เชื่อไหมว่ามีคนที่ " เกลียดชังตัวเอง " อยู่มา ก ในสังคมโดยที่เขาไม่รู้ตัวและ
คนอื่นๆ ก็ไม่ทันคิด ที่ใช้คำว่า " เกลียดชังตัวเอง "เพื่อลงน้ำหนักให้ชัดเพราะคนพวกนี้ไม่ใช่ เพียง แต่ " ไม่รักตัวเอง " เท่านั้น แต่เขาเกลียดและชังตัวเองอย่างลึกซึ้งด้วย
ความรู้สึกเกลียดชังตัวเองนี้ ฝังรากลึกลงไปสู่ระดับจิตใต้สำนึกและโผล่ให้เป็นนิสัย หรือบุคลิกภาพโดยมองเห็นได้ชัดเจน
ลักษณะของคนที่เป็นโรคเกลียดชังตัวเองนั้น ได้แก่
๑. โกรธง่าย ขี้โมโห มักแสดงความก้าวร้าวหรือทำร้ายคนอื่นได้ง่ายๆเป็นเพราะ เขาเกลียดชังตัวเอง จึงทำให้ไม่เห็นความสำคัญของตัวเอง ไม่คิดว่าจะทำตัวเองให้น่ารักหรือ มีความสำคัญ เวลาโกรธเขาจะปล่อยอารมณ์และแรงขับของความก้าวร้าวให้แสดงออกได้เต็ม ที่โดยไม่มีสติหรือคุณธรรมคอยยับยั้งพฤติกรรมการแสดงความก้าวร้าวมักจะเกินเหตุผล เข้า ข่ายหยาบคาย หรือเถื่อน เพราะไม่เกรงกลัวแม้กฎหมายหรือกฏเกณฑ์ทางสังคมเมื่อแสดง ความก้าวร้าวไปแล้ว บางคนรู้ตัว รู้สึกอาย แต่ก็ปกปิดตัวเองโดยโทษคนว่าเป็นฝ่ายผิด ไม่คิด จะแก้ไขตัวเอง เข้าข่ายไหน ๆ ก็เลวแล้ว...ก็เลวสุด ๆ ไปเลย
ผู้อ่านบางท่านคงมีคำถามว่าผู้ที่โกรธง่ายและแสดงความโกรธแบบหยาบคายนี้น่า จะเป็นคนที่รักตัวเอง ทำไมจึงบอกว่าเขาเกลียดชังตัวเองเล่า ขออธิบายว่าคนที่รักตัวเอง จะดู แลตัวเองดี ไม่นำตัวเองไปแปดเปื้อนกับสิ่งผิดหรือสกปรก เปรียบเช่นคนใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ ใส่ รองเท้าขาวคู่ใหม่ เขาจะรักตัวเองและรักรองเท้าขาว เขาจะเดินอย่างระมัดระวังไม่เหยียบ โคลน หรือไม่เอาเท้าไปเตะก้อนหิน
แต่ถ้าเขาคิดว่าเขาไม่มีค่า ไม่น่ารัก เริ่มเกลียดตัวเองแล้ว ก็เหมือนคนใส่รองเท้า เก่าและสกปรก จะเดินแบบไม่ระวัง พร้อมจะย่ำโคลนโสโครก หรือเดินไปเตะก้อนหินโดยไม่ แคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
๒. ระแวง ขี้หึง ขี้อิจฉา ที่ระแวงเป็นเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีค่า คงไม่มีใครชอบ อาจจะมีคนมาทำร้าย ถ้าระแวงแฟนมีชู้หรือขี้หึงแฟน ก็เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีค่าแฟนจึงน่าจะ นอกใจไปรักคนอื่นได้ พวกมีนิสัยอิจฉาก็เช่นกัน มักคิดว่าตัวเองไม่มีค่าพอเห็นใครได้ดีก็อิจฉา เขาแทนที่จะรู้สึกยินดีอยากเอาแบบอย่างและทำตัวให้ดีขึ้น ความคิดที่คิดบ่อยๆ ว่าตัวเองไม่มี ค่าพอนี้แหละที่ทำให้เขา " เกลียดชังตัวเอง " มากขึ้น
๓. พูดหยาบคาย กริยาหยาบกระด้าง ด้วยแนวคิดแบบเดียวกัน คือคิดว่าตัวเอง ไม่มีค่า สิ่งอื่น ๆ ก็ไม่มีค่าด้วย จึงปล่อยให้ลักษณะของสันดานดิบ หยาบคาย หยาบกระด้าง แสดงออกมาได้ตามสบาย
๔. มีปมด้อย คนที่มีปมด้อยคือคนที่คิดถึงตัวเองในแง่ลบ (-) โดยที่คนอื่น ๆ อาจ นึกไม่ถึง เช่นบางคนนึกถึงประวัติครอบครัวที่ต่ำต้อย หรือการกระทำที่ผิดพลาดในอดีต นึกถึง ลักษณะด้อยของร่างกาย (เช่น ไม่สวย ไม่หล่อ พิการ) หรือสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ไม่ชอบ (เช่น จน หรือเป็นลูกเมียน้อย)
เมื่อคิดถึงปมด้อยทุกครั้งก็จะรังเกียจและเกลียดตัวเองทุกครั้งไป ถ้ามีใครพูด กระทบปมด้อยโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็จะสะเทือนใจหรือโกรธอย่างรุนแรง
๕. คุยโอ้อวด พฤติกรรมยกตน ทั้งที่มีดีจริง หรือไม่มีดี แต่คุยมากไปในคนที่มี ดี เช่น รวย เก่ง อยู่แล้ว แต่เขาจะมีความรู้สึก " ไม่พอ " กับความดีและความเก่งของเขาทำให้ ต้องพูดโอ้อวดและยกตนข่มคนอื่นเสมอ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีดีจริง แต่ยิ่งพูดหรือทำ พฤติกรรมยกตนมากเท่าไร ก็ยิ่งไปกระตุ้นความคิดที่ว่าตนเอง " มีดี ไม่พอ " มากเท่านั้น ทำ ให้ไม่สามารถชื่นชมตัวเองได้จริงๆ แต่จะรู้สึกไม่พอใจตัวเองที่มีเท่าไรก็ไม่ได้ดั่งใจเลย
ส่วนพวกที่ไม่มีดีจริง แต่พูดโอ้อวด...ยกตนนั้นยิ่งน่าสงสารยิ่งขึ้น เพราะต้องปลอม ตัวเองตลอดเวลาทำให้เหนื่อย เครียด และไม่เคยพอใจตัวเองจริง ๆ ได้เลย เพราะยอมรับตัว เองตามความเป็นจริงไม่ได้ จะเกลียดตัวเองมากขึ้น ที่พูดหรือแสดงตนโอ้อวดไปแล้วก็ไม่เคย เป็นได้ดั่งใจสักครา คนที่ชอบคุยโอ้อวด หรือมีพฤติกรรม " เวอร ์" ยกตนนี้ มักเป็นพวกที่มีปม ลึกในใจ กลัวคนจะเห็นสิ่งที่ต่ำต้อย (ที่ตัวเองรู้และเห็นอยู่) จึงชอบคุยอวดและมีพฤติกรรม โอ้ อวดทุกอย่าง ทั้งอวดรวย อวดเก่ง อวดสวย อวดหล่อ รวมทั้งอวด (ความ) ดี ดังที่พบกันมากขึ้น
๖. พูดถึงแต่ตัวเอง น้อยใจตัวเอง ทำตัว น่าเบื่อ บางคนชอบบ่นเรื่องส่วนตัว และความทุกข์ของตนเองให้คนอื่นฟังซ้ำ ๆ เช่น ความล้มเหลว โชคร้าย เคราะห์กรรม รวมทั้ง เรื่องส่วนตัวเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ดีแลดูเหมือนได้ระบายความทุกข์ แต่นับว่าเป็นการแช่งตัวเองหรือ ใส่ความคิดที่ไม่ดี (-) กับตัวเองซ้ำ ๆ ลงไปในจิตใต้สำนึก จนทำให้ทั้งตัวเองและคนที่รับฟัง
" เชื่อ " ว่าคน ๆ นี้เป็นอย่างที่เขาบ่นซ้ำ ๆ จริง ๆ เขาจะแลดูเป็นคนน่าเบื่อ น่าเวทนา คนอื่น ๆ ไม่อยากคุย ด้วยคนที่พูดถึงตัวเองบ่อย ๆ มักรักตัวเองไม่ลงหรอก เพราะเชื่อว่าตัวเองไม่ดีดัง ที่บ่นซ้ำ ๆ ไปแล้ว
๗. คิดถึงแต่ตัวเองว่าถูกเอาเปรียบบ คนพวกนี้มักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ของความอยากได้เปรียบอยากเป็น " ผู้รับ " หรือ "ได้เปรียบ " ตลอดเวลา ถ้าจะต้องเสีย เปรียบหรือเสียรู้คนบ้างก็ทนไม่ได้ ด้วยความคิดว่าตัวเองถูกเอาเปรียบตลอดนี้ทำให้ไม่รัก คนอื่น ไม่ภูมิใจตัวเอง จะเกลียดตัวเองว่า ทำไม...โง่จัง หรือ...ไม่น่าเสียรู้คนอื่นเลยนะ
โรคเกลียดชังตัวเองนี้ พบได้มากขึ้นในสังคมทุกวัน หลายคนมีความทุกข์มาก กับความรู้สึกของตัวเอง ไม่มีใครรักตัวเรา เท่าตัวเราเองหรอก เราจึงควรเรียนรู้ที่จะรัก " รัก " ตัวเองให้ได้ตามความเป็นจริงจะได้ไม่ต้องมา " เกลียดชัง ตัวเอง" จนมีแต่ความทุกข์และ พฤติกรรมดังกล่าวแล้ว
ลอง ๆ สำรวจรอบ ๆ ตัวท่านเองซิว่า ขณะนี้มีคนที่เกลียดชังตัวเองอยู่รอบตัวสักกี่ คน อาจจะรวมตัวท่านเองด้วยก็ได้
มดตัวจิ๋วกับอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ |
สัตว์เลี้ยงใหม่ เชิงนิเวศวิทยาให้ทั้งความสุขและความรู้ |
โดยทั่วไปหากพูดถึง " มด" ก็จะมาพร้อมกับคำบ่นว่าน่ารำคาญ เพราะชอบแห่กัน มาขึ้นขนม หรืออาหารที่ตั้งวางทิ้ง ไว้ ขนาดน้ำที่อยู่ในกาต้มน้ำร้อนก็ยังไม่วายลงไปว่ายเล่น เสร็จแล้วก็ตายลอยเป็นแพ แล้วไหน จะมด บางชนิดที่มีพิษ กัดแล้วคัน กัดแล้วเจ็บอีกแหล่ะ เพราะอย่างนี้หลายคนจึงมักจะมี ประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับมดเท่าไหร่
แต่ถ้ามองกันในแง่ของนักชีววิทยาหรือนักวิทยาศาสตร์แล้ว เรื่องราวของมดตัว น้อยนั้นเป็นสิ่งที่น่าศึกษาและค้นหามากมายนั่นจึงเป็นที่มาของการจับมดมาเลี้ยงเพื่อศึกษาใน เรื่องของพฤติกรรม ความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของมัน
ส่วนคนทั่วไปถ้าบอกว่ามาเลี้ยงมดกันเถอะ ก็คงจะฟังเป็นเรื่องน่าขำเพราะถึงไม่ ่คิดจะเลี้ยงเจ้ามดตัวน้อย ก็มักจะแห่กันมาอาศัยอยู่ในบ้านเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ แล้ว ขนาดบางคนอยู่คอนโดชั้นสูงๆ ก็ยังหนีไม่พ้น แต่รู้ไหมว่าปัจจุบันนี้ได้มีการผลิต " ชุด เลี้ยงมด " หรือ "Antquarium" ขึ้นมาจำหน่าย ถือเป็นของเล่นเชิงนิเวศวิทยาและเป็นสัตว์ เลี้ยงแนวใหม่สำหรับคนยุคนี้ ด้วยเหตุนี้การเลี้ยงมดจึงกลายเป็นกิจกรรมใหม่ ที่มีคนให้ความ สนใจเพิ่มมากขึ้น เพราะถ้ามองในแง่ของคนที่อยากเลี้ยงสัตว์ แต่จำกัดในเรื่องพื้นที่ และมี ความเอาใจใส่น้อย ก็ถือว่าเหมาะทีเดียว ได้ศึกษาถึงอารยธรรมของมด และได้รู้ถึงสิ่ง มหัศจรรย์ต่าง ๆ เกี่ยวกับมดที่เราไม่เคยสนใจ ถือเป็นการเรียนรู้นอกระบบได้อีกอย่างหนึ่ง
นอกจากนี้คนเราในปัจจุบันก็มักจะปฏิสัมพันธ์แต่กับคอมพิวเตอร์ ไม่มีโอกาส ใกล้ชิดธรรมชาติ การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงตัวน้อยไว้บนโต๊ะทำงานก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะเวลาเฝ้าดูพวกมันดำเนินชีวิตก็ช่วยให้เราจิตใจผ่อนคลายลงได้ เหมือนได้กลับมาใกล้ ชิดธรรมชาติอีกครั้ง หรือหากเลี้ยงที่บ้านก็จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เหนียว แน่นขึ้นเพราะได้มีกิจกรรมร่วมกัน แถมยังช่วยฝึกทักษะการสังเกต การคิด และสมาธิให้แก่ เด็กๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจกระบวนการ การใช้ชีวิตของสัตว์โลกที่เรียกว่า " มด " มากยิ่งขึ้น อีกทั้งมดยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ต้องป้อนอาหารไม่ต้องอาบน้ำไม่มีเห็บหมัด และทำความสะอาด ง่ายอีกด้วย
ชุดเลี้ยงมด ( Antquarium) ทำให้เราสามารถเห็นวิถีการดำเนินชีวิตของสัตว์ โลกตัวน้อยในภาชนะพลาสติกใส ที่มีหลายขนาดให้เลือก ภายในบรรจุเจลวิทยาศาสตร์สีฟ้าจำ ลองสภาพแวดล้อมของรังมดใต้ดิน เป็นเจลที่สกัดมาจากสาหร่ายทะเล ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล น้ำ และสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยให้มดอยู่รอด
ใน Antquarium เราจะมองเห็นมดกว่า ๑๐ ชีวิตพยายามขุดอุโมงค์ สร้างอาณา จักร ทำหน้าที่ของแต่ละตัวไป แถมยังสามารถมองเห็นเส้นขนของมดได้ผ่านทางแว่นขยายที่ ให้มาพร้อมกับชุดเลี้ยงมด
ปัจจุบันนี้ ที่ประเทศเยอรมนี การเลี้ยงมดได้กลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว ทั้งยังเลี้ยง กันอย่างเอาจริงเอาจัง วัยรุ่นแถบเมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ก็กำลังให้ความ สนใจเป็นอย่างมาก ส่วนบ้านเราถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวงานพืชสวนโลกก็อาจได้เห็น และ ได้ลองซื้อ มาเลี้ยงกันดูบ้าง สนนราคามีอยู่สองระดับคือที่ ๔๐๐ กว่าบาท กับ ๘๐๐ กว่าบาท หรืออาจมาก น้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา
รวบรวมจาก
วิทยา นาควัชระ. ใกล้หมอ. "Mental Health" ๓๑๑ ๙๘ -๙๙ , ๒๕๕๐.
Ipst.ac.th และผู้เชี่ยวชาญเรื่องมด จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพวช.