พระราชประวัติ

ด้านการปกครอง
ด้านเศรษฐกิจ
ด้านกฎหมาย
ด้านการต่างประเทศ
ด้านการทหาร
ด้านสังคม
ด้านคมนาคม
ด้านวรรณกรรม
ประพาสต้น
พระราชบัญญัติ

การปรับปรุงกิจการทหารเรือ

การสู้รบทางเรือ ร.ศ.๑๑๒

การจัดโรงเรียนนายเรือ

การสู้รบทางเรือในวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖)
      ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พวกฝรั่งชาติตะวันตก ได้เข้ามา มีอิทธิพล สำคัญ ทางแถบเอเชีย มากขึ้นทุกที โดยจุดประสงค์ ที่สำคัญคือ การแสวงหา อาณานิคม ประเทศต่าง ๆ เช่น ญวน เขมร ลาว ตกเป็นอาณานิคม ของฝรั่งเศส ส่วนพม่า และ มะลายูตก เป็นอาณานิคมของ อังกฤษ ทางภูมิภาคนี้ พระองค์ ได้ทรงดำเนินวิเทโศบาย เช่นเดียวกับสมเด็จพระราชบิดา คือ ทรงยอมรับ ว่าถึงเวลาแล้ว ที่ไทย จะต้อง ผู้สัมพันธ ไมตรีกับพวกฝรั่ง และจากการที่พระองค์ได้เสด็จ ประพาสต่างประเทศหลายครั้ง จึงทรงนำ เอาความ เจริญรุ่งเรืองที่ทรงพบเห็นมาปรับปรุงประเทศชาติ เพื่อให้เป็น ที่ยอมรับนับถือ ของพวกฝรั่ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่สมารถหยุดยั้งการรุกรานของ พวกฝรั่งชาติตะวันตกได้ โดยเฉพาะชาติอังกฤษและฝรั่งเศส ในสมัย พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ไทยต้องเสียดินแดนให้แก่ประเทศทั้งสองรวม ๕ ครั้ง เพื่อแลกกับ ความเป็นเอกราชของชาติ และจากกรณีการรบ ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นการรบทางเรือ เพื่อรักษา อธิปไตย เหนือ น่านน้ำไทยระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) นั้น ทำให้ไทยต้อง เสียดินแดนไปมิใช่น้อย
      ลาวและเขมรเคยเป็น ประเทศราชของไทย นับตั้งแต่สมัยอยุธยา ตลอดมา จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ แต่ใน บางคราวที่ไทยอ่อนกำลังลง พม่า และญวน ซึ่งเป็น ประเทศข้างเคียง มีกำลังและ อำนาจมากขึ้น ลาว ก็ตก อยู่ในอำนาจของพม่าบ้าง ของญวนบ้าตามเหตุการณ์ ส่วนเขมรนั้นเมื่อ ไทยอ่อนกำลัง ลงเมื่อใด ก็ยก กองทัพรุกล้ำเข้ามา และบางคราว ก็อาศัยกำลังหนุน จารญวน เหตุการณ์เป็นดังนี้ ตลอดมา ในกระทั่งฝรั่งเศส เริ่มแผ่อิทธิพล ครอบคลุมญวน และเขมร ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๓๕ เมอสิเออร์ เดอลองล์ (M.Deloncle) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศส ได้เสนอต่อรัฐสภาฝรั่งเศส เร่งรัดให้รัฐบาล ฝรั่งเศส ใช้กำลังกับไทยในปัญหาเขตแดน ซึ่งเคยเป็นของญวน และเขมร จากนั้นฝรั่งเศส ก็ได้ยกกำลังทหาร เข้ามา ประชิดฝั่งซ้าย ของลำแม่น้ำโขง และส่งเรือปืนลูแตง (Lutin) เข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๓๖ โดยอ้างว่า เพื่อคุ้มครองผล ประโยชน์ ของฝรั่งเศส ที่มีอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทย จำต้องยินยอม แต่เหตุการณ์มิได้ยุติลงเพียงนี้ ในเดือน กรกฎาคม รัฐบาลฝรั่งเศสได้ขออนุญาตต่อรัฐบาลไทย ขอนำเรือปืน ๒ ลำ คือ เรือแองคองสตังค์ (Inconstant) และ เรือโคแมต (Comete) เข้ามายัง ประเทศไทย รวมกับเรือลูแตง ที่มา ประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว ๓ ลำ รัฐบาลไทย ได้พิจารณาเห็นว่า การที่ต่างประเทศนำเรือของตนเข้า มาประจำอยู่ในกรุงเทพฯ เกิน ๑ ลำ เป็นสิ่งที่ไม่น่า ปลอดภัยสำหรับประเทศไทย รัฐบาลไทยจึง ตอบปฏิเสธ ฝรั่งเศสไป พร้อมด้วยเหตุผล ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายไทยก็มิได้นิ่งนอนใจ เพราะการ ตอบปฏิเสธ เช่นนั้น ย่อมเป็นที่ไม่พอใจของฝรั่งเศส จึงได้เตรียมการ ป้องกันตนเอง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระบรมราชโองการ ให้กองทัพเรือ เตรียม กำลังป้องกัน การล่วงล้ำ อธิปไตยครั้งนี้ พลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ รองผู้บัญชาการ กรมทหารเรือ ซึ่งทำหน้าที่ เป็นผู้อำนวยการการป้องกัน ปากน้ำเจ้าพระยา ได้วางแผนปฏิบัติการป้องกันการ บุกรุกของ กองเรือ รบฝรั่งเศสที่ปากน้ำเจ้าพระยา ดังนี้คือ
      ๑. สั่งให้ป้อมพระจุลจอมเกล้า และป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งได้ติดตั้งปืนวิคเกอร์อาร์มขนาด ๖ นิ้ว อันทันสมัย เตรียมพร้อมเพื่อจะหยุดยั้งการบุกรุกของเรือรบฝรั่งเศสอันอาจเกิดขึ้นได้
      ๒. สั่งให้เรือรบ ๕ ลำ เตรียมพร้อมอยู่ที่ด้านเหนือขอ ง ป้อมพระจุลจอมเกล้า เล็กน้อยเรือที่วาง กำลังป้องกัน เหล่านี้ส่วนมากเป็น เรือล้าสมัย หรือเป็นเรือกลไฟ ประจำ ในแม่น้ำ มีเรือที่ทันสมัยเพียง ๒ ลำเท่านั้น คือ เรือมกุฎราชกุมาร และ เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์
      ๓. ได้วางเครื่องกีดขวางที่ปากน้ำเจ้าพระยา เช่น ตาข่าย สนามทุ่นระเบิด และสนามยิง ตอร์ปิโด เป็นต้น
      ครั้นในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ เรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำ คือ เรือสลุปแองคองสตังต์ และเรือปืน โคแมต ได้รุกล้ำสันดอน ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามายังกรุงเทพฯ โดยมีเรือ เจ.เบ.เซย์ (Jean Baptist Say) เรือสินค้า เป็น เรือนำร่อง หมู่ปืน ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้ยิงด้วยนัดดินเปล่าเพื่อ เป็นการเตือนเรือรบ ฝรั่งเศส ไม่ให้ล่วงล้ำ เข้ามา แต่ก็ไม่สามารถ หยุดยั้งได้ ในที่สุดต่างฝ่ายก็ระดมยิงโต้ตอบกัน เรือรบไทยที่จอดอยู่ เหนือป้อม พระจุลจอมเกล้า ต่างก็ระดมยิงไปยังเรือรบฝรั่งเศส การรบได้ ดำเนินไป เป็นเวลา ครึ่งชั่วโมงเศษ ก็ยุติลง เพราะความมืดเป็นอุปสรรค เรือแองคองสตังค์ และเรือโคแมต สามารถตีฝ่าแนวป้องกัน ที่ปากน้ำ เจ้าพระยา เข้ามาได้จนถึงกรุงเทพฯ และเทียบเท่า อยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส ส่วนเรือนำร่องถูกยิงเกยตื้นอยู่ริมฝั่ง
การเปรียบเทียบกำลังรบของทั้งสองฝ่าย
      
ก. ฝ่ายฝรั่งเศส
          ๑. เรือสลุปแองคองสตังค์ ระวางขับน้ำ ๘๒๕ ตัน ความเร็ว ๑๓ นอต ปืนใหญ่ ๑๔ ซม. ๓ กระบอก ปืนใหย่ ๑๐ ซม. ๑ กระบอก ปืนกล ๓๗ มม. ๕ กระบอก มีนาวาโท โบรี (Boy) เป็นผู้บังคับการเรือ และ ผู้บังคับหมู่เรือ
          ๒. เรือปืนโคแมต ระวางขับน้ำ ๔๙๕ ตัน ปืนใหญ่ ๑๔ ซม. ๒ กระบอก ปืนใหญ่ ๑๐ ซม. ๒ กระบอก ปืนกล ๓๗ มม. ๒ กระบอก มีเรือเอกหลุยส์ ดาร์ติช ดู ฟูร์เนต์ (Louis Dartige du Fournet) เป็นผู้บังคับการเรือ
      ข. ฝ่ายไทย มี พล เรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ เป็นผู้อำนวยการ ป้องกันปากน้ำ เจ้าพระยา
          ๑. เรือปืนมกุฎราชกุมาร ระวางขับน้ำ ๖๐๙ ตัน ความเร็ว ๑๑ นอต อาวุธประจำเรือใน พ.ศ.๒๔๓๖ ยังไม่ทราบชัด ฝ่ายฝรั่งเศสบันทึกว่า มีปืนใหญ่บรรจุปากกระบอก ๑๕ ซม.๑ กระบอก ปืนใหญ่บรรจุ ปากกระบอก ๑๒ ซม. ๕ กระบอก ปืนกล ๓ กระบอก มีนาวาโท กูลด์แบร์ก (Commander V. Guldberg) เป็นผู้บังคับการเรือ มิสเตอร์ สมาร์ท (Mr. W. Smart) เป็นต้นกลเรือ
          ๒. เรือปืนมูรธาวสิตสวัสดิ์ ระวางขับน้ำ ๒๕๐ ตัน ปืนใหญ่อาร์มสตรองบรรจุ ปากกระบอก ๗๐ ปอนด์ ๑ กระบอก ปืนใหญ่บรรจุ ปากกระบอก ๑๐ ซม. ๔ กระบอก ปืนกล ๑ กระบอก มี เรือเอก คริสต์มาส (Lieutenant W. Christmas) เป็นผู้บังคับการเรือ มิสเตอร์ แคนดุตตี (Mr. G. Candutti) เป็นต้นเรือ
          ๓. เรือหาญหักศัตรู เรือป้อมระวางน้ำ ๑๒๐ ตัน ความเร็ว ๗ นอต ปืนใหญ่ บรรจุปากกระบอก ๑๕ ซม. ๑ กระบอก ปืนใหญ่บรรจุปากกระบอก ๑๒ ซม. ๑ กระบอก มี เรือเอก สมีเกโล (Lieutenant S. Smiegelow) เป็นผู้บังคับการเรือ
          ๔. เรือนฤเบทร์บุตรี เรือราชการระวางขับน้ำ ๒๖๐ ตัน ปืนใหญ่บรรจุปากกระบอก ๑๐ ซม. ๖ กระบอก มีนายทหารไทยเป็นผู้บังคับการเรือ
          ๕. เรือทูลกระหม่อม เรือฝึก (เรือใบ) ระวางขับน้ำ ๔๗๕ ตัน ปืนใหญ่บรรจุ ปากกระบอก ๑๐ ซม. ๖ กระบอก มีนายทหารไทยเป็นผู้บังคับการเรือ
          ๖. ป้อมพระจุลจอมเก้า ปืนใหญ่อาร์มสตรองบบรราจุท้าย ๑๕ ซม. ๗ กระบอก มี ร้อยเอก ฟอนโฮลค์ (Captain C. von Holck) เป็นผู้บังคับการ
          ๗. ป้อมผีเสือสมุทร ปืนใหญ่อาร์มสตรองบรรจุท้าย ๑๕ ซม. ๓ กระบอก มีร้อยเอก เกิตส์เช (Captain T. A. Gottsche) เป็นผู้บังคับการ
          ๘. เรือวางทุ่นระเบิด มีร้อยเอก เวสเตนโฮลซ์ (Coptain Westenholz) เป็นผู้อำนวยการ
ความเสียหายภายหลังการรบ      
      ก. ฝ่ายฝรั่งเศส
          เรือเซย์ถูกยิง ๒ นัด มีรูทะลุน้ำเข้าเรือจึงต้องแล่นไปเกยตื้น ไม่ปรากฎว่ามีคน บาดเจ็บล้มตาย ส่วนเรือแองคองสตังต์ ตัวเรือและส่วนบนของเรือ มีรอยกระสุน ปืนเล็ก มากมาย และมีรอย กระสุน ปืนใหญ่ หลายแห่ง หลักเดวิด เรือบตหัก ทหารตาย ๑ คน บาดเจ็บ ๒ คนส สำหรับเรือโคแมต ตัวเรือและ ส่วนบน ของเรือ มีรอยกระสุนปืนเล็กมากมาย และมีรอยกระสุนปืนใหญ่ ๒ นัด กระจกบนสะพานเดินเรือแตก เรือเล็ก เสียหาย ๒ ลำ ทหารตาย ๒ คน บาดเจ็บ ๑ คน รวมทหารฝรั่งเศสตาย ๓ คน บาดเจ็บ ๓ คน
      ข. ฝ่ายไทย
          เรือมกุฎราชกุมารถูกกระสุนปืนใหญ่ ๑นัดที่หัวเรือ เครื่องกว้านสมอชำรุดใชการไม่ ได้และถูกกระสุน ปืนเล้กเป็นจำนวนมาก
          ที่ข้างเรือกราบซ้ายตรงห้องเครื่องจักร ๑ นัด ที่ส่วนบนของเรือ ๑ นัด ถูกกระสุน ปืนเล็กเป็นจำนวนมาก
          สำหรับเรือหาญหักศัตรู ถูกยิงที่ท้ายเรือมีช่องโหว่ เรือนฤเบนทร์บุตรี ไม่ปรากฎว่า ถูกยิงที่ใดบ้าง เรือทูลกระหม่อม ถูกกระสุนปืนใหญ่ ๑ นัดที่หัวเรือ ส่วนป้อมพระจุลจอมเก้า ไม่ได้รับความเสียหาย แต่อย่างใด ป้อมผีเสื้อสมุทรบริเวณหลุมปืนถูกยิง แต่ไม่เสียหายมาก
            ทหารที่ตายและบายเจ็ดตามบัญชีราชการที่พิจารณาให้บำเหน็จความชอบดังนี้
          เรือมกุฎราชกุมาร ตาย ๓ คน คือ มะถิเยาะ (อาสาจาม) นายมะนิ (อาสาจาม) นายหวน (ปากน้ำ) บาดเจ็บ ๑๕ คน เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ บาดเจ็บ ๖ คน เรือหาญหักศัตรู ตาย ๑ คน คือ โต๊ะหวัง (โต๊ะ) บาดเจ็บ ๒ คน เรือนฤเบนทร์บุตรี ตาย ๒ คน คือ นายมาน (อาสาจาม) นายผิว (แผนที่) บาดเจ็บ ๖ คน เรือทูลกระหม่อม ตาย ๒ คน คือ นายทอง (ปากน้ำ) นายหรุ่น (โต๊ะ) บาดเจ็บ ๕ คน ป้อมผีเสื้อสมุทร บาดเจ็บ ๖ คน ส่วนป้อม พระจุลจอมเกล้า ไม่มีคนตาย และบาดเจ็บ รวมทหารไทยตาย ๘ คน และบาดเจ็บ ๔๐ คน
          ภายหลังเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว ไทยกับฝรั่งเศสได้ยุต ิการสู้รบกันเกี่ยวกับ กรณีพิพาท เรื่องเขตแดน ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและเป็นเหตุให้ไทยต้องเสียดินแดนแก่ ฝรั่งเศส เป็นเนื้อที่ จำนวนมากมาย โดยที่ ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อและเปลี่ยน กับการดำรงไว้ ซึ่งเอกราช และอธิปไตยของไทยต่อไป
          จากเหตุการณืการสู้รบครั้งนี้ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณา เห็นว่า การว่าจ้าง ชาวต่างประเทศเป็นผู้บังคับการเรือและป้อมนั้น ไม่เป็นหลักประกัน พอที่จะรักษาประเทศได้ สมครรที่จะต้อง บำรุงกำลัง ทหารเรือและป้อมนั้น ไม่เป็นหลักประกัน พอไทย ทำหน้าที่แทน ชาวต่างประเทศ ทั้งหมดและ การที่จะให้ คนไทย ทำหน้าที่แทน ชาวต่างประเทศได้นั้น ต้องมีการศึกษฝึกหัดเป็นอย่างดี จึงทรง ส่งพระราชโอรส ออกไป ศึกษาวิชาการ ทหารเรือ ณทวีปยุโรป รวมทั้งมีการจัดการศึกษา ของทหารเรือ ภายในประเทศ ให้เป็นแบบตามระบบสากล