ปีที่ ๙๐ เล่มที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.  ๒๕๕๐
เหตุผล...กลไกสำคัญของปัญญา
พลเรือโท ไพโรจน์ แก่นสาร
 
หน้าที่ 1

        ความมีเหตุผลเป็นเรื่องสำคัญที่เราต่างเห็นพ้อง โดยแทบไม่ต้องการคำอธิบายมันคือ หัวใจของการพัฒนาการทั้งหลายโดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาไม่ว่าวิทยาการแขนงใดล้วน ใช้หลักตรรกศาสตร์คือวิชาที่ว่าด้วยเรื่องของเหตุและผล เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์วิจัยเพื่อ ค้นคว้าหรือพิสูจน์ความจริงในปรากฏการณ์ต่างๆ จนสามารถหาข้อสรุปแล้วกำหนดขึ้นเป็น ทฤษฎีต่างๆ ให้เราได้เล่าเรียนกันไปไม่รู้จบสิ้น
        คุณค่าของเหตุผลอยู่ตรงที่การมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความจริงที่ปรากฏกับ ที่มาและที่ไปของมันเหตุเช่นนี้ย่อมให้ผล เช่นนั้นผลอย่างนี้เกิดจากเหตุอย่างนั้นความสัมพันธ์ ระหว่างเหตุกับผลเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่แน่นอนตายตัวการที่เรามีความเห็น ความเชื่อในบางเรื่องหรือหลายเรื่องไม่ค่อยจะตรงกันนั้น มันเป็นเพราะเรามีปัญญาหรือความ รู้จริงไม่เท่ากัน ยิ่งต่างฝ่ายต่างรู้ไม่จริงก็ยิ่งเถียงกันได้ทั้งชาติไม่มีใครยอมใคร โดยไม่อาจหา ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันได้จึงมีผู้รู้กล่าวไว้ว่า "เหตุผลเป็นเรื่องของคนมีปัญญา" ใครมีปัญญา สูงย่อมมองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลกันในความเป็นไป ทั้งหลายได้ละเอียดชัดเจนกว่าคนทั่ว ไปในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบ ก็มักจะไม่ใส่ใจในความเกี่ยวพันกันใน เชิงเหตุผลของสรรพสิ่งสรรพชีวิตมากนักเพราะเขา มองไม่ทะลุ จึงเห็นไม่ชัดพาลสรุปเอาดื้อๆ ว่า ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์วิจัยให้เปลืองสมอง เปลืองเวลา ใช้วิธีจำเอาเป็นเรื่องๆ ไปหรือไม่ก็ เชื่อตามๆ เขาไป รวมทั้งการใช้ความรู้สึกนึกคิดของตนเป็นเครื่องตัดสินเองอีกทางหนึ่งด้วย มีตรรกะบ้างไม่มีบ้างก็ช่างมัน สังคมไทยทุกวันนี้ มีคนลักษณะเช่นที่กล่าวมากขึ้นทุกขณะหาก จะถามว่าเพราะอะไร คงวิจารณ์ได้เป็นคุ้งเป็นแคว ซึ่งส่วนใหญ่พวกเราก็พอรู้กันอยู่แล้ว เพราะ มีการศึกษาวิจัยเรื่องทำนองนี้กันค่อนข้างมาก
         "การเห็นเหตุแล้วรู้ผล" หรือ "การเห็นผลแล้วรู้เหตุ" นั้นดีอย่างไร คำตอบง่ายๆ ก็คือ ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าเหตุนี้จะนำผลอะไรมาให้ เราก็จะประเมินค่าผลที่จะเกิดขึ้นได้ว่าดี เลวอย่างไร เป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่ ถ้าพบว่าดีหรือใช่ก็ลงมือสร้างเหตุนั้นได้ แต่ถ้าไม่ก็เลิกคิดที่ จะทำมัน ก็เท่านั้นเอง ในกรณีของการเห็นผลแล้วรู้เหตุก็เช่นกัน ถ้าผลนั้นดีอยากได้อีกเมื่อใด ก็ก่อเหตุนั้นขึ้นมาใหม่ แต่หากผลที่ประจักษ์อยู่เป็นเรื่องเลวร้ายไม่ต้องการพบเห็นอีก เราก็ เลี่ยงการทำเหตุนั้นๆ เสีย ผลอันไม่พึงปรารถนาก็จะไม่เกิด รู้ได้ย่อมดีใช่ไหมครับ ทั้งในด้าน การเห็นเหตุแล้วรู้ผล หรือการเห็นผลแล้วรู้เหตุ สร้างสมทักษะในเรื่องเช่นนี้กันไว้เถิด เพราะ มัน คือบ่อเกิดแห่งปัญญา ซึ่งเป็น อาวุธสำคัญในการแก้ปัญหาทั้งหลาย ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว เช่น การทำมาหาเลี้ยงชีพการ ร่วมสังคมกับผู้คนอย่างกลมกลืน ไปจนถึงการประหัตประหารกิเลส เพื่อ การก้าวข้ามพ้น สังสารวัฏ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ล้วน อาศัยปัญญาเป็นกำลัง หลักทั้งนั้น นี่คือเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาปฏิบัติธรรมตามแนวพุทธ.มุ่งสู่ความมีปัญญา
          พระพุทธองค์ท่านทรงให้ความหมายของคำว่า "ปัญญา" ไว้ในทำนองที่ว่าเป็นความ รู้ที่ชัดเจนตรงตามความเป็นจริง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มิใช่เป็นอย่างอื่นเช่น รู้ว่าบาปคือบาปบุญ คือบุญการกระทำใดเป็นคุณเป็นโทษ มีประโยชน์ไม่มีประโยชน์ ก็รู้จริงตามนั้น นั่นแหละท่าน ทรงเรียกว่า "มีปัญญา" 
          นอกจากการให้ความหมายที่กว้างคลุมอย่างรอบคอบรอบด้านเช่นนั้นแล้วพระศาสดา ยังได้ทรงแบ่งปัญญาออกเป็นสามระดับจากต่ำไปหาสูง ได้แก่สุตะมยปัญญา จิตตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา อาจเทียบได้ง่ายๆ ไปตามลำดับ คือความจำความ คิด/ความเข้าใจ และ ความรู้แจ้งแทงตลอดในความเป็นไปทั้ง หลาย
          ความจำนั้นเป็นความรู้ที่เราได้จากการฟังการอ่านการเห็นถ้าเป็นเรื่องจริงสามารถ จดจำไปบอกต่อได้ตามที่รู้มาโดยไม่อาจสาธยายความเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องนั้นๆ ได้มากนัก ก็คือว่ามีปัญญาขั้นต้น คือสุตะมยปัญญาแล้วละครับ
          ถ้าต้องการมีปัญญาที่สูงขึ้นไป อีกก็ต้องรู้จักคิดค้นคว้าหาความเชื่อมโยงกันในเรื่อง ที่รับรู้จนเกิดความเข้าใจ ในความเป็นเหตุ เป็นผลของสาระต่างๆ สามารถ อธิบายให้ผู้อื่นรู้ และเข้าใจตามได้ท่าน ถือว่าเกิดจินตามยปัญญาขึ้นแล้วปัญญาทางโลกก็มีเพียงแค่นี้คือความ จำกับความคิด และความเข้าใจจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาใด สาขาวิชาอะไรก็อาศัย ปัญญาสองระดับนี้กันทั้งนั้นแหละครับ ซึ่งมีสมองเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการปัญญา ส่วนนี้