัญญาณทหารเรือ ในวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ กองสัญญาณไม่อยู่ ในสภาพพร้อมรบ ขาดทั้งกำลังพล อาวุธ และเสบียง แต่ในวันนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ นอก จากตอนตี ๓ เรือหลวงบางระจัน นำกระสุนมาให้ตอน ตี ๓ ของวันที่ ๓๐ มิถุนายน พอรุ่งเช้าลูก ปืน ค. นัดแรกตกลงสู่กองสัญญาณ เล่ากันว่านัดแรกลงบนกระทะที่กำลังประกอบอาหารพอดี จากนั้นก็มีการยิงตามมาอีก ๕ - ๖ นัด และยังคงยิงเข้ามาเรื่อย ๆ จากนั้นทหารบกและตำรวจ ก็รุกเข้ามาตามถนนทุกสายที่มุ่งเข้าสู่กองสัญญาณ นายทหารใจสู้บางคนจึงนำรถกึ่งสายพาน (ฮาลฟแทรค) ออกมายันทางถนนพระราม ๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. เครื่องบิน เอ.ที.๖ จำนวน ๓ เครื่อง ได้มาวนเวียนเหนือกองสัญญาณ และแล้วก็ ปลดระเบิดลงสู่เป้าหมาย เสียงระเบิดดัง สนั่น หวั่นไหว จนในที่สุดต้องมีการถอนกำลังทหารเรือไปท่าเรือคลองเตย
                                                                (อ่านต่อฉบับหน้า)