โดย พระอาจารย์ วรฤทธิ์ โอภาโส
[อยากเกิดที่ไหน คุณก็เลือกเกิดได้ ตอนที่ ๑] [อยากเกิดที่ไหน คุณก็เลือกเกิดได้ ตอนที่ ๒]
[ความตาย สิ่งที่เลือกได้ และเลือกไม่ได้] [อารมณ์ที่ปรากฏก่อนตาย ตัดสินภพภูมิที่ไปเกิดใหม่] [อยากได้รับผลที่ดี เราก็มีสิทธิ์ทำได้]
[รู้จักกิเลสกันให้ดี แล้วหาวิธีกำจัดออกไป] [บุคคลในโลกนี้ ๔ ประเภท และ พระยายมราชกับเทวทูต ๕ จำพวก]

แนะนำ และ ทักทาย
เจริญพรผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เป็นวันแรกที่อาตมาได้มาพบกับผู้อ่าน และเราจะมาพบกันทุกวันอังคารในคอลัมน์เสริมปัญญาสัปดาห์ละนิด ก่อนอื่นอาตมาขอแนะนำความเป็นมาของคอลัมน์ว่าเริ่มต้นมาอย่างไร จุดเริ่มต้นของคอลัมน์นี้ มาจากการที่อาตมาได้มาช่วยสอนพระอภิธรรมแทนพระครูธรรมธรสุมนต์ นนฺทิโก เจ้าอาวาสวัดจากแดง สมุทรปราการ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปีที่ผ่านมา ทุกวันจันทร์ เวลา๑๗.๓๐ น. ซึ่งเปิดสอนสำหรับประชาชนทุกคน ไม่จำกัดเพศและวัย จึงได้เจอกับคุณนวพร เรืองสกุล ซึ่งได้มาเรียนพระอภิธรรมกับอาตมา ต่อมา คุณนวพร บอกว่า ทางโพสต์ ทูเดย์ ต้องการเปิดคอลัมน์เพิ่มเติม เกี่ยวกับธรรมะ ให้ผู้อ่าน ได้เสริมสร้าง สติปัญญา จึงถามอาตมาว่า สนใจจะเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์หรือไม่ อาตมาฟังแล้วมีความสนใจจึงได้พูดคุยกับคุณณศักต์ อัจจิมาธร ผู้รับผิดชอบคอลัมน์ในโพสต์ทูเดย์ และตัดสินใจเขียนคอลัมน์ลงหนังสือพิมพ์โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการเสริมความรู้ความเข้าใจในธรรมะของพระพุทธเจ้าให้แก่ผู้อ่าน แก้ไขความเข้าใจในธรรมะที่ผิดๆ ให้ลดน้อยลงไป เข้าใจ หลักพระพุทธศาสนาและต้องการให้ทุกคนมีความสุขในชีวิตที่ตนเองกำลังเป็นอยู่ แม้อาตมาอาจไม่มีประสบการณ์ในการเขียนแต่ก็หวังว่าจะได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านด้วยดี สำนวนการเขียนอาจไม่ดี แต่เนื้อหาและความตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะทำให้ดีที่สุด ด้วยประสบการณ์การศึกษาธรรมะ และความรู้ที่อาตมามีทั้งหมด ขอทุ่มเทให้กับทุกท่านอย่างเต็มที่ จึงหวังว่าทุกท่านจะได้ลองอ่านคอลัมน์นี้สักหน่อย อาตมาได้ตั้งชื่อคอลัมน์นี้ไว้หลายชื่อ แต่ในที่สุด อาตมาก็เลือกชื่อ เสริมปัญญาสัปดาห์ละนิด เพื่อต้องการสื่อความหมายว่า คอลัมน์นี้ขอเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริงในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แก่ท่านผู้อ่านสัปดาห์ละครั้ง เก็บสะสม ความรู้ทีละนิด เหมือนหยดน้ำใส่ในตุ่ม น้ำนี้เปรียบเหมือนปัญญาที่เราเติมใส่ในใจของเรา เป็นปัญญาที่แท้จริง คือ ปัญญาจากการรู้ตามความเป็นจริงในธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ โดยเฉพาะธรรมะในส่วนพระอภิธรรม ซึ่งชาวพุทธประมาณ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่เข้าใจและไม่รู้จักพระอภิธรรมว่าเป็นประโยชน์อย่างไร มีความสำคัญ ในการเรียนรู้หรือไม่ ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร เข้าใจเพียงว่าพระอภิธรรมเป็นบทสวดที่ใช้ในงานศพ นอกจากนี้อาตมาจะเขียนเกร็ดความรู้ธรรมะต่างๆ เสริมด้วย อาตมาขอแนะนำตัวสักนิด เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักเหมือนอยู่ใกล้กันและสามารถสอบถามพูดคุยซึ่งกันและกัน อาตมาพระวรฤทธิ์ โอภาโส อายุ ๓๔ พรรษา ๙ นักธรรมเอก สังกัดวัดหัวกลับ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันพำนักอาศัยที่วัดเพลงวิปัสสนา แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เพื่อมาศึกษาพระอภิธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ขณะนี้ศึกษาในชั้นมหาอาภิธรรมิกะตรี ในคัมภีร์ยมก ชั้นเรียนนี้เป็นชั้นเรียนที่ ๗ ในจำนวน ๙ ชั้น ของหลักสูตรอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย และอาตมาได้ช่วยงานสอนพระอภิธรรมที่ วัดสามพระยา อีกด้วย ทุกวันเสาร์อาทิตย์ บ่ายโมงเป็นต้นไป นอกจากนี้ มีงานอื่นอีกบ้าง คือบรรยายธรรมตามที่ต่างๆ เช่น ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย บางแค วัดสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และอื่นๆ การศึกษาในอดีตจบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ท่านผู้อ่านได้ทราบความเป็นมาของอาตมาและคอลัมน์พอสมควร จึงหวังว่าจะมีผู้สนใจเป็นแฟนคอลัมน์ติดตามอ่านและให้ความสนใจ ถ้าผู้อ่านมีข้อสงสัยในธรรมะใดๆ ก็ถามมาที่อาตมาได้ ที่เบอร์โทร. ๐๙-๐๒๐๓๐๘๙ หรือติดต่อมาทางหนังสือพิมพ์ก็ได้ เพื่อจะได้มีการตอบข้อสงสัยให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง สำหรับวันนี้ขอลาผู้อ่านไปก่อน อังคารหน้าพบกันใหม่ เจริญพร

๐ พระพุทธเจ้า และ ลามะเนปาล จนถึง พระอภิรักษ์
เจริญพร ผู้อ่าน วันจันทร์ที่ผ่านมา คือ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ เป็นวันมาฆบูชา ไม่ทราบว่าผู้อ่านได้มีโอกาสเข้าวัดสร้างกุศลเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งอาตมาเสียดายแทนหลายๆท่านที่ไม่ได้มีโอกาสในการสร้างกุศลในวันสำคัญเช่นนี้ ซึ่งมีปีละหนเท่านั้น และการทำบุญในวันนี้ก็มีอานิสงส์มาก เพราะเป็นทั้งวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ และเป็นวันที่ มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในอดีต แต่น่าเสียดาย ด้วยความไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนา จึงไม่เห็นความสำคัญ และเมื่อมาใกล้กับวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นประเพณีของชาวคริสต์ แต่ชาวพุทธไทยกลับให้ความสำคัญมากกว่า เพราะความไม่รู้ และเพราะความไม่รู้นี่เอง จึงมีเหตุการณ์หลายๆอย่างเกิดขึ้นอีกด้วย ดังที่มีข่าวในปัจจุบัน อย่างเช่น ข่าวของลามะ ชาวเนปาล ที่มีข่าวว่านั่งสมาธิที่ใต้ต้นโพธิ์โดยไม่กินอาหารนานถึงเกือบปีแล้วในตอนนี้ และมีผู้ไปเฝ้าชมและติดตามมากมาย บางท่านก็คิดว่า อาจเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด บางท่านก็คิดว่า อาจเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ จึงเป็นประเด็นข่าวที่ฮือฮาในช่วงหนึ่ง ถ้าความสงสัยนี้เกิดกับชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่น ก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อความสงสัย เกิดกับชาวพุทธแล้ว บางท่านอาจคิดว่าก็เป็นธรรมดาที่คนอาจสงสัย แต่ในความเป็นจริง นับว่าเป็นความเสียหายอย่างมาก เพราะแม้เพียงเรื่องเล็กๆในหลักพระพุทธศาสนาชาวพุทธยังมีความไม่รู้ไม่เข้าใจ ในวันวิสาขบูชาของทุกปี ทุกองค์กรของชาวพุทธต่างออกมาจัดงาน และเผยแผ่พุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในตอนประสูตินี่เอง ได้กล่าวว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติออกมา ได้ก้าวพระบาทเป็นจำนวน ๗ ก้าว และเปล่งอาสภิวาจาว่า " อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโ?หมสฺสมิ โลกสฺส เสฏฺโ?หมสฺสมิ โลกสฺส อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว แปลว่า เราเป็นผู้เลิศเป็นยอดในโลก เราเป็นผู้เจริญผู้ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก ความบังเกิดชาตินี้มี ณ ที่สุด บัดนี้ ความบังเกิดอีกมิได้มี " คำตรัสนี้ พูดกันทุกปีในวันวิสาขบูชา แสดงว่าชาวพุทธจำนวนมากไม่ใส่ใจ เพราะจากประโยคนี้ ผู้อ่านคงเห็นว่า พระพุทธเจ้าเมื่อปรินิพพานแล้วย่อมไม่มีการเกิดอีกอย่างแน่นอน ส่วนพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป คือ พระศรีอริยเมตไตรย์นั้น เป็นคนละองค์กัน ซึ่งยังไม่มาเกิด ปัจจุบันนี้ยังอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต จะมาเกิดในสมัยที่มนุษย์ในชมพูทวีป มีอายุขัยแปดหมื่นปี โดยสมัยพระพุทธเจ้ามีอายุขัย ๑๐๐ ปี เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐๐ ปี อายุขัยของมนุษย์จะลดลง ๑ ปี เป็นอย่างนี้เรื่อยไป ปัจจุบันจึงมีอายุขัยประมาณ ๗๕ ปี เพราะผ่านมา ๒๕๔๘ ปี นับจากสมัยพุทธกาล จึงลดลงประมาณ ๒๕ ปี ในอนาคตจะเป็นอย่างนี้เสมอ จนมนุษย์มีอายุขัย ๑๐ ปี จึงเกิดกลียุค มีการเข่นฆ่ากันโดยไม่ปรานี ไม่สนใจว่าเป็นพ่อแม่ หรือญาติกันก็ตาม จนผู้คนล้มตายเกือบหมด เหลือเพียงคนที่มีศีลธรรม ซึ่งไปหลบการฆ่าฟันกันตามถ้ำตามภูเขา เมื่อการฆ่ากันจบสิ้น บุคคลเหล่านี้จะออกมา และตั้งใจทำความดี รักษาศีล จึงมีอายุขัยเพิ่มขึ้น โดยทุก ๑๐๐ ปี จะมีอายุขัยเพิ่มอีกเท่าตัว จาก ๑๐ ปี เป็น ๒๐ ปี ๔๐ ปี ๘๐ ปี ไปเรื่อยๆ ทุก ๑๐๐ ปี อายุเพิ่มเท่าตัวเสมอ จนอายุขัยถึงอสงไขยปี คือ เขียนเป็นตัวเลขได้ดังนี้ มีเลข ๑ และตามด้วยเลขศูนย์ อีก ๑๔๐ ตัว เรียกว่า อสงไขยปี โอย นับไม่หวาดไม่ไหว และเป็นเรื่องที่อ่านแล้ว หลายท่านอาจไม่เชื่อว่า คนเราจะมีอายุยืนขนาดนี้ ถึงตอนอายุขัยเท่านั้น มนุษย์จึงประมาทมาก ไม่มีการสนใจเรื่องศีลธรรม มีการทำผิดศีลมาก เป็นเหตุให้อายุขัยเริ่มกลับมาลดลงเหมือนเดิม คือ ทุก ๑๐๐ ปี อายุขัยลดลง ๑ ปี จนเหลือ แปดหมื่นปี นั่นแหละ คือเวลาที่ พระศรีอาริย์ จะจุติจากสวรรค์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไปนั่นเอง ดังนั้น อีกนานมากกว่าจะมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป และไม่ใช่องค์เดิมกลับชาติมาเกิด ส่วนเราแม้ไม่ทันพระพุทธเจ้า แต่เรายังมีโอกาสได้รับฟังคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อยู่ จึงควรศึกษาธรรมะของพระองค์ต่อไป สรุปว่า ลามะเนปาลไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์นี้กลับชาติมาเกิดและไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปด้วย แต่เป็นผู้ที่สนใจในการนั่งสมาธิ ปฏิบัติสมถกรรมฐานเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นความตั้งใจดี ควรที่เราจะอนุโมทนา และสนับสนุนให้เขา ได้ทำความดี อย่างถูกต้องต่อไป อาจติดตามข่าวสารของเขาต่อไปได้ แต่ไม่ควรตื่นข่าว มิฉะนั้น จะเข้าหลักที่พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นการถือมงคลตื่นข่าว ซึ่งเป็นความวิบัติ ๑ ใน ๕ ประการของอุบาสกอุบาสิกา นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวพระรูปหนึ่ง ชื่อ พระอภิรักษ์ ได้ดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำและบีบนวดเช็ดตัว ตลอดจนซักผ้าให้โยมมารดา ซึ่งมีหลายท่านคัดค้าน แม้จะเห็นว่าเป็นความกตัญญูก็ตาม ด้วยคิดว่า ทำผิดพระวินัย ก็นับว่าเป็นความไม่รู้อีกครั้ง เพราะ สมัยพุทธกาล มีพระรูปหนึ่งได้บิณฑบาต แล้วมาเลี้ยงดูบิดามารดา จึงได้รับคำติเตียนจากผู้อื่น ( ซึ่งสมัยนั้น มีเดียรถีย์คอยจับผิดและคอยกล่าวหาอยู่เสมอ อาตมาหวังว่า ผู้อ่านคงไม่คอยทำตัวเป็นเดียรถีย์หรอกนะ,เดียรถีย์ หมายถึง ผู้นับถือศาสนาหรือลัทธิอื่น ) พระพุทธเจ้าเมื่อทราบข่าว ได้ประชุมสงฆ์ และไต่ถามพระภิกษุรูปนั้น ซึ่งท่านได้ยอมรับ พระพุทธเจ้าจึงตรัสชื่นชม และอนุญาตว่าพระภิกษุสามารถบิณฑบาตเลี้ยงดูบิดามารดาได้ สิ่งนี้นับเป็นความกรุณา และมองการณ์ไกลของพระองค์ ผู้อ่านลองคิดดู ถ้าไม่มีข้ออนุญาตข้อนี้ อาจต้องมีพระภิกษุที่ดี มีความกตัญญู ลาสิกขาเพื่อออกไปเลี้ยงดูบิดามารดาอีกมาก พระพุทธศาสนาย่อมเสียบุคลากรที่ดีไปอีกมากทีเดียว จึงขอให้ทุกท่านได้ศึกษาและพิจารณาธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างไตร่ตรอง ไม่กล่าวติเตียนผู้อื่นด้วยจิตไม่ดี เพราะเป็นการย้อนทำร้ายตนเองโดยทำจิตตนเป็นอกุศลนั่นเอง

๐ ตายแล้วไปไหน ผีและวิญญาณมีจริงหรือ
เจริญพร ผู้อ่าน วันนี้จะมาว่าด้วยเรื่อง ตายแล้วไปไหน ฟังดูน่ากลัว แต่ขอให้ผู้อ่านทำใจสบายๆ คนเราทุกคนเกิดมาต้องตาย เป็นความจริงที่ทุกท่านคงทราบดี แต่ตายแล้วไปไหน ทุกท่านคงอยากทราบ เมื่อทราบแล้วบางท่านอาจไม่เชื่อ บางท่านอาจไม่แน่ใจ เรื่องที่อาตมาเขียนนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ภูมิที่สัตว์คือบุคคลผู้เวียนว่ายตายเกิดต้องอยู่ มี ๓๑ ภูมิ คืออบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖ รูปภูมิ ๑๖ อรูปภูมิ ๔ มีเท่านี้ แปลว่าเราทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิเหล่านี้เท่านั้น ไม่มีที่อื่นอีก ดังนั้น เมื่อเราตายแล้วก็ไปเกิดในภูมิเหล่านี้นั่นเอง เมื่อตายปุ๊บ ก็เกิดปั๊บ หมายความว่า เมื่อจิตดวงสุดท้ายในภพนี้ (จุติจิต)ดับลง จิตดวงแรกในภพหน้า (ปฏิสนธิ)ก็เกิดขึ้นทันทีติดต่อกันไม่มีการรอเวลาใดๆแม้เสี้ยววินาที เพราะบุคคลทั้งหลายย่อมมีจิตเกิดติดต่อกันตลอดไม่ขาดสายแม้ข้ามภพข้ามชาติก็ตาม จะมีขาดช่วงเฉพาะเมื่อไปเกิดเป็นอสัญญสัตตพรหม ( เป็นภูมิหนึ่งในรูปภูมิ ๑๖ ) หรือ พระอนาคามีกับพระอรหันต์ ตอนเข้านิโรธสมาบัติ เท่านั้นจริงๆ ( นิโรธสมาบัติ เป็นการเข้าฌานทุกฌาน แล้วดับจิตลง คล้ายๆฝึกนิพพานชั่วขณะ ) ดังนั้น เมื่อเราตาย ต้องไปเกิดในภูมิต่างๆดังที่กล่าวมาทันที โดยถ้าอกุศลที่ทำมาส่งนำเกิดเราจะเกิดในอบายภูมิ ( โลภะนำเกิดเป็นเปรต,อสุรกาย โทสะนำเกิดเป็นสัตว์นรก โมหะนำเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ) กุศลที่ทำมาส่งนำเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ถ้าได้ฌาน( เกิดจากการนั่งสมาธิ ปฏิบัติสมถกรรมฐาน ) เกิดเป็นรูปพรหม หรือ อรูปพรหม แล้วแต่ฌานที่เราได้ ผู้อ่านเห็นหรือไม่ว่าจริงๆแล้วเราเลือกเกิดได้ เลือกโดยการทำกุศลหรืออกุศลนั่นเอง กุศลขั้นต้น ( ทาน ศีล ภาวนา ) ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือ เทวดา กุศลขั้นกลาง ( ฌาน ) ไปเกิดเป็นพรหม กุศลขั้นสูง ( มัคคจิต ) ไปสู่พระนิพพาน ( มัคคจิต เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน คือพิจารณารูปนามเกิดดับโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ในสภาพเดิม ไม่ใช่ตัวตนของใคร ที่จะสามารถบังคับบัญชาได้ เมื่อเห็นรูปนามเกิดดับอย่างชัดเจนจนวิปัสสนาญาณเกิด ก็มีมัคคจิตเกิด สำเร็จเป็นพระอริยบุคคล ) ส่วนที่หลายท่านอาจสงสัยว่า ถ้าตายแล้วไปเกิดใหม่เลยทันที แล้ววิญญาณหรือผี มีจริงหรือไม่ ทำไมเราเห็นคนที่ตายไปแล้วมาเข้าฝัน หรือมาปรากฏตัวให้ใครเห็นได้อีก อย่างนี้ได้ชื่อว่า ไปเกิดแล้วหรือ ขอบอกก่อนว่า คำว่า วิญญาณ แปลว่า รู้อารมณ์ ซึ่งก็คือจิต นั่นเอง จิตหรือวิญญาณเป็นคำเดียวกัน เมื่อเราตายลง วิญญาณไม่ได้ออกจากร่าง แต่วิญญาณดับลงแล้วเป็นเหตุให้วิญญาณดวงใหม่เกิดในภพใหม่นั่นเอง ส่วนผีมีจริงหรือ ความจริงคำว่า ผี เป็นคำที่เรามาใช้เรียกผู้ที่ตายไปแล้ว ซึ่งในความจริง คือ คนที่ไปเกิดในภพใหม่แล้ว ดังนั้น ที่เราเห็นหรือมาเข้าฝัน แล้วเรียกว่าผี คือ มาจากภพอื่น เมื่อคนตายไปเกิดในบางภูมิ ที่อาจมาติดต่อกับภูมิมนุษย์ได้แต่ไม่ชัดเจน ทำให้เราตกใจกลัว และเรียกว่าผีหลอก ภูมินั้นอาจเป็นอสุรกาย เปรต และเทวดาชั้นต่ำบางพวก กลุ่มเหล่านี้ บางทีก็มาติดต่อมนุษย์ได้แต่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เราเกิดความกลัว ซึ่งที่เขามานั้นมีสาเหตุ บ้างเพราะความผูกพัน บ้างเพราะต้องการส่วนบุญ ความช่วยเหลือ ดังนั้น เราไม่ควรกลัว แต่ถึงรู้อย่างนี้ ก็คงไล่ความกลัวผีออกจากใจไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่กลัวมาจนชิน เลิกกลัวไม่ได้ สรุปว่าผีคือ บุคคลที่ไปเกิดอยู่ในภูมิใดภูมิหนึ่งแล้วนั่นเอง ถึงตรงนี้คิดว่าผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่าเราตายแล้วไปไหน แต่ที่สำคัญกว่า น่าจะเป็นทำอย่างไร ตายแล้วจะไปเกิดในภูมิที่ดี พระพุทธเจ้าสอนว่า จิตตอนใกล้จะตายรับอารมณ์ฝ่ายใด ( กุศลหรืออกุศล ) ก็จะเปิดทางให้อารมณ์ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายส่งผลนำเกิด หมายความว่า ถ้าจิตตอนใกล้ตาย เป็นกุศลนึกถึงบุญกุศลต่างๆ ที่เคยทำมา เมื่อตายลง บุญกุศลเก่า ( ทั้งชาตินี้หรือชาติก่อนก็ได้ ) ก็จะนำส่งไปเกิดในภูมิที่ดี มีความสุข เช่น เป็นมนุษย์ เป็นต้น แต่ถ้าจิตตอนใกล้ตายเป็นอกุศล มีแต่ความทุรนทุราย กระวนกระวายใจ นึกถึงบาปเก่าที่เคยทำในอดีต เมื่อตายลง บาปอกุศลเก่า ( ทั้งชาตินี้หรือชาติก่อนก็ได้ ) ก็จะนำไปเกิดในอบายภูมิ บางท่านเมื่อได้อ่านตรงนี้ อาจคิดว่า ถ้าเช่นนั้น คนที่ทำชั่วมามาก เมื่อใกล้ตายจิตเป็นกุศลก็ไปเกิดที่ดี เป็นการเอาเปรียบ ถ้าอย่างนั้นเราหาความสุขใส่ตัว พอใกล้ตายค่อยทำจิตให้ดีมิดีกว่าหรือ ความจริงคือไม่ดี เพราะคนที่ไม่เคยฝึกอบรมจิตมาจนชำนาญ เมื่อถึงเวลาคับขัน ยามเจ็บป่วย จะพยายามทำจิตให้สงบ นึกถึงแต่กุศลที่เคยสร้างมาเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นกุศลที่เราสักแต่ว่าทำโดยไม่มีความตั้งใจอันกล้าแข็งแล้ว ยิ่งทำได้ยากเข้าไปอีก บางท่านตอนเจ็บป่วยพยายามทำจิตให้ดี แต่มักรับอารมณ์ไม่มั่นคง ทำให้จิตของตน บางทีก็เป็นกุศล บางทีก็เป็นอกุศล สลับกันไปอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป นั่นแหละเป็นความฟุ้งซ่าน เป็นอกุศล ดังนั้น ตอนที่เราสุขภาพยังแข็งแรง จึงควรหันมาฝึกอบรมจิตอยู่เสมอ เป็นการเตรียมไว้รับมือในยามคับขัน เมื่อถึงเวลานั้น เราก็สามารถทำจิตตนให้เป็นกุศลได้ง่าย เหมือนบุคคลที่ฝึกหัดทำงานมาจนชำนาญย่อมทำงานได้ดีกว่าบุคคลที่เพิ่งมาทำงานครั้งแรก ฉันนั้น วันนี้ จึงขอฝากผู้อ่านไว้ว่า ทรัพย์สินเงินทองมีประโยชน์เฉพาะเมื่อมีชีวิต ลูกหลานใกล้ชิดมีประโยชน์ยามเจ็บป่วย บุญกุศลมีประโยชน์ตลอดไป เพราะบุญ ( และบาป )เท่านั้น จะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ตราบจนกว่าถึงพระนิพพาน ขอเจริญพร

๐ อยากเกิดที่ไหน คุณก็เลือกเกิดได้ ตอนที่ ๑
เจริญพร ผู้อ่าน จากบทความเมื่อวันอังคารที่แล้ว ขอขอบใจที่มีผู้อ่านให้ความสนใจมาก ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนทำชีวิตตนให้มีความสุขที่แท้จริง คือความสุขใจด้วยบุญนั่นเอง วันนี้ เป็นเรื่องการเลือกไปเกิดในที่ต่างๆทั้ง ๓๑ ภูมิ และการไปพระนิพพาน เส้นทางที่ ๑ การไปเกิดในนรก ถึงคุณไม่ต้องการไป แต่ถ้าคุณทำสิ่งนี้ คุณก็มีสิทธิไป คือ การที่คุณกระทำบาปด้วยอำนาจโทสะ คือ ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท ความไม่พอใจ ความกลัว ความระแวง ความกระวนกระวาย ทั้งทางกาย วาจา ใจ ก็ตาม ถ้าการกระทำนั้นมีอำนาจพอที่จะนำไปสู่อบาย คุณก็ต้องไปเกิดในนรก และถ้าบุคคลในสมัยใด ได้สั่งสมอกุศลด้วยอำนาจโทสะมามากในอดีต เมื่อมาเกิดในปัจจุบัน คนในยุคนั้น จะมากไป ด้วยการรบราฆ่าฟันประหัตประหาร ก่อสงครามต่อกัน มีแต่ความไม่สงบสุข ซึ่งบุคคลในยุคนี้ก็เป็นเช่นนั้น และยังไม่มีความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง จึงยังคงทำบาปเพิ่มเติมด้วยอำนาจโทสะอีก ซึ่งจะพาบุคคลนั้นไปสู่นรก แล้วเมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ก็จะมาเกิดในยุคที่มีสงครามอีก เส้นทางที่ ๒ การไปเกิดเป็นเปรตและอสุรกาย คือการที่ คุณสั่งสม การกระทำบาป ด้วยอำนาจโลภะ คือ ความโลภ ความอยากได้ ความติดใจในสิ่งต่างๆ ความพอใจในกามคุณอารมณ์ต่างๆ ( กามคุณอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มิใช่หมายถึงเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ) ทางกาย วาจา ใจ ถ้ามีความไม่ชอบธรรม มีอำนาจพอ จะสามารถนำคุณไปสู่อบายภูมิ คุณก็ไปเกิดเป็นเปรต หรือ อสุรกาย ได้ และถ้าบุคคล ในสมัยใด ได้สั่งสมอกุศลด้วยอำนาจโลภะมามากในอดีต เมื่อมาเกิดในปัจจุบัน คนในยุคนั้นจะมากไปด้วยความอดอยาก ข้าวยากหมากแพง หิวโหย เกิดการแก่งแย่งการอยู่การกินซึ่งกันและกัน ยุคปัจจุบันมีมาก เพราะคนมักไม่รู้จักพอ ถึงมีสมบัติมาก ก็ยังคงอยากได้มากขึ้นไปอีก รวยแล้วอยากรวยให้มากกว่าเดิมอีก ทำให้ความเป็นอยู่ ของคนในปัจจุบัน ยิ่งมีแต่ความลำบาก เป็นหนี้เป็นสินกันมากขึ้น เพราะความฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักพอ มีน้อย แต่ใช้จ่ายมาก อยู่แบบพออยู่พอกินไม่เป็น พยายามล่อให้เกิดโลภะกันมากขึ้น ทั้งการโฆษณา การลดแลกแจกแถม ล้วนเป็นกลยุทธที่ต้องการให้คนเกิดความอยากมากขึ้น สุดท้ายก็แย่ด้วยกันหมดทุกคน สั่งสมความโลภมากๆ ชาติหน้าก็มีโอกาสไปเกิดเป็นเปรต หรือ อสุรกาย เมื่อพ้นจากความเป็นเปรต หรือ อสุรกายแล้ว กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะมาอยู่ในยุคที่ข้าวมากหมากแพง มีแต่ความหิวโหย อดอยากอีกครั้ง เส้นทางที่ ๓ การไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน คือการที่คุณสั่งสมการกระทำบาปด้วยอำนาจโมหะ คือ ความหลง ความโง่ ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ( ไม่ใช่ความโมโห เพราะ โมโห คือ โทสะ ) โมหะ เป็นความสงสัย ความไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้ว สัตว์ บุคคลต่างๆ ล้วนแต่เป็นเพียงรูปนาม ที่เกิดดับติดต่อกันอยู่ตลอดเวลานั่นเอง มิใช่สิ่งที่เราควรยึดว่าเป็นตัวตนของเราที่แท้จริง การที่คุณทำบาปทางกาย วาจา ใจ ด้วยความสงสัย ไม่รู้ตามความเป็นจริง ก็มีสิทธิไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ ถ้าบาปนั้นมีอำนาจพอที่จะนำเกิด เช่น ในสมัยก่อน ที่มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง ในเวลาใกล้ตาย เกิดเห็นสุนัขได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของอย่างดี เกิดความรู้สึกว่าเป็นสุนัขนี้ได้กินดีอยู่ดี จิตใจชอบในสุนัข เมื่อตายแล้วจึงไปเกิดเป็นสุนัข เขาหารู้ไม่ว่า การที่สุนัขนั้น ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเกิดจากอำนาจบุญเก่าในอดีตที่สุนัขได้กระทำไว้ ส่วนการเกิดเป็นสุนัขเป็นอำนาจบาปเก่าในอดีตประเภทโมหะนี้เอง เพราะความไม่รู้ของเขาแท้ๆ เขาจึงไปเกิดเป็นสุนัขในชาติต่อมา ส่วนบุคคลในสมัยใด ได้สั่งสมอกุศลด้วยอำนาจโมหะมามากในอดีต เมื่อมาเกิดในปัจจุบัน คนในยุคนั้นจะมากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บประเภทต่างๆ มากมาย และเกิดภัยธรรมชาติต่างๆอยู่เสมอ ซึ่งดูในยุคปัจจุบัน ก็จะเห็นว่าคนในยุคนี้ คงเกิดจากเมื่อในอดีตได้สั่งสมโมหะมามากเช่นกัน เพราะยุคนี้โรคภัยไข้เจ็บประเภทต่างๆ เพิ่มเติมมากขึ้น ทั้งโรคเอดส์ โรคซาร์ โรคไข้หวัดนก โรคมะเร็ง โรคต่างๆพัฒนากันมากขึ้นทุกที คนต้องมาคอยวิจัยหายารักษาโรคตลอดเวลา ซึ่งที่จริงแล้ว ศีลธรรมในจิตใจเรานี่แหละรักษาโรคได้ และในปัจจุบันเมื่อบุคคลสั่งสมอำนาจโมหะมากขึ้น ก็มีสิทธิไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน และเมื่อกลับมาเกิด เป็นมนุษย์อีก ย่อมมาเกิดในยุคที่มีโรคภัยไข้เจ็บมากมาย และมีความหลงกันมากอยู่เสมอ คุณยังคิดจะเลือกเส้นทางเหล่านี้อีกหรือ ดังนั้นจึงควรสั่งสมบุญบ่อยๆ ลดละความโลภ ความโกรธ ความหลง เสียบ้างก็จะดี และโอกาสนี้ อาตมาขอบอกกล่าวเชิญชวนผู้อ่านร่วมงานบุญกับอาตมา โดยการร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างห้องน้ำสำหรับพระภิกษุสามเณร ที่วัดหัวกลับ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นวัดที่อาตมาได้อุปสมบทอยู่ โดยอาตมาดำริเป็นผู้รับผิดชอบการสร้างทั้งหมด เพื่อทดแทนของเดิมซึ่งเล็กมากและไม่มีห้องสรงน้ำ พระภิกษุต้องสรงน้ำกลางแจ้งไม่ได้รับความสะดวก โดยสร้างเป็นอาคาร ๑ หลัง มีจำนวน ๑๐ ห้อง เป็นห้องสรงน้ำและห้องส้วมในตัว มีการวางเสาเข็มอย่างมั่นคง มีอ่างล้างหน้าล้างมือ ๓ อ่าง มีลานซักจีวร มีราวตากผ้าจีวร ส่วนพื้นและผนังในห้องน้ำปูกระเบื้องทั้งหมดเพื่อความเรียบร้อยและดูแลทำความสะอาดได้ง่าย ท่านใดบริจาค ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป จะสลักชื่อบนแผ่นป้ายหินแกรนิตติดผนังด้านนอกอาคารเป็นการอนุโมทนาด้วย อานิสงส์การสร้างห้องน้ำ ย่อมทำให้เป็น ผู้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บในอนาคต ร่วมบริจาคโดยติดต่ออาตมาทางโทรศัพท์ หรือฝากเข้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสามแยกไฟฉาย ชื่อบัญชีพระวรฤทธิ์ โอภาโส บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ ๐๓๖ - ๒ - ๕๘๓๖๓ - ๙ ขออนุโมทนาต่อผู้อ่าน เจริญพร

๐ อยากเกิดที่ไหน คุณก็เลือกเกิดได้ ตอนที่ ๒ ( จบ )
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้เป็นเรื่องการเลือกไปเกิดในที่ต่างๆทั้ง ๓๑ ภูมิ และการไปพระนิพพานต่อจากสัปดาห์ก่อน เส้นทางที่ ๔ การไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา คือ การที่คุณสั่งสมกุศลด้วยอำนาจการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา (ยังไม่สำเร็จ ฌาน มรรคผล) ซึ่งต้องทำให้ถูกต้องตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน โดยขณะกำลังทำกุศล ต้องทำจิตให้มีปัญญาคือการเชื่อในกรรมดีและผลของกรรมดีที่ตนกระทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่มีความจำเป็นต้องหวังผลตอบแทน เพราะผู้ทำดีต้องรับผลของกรรมดีแน่นอน แม้ไม่หวังผล ส่วนการหวังผลตอบแทนเท่ากับเพิ่มอกุศลในจิตของตนมากขึ้นและเมื่อหลังกระทำกุศลแล้วขอให้ทำจิตของตนไม่ให้มีอกุศล ( โลภะ โทสะ โมหะ ) เจือปนเพราะหลังทำกุศลแล้ว ถ้านึกถึงกุศลนั้นโดยมีอกุศลเจือปนจะทำให้อานิสงส์ของกุศลนั้นลดน้อยลง เท่ากับว่าเรากำลังขาดทุนกำไรทั้งที่ควรจะได้อานิสงส์อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องคิดถึงกุศลนั้นบ่อยๆให้จิตของตนแนบแน่นกับกุศลนั้น ทำให้กุศลนั้นอยู่ในใจเสมอเพราะการนึกบ่อยๆ ทำให้โอกาสในการส่งผลของกุศลนั้นยิ่งมีมากขึ้นเร็วขึ้น และเมื่อยามเจ็บป่วยหรือใกล้เสียชีวิตจะทำให้นึกถึงกุศลนั้นได้ง่ายขึ้น เหมือนสิ่งของที่เรานำติดตัวย่อมนำมาใช้ได้โดยเร็ว ฉันนั้น เมื่อกุศลที่เราทำส่งผลนำเกิดจะพาเราไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ถ้าส่งผลภายหลังที่เกิดแล้วจะทำให้เราได้รับสิ่งดีๆในชีวิต จึงควรที่เราจะสั่งสมกุศลไว้มากๆถ้าบุคคลใดต้องการเป็นเทวดามากกว่าเป็นมนุษย์ ขอให้มีหิริ(ความละอายต่อบาป)และโอตตัปปะ(ความกลัวต่อผลของบาป)มากๆ เพราะหิริโอตตัปปะเป็นคุณธรรมของเทวดา เห็นไหมว่าคุณเลือกเกิดเป็นมนุษย์ได้ เส้นทางที่ ๕ การไปเกิดเป็นรูปพรหม คือการภาวนาจนสำเร็จรูปฌาน โดยการเจริญสมถกรรมฐาน ๒๖ คือกสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ กายคตาสติ ๑ อานาปานสติ ๑ พรหมวิหาร ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง กระทำจิตให้มีสมาธิต่อกรรมฐานจนกระทั่งจิตเป็นอัปปนาสมาธิ( จิตแนบแน่นต่ออารมณ์กรรมฐานจนไม่รับรู้อารมณ์ภายนอก)กำจัดนิวรณ์๕ที่เป็นศัตรูต่อฌาน เมื่อได้รูปฌานถ้าตายลงก็ไปเกิดในรูปภูมิ ๑๖ ภูมิใดภูมิหนึ่งแล้วแต่ฌานที่ได้ และถ้าได้รูปฌานทุกขั้นจะสามารถทำอภิญญาได้ ทำให้มีฤทธิ์ได้ตามต้องการ แต่ฌานต่างๆย่อมเสื่อมได้ เมื่อบุคคลนั้นมีจิตเป็นอกุศล ถ้าฌานเสื่อมก็อาจเกิดเป็นมนุษย์ เทวดาหรือเกิดในอบายภูมิได้แล้วแต่กุศลหรืออกุศลส่งผล ดังเช่นพระเทวทัต ทื่ฌานเสื่อมเพราะทำความชั่วมากมายใหญ่หลวง ทั้งยุให้พระเจ้าอชาติศัตรูฆ่าบิดา ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท ยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน เมื่อตายลงก็ไปสู่อเวจีมหานรก เส้นทางที่ ๖ การไปเกิดเป็นอรูปพรหม คือการภาวนาจนสำเร็จอรูปฌาน โดยการเจริญอรูปกรรมฐาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยต้องผ่านรูปฌานทุกขั้นมาก่อนจึงเจริญอรูปฌานได้ ซึ่งอรูปฌานเป็นฌานที่ละเอียดอ่อนกว่ารูปฌาน บุคคลใดได้อรูปฌาน ถ้าอรูปฌานไม่เสื่อมย่อมไปเกิดในอรูปภูมิ ๔ ตามอรูปฌานที่ได้ แต่ทั้งรูปฌาน และอรูปฌาน ยังไม่ใช่หนทาง ที่นำสู่ ความพ้นทุกข์ อย่างแท้จริง เส้นทางที่ ๗ การไปสู่พระนิพพาน คือ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะวิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้งเป็นพิเศษ คือ เห็นรูปและนามเกิดดับจริงๆ ได้แก่การมีปัญญาพิจารณารูปนามโดยความเป็นอนิจจะ(ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)ทุกขะ(ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้)อนัตตะ(ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้)อย่างแท้จริง จึงควรที่ เราจะหันมาพิจารณาตัวเรา โดยพิจารณาว่า ตัวตนของเรามีเพียงรูป และนามเท่านั้น รูปเป็นสภาพที่ไม่รู้อารมณ์ มีสภาพเสื่อมสลายเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ส่วนนามมีสภาพรู้อารมณ์ อารมณ์ที่มาปรากฏทางทวาร ๖ของเรามีนามเป็นผู้รู้อารมณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่เราปรุงแต่งจึงทำให้มีกุศลและอกุศลในใจของตน จึงต้องเจริญวิปัสสนา เพื่อถ่ายถอน ความยึดถือว่า เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขาออกไป จะได้ไม่เกิดความทุกข์ในใจ เพราะความทุกข์ต่างๆ ล้วนเกิดจากการยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา เมื่อทุกสิ่งไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ จึงเกิดความทุกข์ ดังนั้น จะพ้นทุกข์ได้ต้องไม่ยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน พิจารณารูปนามอยู่เนืองๆจนสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลเพื่อไปสู่พระนิพพาน ไม่มีการเกิดอีกต่อไป และโอกาสนี้ อาตมาขอเชิญชวนผู้อ่านร่วมงานบุญกับอาตมาอีกครั้ง โดยการร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างห้องน้ำสำหรับพระภิกษุสามเณร ที่วัดหัวกลับ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นวัดที่อาตมาได้อุปสมบทอยู่ โดยอาตมาดำริเป็นผู้รับผิดชอบการสร้างทั้งหมด เพื่อทดแทนของเดิมซึ่งเล็กมากและไม่มีห้องสรงน้ำ พระภิกษุต้องสรงน้ำกลางแจ้งไม่ได้รับความสะดวก โดยสร้างเป็นอาคาร ๑ หลัง มีจำนวน ๑๐ ห้อง เป็นห้องสรงน้ำและห้องส้วมในตัว มีการวางเสาเข็มอย่างมั่นคง มีอ่างล้างหน้าล้างมือ ๓ อ่าง มีลานซักจีวร มีราวตากผ้าจีวร ส่วนพื้นและผนังในห้องน้ำปูกระเบื้องทั้งหมดเพื่อความเรียบร้อยและดูแลทำความสะอาดได้ง่าย ท่านใดบริจาค ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป จะสลักชื่อบนแผ่นป้ายหินแกรนิตติดผนังด้านนอกอาคารเป็นการอนุโมทนาด้วย อานิสงส์การสร้างห้องน้ำย่อมทำให้เป็นผู้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บในอนาคต ร่วมบริจาคโดยติดต่ออาตมาทางโทรศัพท์ หรือฝากเข้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสามแยกไฟฉาย ชื่อบัญชีพระวรฤทธิ์ โอภาโส บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ ๐๓๖ - ๒ - ๕๘๓๖๓ - ๙ สุดท้ายนี้ขออนุโมทนาและอวยพรแก่ผู้ร่วมทำบุญสร้างห้องน้ำพระภิกษุสงฆ์วัดหัวกลับทุกท่าน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงปกป้องคุ้มครองทุกท่านให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรงและกุศลนี้จงเป็นปัจจัยเพื่อมรรคผลนิพพานทุกท่านเทอญเจริญพร

๐ ความตาย สิ่งที่เลือกได้ และเลือกไม่ได้
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้หัวข้ออาจดูน่ากลัวและไม่อยากอ่าน แต่เป็นเรื่องน่ารู้น่าสนใจ เราลองดูสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ก่อน เพราะเรื่องนี้เมื่อทราบแล้วต้องทำใจยอมรับสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้ สิ่งแรก เราเลือกที่จะไม่ตายไม่ได้ ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตายหมด ไม่มีใครรอดจากความตายได้สักคน จะเป็นคนจน คนรวย คนหล่อ คนสวย คนขี้เหร่ หนีความตายไม่พ้นสักคน สิ่งที่ ๒ เราเลือกเวลาตายไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเราจะตายตอนไหน ตอนหนุ่มสาว หรือตอนแก่ชรา อาจจะตายตอนอายุน้อยก็ได้ อายุมากก็ได้ ตายเสียตั้งแต่ในครรภ์ก็ยังมี จึงไม่ควรประมาทในวัย อาจมีบางคนบอกว่าเลือกเวลาตายได้โดยการฆ่าตัวตาย เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่คิดผิดอย่างมาก สิ่งที่ ๓ เราเลือกสถานที่ตายไม่ได้ ไม่มีใครเลือกว่าจะตายบนฟ้า บนดิน หรือในน้ำ ตลอดจนในที่หรูหรา หรือที่ไม่น่าดู บางคนอาจตายในห้องน้ำในสภาพไม่น่าดูก็มี สิ่งที่ ๔ เราเลือกเหตุแห่งความตายไม่ได้ มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา มีเหตุแห่งความตาย ๔ อย่าง คือ ๑.อายุกขยะมรณะ ตายเพราะสิ้นอายุ อายุขัยของมนุษย์ในชมพูทวีปไม่แน่นอน เมื่อขึ้นสูงสุดก็ถึงอสงไขยปี ( ยาวนานมาก ) เมื่อต่ำสุดก็ถึง ๑๐ ปี ปัจจุบัน ๗๕ ปี เป็นอายุขัย ดังนั้นมนุษย์ในโลกนี้ แม้อำนาจกรรมยังมีอยู่แต่เมื่อครบอายุขัยแล้วก็ตายเป็นส่วนมาก ผู้มีอายุยืนกว่าอายุขัยมีบ้างแต่ไม่มาก บุคคลเหล่านี้ต้องมีอดีตกรรมที่เกี่ยวกับการไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ช่วยอุปถัมภ์ชีวิตและร่างกายให้ดำรงอยู่ได้นานเป็นพิเศษ และมีปัจจุบันกรรมฝ่ายดี คือการรักษาศีล ๕ อยู่เสมอ เหตุต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้ผู้นั้น มีอายุอยู่ได้ นานจนเกินอายุขัย แต่อย่างไรก็ตาม ย่อมไม่ถึงสองเท่าของอายุขัยที่กำหนดไว้ในสมัยนั้นๆ ๒.กัมมักขยะมรณะ ตายเพราะสิ้นกรรม คำว่า กรรม ในที่นี้ หมายถึง ชนกกรรม ที่มีหน้าที่ส่งผลนำเกิดในภพนั้นๆ และอุปถัมภกกรรม ที่มีหน้าที่ช่วยอุดหนุนให้รูปนามที่เกิดจากชนกกรรมให้ตั้งอยู่ได้ในภพนั้นๆ การสิ้นสุด แห่งกรรมทั้งสอง ดังกล่าวนี้แหละ ชื่อว่ากัมมักขยะมรณะ ฉะนั้น ผู้ที่เกิดมาแล้วมีชีวิตตั้งอยู่ได้ ๑ เดือน ๒ เดือน ๑ ปี ๕ ปี เป็นต้น เหล่านี้ เป็นการตายโดยการสิ้นสุดแห่งกรรม เรียกว่า กัมมักขยะมรณะ ๓.อุภะยักขยะมรณะ ตายเพราะสิ้นอายุและสิ้นกรรมทั้งสอง ความตายชนิดนี้ หมายถึง ผู้ที่มีอายุยืนอยู่ได้ จนกระทั่ง ครบอายุขัย และอำนาจ ของกุศลชนกกรรม ก็พอดีหมดลง พร้อมกับ ความสิ้นสุดแห่งอายุ เช่น มนุษย์ในปัจจุบันมีอายุมาจนถึง ๗๕ ปี แล้วตายลง ๔.อุปัจเฉทะกะมรณะ ตายเพราะประสบอุปัทวเหตุมาตัดรอน อายุและกรรมยังไม่สิ้น ผู้ที่ยังไม่ถึงอายุขัย และอำนาจของชนกกรรมก็ยังไม่หมด แต่อำนาจของอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมที่ได้ทำมาแล้วในภพก่อน หรือภพนี้ เข้ามาตัดรอนให้ผู้นั้นตายลง เช่นถูกรถชน เป็นต้น ชื่อว่าอุปัจเฉทะกะมรณะ อุปมาเปรียบเทียบการตายของมนุษย์แล้วเหมือนดวงประทีปที่จุดตามไว้ ดวงประทีปย่อมจะดับลงด้วยเหตุ ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือดับลงด้วยไส้หมดอย่างหนึ่ง ดับลงด้วยน้ำมันหมดอย่างหนึ่ง ดับลงด้วยไส้และน้ำมันทั้งสองหมดอย่างหนึ่ง ดับลงด้วยถูกลมพัดหรือถูกเป่าให้ดับอย่างหนึ่ง เหมือนความดับ ของชีวิตที่สิ้นสุดลงเฉพาะภพหนึ่ง คือผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยหมดอายุขัย เหมือนดวงประทีปที่ดับลงโดยไส้หมดแต่น้ำมันยังอยู่ ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยหมดกรรมนั้นเหมือนดวงประทีปที่ดับลงโดยน้ำมันหมดแต่ไส้ยังอยู่ ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยหมดทั้งอายุและกรรมนั้น เหมือนดวงประทีปที่ดับลงโดยไส้และน้ำมันหมดทั้งสองอย่าง ผู้ที่สิ้นชีวิตลง โดยประสบอุปัทวเหตุต่างๆ เหมือนดวงประทีปที่ดับลงโดยถูกลมพัดหรือถูกเป่าให้ดับโดยที่ไส้และน้ำมันยังอยู่ ทั้งหมดเหล่านี้ คือ สิ่งที่เราเลือกไม่ได้ ส่วนสิ่งที่เราเลือกได้ คือ อารมณ์ที่มาปรากฏก่อนตายฝ่ายดี หรือไม่ดี ถ้าฝ่ายดีคือกุศลมาปรากฏย่อมเปิดโอกาสให้กุศลเก่าในอดีตส่งผลนำเกิดในสุคติภูมิ ถ้าฝ่ายไม่ดีคือ อกุศลมาปรากฏ ย่อมเปิดโอกาส ให้อกุศลเก่า ในอดีตส่งผลนำเกิดในทุคติภูมิ เห็นไหมว่า ถึงเวลาจะตาย อารมณ์ที่มาปรากฏก่อนตายสำคัญมาก เพราะเป็นผู้ตัดสินในการเลือกสถานที่เกิดใหม่ ฉะนั้น อาตมาเชื่อว่าทุกคนคงต้องการให้กุศลมาปรากฏ เพื่อจะได้ไปเกิดในสุคติภูมิ อารมณ์ที่มาปรากฏก่อนตายจะดีหรือไม่ดี อยู่ที่การฝึกหัดคิดนึกจนชำนาญในกุศลที่เราเคยทำไว้บ่อยๆ เมื่อเวลาใกล้ตาย ย่อมนึกถึงกุศลได้โดยง่าย จึงเป็นสิ่งที่เราต้องฝึกตั้งแต่วันนี้ โดยนึกถึงความดีอันเป็นกุศลของตนอยู่บ่อยๆ เป็นการเตรียมตัวก่อนตาย เมื่อถึงเวลาจะได้สามารถนึกถึงได้ง่าย จะได้เป็นการเลือกสถานที่ที่เราจะไปเกิดได้เอง โดยต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่บ่อยๆตั้งแต่วันนี้ เฝ้าระวังจิตของตนให้มีสติ มีความผ่องใสเบิกบาน อารมณ์ที่มาปรากฏก่อนตาย จะได้เป็นอารมณ์ที่ดีเป็นฝ่ายกุศล เพื่อเลือกเกิดตามที่ใจปรารถนา และโอกาสนี้ อาตมาขอเชิญชวนผู้อ่านร่วมงานบุญ โดยร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างห้องน้ำสำหรับพระภิกษุสามเณร ที่ วัดหัวกลับ ต.บ่อสุพรรณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นวัดที่อาตมาได้อุปสมบทอยู่ อานิสงส์การสร้างห้องน้ำ ย่อมทำให้ เป็นผู้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ในอนาคต ร่วมบริจาคโดยติดต่ออาตมาทางโทรศัพท์ หรือฝากเข้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสามแยกไฟฉาย ชื่อบัญชีพระวรฤทธิ์ โอภาโส บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ ๐๓๖ - ๒ - ๕๘๓๖๓ - ๙ สุดท้ายนี้ขออนุโมทนาและอวยพรแก่ผู้ร่วมทำบุญสร้างห้องน้ำพระภิกษุสงฆ์ ขออำนาจคุณ พระศรีรัตนตรัย จงปกป้องคุ้มครอง ทุกท่าน ให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรงและกุศลนี้จงเป็นปัจจัยเพื่อมรรคผลนิพพานทุกท่านเทอญเจริญพร

๐ อารมณ์ที่ปรากฏก่อนตาย ตัดสินภพภูมิที่ไปเกิดใหม่
เจริญพรผู้อ่าน จากสัปดาห์ก่อนได้กล่าวถึงอารมณ์ที่มาปรากฏก่อนตาย สัปดาห์นี้จึงขออธิบายถึงอารมณ์ที่มาปรากฏให้ชัดเจน ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอารมณ์ที่มาปรากฏมีสองฝ่าย คือฝ่ายกุศลและอกุศล ในที่นี้อาตมาจะอธิบายสองฝ่ายคู่กันไป โดยบุคคลที่ใกล้ตายจะมีอารมณ์ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งมาปรากฏ ดังนี้ ๑.กรรมอารมณ์ คือ การจัดแจง กระตุ้นชักชวน ในสิ่งที่ดีและไม่ดี อันเป็นตัวกุศล และอกุศลเจตนา ซึ่งเป็นสภาพธรรมล้วนๆ มิใช่สี เสียง กลิ่น รส สัมผัส ดังนั้นจึงปรากฏทางใจเท่านั้น บุคคลที่มีความดีความชั่วอยู่แต่ภายในใจเป็นส่วนมาก ไม่ชอบแสดงออกทางกายและวาจาก็ดี หรือ บุคคลที่ชอบคิดเป็นเวลานานๆก่อนกระทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา หรือกระทำทุจริต ก็ดี บุคคลดังกล่าวนี้ เมื่อเวลาใกล้จะตาย กรรมอารมณ์ย่อมมีโอกาสส่งผล ( คือเป็นอารมณ์ของวิถีจิตในเวลาใกล้ตายในภพนี้และเป็นอารมณ์ของปฏิสนธิจิตในภพหน้า ) เช่น นางมัลลิกาเทวี มเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ขณะใกล้สิ้นพระชนม์นึกถึงการผิดศีลข้อมุสาที่เคยโกหกพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้วรู้สึกไม่สบายใจกระวนกระวายใจจนสิ้นใจ ทั้งๆที่กระทำกุศลมามากมาย แต่อารมณ์ที่มาปรากฏเป็นกรรมอารมณ์ฝ่ายอกุศลจึงพาไปเกิดเป็นสัตว์นรก ๒.กรรมนิมิตอารมณ์ คือ อารมณ์ ๖ ( ภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส นึกคิด )ที่ได้ประสบไปแล้ว อันเนื่องด้วยการกระทำทางกาย วาจา ใจ ของตน กรรมนิมิตอารมณ์นี้จึงปรากฏได้ทางทวารทั้ง ๖ บุคคลที่กระทำด้วยกาย วาจา ใจ ในทาน ศีล ภาวนา หรือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดกาเมพูดปด ดื่มสุรา เหล่านี้ โดยมิได้คิดล่วงหน้านานๆแต่ประการใด คงคิด พูดและทำขึ้นในเวลาที่ได้ประสบกับเรื่องนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ บุคคลดังกล่าวเมื่อเวลาใกล้จะตาย กรรมนิมิตอารมณ์ย่อมมีโอกาสส่งผล ( คือเป็นอารมณ์ของวิถีจิตในเวลาใกล้ตายในภพนี้และเป็นอารมณ์ของปฏิสนธิจิตในภพหน้า ) กรรมนิมิตอารมณ์นี้ จะทำให้เรา เห็นอุปกรณ์ต่างๆ ในการกระทำกรรมต่างๆ เช่นเห็นขันข้าวใส่บาตร ผ้าไตรจีวร โต๊ะหมู่ ข้าวของต่างๆในการทำบุญ หรือเห็นเครื่องมือในการล่าสัตว์ ทั้งแห อวน ขึ้นอยู่กับกรรมที่เราได้กระทำแล้ว เช่น นางมัลลิกาเทวีเมื่อเกิดเป็นสัตว์นรก เห็นเปลวไฟในนรก ทำให้นึกถึงผ้าไตรจีวรที่ตนได้เคยถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ในอดีตชาติ ทำให้ตายจาก ความเป็นสัตว์นรก ไปเกิดเป็นเทวดา ในสวรรค์ชั้นดุสิต อารมณ์ที่มาปรากฏเป็นกรรมนิมิตอารมณ์ฝ่ายกุศลจึงพาไปเกิดเป็นเทวดา ๓.คตินิมิตอารมณ์ คือ อารมณ์ ๖ ที่จะได้ประสบพบเห็นและได้รับในภพหน้า คตินิมิตอารมณ์นี้ปรากฏได้ทางทวารทั้ง๖ บุคคลที่มีกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนาอย่างแรงกล้าในขณะที่กำลังทำดีหรือกำลังทำชั่ว บุคคลที่ขณะทำดี หรือชั่วนั้น มีการคิดนึกถึงเจตนาก่อนทำโดยไม่สร่างซา หรือบุคคลที่ชอบนึกคิดวาดภาพถึงผลของกุศล อกุศลในอนาคตเหล่านี้ก็ดี บุคคลดังกล่าวนี้เมื่อเวลาใกล้ตาย คตินิมิตอารมณ์ย่อมมีโอกาสส่งผล ( คือเป็นอารมณ์ของวิถีจิตในเวลาใกล้ตายในภพนี้และเป็นอารมณ์ของปฏิสนธิจิตในภพหน้า ) เช่น ธัมมิกอุบาสก ได้ทำทาน รักษาศีล ฟังธรรม เจริญภาวนาเนืองๆ เมื่อเวลาป่วยหนักจึงได้นิมนต์พระภิกษุมาสาธยายธรรม ทำจิตของตนให้ผ่องใส ขณะกำลังฟังธรรมด้วยความตั้งใจ เหล่าเทวดาจากสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ได้ลอยมาปรากฏตรงหน้าธัมมิกอุบาสก และเชิญชวนให้ธัมมิกอุบาสกไปอยู่ในสวรรค์ชั้นของตน ต่างก็ส่งเสียงเชิญชวน กันเซ็งแซ่ จนธัมมิกอุบาสก ไม่ได้ยินเสียง พระภิกษุสาธยายธรรม จึงร้องบอกให้หยุดก่อน ฝ่ายลูกๆและพระภิกษุไม่เห็นเหล่าเทวดา เมื่อได้ยินธัมมิกอุบาสกร้องบอกให้หยุดก่อน พระภิกษุจึงหยุดสาธยายธรรมแล้วพากันกลับไป ส่วนธัมมิกอุบาสกนั้น เมื่อเทวดาหยุดส่งเสียงแล้วจึงมาฟังธรรมต่อ แต่ไม่เห็นพระภิกษุ จึงถามบุตรว่าพระภิกษุไปไหนหมด เหล่าลูกๆ จึงบอกว่า ก็พ่อได้บอกให้ พระภิกษุหยุดสาธยายธรรม ท่านจึงกลับไปแล้ว พูดแล้วลูกๆจึงคร่ำครวญว่าเมื่อก่อนคุณพ่อไม่เคยอิ่มในการฟังธรรม แต่วันนี้คุณพ่อกลับบอกให้พระภิกษุหยุดแสดงธรรม คุณพ่อท่าทางจะหลงเสียแล้วกระมัง ฝ่ายธัมมิกอุบาสกจึงบอกว่าตนไม่ได้บอกให้พระภิกษุหยุด แต่บอกให้เทวดาทั้งหลายหยุดส่งเสียงก่อน เพื่อจะฟังธรรม แต่ลูกๆ ไม่เห็นเทวดา จึงไม่ค่อยเชื่อนัก ธัมมิกอุบาสกจึงถามลูกว่าสวรรค์ชั้นไหนน่าไปอยู่ที่สุด ลูกบอกว่าสวรรค์ชั้นดุสิตเพราะเป็นชั้นที่เป็นแหล่งรวมของนักปราชญ์มากมาย ธัมมิกอุบาสกจึงขอพวงมาลัยจากบุตรและเสี่ยงพวงมาลัยโยนขึ้นไปบนอากาศคล้องที่ราชรถของสวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อสิ้นใจจึงไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จะเห็นว่าจริงๆแล้วเราสามารถเลือกภูมิสถานที่เกิดได้ ถ้าเรามีความดีจริงๆ เหล่าเทวดาที่มาปรากฏเป็นคตินิมิตอารมณ์ฝ่ายกุศลที่มาปรากฏแก่ธัมมิกอุบาสก บุคคลอื่นจึงมองไม่เห็น เมื่อธัมมิกอุบาสกเสียชีวิตจึงไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดุสิต จากเรื่องราวทั้งหมดจะเห็นว่า อารมณ์ทั้ง ๓ อย่างที่มาปรากฏก่อนตาย เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นสัญลักษณ์ว่าเราจะได้ไปเกิดที่ใด ถ้าเป็นฝ่ายกุศล จะเปิดโอกาสให้กุศลเก่าส่งนำเกิดในสุคติภูมิ ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลจะเปิดโอกาสให้อกุศลเก่าส่งนำเกิดในทุคติภูมิ ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะเป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศลขึ้นอยู่กับจิตใจตนว่าสามารถทำจิตให้เป็นกุศลได้หรือไม่ โดยเฉพาะในเวลาใกล้ตายจิตใจมักกระสับกระส่าย เกิดความกระวนกระวายใจ ยิ่งทำใจให้สงบเป็นกุศลได้ยากยิ่งขึ้นกว่าเวลาปกติ ดังนั้น การจะทำจิต ให้เป็นกุศล ในเวลาใกล้ตาย จึงเป็นเรื่อง ที่ลำบากมากนัก จึงควรที่เราจะฝึกทำจิตของตนให้เป็นกุศลอยู่บ่อยๆเสียตั้งแต่วันนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยในจิตใจ เมื่อถึงคราวคับขันจะได้สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายดังที่ใจต้องการ ขอให้โชคดี เจริญพร

๐ อยากได้รับผลที่ดี เราก็มีสิทธิ์ทำได้
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้อาตมาจะได้เขียนเรื่อง กรรมวิบาก ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายท่านให้ความสนใจ และอยากทราบในหลายเรื่อง เช่น การตัดกรรมทำได้หรือไม่ และอยากให้กรรมวิบากที่ไม่ดีหมดไปจะต้องทำอย่างไร สิ่งแรก เราต้องรู้จักกับคำ ๓ คำ คือ คำว่า กิเลส กรรม วิบาก เสียก่อน กิเลส เป็นสิ่งที่ไม่ดี ที่ปรุงแต่งจิตของเรา ให้เป็นอกุศล และทำให้เรา ทำกรรมใหม่ขึ้นมา ส่วนกรรม คือการกระทำในสิ่งใหม่ที่เราทำขึ้นมา มีสองฝ่ายคือกุศลกรรมและอกุศลกรรม ซึ่งเมื่อทำแล้วจะส่งเป็นวิบากในอนาคตต่อไป ดังนั้นวิบากจึงเป็นผลที่เกิดมาจากกรรมที่เราได้ทำสำเร็จแล้วนั่นเอง หวังว่าผู้อ่านคงพอเข้าใจ เมื่อเขียนเรื่องนี้แล้วจึงมีอีกเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ คือ ในอดีตเรา ได้กระทำกรรมไว้แล้ว ทั้งกุศล หรืออกุศล ชื่อว่า อดีตเหตุ ต่อมาอดีตเหตุนี่เองส่งผลมาในปัจจุบันทั้งดีหรือไม่ดีชื่อว่า ปัจจุบันผล เมื่อเรารับปัจจุบันผลที่ดีหรือไม่ดีแล้ว เรารู้สึกอย่างไรกับผลที่ได้รับ เมื่อรู้สึกดีเราจึงทำกุศลกรรมใหม่ แต่ถ้ารู้สึกไม่ดีเราจึงทำอกุศลกรรมใหม่ ทั้งกุศลหรืออกุศลนี้ชื่อว่า ปัจจุบันเหตุ แล้วปัจจุบันเหตุนี้แหละจะรอเวลาไปส่งผลในอนาคตชื่อว่า อนาคตผล ต่อไป ทั้งหมดนี้ ที่กล่าวมา จะเห็นว่าอดีตเหตุสำเร็จแล้ว แม้ว่าถ้าเราอยากแก้ไขก็ทำไม่ได้ ส่วนปัจจุบันผลกำลังเกิดขึ้นได้รับอยู่ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องทำใจยอมรับ ตั้งสติรับให้ดีทั้งผลดีหรือผลไม่ดีก็ตาม ส่วนอนาคตผลเราเลือกให้เป็นผลที่ดีได้โดยการทำปัจจุบันเหตุให้ดี ดังนั้นจะเห็นว่า สิ่งที่เราทำได้อย่างเดียว คือทำปัจจุบันเหตุ ให้ดีที่สุด เพื่อให้อนาคตของเรา ได้รับผลดีต่อไป แต่บุคคลต่างๆในปัจจุบันเมื่อได้รับผลที่ไม่ดีมักจะทนไม่ได้ โวยวายและไม่พอใจ มักต้องการให้สิ่งที่ไม่ดีหมดไปและอยากให้สิ่งต่างๆหรือบุคคลต่างๆเป็นไปตามที่เราต้องการ ทั้งๆที่ ขนาดตัวเรา ยังไม่สามารถ บังคับตัวเรา ให้เป็นไปตาม ที่เราต้องการได้แล้ว เราจะไปบังคับ คนอื่นให้เป็น ไปตาม ที่ใจเรา ต้องการ ยิ่งเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง กว่าเสียอีก ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เตรียมใจเสมอว่าแม้เราจะได้รับผลที่ดีหรือไม่ดีครั้งใดเราจะต้องทำใจของเราให้เป็นกลางที่สุด ไม่ยินดีพอใจหลงระเริงกับสิ่งดีๆที่ได้รับ ไม่รู้สึกผิดหวังเสียใจกับสิ่งที่ไม่ดีที่ได้รับ ต้องฝึกหัดทำใจอยู่เสมอ แล้วเราจะมีชีวิตที่เป็นสุขไม่ว่าเราจะกำลังได้รับสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม นอกจากนี้ ต้องตั้งใจไว้ว่า ไม่ว่าเราจะได้รับสิ่งดีหรือไม่ดีก็ตาม เราจะต้องมีปฏิกิริยาต่อสิ่งนั้นเป็นฝ่ายดีโดยส่วนเดียวคล้ายๆนางเอกในละครน้ำเน่าของเมืองไทย เพราะนางเอกเหล่านั้นไม่ว่าใครจะปองร้ายหรือทำร้ายนางเอกหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วนางเอกก็จะให้อภัยเสมอและคอยช่วยเหลือหวังดีกับเขาเสมอไป ซึ่งในปัจจุบัน หลายท่านบอกว่า ใช้ไม่ได้แล้ว ในยุคปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศีลธรรมและคุณธรรมของบุคคลต่างๆลดน้อยลงไป ให้อภัยกันไม่ได้ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราให้อภัยกันว่าเป็นการให้ที่ประเสริฐที่สุด และเรามีละครที่เรามักเรียกว่าน้ำเน่าเป็นตัวอย่างให้เห็นแท้ๆแต่ไม่ทำตาม และยังกล่าวหาว่า บุคคลเหล่านั้น เป็นคนที่ขี้ขลาด อ่อนแอ แล้วอย่างนี้ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร ชีวิตที่มีความสุขต้องเป็นชีวิตที่ร่ำรวย มีครอบครัวอบอุ่นหรืออย่างไร ไม่ใช่เลย ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่เราพอใจและยอมรับกับสิ่งที่เราได้รับเสมอไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม มีความสุขกับสิ่งที่กำลังได้รับอยู่ และทำสิ่งใหม่ให้ดีที่สุด ซึ่งการทำสิ่งใหม่ จะดีหรือไม่ดี ก็เพราะกิเลส ที่เรายังมีกันอยู่ กิเลสนี้อาจพาเราทำกุศลหรืออกุศลก็ได้ ซึ่งโดยส่วนมากมักพาเรากระทำอกุศล ดังนั้นเราจึงต้องมาปรับปรุงตรงนี้ ตรงที่จะต้องทำให้กิเลสนั้นพาเราไปทำสิ่งที่ดีเป็นกุศลให้ได้ ซึ่งกุศลหรืออกุศลที่เราทำนั่นแหละชื่อว่า กรรม และกรรมที่ทำแล้วจะส่งเป็นวิบากในอนาคต จะเห็นได้ว่า เพราะมีกิเลสจึงทำกรรม เพราะทำกรรมจึงได้รับวิบาก วนเวียนอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า วัฏฏะ นั่นเอง กิเลสที่อยู่คู่กับตัวเราเป็นต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดและเป็นต้นเหตุของการกระทำกรรมและการได้รับวิบากนั่นเอง หวังว่าบทความนี้จะช่วยกระตุ้นเตือนให้ทุกท่านมีสติและหันกลับมาสำรวจดูใจของตนเพื่อระมัดระวังไม่ให้กิเลสในใจตนพาให้ตัวเรามีความทุกข์ แต่ต้องพา ให้เรามีความสุข โดยอยู่กับปัจจุบัน ให้ดีที่สุด วิบากที่รับในปัจจุบันต้องตั้งสติยอมรับให้ได้มากที่สุดและทำกรรมใหม่ในปัจจุบันนี้ให้เป็นกุศลให้มากที่สุดแล้วในอนาคตย่อมได้รับผลดีดังที่เราต้องการ ขอให้ทุกท่านจงได้รับประโยชน์จากการอ่านบทความนี้ให้มากที่สุด

สุดท้ายนี้ ขอขอบใจ และอนุโมทนา ในกุศลเจตนาที่ท่านผู้อ่านได้ร่วมทำบุญสร้างห้องน้ำสำหรับพระภิกษุสงฆ์ร่วมกับอาตมาที่วัดหัวกลับ ต.บ่อสุพรรณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยเฉพาะโยมวีรพงษ์ หมู่เรืองรัตน์ ที่สละเวลาเดินทางไปร่วมทำบุญกับอาตมาถึงที่วัดหัวกลับ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงปกปักษ์รักษาทุกท่านให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากโรคาพยาธิ มีสุขภาพที่แข็งแรงตลอดไป และขอกุศลเจตนานี้จงเป็นปัจจัยให้ทุกท่านได้สำเร็จมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลทุกท่านเทอญ

๐ รู้จักกิเลสกันให้ดี แล้วหาวิธีกำจัดออกไป
เจริญพรผู้อ่าน อาตมาเขียนถึงกิเลส กรรม วิบาก ไปแล้ว อังคารนี้จะได้อธิบายเรื่องกิเลสเพิ่มเติม กิเลสแบ่งออกได้เป็น ๓ ระดับ คือ ๑.วีติกกมกิเลส เป็นกิเลสอย่างหยาบ ที่มีการล่วงละเมิดออกมาทางกายและวาจา ๒.ปริยุฏฐานกิเลส เป็นกิเลสอย่างกลาง ที่มีการนึกคิดอยู่ในใจ ๓.อนุสัยกิเลส เป็นกิเลสอย่างละเอียด ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ( หมายถึงกิเลสที่ยังไม่แสดงอาการใดๆเลยทั้งทางกาย วาจาและใจ ) ทั้งสามอย่างนี้ ความจริงแล้วเป็นกิเลสอย่างเดียวกันนั่นเอง แต่มีความรุนแรงหรืออาการปรากฏไม่เท่ากัน กล่าวคือธรรมดาบุคคลต่างๆในเวลาที่กำลังกระทำสิ่งใดๆในชีวิตประจำวันหรือกระทำกุศลต่างๆก็ตาม จิตใจเกิดความผ่องใสมีความสงบ ในขณะนั้นดูเหมือนกิเลสไม่มีในบุคคลนั้นๆเลย เมื่อเป็นแบบนี้เป็นเวลานานๆ ทำให้บางทีเราก็มองดูว่าบุคคลนั้นมีความสงบเรียบร้อยคงเป็นบุคคลที่หมดจดจากกิเลสแล้วกระมัง บางครั้งถึงขนาดทึกทักสรุปเองว่าบุคคลผู้นั้นคงสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วแน่นอน แต่ความจริงนั้นกิเลสยังมีอยู่เพียงแต่ยังไม่มีอาการปรากฏให้เห็น กิเลสนั้นคืออนุสัยกิเลสที่สงบนิ่งนอนเนื่องอยู่ในตัวเราโดยกำลังรอวันปะทุออกมาทางใจและกายวาจาตามลำดับ ดังนั้นจะเห็นว่ากิเลสอยู่กับตัวเรามาตลอดไม่เคยหายไปไหน บางครั้งทำเหมือนไม่อยู่หายไปแล้ว เหมือนไม่มีแล้ว เพราะจิตใจตอนนั้นมีความสงบมาก ผ่องใสจนเหมือนไม่มีกิเลสแล้ว แต่ความจริงกิเลสแอบซ่อนอยู่ภายในตัวเรานั่นเอง ต่อมาเมื่อมีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งมากระทบแล้วทำให้อนุสัยกิเลสเกิดความหวั่นไหวแล้วแสดงออกมาทางใจจึงกลายเป็นปริยุฏฐานกิเลส ซึ่งเป็นกิเลสที่อยู่ภายในใจของเรา ทำให้ใจขุ่นมัวด้วยอำนาจของกิเลสที่มาปรากฏในใจ ตอนนี้กิเลสนี้กลายเป็นกิเลสอย่างกลางแล้ว ซึ่งมีอำนาจทำให้ใจขุ่นมัว จิตใจไม่สงบผ่องใสอีกต่อไป จิตใจเร่าร้อนด้วยอำนาจกิเลสที่มาปรากฏในใจ ซึ่งบุคคลอื่นอาจทราบจากอาการปรากฏของสีหน้า แววตา หรือกิริยาต่างๆ หรืออาจดูไม่ออกเลยก็ได้ เมื่อปริยุฏฐานกิเลสมีกำลังแรงมากขึ้นจนกระทั่งเรากระทำออกมาทางกายหรือพูดออกมาทางวาจาด้วยอำนาจกิเลส กิเลสนั้นจึงเรียกว่าวีติกกมกิเลส เป็นกิเลสที่แสดงออกมาทางกายหรือวาจา มีการทำผิดทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง เป็นกายทุจริตหรือวจีทุจริตปรากฏออกมา เป็นกิเลสที่แสดงออกมาให้บุคคลอื่นได้ทราบและเป็นกิเลสที่มีกำลังแรง รวมทั้งมีโทษมาก ทำให้บุคคลนั้นต้องรับวิบากในอนาคตอันเกิดจากการกระทำกรรมของตนอันเนื่องมาจากกิเลสนั้นๆ ฉะนั้นที่กล่าวมาจะเห็นว่ากิเลสทั้งสามระดับคือกิเลสเดียวกันที่เริ่มจากเป็นอนุสัยกิเลสซ่อนอยู่ภายในตัวเราแล้วค่อยๆปรากฏออกมาทางใจเป็นปริยุฏฐานกิเลสและกายวาจาเป็นวีติกกมกิเลสตามลำดับ อุปมากิเลสทั้งสามระดับนี้เหมือนไม้ขีดไฟ คืออนุสัยกิเลสเหมือนเชื้อไฟที่อยู่ในหัวไม้ขีด ยังไม่ปรากฏไฟให้เห็น ปริยุฏฐานกิเลสเหมือนเอาไม้ขีดไปขีดข้างกล่องจนเกิดเปลวไฟ ส่วนวีติกกมกิเลสเหมือนเอาไม้ขีดไฟที่เกิดเปลวไฟแล้วไปจุดเข้ากับวัตถุต่างๆทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลามไปนั่นเอง หวังว่าผู้อ่านคงพอเห็นภาพและรู้จักกิเลสมากขึ้น ส่วนวิธีกำจัดกิเลสทั้งสามคือการรักษาศีลเพื่อกำจัดวีติกกมกิเลส เพราะศีลทำให้มีการสำรวมระวังและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยทางกายวาจาทำให้กิเลสปรากฏทางกายวาจาไม่ได้ วีติกกมกิเลสจึงไม่เกิด การกำจัดแบบนี้เป็นการกำจัดแบบชั่วคราว ภาษาบาลีเรียกว่าตทังคปหาน คือกำจัดได้ชั่วขณะเท่านั้น ตราบใดที่มีศีล ตราบนั้นวีติกกมกิเลสก็ไม่เกิด เมื่อไม่มีศีลวีติกกมกิเลสก็กลับมาเกิดได้ใหม่ การทำสมาธิให้ถึงระดับอัปปนาสมาธิคือการได้ฌานเป็นการกำจัดปริยุฏฐานกิเลส เพราะอำนาจสมาธิทำให้ใจสงบ เมื่อใจสงบกิเลสก็ออกมาทางใจไม่ได้ ปริยุฏฐานกิเลสจึงไม่ปรากฏ การกำจัดแบบนี้เป็นการกำจัดโดยการข่มไว้ ภาษาบาลีเรียกว่าวิกขัมภนปหาน คือข่มกิเลสไว้ด้วยอำนาจสมาธิ อุปมาเหมือนกำจัดต้นหญ้าโดยการเอาหินทับไว้ ดูเหมือนต้นหญ้าไม่มีแล้วแต่เมื่อเอาหินออกต้นหญ้าก็ปรากฏอีกครั้ง กิเลสก็ฉันนั้นเมื่ออยู่ในสมาธิ กิเลสก็เหมือนไม่มี แต่เมื่อไม่อยู่ในสมาธิ กิเลสก็มีโอกาสกลับมาได้อีก ส่วนปัญญาที่รู้รูปนามตามความเป็นจริงคือปัญญาในมัคคจิตกำจัดอนุสัยกิเลส เป็นพระอริยบุคคล ( บุคคลผู้ประเสริฐ ) โดยเฉพาะระดับพระอรหันต์สามารถกำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง การกำจัดกิเลสแบบนี้เป็นการกำจัดโดยเด็ดขาดถาวรไม่มีการเกิดกิเลสอีก ภาษาบาลีเรียกว่าสมุจเฉทปหาน คือกำจัดกิเลสออกไปจากตัวเราโดยสิ้นเชิง อุปมาเหมือนการกำจัดต้นหญ้าโดยการขุดรากถอนโคนโดยไม่มีเหลือ สรุปแล้วศีลกำจัดวีติกกมกิเลส สมาธิกำจัดปริยุฏฐานกิเลส และปัญญากำจัดอนุสัยกิเลส จะเห็นว่าการกำจัดกิเลสให้หมดไปคือปัญญาในมัคคจิตนั่นเอง ทำอย่างไรจะเกิดปัญญาอย่างนี้ได้ ทำได้โดยการเจริญวิปัสสนารู้รูปนามเป็นอารมณ์ เห็นรูปนามเกิดดับอย่างชัดเจน ทำให้เบื่อหน่ายในรูปนาม ถ่ายถอนความยึดถือในตัวตนเพราะเห็นเป็นเพียงรูปนามเท่านั้น เห็นรูปนามเป็นไตรลักษณ์โดยชัดแจ้ง เห็นว่ารูปนามนั้นมีสภาพไม่เที่ยง มีการผันแปรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ( อนิจจะ ) มีความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ( ทุกขะ ) ไม่ใช่ตัวตน ไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ ( อนัตตะ ) เมื่อปัญญาในมัคคจิตเกิดจึงกำจัดกิเลสได้ถาวร แต่ถ้ายังไม่สำเร็จ และยังไม่สามารถทำสมาธิถึงระดับฌานได้ เราจึงอาศัยศีลกำจัดวีติกกมกิเลส และเฝ้าระวังไม่ให้อนุสัยกิเลสแปรเปลี่ยนเป็นปริยุฏฐานกิเลสได้ คือระมัดระวังใจเราอยู่เสมอนั่นเอง ผู้อ่านคงเคยได้ยินสำนวนว่ากิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด สมัยเด็กอาตมานึกว่าเป็นเรื่องพูดเล่น แต่ที่แท้เป็นความจริง จึงขอนับจำนวนกิเลสพันห้าให้ทราบ กิเลสพันห้า คือ ในตัวเรามีสภาพรูปนามได้แก่ จิต ๑ เจตสิกปรุงแต่งจิต ๕๒ นิปผันนรูป ๑๘ ลักขณรูป ๔ รวมเป็น ๗๕ บุคคลอื่นก็มี ๗๕ เหมือนตัวเรา รวมได้ ๑๕๐ สภาพรูปนามทั้ง ๑๕๐ มีกิเลส ๑๐ ชนิดอยู่ (กิเลส ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ) กลายเป็นกิเลส ๑,๕๐๐ ดังนี้แล เจริญพร

๐ บุคคลในโลกนี้ ๔ ประเภท และ พระยายมราชกับเทวทูต ๕ จำพวก
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้จะได้กล่าวถึงความประพฤติของบุคคล ๔ ประเภท กล่าวคือ บรรดาบุคคลทั้งหลายในโลกปัจจุบันทุกวันนี้ มีอัธยาศัยจิตใจยิ่งหย่อนกว่ากันและกันในความประพฤติดีและไม่ดี มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ในที่นี้แบ่งความประพฤติของบุคคลทั้งหลายโดยย่อเป็น ๔ ประเภท คือ ๑.บุคคลบางคนมีอัธยาศัยชอบบำเพ็ญกุศลมาก ๒.บุคคลบางคนมีอัธยาศัยชอบบำเพ็ญกุศลและก่ออกุศลเท่าๆกัน ๓.บุคคลบางคนมีอัธยาศัยชอบก่ออกุศลมากกว่าบำเพ็ญกุศล ๔.บุคคลบางคนมีอัธยาศัยชอบก่ออกุศลฝ่ายเดียว ในบุคคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ บุคคลประเภทที่หนึ่ง ในขณะใกล้จะตายย่อมมีโอกาสระลึกถึงกุศลได้มาก ดังนั้น บุคคลจำพวกนี้ย่อมพ้นจากการไปเกิดในอบายภูมิ แต่ถ้าบุคคลจำพวกนี้ไปเกิดในอบายภูมิ ย่อมอยู่ไม่นานเพราะจะระลึกถึงกุศลเก่าที่ทำขึ้นมาได้แล้วตายจากอบายภูมิกลับมาเกิดในกามสุคติภูมิได้ ส่วนบุคคลประเภทที่สอง ถ้าตัวเองพยายามระลึกนึกถึงกุศลให้มาก หรือญาติคนใดคนหนึ่งมาช่วยเตือนสติให้ระลึกนึกถึงกุศลขึ้นมาได้ ก็สามารถช่วยให้พ้นจากการไปเกิดในอบายภูมิได้ เว้นแต่ตัวเองนึกถึงกุศลที่กระทำไว้ไม่ได้และญาติก็ช่วยเตือนสติไม่ได้ มีแต่ความเศร้าโศกเสียใจ และห่วงใยในทรัพย์สมบัติ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไปสู่อบายภูมิ ส่วนบุคคลประเภทที่สาม อกุศลกระทำไว้บ่อยกว่าและมากกว่ากุศล ลำพังตัวเองย่อมไม่สามารถนึกถึงกุศลได้ ต้องได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นและการช่วยเหลือเตือนสติจากผู้อื่นนี้ต้องเป็นแบบพิเศษ จึงจะสามารถพ้นจากอบายภูมิได้ ถ้าเป็นการช่วยเหลืออย่างสามัญธรรมดาแล้ว บุคคลนั้นย่อมไม่สามารถกลับมารับอารมณ์ที่เป็นกุศลได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลจำพวกนี้จะไปสู่อบายภูมิแน่นอน ส่วนบุคคลประเภทที่สี่ ย่อมไม่พ้นจากการไปสู่อบายภูมิได้เลย นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อัครสาวก และมหาสาวกเท่านั้นที่จะช่วยเหลือได้ และการที่จะได้รับความช่วยเหลือจากท่านเหล่านี้ ผู้นั้นจะต้องมีกุศลอปราปริยเวทนียกรรมที่มีกำลังมาก คือได้แก่กุศลกรรมที่ตนได้เคยสร้างไว้แล้วในชาติก่อนๆ ( ยุคนี้ไม่มีโอกาสเจอท่านเหล่านี้อีก จึงหมดโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือ ) ดังนั้น ถ้าบุคคลจำพวกนี้ต้องไปสู่นรกแล้ว ก็ไปสู่นรกโดยตรง ไม่มีโอกาสที่จะได้พบพระยายมราชเพื่อทำการไต่ถาม เฉพาะบุคคลประเภทที่สองและสาม ถ้าต้องไปสู่นรกแล้วจะมีโอกาสได้พบกับพระยายมราช เพื่อทำการไต่สวนและสอบถามถึงเรื่องเทวทูต ๕ จำพวกจำนวนมากเสียก่อน แล้วจึงจะไปเสวยทุกข์ในนรกนั้นๆในภายหลัง เมื่อบุคคลนั้นมาสู่นรก นายนิรยบาลทั้งหลายจะพามาหาพระยายมราช ( บุคคลนั้นตายจากมนุษย์มาเกิดใหม่เป็นสัตว์นรกแล้วจึงเจอพระยายมราช ไม่ใช่เจอพระยายมราชเพื่อตัดสินว่าจะเกิดเป็นอะไร ) พระยายมราชมีหลายองค์ไม่ใช่องค์เดียวอย่างที่บางท่านเข้าใจ และพระยายมราชเป็นเจ้าแห่งเวมานิกเปรตเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา บางทีก็ได้เสวยสุขอยู่ในวิมาน มีต้นกัลปพฤกษ์ มีสวนทิพย์ มีนางฟ้าฟ้อนรำขับร้องเป็นบริวาร บางทีก็ได้เสวยความทุกข์ที่เป็นผลของอกุศลกรรมอันมีอยู่ในนรกนั้นเอง ส่วนนายนิรยบาลอยู่ในนรกแต่ไม่ใช่สัตว์นรก เพราะการเกิดของนายนิรยบาลไม่ได้เกิดจากอกุศลกรรม แต่เกิดจากมหากุศลกรรมชั้นต่ำ เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา มีชาติเป็นรากษส ( ยักษ์ ) ที่เป็นเช่นนี้เพราะระหว่างที่มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ นายนิรยบาลเหล่านั้นมีแต่ความยินดีพอใจที่จะเบียดเบียนหรือฆ่าสัตว์ทั้งหลาย แม้จะมีการบำเพ็ญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม สำหรับจิตใจก็ยังมีความยินดีพอใจในหน้าที่ที่มีการเบียดเบียน ทรมานลงโทษผู้อื่นมิได้รู้สึกเบื่อหน่ายเลย เพราะเหตุที่ทำกุศลที่เจือด้วยความพอใจในหน้าที่นั้น จึงเกิดในนิรยภูมิเป็นนายนิรยบาลมีร่างกายใหญ่โตเหมาะสมที่จะทำการลงโทษเบียดเบียนพวกสัตว์นรก คำถามของพระยายมราช อันได้แก่เทวทูต ๕ จำพวกนั้น มีดังนี้ เทวทูตที่หนึ่ง คือ ความเกิด อันได้แก่ ทารกแรกเกิด เทวทูตที่สอง คือ ความแก่ อันได้แก่ คนชรา เทวทูตที่สาม คือ พยาธิ อันได้แก่ ผู้ป่วยไข้ เทวทูตที่สี่ คือ ผู้ที่ถูกลงโทษตามกฎหมาย อันได้แก่ คนต้องราชทัณฑ์ เทวทูตที่ห้า คือ มรณะ อันได้แก่ คนตาย เมื่อนายนิรยบาลได้นำบุคคลประเภทที่สองและสามที่มาสู่นรกหลังจากตายแล้วมาพบพระยายมราช พระยายมราชเมื่อเจอบุคคลเหล่านั้น จะถามว่า เมื่อเจ้าอยู่ในโลกมนุษย์ ได้เคยเห็นเด็กแรกเกิดบ้างหรือเปล่า สัตว์นรกกล่าวตอบว่า ข้าพเจ้าเคยเห็น พระยายมราชจึงถามต่อไปว่า ในขณะที่เจ้าเห็นเด็กแรกเกิดนั้น เจ้าเคยนึกถึงตัวเองบ้างไหมว่า ตัวเจ้าก็ต้องเกิดอีกเช่นเดียวกัน และได้เคยสร้างทาน ศีล ภาวนา เพื่อจะได้เป็นหนทางที่จะช่วยตัวเองให้พ้นไปจากความเกิดอันเป็นชาติทุกข์บ้างไหม สัตว์นรกได้ฟังคำถามของพระยายมราชเช่นนี้แล้ว ถ้าระลึกถึงกุศลได้ในขณะนั้นก็จะพ้นจากนรกทันที ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ถ้าขณะนั้นระลึกถึงกุศลไม่ได้ ก็กล่าวตอบว่า ข้าพเจ้าเคยเห็นเด็กแรกเกิดก็จริง แต่ไม่มีความนึกคิดอะไร คงมีแต่ความยินดีพอใจ เพลิดเพลินสนุกสนานไปตามวิสัยธรรมดาของชาวโลกเท่านั้น พระยายมราชจึงกล่าวต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น ความประมาทของเจ้าก็ดี ความเพลิดเพลินสนุกสนานต่างๆของเจ้าก็ดี ล้วนเกิดจากตัวเจ้าทั้งนั้น ไม่ใช่บิดามารดา บุตรภรรยา มิตรสหาย พี่น้อง ครูบาอาจารย์หรือเทวดาทั้งหลายมากระทำให้เจ้า ฉะนั้นเจ้าก็ต้องได้รับผลที่เจ้าได้เคยกระทำไว้แล้วด้วยตนเอง ไม่มีผู้ใดจะมารับโทษแทนเจ้าได้ แล้วพระยายมราชก็ถามต่อไปอีกว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าเคยเห็น คนแก่ คนเจ็บ คนต้องราชทัณฑ์ และคนตายบ้างไหม สัตว์นรกก็กล่าวตอบว่า ข้าพเจ้าเคยเห็น พระยายมราชจึงถามต่อไปว่า ในขณะที่เจ้าเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนต้องราชทัณฑ์ หรือคนตายนั้น เจ้าเคยนึกถึงตัวเองบ้างไหมว่า ตัวเจ้าก็ต้องมีความแก่ ความเจ็บ ต้องเป็นคนต้องราชทัณฑ์ และมีความตายเป็นธรรมดาเช่นเดียวกันกับบุคคลที่เจ้าได้เห็นอยู่นั้น แล้วพยายามสร้างทาน ศีล ภาวนา เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งของตัวเองและสามารถช่วยตนให้พ้นทุกข์โทษได้บ้างหรือเปล่า สัตว์นรกได้ฟังคำถาม ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ และครั้งที่ห้า ถ้าระลึกถึงกุศลได้ก็ย่อมพ้นไปจากนรก ถ้าระลึกถึงกุศลไม่ได้ ก็กล่าวตอบแก่พระยายมราชอย่างเดียวกันกับที่ได้ตอบไว้แล้วในเทวทูตที่หนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้พระยายมราชก็พยายามช่วยระลึกให้ว่า สัตว์นรกผู้นี้ได้สร้างกุศลอะไรไว้บ้าง ดังนั้น ถ้าบุคคลใดสร้างทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศส่วนบุญนั้นให้แก่พระยายมราชด้วย พระยายมราชย่อมจะระลึกนึกถึงกุศลนั้นได้เพราะตนเคยได้รับส่วนบุญจากบุคคลนั้นๆ ถ้าบุคคลใดสร้างทาน ศีล ภาวนา แล้วยังไม่ได้อุทิศส่วนบุญให้แก่พระยายมราช พระยายมราชก็ไม่สามารถที่จะระลึกนึกถึงกุศลของบุคคลนั้นได้ ถ้าพระยายมราชช่วยระลึกให้ไม่ได้ก็นิ่งเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ นายนิรยบาลทั้งหลาย ก็จะนำสัตว์นรกนั้นออกไปลงโทษตามแต่อกุศลกรรมของสัตว์นรกนั้นได้กระทำมา ถ้าหากว่าพระยายมราชระลึกถึงกุศลกรรมของสัตว์นรกผู้นั้นได้ ก็ช่วยบอกให้ เมื่อสัตว์นรกได้ฟังคำบอกเล่าของพระยายมราชแล้วระลึกได้ว่า เรานี้ได้เคยสร้างทาน ศีล ภาวนา ไว้อย่างนี้ๆ เมื่อระลึกถึงกุศลกรรมได้เช่นนี้ ในขณะนั้นก็ตายจากสัตว์นรกแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาต่อไป ดังนั้นทำบุญครั้งใด อย่าลืมอุทิศให้พระยายมราชด้วยเสมอ หากเราพลาดพลั้งไปตกนรกจะได้มีพระยายมราชช่วยเราได้ เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๑
เจริญพรผู้อ่าน ตอนต่อจากนี้อาตมาจะได้เขียนถึงภพภูมิที่เราต้องเวียนว่ายตายเกิดซึ่งมีถึง ๓๑ ภูมิด้วยกัน หลายๆภูมิอาจดูพิสดารและมีความพิเศษมากมายจนเกินความสามารถของมนุษย์ธรรมดาที่จะทราบได้ แต่ด้วยพระสัพพัญญุตญาน ( ปัญญาที่หยั่งรู้ทุกเรื่องราวทั้งหมด )ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถทราบได้จึงมีเรื่องราวต่างๆถ่ายทอดมาจนถึงเราในปัจจุบัน ภูมิต่างๆแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม คือ อบายภูมิ ๔ กามสุคติภูมิ ๗ รูปภูมิ ๑๖ อรูปภูมิ ๔ วันนี้เริ่มที่อบายภูมิก่อน อบายภูมิ ๔ มีนิรยภูมิ ( นรก ) เปตติวิสยภูมิ ( เปรต ) อสุรกายภูมิ ( อสุรกาย ) ดิรัจฉานภูมิ ( สัตว์เดรัจฉาน ) อบายภูมิ คือ ภูมิที่ไม่มีการทำกุศลกรรม มีแต่ความเสื่อม เป็นที่ที่ไม่สบาย สำหรับนรก เปรต อสุรกาย เป็นอบายภูมิโดยตรง ส่วนสัตว์เดรัจฉานเป็นอบายภูมิโดยอ้อม เพราะเดรัจฉานบางพวกมีความสุข ความสบาย อบายภูมิมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ทุคติ แปลว่าสถานที่ที่ไม่มีความสุข ไม่ดี วันนี้เริ่มที่นิรยภูมิ ซึ่งเป็นภูมิของสัตว์นรก นิรยภูมิ คือ ภูมิที่ไม่มีความสุขความสบาย ไม่มีโอกาสในการพักผ่อนนอนหลับ ต้องรับโทษอยู่ตลอดเวลา มีมหานรกอยู่ ๘ ขุม คือ ๑.สัญชีวนรก ๒.กาฬสุตตนรก ๓.สังฆาตนรก ๔.โรรุวนรก ๕.มหาโรรุวนรก ๖.ตาปนนรก ๗.มหาตาปนนรก ๘.อวีจินรก มหานรกทั้ง ๘ ขุม ยังมีนรกย่อยๆอยู่ล้อมรอบเรียกว่า อุสสทนรก มหานรกแต่ละขุม มีอุสสทนรก ๑๖ ขุมเป็นบริวาร มหานรกตั้งอยู่ภายใต้ภูมิของมนุษย์ลงไปสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ( เป็นดินธรรมดาแสนสองหมื่นโยชน์ และเป็นครึ่งดินครึ่งหินแสนสองหมื่นโยชน์ ) โดยเริ่มจากมหานรกขุมที่ ๑ คือสัญชีวนรก ลงไปตามลำดับ ตั้งแต่พื้นโลกมนุษย์ลงไปถึงแต่ละขุมห่างกัน ๑๕,๐๐๐ โยชน์ สถานที่ในมหานรกมีลักษณะเป็นอุโมงค์เป็นชั้นๆไป จากโลกมนุษย์ลงไปในมหานรก เป็นพื้นแผ่นดินสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ซึ่งแผ่นดินนี้ตั้งอยู่บนก้อนน้ำแข็งที่หนาสี่แสนแปดหมื่นโยชน์ ก้อนน้ำแข็งนี้ตั้งอยู่บนพื้นลมที่หนาเก้าแสนหกหมื่นโยชน์ ต่อจากพื้นลมนี้เป็นอากาศว่างเปล่าเรียกว่าเหฏฐิมอัชฌากาศ สรุปว่าโลกตั้งบนดิน ดินตั้งบนน้ำ น้ำตั้งบนลม ลมตั้งบนอากาศ นั่นเอง มหานรกมีพระยายมราชและนายนิรยบาลเป็นผู้ดูแลอยู่ ดังที่แสดงไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน สำหรับอายุของสัตว์นรกทั้งหลายมีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับอกุศลกรรมที่ได้ทำมา แต่ว่าแต่ละขุมย่อมมีอายุขัยของตนคือ ๑.สัญชีวนรก มีอายุ ๕๐๐ ปี เป็นอายุกัป ( หมายถึงอายุขัย ) เทียบกับปีของมนุษย์ ๑ วันในสัญชีวนรก เท่ากับปีของมนุษย์ ๙ ล้านปี ดังนั้น ๕๐๐ ปี ในสัญชีวนรก จึงเท่ากับ ๑ แสน ๖ หมื่น ๒ พันโกฏิปีของมนุษย์ ๒.กาฬสุตตนรก มีอายุ ๑ พันปี เป็นอายุกัป เทียบ ๑ วัน เท่ากับ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปีมนุษย์ ดังนั้น ๑ พันปีในกาฬสุตตนรก เท่ากับ ๑ ล้าน ๒ แสน ๙ หมื่น ๖ พันโกฏิปีมนุษย์ ๓.สังฆาตนรก มีอายุ ๒ พันปี เป็นอายุกัป เทียบ ๑ วัน เท่ากับ ๑๔ โกฏิ ๔ ล้านปีของมนุษย์ ดังนั้น ๒ พันปีในสังฆาตนรก เท่ากับ ๑ โกฏิ ๓ แสน ๖ หมื่น ๘ พันโกฏิปีมนุษย์ ๔.โรรุวนรก มีอายุ ๔ พันปี เป็นอายุกัป เทียบ ๑ วัน เท่ากับ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปีของมนุษย์ ดังนั้น ๔ พันปี เท่ากับ ๘ โกฏิ ๓ ล้าน ๑ แสน ๔ พันโกฏิปีมนุษย์ ๕.มหาโรรุวนรก มีอายุ ๘ พันปี เป็นอายุกัป เทียบ ๑ วัน เท่ากับ ๒๓๐ โกฏิ ๔ ล้านปีของมนุษย์ ดังนั้น ๘ พันปี เท่ากับ ๖๖ โกฏิ ๓ ล้าน ๕ แสน ๕ หมื่น ๒ พันโกฏิปีมนุษย์ ๖.ตาปนนรก มีอายุ ๑ หมื่น ๖ พันปี เป็นอายุกัป เทียบ ๑ วัน เท่ากับ ๙๒๑ โกฏิ ๖ ล้านปีของมนุษย์ ดังนั้น ๑ หมื่น ๖ พันปี เท่ากับ ๕๓๐ โกฏิ ๘ ล้าน ๔ แสน ๑ หมื่น ๖ พันโกฏิปีมนุษย์ ๗.มหาตาปนนรก มีอายุเทียบกับ ครึ่งอันตรกัปของมนุษย์ ๘.อวีจินรก มีอายุเทียบกับ ๑ อันตรกัปของมนุษย์ อ่านดูแล้วจะเห็นว่าอายุของสัตว์นรกแต่ละขุมนั้นยาวนานมาก และโอกาสที่จะตายจากสัตว์นรกก่อนหมดอายุขัยนั้น แม้ว่าจะเป็นไปได้แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนักขึ้นอยู่กับกุศลกรรมเก่าๆในอดีต แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากุศลกรรมเก่าในอดีตของเรามีมากพอที่จะช่วยทำให้เราตายจากสัตว์นรกได้เร็ว เหมือนอย่างนางมัลลิกาเทวีที่ไปอยู่ในนรกเพียงแค่ ๗ วันเมื่อเทียบกับมนุษย์ ซึ่งเป็นการอยู่ในนรกในเวลาที่สั้นมากๆ ดังนั้น ทางที่ดีต้องพยายามอย่าให้ไปสู่นรก หรือถ้าไปแล้วขอให้มีโอกาสเจอพระยายมราชก่อนก็นับว่ายังดี ความเป็นอยู่ในนรกเป็นอย่างไรมาดูกันต่อ ๑.สัญชีวนรก ( สัญชีวะ หมายถึง มีชีวิตบ่อยๆ ) ในภูมินี้จะมีนายนิรยบาลถืออาวุธอันมีแสง ฟันสัตว์นรกทั้งหลายจนตาย แล้วสัตว์นรกทั้งหลายก็กลับฟื้นคืนชีพได้อีกและโดนฟันอีกเป็นอย่างนี้เรื่อยไป ๒.กาฬสุตตนรก ( กาฬสุตต หมายถึง เชือกดำ ) ในภูมินี้จะมีนายนิรยบาลใช้เชือกดำตีเส้นและติดตามถากหรือเลื่อยตัดสัตว์นรกที่กำลังหกล้มอยู่ด้วยเครื่องประหาร มีมีด ขวาน จอบ เลื่อย เป็นต้น ๓.สังฆาตนรก ( สังฆาต หมายถึง บด ) ในภูมินี้จะมีภูเขาเหล็กที่สูงใหญ่มีแสงไฟอันลุกโพลงบดสัตว์นรกทั้งหลายที่กำลังจมลงไปในแผ่นดินเหล็ก ลึกถึงสะเอวให้ละเอียดเป็นจุณไป ๔.โรรุวนรก ( โรรุว หมายถึง ร้อง ) ในภูมินี้สัตว์นรกทั้งหลายถูกควันไฟเข้าไปสู่ทวารทั้ง ๙ ( ตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ทวารหนัก ทวารเบา ) อบให้เร่าร้อน จึงแผดร้องด้วยเสียงอันดังน่าสงสารตลอดเวลา ๕.มหาโรรุวนรก ( ร้องเสียงดังกว่าโรรุวนรก ) ในภูมินี้สัตว์นรกทั้งหลายถูกเปลวไฟเข้ามาทางทวาร ๙ ไหม้อยู่ แผดร้องด้วยเสียงอันดังยิ่งกว่าโรรุวนรกน่าสงสารยิ่งนัก ๖.ตาปนนรก ( ตาปน หมายถึง เผา ) ในภูมินี้สัตว์นรกทั้งหลายนั่งตรึงติดอยู่ในหลาวเหล็กอันร้อนแดงแล้วถูกไฟเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา ๗.มหาตาปนนรก (ถูกเผาร้อนยิ่งกว่าตาปนนรก ) ในภูมินี้สัตว์นรกทั้งหลายถูกบังคับให้ขึ้นภูเขาเหล็กที่กำลังร้อนแล้วตกลงไปสู่หลาวที่อยู่ข้างล่างด้วยอำนาจของลมและไฟไหม้อยู่ ๘.อวีจินรก ( อวีจิ หรือ อเวจี หมายถึง ไม่มีช่องว่าง ) ในภูมินี้ช่องว่างระหว่าง เปลวไฟ สัตว์นรก ความทุกข์ ไม่มี คือสัตว์นรกต้องเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลานั่นเอง วันนี้ขอจบเรื่องนรกเพียงเท่านี้ หวังว่าทุกท่านจะไม่ต้องไปสู่นรกในอนาคตอีกต่อไป หมั่นสร้างกุศลเอาไว้เสมอนะ เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๒
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้ยังคงเป็นเรื่องอบายภูมิต่อจากคราวที่แล้วโดยวันนี้จะเขียนเรื่องภูมิที่อยู่อาศัยของเปรต ซึ่งเรียกว่าเปตติวิสยภูมิ ธรรมดาแล้วคำว่าเปรตหมายถึงผู้ที่ตายไปแล้ว เช่น เปตพลีหมายถึงอุทิศให้ผู้ตายเป็นต้น แต่ในที่นี้หมายถึงสัตว์ที่เป็นเปรตเท่านั้น เปรต ได้แก่ ผี ยักษ์ เปรตเป็นต้น ที่คนทั้งหลายใช้พูดกันอยู่ทั่วไป และเปรตมีหลายจำพวกด้วยกัน บางพวกเป็นเปรตเล็ก บางพวกเป็นเปรตใหญ่ และเปรตนี้เนรมิตตัวให้เป็นรูปร่างที่สวยงามหรือไม่สวยงามก็ได้ ฝ่ายสวยงามเช่นเป็นเทวดา เป็นชาย เป็นหญิง พระ แม่ชี ฝ่ายไม่สวยงามเช่น เป็นวัว ควาย ช้าง สุนัข รูปร่างสัณฐานน่ากลัว มีศีรษะใหญ่ ตาพอง และบางทีก็ปรากฏให้เห็นไม่ชัด เห็นรางๆ เป็นสีๆ ในบรรดาเปรตทั้งหลายบางกลุ่มก็เสวยทุกข์อยู่นาน มีการอดข้าว อดน้ำ บางกลุ่มก็เข้าไปกินเศษอาหารที่ชาวบ้านทิ้งไว้ในที่โสโครก บางกลุ่มก็กินเสมหะ น้ำลาย และอุจจาระ โดยเปรตทั้งหลายนี้มีอยู่ทั่วไป เช่นตามป่า ตามภูเขา เหว เกาะ ทะเล มหาสมุทร ป่าช้า นอกจากนี้เปรตที่อาศัยอยู่ตามภูเขา คือภูเขาคิชฌกูฏนั้นไม่ใช่แต่จะอดอาหารอย่างเดียว ยังต้องเสวยทุกข์เหมือนกับสัตว์นรกอีกด้วย สำหรับเปรตมีอายุขัยไม่แน่นอน อายุสั้นหรือยืนยาวขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำมา เปรตสามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มบางครั้งแบ่งเป็น ๑๒ ประเภทบ้าง ๔ ประเภทบ้าง ๒๑ ประเภทบ้าง ในที่นี้ขอแบ่งเป็น ๔ ประเภทอย่างเดียวเพราะบุคคลส่วนมากจะคุ้นเคยกับเปรตทั้ง ๔ ประเภทนี้มากกว่าอย่างอื่น เปรต ๔ ประเภท ที่มาในเปตวัตถุอัฏฐกถา คือ ๑.ปรทัตตุปชีวิกเปรต เป็นเปรตที่มีการเลี้ยงชีวิตอยู่โดยอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้ ๒.ขุปปิปาสิกเปรต เป็นเปรตที่ถูกเบียดเบียนด้วยการหิวข้าว หิวน้ำ ๓.นิชฌามตัณหิกเปรต เป็นเปรตที่มีตัวตัณหาคือหิวข้าวหิวน้ำอยู่เสมอเนื่องจากถูกไฟเผาลุกอยู่ในปากให้เร่าร้อนอยู่เสมอ ๔.กาลกัญจิกเปรต เป็นเปรตที่เป็นพวกอสุรกาย ชื่อ กัญจิกะ มีรูปร่างสูงสามคาวุต (ไม่แน่ใจว่าสูงเท่าไร แต่สูงมาก) ไม่มีแรง เพราะมีเลือดและเนื้อน้อย มีสีสันคล้ายกับใบไม้แห้ง ตาถลนออกมาเหมือนกับตาของปู และมีปากเท่ารูเข็มตั้งอยู่กลางศีรษะ เขียนมาถึงตรงนี้ขอเสริมความรู้ว่าพระโพธิสัตว์ผู้ที่ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว ถ้าต้องมาเกิดเป็นสัตว์นรกหรือเปรตแล้วจะไม่เกิดในอเวจีมหานรกและเปรตประเภทที่ ๒ถึง ๔ ถ้าจะเป็นเปรตก็เป็นแต่ปรทัตตุปชีวิกเปรตเท่านั้น นอกจากนี้ขอเสริมว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเมื่อได้รับพุทธพยากรณ์แล้วว่าต่อไปจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตอย่างแน่นอนจะไม่ไปเกิดเป็นบุคคล ๑๖ ประเภท ดังนี้ ๑.ไม่เกิดเป็นคนป่า ๒.เป็นมารเทวบุตรไม่ได้ (เป็นพญามารที่มาขัดขวางไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแต่ไม่สำเร็จ) ๓.เป็นอสัญญสัตตพรหมไม่ได้ ๔.เป็นสุทธาวาสพรหมไม่ได้ ๕.ไม่ไปเกิดในจักรวาลอื่น ๖.ไม่เป็นอรูปพรหม ๗.ไม่เป็นผู้หญิง ๘.ไม่ไปเกิดกับคนที่เป็นทาส ๙.ไม่ไปเกิดเป็นคนตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ ๑๐.ไม่เป็นคนขี้เรื้อนกุฏฐัง ๑๑.ไม่เปลี่ยนแปลงเพศ ๑๒.ไม่ทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕ ๑๓.ไม่ไปเกิดในโลกันตริกนรก (นรกระหว่างสามโลกในแต่ละจักรวาล) ๑๔.ไม่ไปเกิดในอเวจีมหานรกและไม่เป็นขุปปิปาสิกเปรต นิชฌามตัณหิกเปรต กาลกัญจิกเปรต ๑๕.ไม่ไปเกิดเป็นสัตว์ที่เล็กกว่านกกระจาบ และไม่ไปเกิดเป็นสัตว์ที่ใหญ่กว่าช้าง ๑๖.ไม่เป็นพระอริยบุคคลทั้ง ๔ กลับมาเรื่องเปรตอีกครั้ง ในบรรดาเปรตทั้งหลายที่กล่าวมาทั้งหมดกี่กลุ่มก็ตาม เปรตที่มีโอกาสรับส่วนบุญจากที่มีญาติอุทิศให้มีแต่ปรทัตตุปชีวิกเปรตจำพวกเดียวเท่านั้น ส่วนเปรตอื่นๆไม่สามารถรับส่วนบุญจากที่ญาติอุทิศไปให้เพราะว่าเปรตเหล่านี้อยู่ห่างไกลจากหมู่มนุษย์แต่สำหรับปรทัตตุปชีวิกเปรตเป็นเปรตที่เกิดอยู่ในบริเวณบ้าน เช่นบางคนถูกฆ่าตายแล้วมีความห่วงใยอาลัยก็เกิดเป็นเปรตอยู่ในบริเวณบ้านและปรากฏตนให้บรรดาญาติหรือบุคคลอื่นๆเห็นได้ ตามที่นิยมเรียกกันว่าผีหลอก ผีเหล่านี้ได้แก่ปรทัตตุปชีวิกเปรตนั่นเอง แต่ปรทัตตุปชีวิกเปรตนี้อาจจะไม่ได้รับส่วนบุญถ้าไม่รู้ว่าญาติแผ่ส่วนบุญให้ เมื่อไม่รู้จึงไม่ได้กล่าวอนุโมทนาว่าสาธุ เมื่อไม่ได้กล่าวสาธุจึงไม่ได้รับส่วนบุญที่ญาติอุทิศมาให้ ฉะนั้นปรทัตตุปชีวิกเปรตนี้ก็ไม่เป็นการแน่นอนว่าจะได้รับส่วนบุญจากญาติเสมอไป บรรดาบุคคลทั้งหลายที่ได้ตายลงไปก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรกบ้าง ดิรัจฉานบ้าง เปรตที่อยู่ห่างไกลมนุษย์บ้าง อสุรกายบ้าง เทวดาบ้าง พรหมบ้าง เมื่อญาติทำบุญอุทิศให้ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ใดเลย จะสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่อุทิศเท่านั้น คือผู้ทำบุญได้บุญติดตัวไปทุกภพทุกชาติไม่สูญหายไปไหน แต่อุทิศให้ผู้ล่วงลับไปโดยไม่สำเร็จประโยชน์ใดๆเลย แม้เทวดาหรือพรหมจะรู้ว่าญาติอุทิศมาให้ก็เพียงแต่ทราบเท่านั้น บุญนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่เทวดาหรือพรหมนั้นเลย ส่วนผู้ที่ทำบุญอุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เมื่อเวลาทำบุญจะเป็นที่บ้านหรือวัดก็ตามควรเว้นจากความสนุกสนานเอิกเกริกเฮฮา เช่น การเลี้ยงเหล้า มีมหรสพ การละเล่น การพนัน ควรจะสมาทานศีล ทำจิตใจให้สงบ มีการเจริญภาวนา ทำกุศลจิตให้เกิด การทำบุญอย่างนี้จะมีอานิสงส์มาก ได้บุญเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่ออุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าญาติได้อนุโมทนาก็ได้รับส่วนบุญนั้นเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกับผู้ทำ ถ้าทำบุญเจือด้วยความสนุกสนานจากสุรา มหรสพแล้วจิตใจในขณะนั้นไม่สงบ บุญที่ได้ย่อมมีอานิสงส์น้อย ถ้าอุทิศให้ญาติ ญาติก็ย่อมได้รับอานิสงส์น้อยด้วยเช่นเดียวกัน และถ้าผู้ทำบุญตายตอนทำบุญพร้อมความสนุกสนานเฮฮานั้น ก็ไปเกิดในอบายภูมิแน่นอน ไม่ควรหวังว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาเลย อนึ่ง การทำบุญอุทิศให้แก่บิดา มารดา ครู อาจารย์ ภรรยา สามี มิตรสหายที่ล่วงลับไปนี้ สามารถอุทิศให้แก่บุคคลเหล่านี้ทั้งที่เป็นญาติในชาติปัจจุบันหรือเป็นญาติในอดีตชาติได้ทั้งสิ้น ญาติในอดีตชาติมีสิทธิได้รับบุญนั้นสมบูรณ์เช่นเดียวกับญาติในชาติปัจจุบัน ฉะนั้น เวลาทำบุญอุทิศอย่าลืมอุทิศให้แก่ผู้ที่เป็นญาติทั้งหลายของเราในอดีตชาติด้วย หวังว่าบทความของอาตมาจะเป็นประโยชน์และทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้น ขอให้ผู้อ่านทุกท่านโชคดี เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๓
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้อาตมาจะเขียนเรื่องอบายภูมิในภูมิที่ ๓ คือ อสุรกายภูมิ หรือ อสุรภูมิ บุคคลที่อยู่ในภูมินี้ไม่มีความสะดวกสบายในความเป็นอยู่ ได้รับแต่ความลำบาก โดยผู้ที่มาเกิดในอสุรกายภูมินี้ ในอดีตเมื่ออยู่ในโลกเป็นผู้มียศและทรัพย์สมบัติแต่เขาได้ใช้อำนาจที่เขามีไปในทางที่ผิดคือกดขี่ข่มเหง ดูถูกติเตียนบุคคลที่ดีมีศีลธรรมที่ควรยกย่องสรรเสริญแต่กลับประจบสอพลอยกย่องสรรเสริญบุคคลที่ไม่ดีมีความประพฤติทุจริตผิดศีลธรรมแต่เป็นผู้มีอำนาจด้วยหวังอำนาจลาภยศสรรเสริญแก่ตน บุคคลเช่นนี้เมื่อตายย่อมไปสู่อสุรภูมิ ธรรมดาอสุรภูมินี้ไม่มีภูมิที่เป็นที่อยู่โดยเฉพาะ อสุรกายภูมินี้สงเคราะห์เข้าในเปตติภูมิ แต่ที่จัดเป็นอสุรกายอีกต่างหาก เพราะในบรรดาเปรตทั้งหลายมีเปรตที่พิเศษอีกพวกหนึ่ง เปรตที่พิเศษนี้เรียกว่าอสุรกาย อสุระนี้มี ๓ อย่าง คือ ๑.เปตติอสุระ ๒.นิรยอสุระ ๓.เทวอสุระกล่าวคืออสุระเป็นสัตว์ที่อยู่ในสามภูมิคือเปรต สัตว์นรก และเทวดานั่นเอง ๑.เปตติอสุระมี ๓ กลุ่มได้แก่กาลกัญจิกเปรตอสุระ ซึ่งได้กล่าวถึงไว้แล้วในคราวก่อน เวมานิกเปรตอสุระ เป็นผู้เสวยทุกข์ในเวลากลางวันแต่เสวยสุขในเวลากลางคืนเหมือนกับเทวดาชั้นตาวติงสา( ดาวดึงส์ )และอาวุธิกเปรตอสุระ เป็นเปรตที่ประหัตประหารกันด้วยอาวุธต่างๆ อาวุธิกเปรตที่เรียกว่าอสุระเพราะมีความเป็นอยู่ที่ตรงข้ามกับเทวดาชั้นตาวติงสา ๒.นิรยอสุระเสวยทุกข์อยู่ในโลกันตริกนรก ซึ่งโลกันตริกนรกตั้งอยู่ระหว่างกลางของจักรวาลทั้งสามที่มีเขตเชื่อมติดต่อกัน ภายในช่องนี้มืดมิดภายใต้มีน้ำเย็นจัด ถ้าสัตว์นรกตนใดตกลงไปในน้ำนี้ ร่างกายจะละลายลงทันทีเหมือนกับเอาเกลือใส่ลงไปในน้ำ สัตว์โลกันตริกนรกที่เรียกว่าอสุระเพราะอารมณ์ที่ได้รับเป็นอารมณ์ที่ไม่ดีซึ่งตรงข้ามกับเทวดาชั้นตาวติงสา ๓.เทวอสุระ เทวดาที่เป็นอสุระนี้อาศัยอยู่ใต้ภูเขาสิเนรุและเป็นปฏิปักษ์ต่อเทวดาชั้นตาวติงสา แต่ก็สงเคราะห์เข้าในเทวดาชั้นตาวติงสาได้ ซึ่งเทวอสุระมีประวัติความเป็นมาว่า ดั้งเดิมในสมัยต้นกัป เทวโลกชั้นตาวติงสาเป็นสถานที่อยู่ของเทวอสูรทั้งหลาย ต่อมามฆมานพไปบังเกิดเป็นพระอินทร์ในชั้นนั้นพร้อมสหาย ๓๒ คน วันหนึ่งพระอินทร์ได้ประชุมและเลี้ยงเหล้าเทวดาในชั้นตาวติงสา ซึ่งเทวดาพวกเวปจิตติอสูรมีความมึนเมามากที่สุด ฝ่ายพระอินทร์สบโอกาสจึงร่วมกับบริวารทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ คือกำจัดเทวดาเหล่านี้ให้พ้นจากชั้นตาวติงสา จึงรุมจับพวกเวปจิตติอสูรโยนลงไปภายใต้ภูเขาสิเนรุด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระอินทร์และบริวาร ที่ภายใต้ภูเขาสิเนรุนี้ มีนครอยู่นครหนึ่งซึ่งคล้ายกับนครที่อยู่ในชั้นตาวติงสา เมื่อเวปจิตติอสูรกับพวกถูกจับตัวโยนลงมาภายใต้ภูเขาสิเนรุนั้น เวปจิตติอสูรกับพวกกำลังเมาจัดและการกระทำนั้นเป็นไปด้วยอำนาจอิทธิฤทธิ์จึงไม่ทราบว่าตัวเองถูกจับโยนลงมาภายใต้ภูเขาสิเนรุเพราะภายใต้ภูเขาสิเนรุมีนครคล้ายกับนครของชั้นตาวติงสา ฉะนั้นเวปจิตติอสูรจึงไม่สงสัยคงอยู่ไปตามปกติเหมือนเคยอยู่ในนครชั้นตาวติงสา ทั้งสองนครนี้ต่างกันที่ต้นไม้ ในชั้นตาวติงสานครมีต้นไม้ชื่อว่าต้นปาริฉัตตกะ (ต้นทองหลาง)แต่นครของอสูรภายใต้ภูเขาสิเนรุมีต้นปาฏลิ(ต้นแคฝอย) แต่ชื่อของนครทั้งสองนี้เหมือนกันคืออยุชฌปุรนคร (แปลว่านครที่สามารถป้องกันเหตุอันตรายที่เกิดจากภายนอกได้ ) เมื่อถึงฤดูออกดอกต้นปาฏลิก็มีดอกขึ้น เมื่อเวปจิตติอสูรและพวกได้เห็นดอกไม้นี้ก็เริ่มระแวงใจว่าที่นี่ไม่ใช่นครชั้นตาวติงสา จึงหวนคิดจนทราบว่าเมื่อมีการเลี้ยงเหล้ากันในชั้นตาวติงสา ตนกับพวกมีความเมาจัดจึงเป็นโอกาสให้พระอินทร์กับพวกทำการจับตัวโยนลงมาภายในสถานที่นี้ เวปจิตติอสูรกับพวกมีความโกรธแค้นพระอินทร์เป็นอย่างยิ่งจึงได้ประชุมกันเพื่อทำสงครามกับพระอินทร์เพื่อชิงเอาอยุชฌปุรนครกลับคืนมา เวปจิตติอสูรจึงจัดตั้งกองทัพเพื่อไปสู้กับพระอินทร์ โดยจากภายใต้ภูเขาสิเนรุจะขึ้นไปตาวติงสาต้องเดินทางเวียนรอบภูเขาคล้ายๆบันไดเวียนถึง ๕ ชั้น ซึ่งทั้ง ๕ ชั้นมีเทวดารักษาอยู่ คือ ชั้นที่หนึ่งมีเทวดาที่เป็นพญานาคชื่อว่านาคะดูแลรักษาอยู่ ชั้นที่สองมีเทวดาชื่อว่าคฬุนะ (ครุฑ) คอยดูแลรักษา ชั้นที่สามมีเทวดาชื่อกุมภัณฑะคอยดูแลรักษา ชั้นที่สี่มีเทวดาชื่อว่ายักขะดูแลรักษา ชั้นที่ห้ามีเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาประจำอยู่ ดังนั้นเมื่อพวกเวปจิตติอสูรยกกองทัพขึ้นไปสู้รบกับพระอินทร์จึงต้องยกกองทัพขึ้นไปตามลำดับชั้นของภูเขาและต้องต่อสู้กับเหล่าเทวดาทั้ง ๕ ชั้นที่ยกพวกออกมาต่อต้านตามหน้าที่รักษาสถานที่นั้นแต่เทวดาที่มีหน้าที่รักษาสถานที่ทั้ง ๕ ไม่มีฤทธิ์หรือกำลังเพียงพอที่จะต่อสู้กับกองทัพอสูรได้ จึงพากันแตกพ่ายหนีไปทุกชั้น กองทัพอสูรจึงผ่านขึ้นไปได้โดยลำดับ จนพระอินทร์ต้องยกกองทัพออกมาต่อสู้รบด้วยตนเอง ในการทำสงครามระหว่างพระอินทร์กับอสูรนั้นไม่มีการบาดเจ็บ การตาย เลือดไหลเหมือนมนุษย์ การทำสงครามในชั้นเทวโลกไม่มีการตายและบาดเจ็บ เป็นเหมือนรูปหุ่นต่อรูปหุ่นรบกัน ถ้าฝ่ายใดสู้ไม่ไหวเพราะมีพวกน้อยกว่าก็พากันหลบหนีเข้าไปในนคร แล้วพากันปิดประตูนครที่มีประจำอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ฝ่ายชนะก็ต้องถอยไปเพราะไม่สามารถจะทำลายประตูเข้าไปได้ การทำสงครามระหว่างพระอินทร์กับอสูรนี้ต่างก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ฝ่ายที่แพ้ก็พากันหนีเข้าไปในนครและปิดประตู ฝ่ายที่ชนะก็ยกทัพกลับไป เหตุนี้นครทั้งสองฝ่ายจึงมีชื่อว่าอยุชฌปุรนคร การทำสงครามซึ่งกันและกัน นับตั้งแต่สมัยต้นกัปตลอดเรื่อยมาจนถึงสมัยพุทธกาลและจนกระทั่งบัดนี้ พระอินทร์กับพวกอสูรก็ยังคงกระทำสงครามกันอยู่เสมอ ทั้งหมดที่เขียนมาเป็นอสุรกายภูมิจะเห็นว่าบุคคลที่อยู่ในภูมินี้ไม่มีความสะดวกสบาย ได้รับความทุกข์อยู่เสมอและเป็นภูมิที่ไม่มีสถานที่โดยเฉพาะ อาศัยอยู่ในภูมิอื่นและบุคคลในภูมินี้มีอายุขัยไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับกรรมเก่าที่ทำไว้ อาตมาหวังว่าบทความนี้คงช่วยเสริมความเข้าใจให้ผู้อ่านได้เข้าใจในภูมิต่างๆที่เราจะต้องมีโอกาสไปพบเจอให้มากยิ่งขึ้นและความเป็นอยู่ของอบายสัตว์เหล่านี้จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกท่านระมัดระวังไม่ให้ตกไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ สัปดาห์หน้าจะเป็นอบายภูมิสุดท้ายคือสัตว์เดรัจฉาน ขอให้ทุกท่านโชคดี เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๔
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้ขอเชิญชวนทุกท่านไปร่วมชมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันวิสาขบูชาที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงโดยมีการจัดงานจนถึงวันที่ ๑๒ พ.ค. ๔๙ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชาเป็นวันสุดท้าย โดยวันวิสาขบูชาเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาของเราทุกคน และทางองค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก จึงมีการจัดงานนิทรรศการทั่วโลก ในงานที่สนามหลวงนี้ทางอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยและมูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เผยแผ่และส่งเสริมการเรียนรู้พระอภิธรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆจะได้ไปร่วมจัดงานเพื่อเชิญชวนทุกท่านที่สนใจในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้มาร่วมศึกษาหาความรู้และรักษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้คงอยู่ต่อไป โดยมีทั้งการมาเรียนพระอภิธรรมที่ห้องเรียนและการเรียนทางไปรษณีย์ จึงขอเชิญผู้อ่านทุกท่านที่สนใจมาร่วมหาความรู้ สอบถามปัญหาข้อข้องใจหรือมาร่วมในกิจกรรมต่างๆที่เต็นท์ของอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยและมูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรมที่ท้องสนามหลวงจนถึงวันวิสาขบูชา ในวันนี้อาตมาจะได้เขียนถึงอบายภูมิในภูมิสุดท้ายหลังจากอธิบายถึงภูมิของสัตว์นรก เปรต อสุรกายไปแล้ว อบายภูมิที่ ๔ คือ ติรัจฉานภูมิ หรือที่เรามักเรียกว่า สัตว์เดรัจฉานนั่นเอง สัตว์ในภูมิเดรัจฉานเป็นอบายภูมิที่เราคุ้นเคยและรู้จักเป็นอย่างดีที่สุด อาตมาจะอธิบายในส่วนที่เป็นเชิงความรู้มากกว่า สัตว์เดรัจฉานหมายถึง สัตว์ผู้ไปโดยส่วนขวาง หรือ สัตว์ที่เป็นไปขวางจากมรรคผล หมายความว่า มนุษย์เมื่อเดินไปย่อมไปโดยส่วนสูงคือศีรษะตั้งตรงขึ้นเบื้องบน แต่เดรัจฉานนั้น เมื่อไปย่อมไปโดยส่วนขวางคือแขนทั้งสองต้องใช้เป็นเท้า ศีรษะตั้งอยู่ข้างหน้า และก้มลงเบื้องล่าง ส่วนพวกสัตว์ปีกเช่น นก แม้จะมีขาสองขาเหมือนมนุษย์ก็จริง แต่เมื่อบินไปนั้นร่างกายไม่ได้ตั้งตรงคงไปโดยส่วนขวางเช่นเดียวกัน และในกำเนิดติรัจฉานนี้ แม้ว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์แล้วก็ตาม ถ้าไปถือกำเนิดในบรรดาเดรัจฉานเหล่าใดเหล่าหนึ่งแล้วต้องห่างจากมรรคผลโดยแน่นอนจึงเรียกเดรัจฉานว่าพวกขวางจากมรรคผล นอกจากนี้ในวินยมหาวัคคอัฏฐกถาแสดงว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงปฏิเสธการอุปสมบทแก่บุคคลใด บุคคลนั้นชื่อว่า ติรัจฉาน ในพระสูตรนี้หมายความว่าบุคคลที่ไม่ใช่มนุษย์ แม้เป็นพระอินทร์ก็ตาม ต้องจัดเข้าในประเภทติรัจฉาน เป็นการแสดงถึงเดรัจฉานโดยอ้อม โดยใช้การอุปสมบทเป็นผู้ชี้วัดการเป็นติรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานสามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ได้ ๒ ประเภทคือเดรัจฉานที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาปกติชนิดหนึ่ง และที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาปกติอีกชนิดหนึ่ง หมายความว่า เดรัจฉานที่เป็นสัตว์จำพวกใหญ่โตก็มี และจำพวกเล็กๆน้อยๆก็มี ในบรรดาสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายเมื่อจำแนกโดยขาแล้วมี ๔ จำพวก คือ ๑.อปทติรัจฉาน คือจำพวกเดรัจฉานที่ไม่มีขา ได้แก่ งู ปลา ไส้เดือน เป็นต้น ๒.ทวิปทติรัจฉาน คือจำพวกเดรัจฉานที่มี ๒ ขา ได้แก่ นก ไก่ เป็ด เป็นต้น ๓.จตุปทติรัจฉาน คือจำพวกเดรัจฉานที่มี ๔ ขา ได้แก่ วัว ม้า ควาย เป็นต้น ๔.พหุปปทติรัจฉาน คือจำพวกเดรัจฉานที่มีขามาก ได้แก่ ตะขาบ กิ้งกือ เป็นต้น บรรดาเดรัจฉานที่กล่าวมาแล้วนี้แตกต่างกันโดยที่อาศัย คือบางพวกได้อาศัยอยู่บนแผ่นดิน แต่บางพวกอาศัยอยู่ในน้ำ โดยพวกที่อยู่ในน้ำมีมากกว่าพวกที่อยู่บนบก ดังมีบาลีแสดงในพระบาลีเอกังคุตตระว่า อปฺปกา ภิกฺขเว เต สตฺตา เย ถลชา อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย โอทกา แปลความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดที่เกิดบนบก สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนน้อย แต่ความจริงนั้น สัตว์เหล่าใดที่เกิดในน้ำ สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนมาก ในพระบาลีนี้แสดงไว้อาจเป็นเพราะในสมัยนั้นไม่อาจทราบว่าในน้ำมีสัตว์อะไรบ้าง พระพุทธเจ้าจึงแสดงให้ทุกคนได้ทราบ แต่ในสมัยนี้คงไม่เป็นปัญหา เพราะส่วนใหญ่ได้ทราบจากข่าวสาร รายการสารคดีชีวิตสัตว์ต่างๆที่ได้นำมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้ทราบอยู่แล้วว่า สัตว์ที่อยู่ในน้ำมีมากเพียงใด แต่บาลีนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าของเราทรงฉลาดและมีความรู้มาก แม้ในสิ่งที่ยังเห็นไม่ได้ในตอนนั้นพระพุทธองค์ก็ยังคงทราบ แต่สัตว์น้ำหรือสัตว์บกจะมากกว่ากันก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นที่น่าสนใจในการไปเกิดทั้งคู่ เพราะเดรัจฉานเกิดด้วยอำนาจของอกุศลกรรมที่เราได้ทำไว้ ในธรรมดามนุษย์นั้นจะมีสัญญาปรากฏได้ ๔ อย่าง แต่สัญญาที่ปรากฏแก่เดรัจฉานทั้งหลายมี ๓ อย่างคือ ๑.กามสัญญา การรู้จักเสวยกามคุณ ๒.โคจรสัญญา การรู้จักการกิน ๓.มรณสัญญา การรู้จักกลัวตาย ส่วนสัญญาที่ ๔ คือ ธรรมสัญญา การรู้จักผิดชอบชั่วดี กุศลและอกุศล เฉพาะพระโพธิสัตว์จึงจะปรากฏขึ้นได้ เดรัจฉานนอกนั้นมีแต่สัญญา ๓ ประการ และในสัญญา ๓ ประการนั้น มรณสัญญาปรากฏขึ้นมากที่สุด เพราะอันตรายเกี่ยวกับชีวิตมีมากสำหรับเดรัจฉานทั้งหลาย คือสัตว์ตัวเล็กย่อมถูกสัตว์ใหญ่เบียดเบียนทำร้ายจับกินเป็นอาหารเสียโดยมาก เช่น จิ้งจกกินแมลง เป็นต้น สิ่งนี้จัดเป็นอันตรายที่ได้รับระหว่างสัตว์เดรัจฉานด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีอันตรายที่เกี่ยวกับชีวิตด้านอื่นๆอีก เช่น ได้รับการอดอยากในเรื่องอาหารการกิน มีความลำบากในที่อยู่อาศัย ทั้งยังถูกพวกมนุษย์บางคนคอยเบียดเบียนทำร้ายเหล่านี้ เป็นต้น ดังนั้นอายุของพวกเดรัจฉานจึงมีไม่แน่นอน บางพวกอายุไม่กี่วัน แต่บางพวกอาจมีอายุถึงร้อยปีก็ได้ เราคงได้เห็นแล้วว่าในโลกนี้ ระหว่างมนุษย์กับเดรัจฉานนั้น พวกเดรัจฉานมีมากกว่ามนุษย์ไม่รู้กี่ล้านเท่าตัว ดังนั้นโอกาสที่บุคคลต่างๆจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานจึงมีมากกว่ามนุษย์เยอะ แสดงว่าบุคคลยังคงประมาทในกุศลกรรมกันมาก ยังมัวเมาในการทำอกุศลกรรมกันอยู่ จึงขอเตือนสติทุกท่านว่าอย่าประมาทเลย มิเช่นนั้นอาจจะไปเกิดเป็นเดรัจฉานได้ ขอให้ทุกท่านระมัดระวังจิตให้ดี จะได้ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ขอให้ทุกท่านโชคดี เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๕
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้อาตมาจะเขียนเรื่องภูมิต่างๆต่อจากคราวที่แล้ว โดยครั้งนี้เป็นเรื่อง กามสุคติภูมิ ๗ ได้แก่ มนุสสภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖ วันนี้จะเขียนเรื่องมนุสสภูมิหรือภูมิมนุษย์ของเรานี่เอง ดูแล้วเราน่าจะรู้จักภูมินี้เป็นอย่างดีเพราะเราทั้งหลายล้วนอยู่ในภูมินี้ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย มารู้จักความหมายของกามสุคติภูมิเสียก่อน กามสุคติภูมิ คือ สุคติภูมิที่เกิดพร้อมด้วยกามตัณหา กล่าวคือ บุคคลที่เกิดในภูมิเหล่านี้เป็นผู้มีความยินดีในการเสพอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเกิดความยินดีพอใจติดใจในอารมณ์เหล่านั้น จึงเรียกว่ากามสุคติภูมินั่นเอง ภูมิแรกคือมนุษย์ คำว่า มนุษย์ มาจากคำว่า มน แปลว่าใจ และอุสส แปลว่าสูง,มาก รวมคำว่ามนุษย์แปลว่าผู้มีจิตใจสูง คือมีจิตใจที่ดีงาม รู้จักผิดชอบชั่วดี มนุษย์อาศัยอยู่บนแผ่นดินที่มีอยู่ทั้ง ๔ ทิศของภูเขาสิเนรุ มีภูเขาสิเนรุอยู่ตรงกลาง มีพื้นแผ่นดิน ๔ ทวีปอยู่ตามไหล่เขาของสิเนรุ คือ ๑.ชมพูทวีป มีสัณฐานดังรูปเรือนเกวียนหรือรูปไข่ คนที่อยู่ในชมพูทวีปมีอายุขัยไม่แน่นอน สมัยใดคนชมพูทวีปมีศีลธรรมมาก สมัยนั้นคนชมพูทวีปมีอายุยืนถึงหนึ่งอสงไขยปี (อายุยืนมาก) สมัยใดคนชมพูทวีปมีศีลธรรมน้อยหรือไม่มีศีลธรรม สมัยนั้นคนชมพูทวีปมีอายุลดน้อยถอยลงตามลำดับจนกระทั่งถึง ๑๐ ปี ๒.อุตตรกุรุทวีป มีสัณฐานเป็นสี่เหลี่ยม คนที่อยู่ในอุตตรกุรุทวีปมีอายุ ๑,๐๐๐ ปีเสมอ ๓.ปุพพวิเทหทวีป มีสัณฐานดังพระจันทร์ครึ่งซีก คนที่อยู่ในปุพพวิเทหทวีปมีอายุ ๗๐๐ ปีเสมอ ๔.อปรโคยานทวีป มีสัณฐานดังพระจันทร์วันเพ็ญ คนที่อยู่ในอปรโคยานทวีปมีอายุ ๕๐๐ ปีเสมอ และมนุษย์ที่อยู่ในทวีปใดก็มีรูปใบหน้าเหมือนกับสัณฐานของทวีปนั้น ดังนั้นมนุษย์ในโลกของเราทุกวันนี้จึงมีใบหน้ารูปไข่เพราะพวกเราในโลกนี้ทั้งหมดอยู่ในชมพูทวีป มนุษย์ มีความหมาย ๕ ประการ คือ ๑.มีจิตใจรุ่งเรืองและกล้าแข็ง นัยโดยตรงหมายถึงชมพูทวีป นัยโดยอ้อมหมายถึงทวีปทั้งสามที่เหลือ เพราะในชมพูทวีปเป็นคนที่มีจิตใจกล้าแข็งทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ฝ่ายดีนั้นสามารถทำให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครสาวก มหาสาวก ปกติสาวก สำเร็จฌาน อภิญญาได้ ส่วนฝ่ายที่ไม่ดีนั้น เช่น ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำโลหิตตุปบาท (ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต) และสังฆเภทได้ ส่วนจิตใจของคนที่อยู่ในสามทวีปที่เหลือไม่สามารถทำได้ทั้งฝ่ายดีและไม่ดี ดังนั้นมนุษย์จึงหมายถึงคนที่อยู่ในชมพูทวีปโดยตรง ส่วนคนที่อยู่ในทวีปทั้งสามที่เหลือชื่อว่ามนุษย์เพราะมีรูปร่างสัณฐานเหมือนคนที่อยู่ในชมพูทวีปนั่นเอง จึงชื่อว่ามนุษย์โดยอ้อม ๒.มีความเข้าใจในสิ่งเป็นเหตุอันสมควรและไม่สมควร เหตุในที่นี้หมายถึงเหตุที่เป็นนามอย่างหนึ่ง เหตุที่เป็นรูปอย่างหนึ่ง เหตุที่เป็นนามได้แก่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในสัตว์ทั้งหลายในชาติปัจจุบันและชาติที่ล่วงมาแล้วทั้งหมด เหตุที่เป็นรูปได้แก่รูปร่างสัณฐานของสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ไม่มีความรู้สึกทั้งหมด เหตุต่างๆนี้คนชมพูทวีป ย่อมมีความรู้ความเข้าใจตามสมควรโดยความเป็นธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดมาบังคับ แสดงว่าคนในสามทวีปที่เหลือ เทวดา และพรหมมีความรู้ความเข้าใจในเหตุที่สมควรและไม่สมควร ไม่เท่ากับคนที่อยู่ในชมพูทวีป ๓.มีความเข้าใจในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ คือคนชมพูทวีปมีความเข้าใจว่าการกระทำสิ่งใดมีผลดีมีประโยชน์ สิ่งใดไม่ดีไม่มีประโยชน์ ๔.มีความเข้าใจในสิ่งที่เป็นกุศลและอกุศล คือคนชมพูทวีปมีความเข้าใจว่าการกระทำสิ่งใดเป็นกุศล การกระทำสิ่งใดเป็นอกุศล ๕.เพราะเป็นลูกของพระเจ้ามนุ ในสมัยต้นกัป ประชาชนทั้งหลายได้มีการประชุมเลือกตั้งพระโพธิสัตว์ให้ดำรงตำแหน่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยถวายพระนามว่า พระเจ้ามหาสัมมตะ ซึ่งท่านมีชื่อเดิมว่า มนุ เมื่อพระเจ้ามหาสัมมตะได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระราชาปกครองแผ่นดิน ท่านได้วางระเบียบแบบแผน และข้อบังคับในทางที่เป็นธรรมเพื่อให้ประชาชนทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติตามกฏข้อบังคับนั้นๆโดยถูกต้องไม่ให้ฝ่าฝืนออกไปนอกข้อบังคับที่พระองค์ได้ทรงวางไว้ ดังนั้น ประชาชนทั้งหลายจึงได้พร้อมใจกันประพฤติปฏิบัติตามกฏข้อบังคับนั้นๆโดยเคร่งครัดทั่วทั้งประเทศเช่นเดียวกับบุตรที่ดีทั้งหลายได้ประพฤติตนตามโอวาทของบิดา ฉะนั้น คนทั้งหลายที่ชื่อว่า มนุสสะ เพราะเป็นลูกของพระเจ้ามนุที่เรียกว่าพระเจ้ามหาสัมมตะในสมัยต้นกัปนั้นเอง คุณสมบัติ ๓ ประการของคนชมพูทวีปที่ประเสริฐกว่าคนอุตตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นตาวติงสา คือ ๑.สูรภาวะ มีจิตในกล้าแข็งในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ๒.สติมันตะ มีสติตั้งมั่นในคุณพระรัตนตรัย ๓.พรหมจริยาวาส มีการประพฤติพรหมจรรย์คือบวชได้ ด้วยเหตุที่เหล่าเทวดาประพฤติพรหมจรรย์คือบวชรักษาศีลห้า ศีลแปดไม่ได้นี้เองจึงเป็นสาเหตุที่พระโพธิสัตว์ที่ยังมีบารมีอ่อนอยู่ ในขณะไปเกิดในชั้นเทวโลกที่มีอายุยืนมาก จึงไม่อยู่จนสิ้นอายุกัปของชั้นเทวโลกนั้นๆโดยอธิษฐานให้สิ้นอายุแล้วมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในชมพูทวีป การตายของพระโพธิสัตว์ด้วยอาการเช่นนี้ เรียกว่า อธิมุตติกาลกิริยา เป็นการอธิษฐานให้ตายนั่นเอง คนอุตตรกุรุทวีปมีคุณสมบัติ ๓ ประการที่ประเสริฐกว่าคนชมพูทวีปและเทวดาชั้นตาวติงสา คือ ๑.ไม่มีการยึดถือเงินทองว่าเป็นของตน ๒.ไม่หวงแหนหรือยึดถือบุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของตน ๓.มีอายุยืนถึงหนึ่งพันปีเสมอ นอกจากนี้ชาวอุตตรกุรุทวีปยังเป็นผู้รักษาศีลห้าอยู่เป็นนิจ เมื่อตายแล้วชาวอุตตรกุรุทวีปจึงไปเกิดในเทวโลกเสมอแน่นอน แต่แม้ว่าคนอุตตรกุรุทวีปตายแล้วจะไปเกิดในชั้นเทวโลกก็จริง แต่เมื่อถึงเวลาจุติจากเทวโลกแล้วอาจไปเกิดในอบายภูมิหรือทวีปอื่นหรือภูมิใดภูมิหนึ่งก็ได้ วันนี้ขอจบเรื่องภูมิมนุษย์ไว้เพียงเท่านี้ หวังว่าผู้อ่านคงจะอ่านบทความนี้อย่างเข้าใจ ไม่สับสนกับการเขียนของอาตมา สัปดาห์หน้าจะเป็นเรื่องของมนุษย์ในส่วนที่เหลือและเรื่องเกี่ยวกับโลกของเราตามที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ วันนี้ขอให้ทุกท่านโชคดี เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๖
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้จะได้เขียนเรื่องอจิณไตยก่อน อจิณไตยเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาขบคิดเพื่อค้นหาคำตอบให้ได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วอาจจะเป็นคนบ้า ประสาทเสียได้ อจิณไตย มี ๔ ประการ คือ ๑.พุทธวิสัย ความสามารถของพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้ามีอานุภาพมากเพียงไหน ๒.ฌานวิสัย ความสามารถของผู้ได้ฌานว่าสามารถทำอะไรพิเศษได้บ้าง ๓.กรรมวิบาก ผลของกรรมว่าเป็นอย่างไร ทำกรรมอะไรจึงได้รับผลอย่างนี้ ๔.โลก ความเป็นไปของโลกว่ามีที่มาอย่างไร มาจากไหน เกิดมาได้อย่างไร ที่เขียนเรื่องอจิณไตยเพื่อจะบอกผู้อ่านว่าข้อเขียนเรื่องเกี่ยวกับโลกของอาตมาอาจดูพิสดาร ไม่น่าเชื่อ แต่ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามอย่าได้นำไปคิดเพื่อหาคำตอบให้ได้ เพราะนอกจากจะหาไม่ได้แล้วท่านอาจเป็นบ้าไปเสียก่อน เราควรอ่านเพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติมเท่านั้น ในเรื่องภูมิมนุษย์นั้น พระพุทธเจ้ากล่าวกับพระอานนท์ว่า อยํ โข อานนฺท มหาปถวี อุทเก ปติฏฺ?ิตา, อุทกํ วาเต ปติฏฺ?ิตํ, วาโต อากาสฏฺโ? โหติ แปลว่า " ดูกร อานนท์ พื้นแผ่นดินตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ " สภาพของโลกตามพุทธภาษิตมีคุณลักษณะดังนี้ ๑.พื้นโลกเป็นพื้นดินหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ชั้นบนครึ่งหนึ่งเป็นดินธรรมดาหนาหนึ่งแสนสองหมื่นโยชน์ ชั้นล่างครึ่งหนึ่งเป็นหินหนาหนึ่งแสนสองหมื่นโยชน์ ๒.พื้นดินตั้งอยู่บนพื้นน้ำ น้ำที่รองรับแผ่นดินนี้เป็นน้ำแข็งมีความหนาสี่แสนแปดหมื่นโยชน์ ๓.น้ำแข็งตั้งอยู่บนพื้นลม มีความหนาเก้าแสนหกหมื่นโยชน์ ๔.ต่อจากพื้นลมไปเป็นอากาศว่างเปล่ามีแต่ความมืด ไม่มีน้ำไม่มีลม ความหนาหาประมาณไม่ได้ ๕.ภูเขาสิเนรุมีความสูงหนึ่งแสนหกหมื่นแปดพันโยชน์ ครึ่งหนึ่งอยู่ในมหาสมุทร ครึ่งหนึ่งอยู่เหนือมหาสมุทร วัดโดยรอบได้สองแสนห้าหมื่นสองพันโยชน์ ๖.ตามไหล่เขาทั้งสี่ด้าน ด้านตะวันออกเป็นเงิน ด้านตะวันตกเป็นแก้วผลึก ด้านใต้เป็นแก้วมรกต ด้านเหนือเป็นทอง ดังนั้น สีของน้ำในมหาสมุทร อากาศ ต้นไม้ ใบไม้ ที่อยู่ด้านนั้นก็เป็นสีเงิน สีผลึก สีเขียว สีทอง ไปตามสีของไหล่เขานั้นด้วย คือ ชมพูทวีปอยู่ด้านทิศใต้ ซึ่งไหล่เขาเป็นสีแก้วมรกต ดังนั้น สีของน้ำในมหาสมุทร อากาศ ต้นไม้ ใบไม้ จึงเป็นสีเขียวเหมือนแก้วมรกต ปุพพวิเทหทวีปอยู่ด้านทิศตะวันออก สีของน้ำในมหาสมุทร อากาศ ต้นไม้ ใบไม้จึงเป็นสีเงิน อปรโคยานทวีปอยู่ด้านทิศตะวันตก สีของน้ำในมหาสมุทร อากาศ ต้นไม้ ใบไม้จึงเป็นสีผลึก อุตตรกุรุทวีปอยู่ด้านทิศเหนือ สีของน้ำในมหาสมุทร อากาศ ต้นไม้ ใบไม้จึงเป็นสีทอง ๗.จากใต้พื้นน้ำขึ้นไปจนถึงไหล่เขาและขึ้นไปถึงตอนกลางของภูเขาสิเนรุมีชานบันไดเวียนห้ารอบ คือชั้นที่หนึ่งที่อยู่ภายใต้พื้นน้ำเป็นที่อยู่ของพญานาค ชั้นที่สองเป็นที่อยู่ของครุฑ ชั้นที่สามเป็นที่อยู่ของกุมภัณฑเทวดา ชั้นที่สี่เป็นที่อยู่ของยักขเทวดา ชั้นที่ห้าเป็นที่อยู่ของจาตุมหาราชิกา ๔ องค์ ๘.ฐานของภูเขาสิเนรุนั้นมีภูเขา ๓ ลูกตั้งรับอยู่ ๓ ด้าน ฐานของภูเขาสิเนรุหยั่งลงตั้งอยู่ในช่องระหว่างกลางของภูเขาทั้ง๓ ใต้ฐานของภูเขาสิเนรุลงไปมีช่องว่างเป็นอุโมงค์ มีความกว้างหนึ่งหมื่นโยชน์เป็นที่อยู่ของเหล่าอสูรที่เขียนไว้ในตอนก่อน ๙.ในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ ในแต่ละทวีปนั้น ทวีปหนึ่งๆมีพื้นแผ่นดินติดต่อกันโดยไม่มีมหาสมุทรมาคั่น เรียกว่าทวีปหนึ่งๆ ๑๐.ทวีปที่ชื่อว่าชมพูทวีปนั้น ได้แก่ เอเชีย ยุโรป แอฟริกา ส่วนทวีปเล็กๆที่เป็นบริวาร เดี๋ยวนี้ได้แก่ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ อังกฤษ ออสเตรเลีย ลังกา ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งทวีปเล็กที่เป็นบริวารนั้น แม้ว่าสมัยปัจจุบันนี้จะเจริญรุ่งเรือง กว้างขวางก็จริง แต่ครั้งสมัยต้นกัปที่โลกสร้างใหม่ๆยังไม่มีผู้คนคับคั่งอย่างสมัยนี้ ๑๑.ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ อันเป็นที่อยู่ของสุริยเทวบุตรและจันทิมเทวบุตรพร้อมด้วยบริวาร กำลังโคจรไปมารอบภูเขาสิเนรุ อยู่ในระดับเสมอกันกับยอดภูเขายุคันธร ห่างจากโลกมนุษย์สี่หมื่นสองพันโยชน์ ที่กล่าวมานี้เป็นการแสดงเรื่องโลกโดยย่อๆ ต่อจากนี้อาตมาจะกล่าวถึงความพินาศของโลก โลกที่ถูกทำลายจนหมด แล้วโลกกลับมาสร้างขึ้นใหม่ได้อย่างไร มนุษย์คนแรกในโลกมาจากไหน มาได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่ได้ยินคนหลายคนพูดกันอยู่เสมอ แต่ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจเรื่อง ประเภทแห่งกัปและความเป็นไปแห่งกัปที่ถูกทำลายและกัปที่สร้างขึ้นใหม่ให้เข้าใจเสียก่อน กัปมี ๔ อย่าง คือ ๑.อายุกัป สมัยใดมนุษย์มีอายุยืนถึงอสงไขยปี หรือลดน้อยลงมาจนถึง ๑๐ ปี เป็นอายุขัย ก็ถือเอาตามเกณฑ์อายุของมนุษย์ในสมัยนั้นๆเป็นอายุกัป เช่น ปัจจุบันอายุ ๗๕ ปีเป็นอายุขัย ก็นับ ๗๕ ปีเป็นอายุกัป ส่วนอายุเทวดาหรือพรหมก็นับอายุขัยของเขาเป็นอายุกัปเช่นเดียวกัน ๒.อันตรกัป การนับอันตรกัปมีการนับดังนี้ ในสมัยต้นกัปมนุษย์มีอายุยืนถึงอสงไขยปี ต่อมาลดลงจนกระทั่งอายุ ๑๐ ปีเป็นอายุกัป หลังจากนั้นอายุก็เพิ่มขึ้นจนถึงอสงไขยปีเป็นอายุกัปอย่างเก่า นับเป็น ๑ อันตรกัป ๓.อสงไขยกัป จำนวน ๖๔ อันตรกัป นับเป็น ๑ อสงไขยกัป นอกจากนี้อสงไขยกัปแบ่งเป็น ๔ อย่าง ได้แก่ ๓.๑ สังวัฏฏอสงไขยกัป เป็นช่วงที่จักรวาลกำลังทำลาย สัปดาห์หน้าจะเขียนถึงช่วงนี้ว่าโลกถูกอะไรทำลายจนหมดสิ้น ๓.๒ สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป เป็นช่วงที่จักรวาลถูกทำลายจนหมดสิ้น ๓.๓ วิวัฏฏอสงไขยกัป เป็นช่วงที่จักรวาลกำลังเริ่มตั้งขึ้นใหม่ สัปดาห์หน้าจะเขียนถึงช่วงนี้ว่าโลกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร มนุษย์คนแรกมาถือกำเนิดในโลกอย่างไร ๓.๔ วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป เป็นช่วงที่จักรวาลตั้งขึ้นเรียบร้อยเป็นปกติตามเดิม ซึ่งปัจจุบันนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงนี้ ๔.มหากัป นับ ๔ อสงไขยเป็น ๑ มหากัป ใน ๑ มหากัปนั้นเป็นเวลาที่ยาวนานมาก อุปมาเวลาของ ๑ มหากัป เหมือนกับมีพื้นแผ่นดินแห่งหนึ่งมีหลุมกว้าง ๑๐๐ โยชน์ ยาว ๑๐๐ โยชน์ ลึก ๑๐๐ โยชน์ ทุกๆหนึ่งร้อยปีหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดใส่ลงในหลุมนั้นจนกว่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจะเต็มหลุมนั้นซึ่งก็ยังไม่ครบจำนวนเวลาของ ๑ มหากัป ดังนั้น ๑ มหากัปจึงเป็นเวลาที่ยาวนานมาก พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันบำเพ็ญบารมีตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงชาติสุดท้ายใช้เวลา ๒๐ อสงไขย กับ ๑ แสนมหากัป จึงนับว่าเป็นเวลาที่ยาวนานมากกว่าจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ดังนั้นเราทั้งหลายบำเพ็ญบารมีแล้วยังไม่สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลสักที จึงไม่ควรท้อถอยเพราะเรายังบำเพ็ญบารมีไม่เพียงพอขอให้ตั้งใจต่อไป ขอให้ทุกท่านโชคดี วันนี้ขอเจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๗
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้จะได้เขียนถึงภูมิมนุษย์โดยเป็นเรื่องของโลกต่อจากสัปดาห์ก่อน เริ่มจากเรื่องกัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแบ่งเป็น ๕ อย่าง คือ ๑.สารกัป ได้แก่ มหากัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๑ พระองค์ ๒.มัณฑกัป ได้แก่ มหากัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๒ พระองค์ ๓.วรกัป ได้แก่ มหากัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๓ พระองค์ ๔.สารมัณฑกัป ได้แก่ มหากัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๔ พระองค์ ๕.ภัททกัป ได้แก่ มหากัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๕ พระองค์ ส่วนมหากัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมากกว่า ๕ พระองค์ไม่มี ปัจจุบันนี้เป็นภัททกัปจึงมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๕ พระองค์ ผ่านไปแล้ว ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคมโน พระกัสสโป พระโคตโม ส่วนพระศรีอาริย์ขณะนี้อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ในอนาคตเมื่ออายุขัยของมนุษย์ลดลงจนเหลือ ๑๐ ปีแล้วเพิ่มขึ้นจนถึงอสงไขยปีและลดลงมาจนถึง ๘๐,๐๐๐ ปี นั่นแหละจึงเป็นเวลาที่พระศรีอาริย์จะมาอุบัติเป็นมนุษย์เป็นชาติสุดท้ายเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ในปัจจุบันโลกอยู่ในช่วงวิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป เมื่อครบ ๖๔ อันตรกัปเป็น ๑ อสงไขยกัปพร้อมกับการนับอายุมนุษย์จากหนึ่งอสงไขยปีลงมาจนถึงพันปี เมื่อเวลาทั้งสองมาบรรจบกันเวลานั้นเป็นเวลาที่โลกถึงคราวพินาศลง ซึ่งเหตุที่โลกพินาศลงมีเหตุ ๓ อย่างคือ โลภะ โทสะ โมหะ โดยสมัยใดบุคคลทั้งหลายหนาแน่นไปด้วยราคะ เมื่อโลกพินาศย่อมพินาศลงด้วยไฟ เพราะราคะร้อนเหมือนไฟ สมัยใดบุคคลทั้งหลายหนาแน่นไปด้วยโทสะ เมื่อโลกพินาศย่อมพินาศลงด้วยน้ำ เพราะโทสะร้ายเหมือนน้ำกรด สมัยใดบุคคลทั้งหลายหนาแน่นไปด้วยโมหะ เมื่อโลกพินาศย่อมพินาศลงด้วยลม เพราะโมหะเหมือนลมกรด ในมหากัปหนึ่งรอบใหญ่มี ๖๔ มหากัปคือมหากัปที่ถูกทำลายด้วยไฟมี ๗ มหากัปสลับด้วยมหากัปที่ถูกทำลายด้วยน้ำ ๑ มหากัปเป็นอย่างนี้ ๗ รอบ รวมได้ ๕๖ มหากัป ส่วนรอบสุดท้ายในมหากัปรอบใหญ่เป็นมหากัปที่ถูกทำลายด้วยไฟ ๗ มหากัปตามด้วยมหากัปที่ถูกทำลายด้วยลม ๑ มหากัปรวมทั้งสิ้นได้ ๖๔ มหากัปเป็นมหากัปที่ถูกทำลายด้วยไฟ ๕๖ มหากัป มหากัปที่ถูกทำลายด้วยน้ำ ๗ มหากัป มหากัปที่ถูกทำลายด้วยลม ๑ มหากัป เมื่อถึงคราวก่อนที่โลกจะถูกทำลาย ๑ แสนปีจะมีความโกลาหลเกิดขึ้น โกลาหล คือเสียงเซ็งแซ่เอิกเกริก มี ๕ ประการ คือ ๑.กัปปโกลาหล เสียงที่ประกาศว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเป็นเวลาอีกแสนปี โลกจะถึงซึ่งความพินาศ ๒.พุทธโกลาหล เสียงที่ประกาศว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเป็นเวลาอีกหนึ่งพันปี จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นในโลก ๓.จักกวัตติโกลาหล เสียงที่ประกาศว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเป็นเวลาอีกหนึ่งร้อยปี จะมีพระเจ้าจักรพรรดิ์มาบังเกิดขึ้นในโลก ๔.มังคลโกลาหล เสียงที่ประกาศว่าภายในระยะเวลาอีก ๑๒ ปี พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่เป็นมงคล ๓๘ ประการ ๕.โมเนยยโกลาหล เสียงที่ประกาศว่าภายในระยะเวลาอีก ๗ ปี จะมีผู้ปฏิบัติโมเนยยะ ( นักปราชญ์,มุนี ) มาบังเกิดในโลก ส่วนการที่โลกถูกทำลายพินาศด้วยไฟมีเหตุการณ์อย่างนี้ว่า เมื่อถึงอีกแสนปีโลกจะพินาศจะมีเทวดาชื่อ โลกพยุหเทวดา พากันมาร้องไห้ สยายผม นุ่งห่มด้วยผ้าสีแดง ฟูมฟายด้วยน้ำตาเหมือนคนวิกลจริต พากันประกาศไปทั่วโลกมนุษย์ว่าตั้งแต่นี้ต่อไปอีกแสนปีจะบังเกิดกัปปวินาศ โลกจะฉิบหายทุกสิ่งทุกอย่างจะพินาศจนถึงชั้นปฐมฌานภูมิ ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงอย่าได้ประมาทมัวเมา จงพากันเจริญพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และจงอุปถัมภ์บำรุงบิดามารดา คารวะผู้ใหญ่ในตระกูล การประกาศอย่างนี้ทุกหนึ่งร้อยปีโลกพยุหเทวดาจะประกาศหนึ่งครั้ง บุคคลใดไม่ประมาทได้บำเพ็ญธรรมเป็นอันดี เมื่อตายไปจะได้ไปเกิดในพรหมโลก เมื่อถึงคราวโลกจะพินาศจะมีมหาเมฆชื่อว่ากัปปวินาสมหาเมฆตั้งขึ้น แล้วทำให้ฝนตกทั่วแสนโกฏิจักรวาล มนุษย์จึงพากันปลูกข้าว เมื่อข้าวเริ่มโตขึ้น กัปปวินาสมหาเมฆจะเกิดเสียงลั่นดุจเสียงลาร้อง จากนั้นฝนไม่ตกอีกเลยเป็นเวลาร้อยปีถึงแสนปี บุคคลทั้งหลายทั้งมนุษย์และดิรัจฉานพากันตายลงแล้วไปเกิดในพรหมโลก ( อบายสัตว์ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เทวดาก่อนแล้วได้ฌานจึงไปเกิดในพรหมโลก ) ต่อมาถึงเวลากลางคืน ดวงอาทิตย์จะบังเกิดขึ้นอีก ๑ ดวงเป็นดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ทำให้โลกไม่มีกลางวันกลางคืนมีความสว่างอยู่ตลอดเวลา ซึ่งดวงอาทิตย์ดวงใหม่มีความร้อนแรงมากเผาจนแม่น้ำเหือดแห้งหมดสิ้นเว้นแต่มหานทีทั้ง ๕ คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี มหี สรภู ต่อมาช้านานดวงอาทิตย์ดวงที่ ๓ ก็เกิดขึ้นแผดเผามหานทีทั้ง ๕ จนเหือดแห้ง ต่อมาดวงอาทิตย์ดวงที่ ๔ เกิดขึ้นทำให้สระใหญ่ทั้ง ๗ เช่นสระอโนดาต เป็นต้นแห้งไป ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๕ ทำให้น้ำในทะเลมหาสมุทรแห้งหมด ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๖ ทำให้โลกทั้งหลายเป็นควันตลบไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ เกิดขึ้น แล้วเปลวไฟประลัยโลกเกิดในมนุษย์ก่อนและทำลายไปถึงเทวดาทุกชั้น รวมทั้งปฐมฌานภูมิ ๓ คือพรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหม เหลือแต่พรหมชั้นทุติยฌานภูมิ ๓ ตติยฌานภูมิ ๓ จตุตถฌานภูมิ ๗ แล้วหยุดเพียงเท่านี้ ส่วนสัตว์นรกฉิบหายไปพร้อมกับมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ เกิดขึ้น ถ้าสัตว์นรกนั้นมีกรรมหนักจะไปบังเกิดในอบายภูมิในจักรวาลอื่นที่มิได้ถูกทำลายก็มี ส่วนการที่โลกถูกทำลายด้วยน้ำ คล้ายกับการถูกทำลายด้วยไฟ ต่างกันคือการทำลายด้วยน้ำไม่มีการเกิดของดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ แต่มีขารุทกมหาเมฆ คือมหาเมฆน้ำกรดเกิดขึ้นแล้วตกลงมาทำลายล้างโลก ท่วมไปถึงเทวดาทั้ง ๖ ชั้นเลยไปถึง รูปพรหม ๖ ชั้น มากกว่าการที่ไฟทำลาย ๓ ชั้น เหลือแต่ตติยฌานภูมิ ๓ จตุตถฌานภูมิ ๗ ส่วนการที่โลกถูกทำลายด้วยลมต่างกันคือไม่มีขารุทกมหาเมฆแต่มีวาโยสังวัฏฏะคือลมที่ทำลายโลกให้พินาศพัดพาทุกอย่างให้แหลกละเอียดไปแล้วมีลมพัดให้แผ่นดินพลิกขึ้น ลมพัดทำลายไปถึงเทวดาและรูปพรหม ๙ ชั้น เหลือแต่จตุตถฌานภูมิ ๗ การทำลายโลกด้วยไฟ น้ำ ลม มีดังที่แสดงมาแล้วหวังว่าผู้อ่านคงพอเข้าใจ สัปดาห์หน้าจะกล่าวถึงการเกิดใหม่ของโลก วันนี้ขอเจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๘
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้จะได้เขียนเรื่องการเกิดขึ้นของโลกหลังจากโลกพินาศลงแล้ว อากาศเป็นอันเดียวกันแล้ว จึงบังเกิดโลกสัณฐาน ในขณะนั้นมีเมฆตั้งขึ้นเรียกว่า มหาเมฆ แล้วฝนก็ตกลงมาในที่ที่ถูกไฟทำลายไป ในตอนแรกเม็ดฝนยังไม่ใหญ่ ประมาณหยาดน้ำค้างอันละเอียด ตกอยู่เป็นเวลานาน เม็ดฝนก็ใหญ่ขึ้นตามลำดับเท่าเมล็ดงา เมล็ดข้าว เมล็ดถั่ว ก้านดอกโกมุท ไม้เสา ไม้สากตำข้าว ลำตาลตกเต็มไปในแสนโกฏิจักรวาลจนถึงทุติยฌานภูมิ และมีลมพัดข้างใต้รองรับน้ำฝนมิให้รั่วไปเหมือนหยาดน้ำในใบบัว แล้วลมพัดแทรกน้ำให้งวดเป็นแท่งลงมาเบื้องต่ำ น้ำลงมาถึงพรหมโลก พรหมโลกก็ตั้งขึ้น ลงมาถึงเทวดา ภูมิเทวดาก็ตั้งขึ้น เว้นแต่ดาวดึงส์และจาตุมหาราชิกายังไม่ตั้งขึ้นเพราะสองชั้นนี้ตั้งอยู่ที่เขาสิเนรุ เขาสิเนรุจะตั้งขึ้นเมื่อพื้นแผ่นดินเกิดขึ้นแล้ว เมื่อน้ำงวดลงมาถึงแผ่นดินก็มีลมพัดโดยรอบไม่ให้น้ำไหลออก ต่อมาน้ำงวดแห้งลงเกิดเป็นตะกอนจับกันกลายเป็นแผ่นดินลอยอยู่เหนือน้ำ แผ่นดินมีสีเหลืองเหมือนดอกกรรณิการ์ มีกลิ่นหอม มีรสหวาน เรียกว่ารสแผ่นดิน แผ่นดินที่ตั้งโพธิบัลลังก์เมื่อตอนถูกทำลายทีหลัง ตอนตั้งก็ตั้งขึ้นก่อนชื่อว่าศีรษะแผ่นดิน มีกอบัวกอหนึ่งผุดขึ้นก่อนเป็นบุพพนิมิต ถ้ากัปนั้นมีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดกี่พระองค์จะมีจำนวนดอกบัวตามนั้น(ไม่เกินห้าพระองค์) แต่ถ้ากัปนั้นไม่มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดก็ไม่มีดอกบัวเกิดขึ้น ซึ่งมีแต่มหาพรหมได้เห็นดอกบัว เมื่อเห็นดอกบัวก็รื่นเริงบันเทิงใจ ถ้าไม่เห็นดอกบัวก็สลดสังเวชใจ เมื่อแผ่นดินตั้งขึ้นแล้ว ต่อมาพรหมชั้นอาภัสสราภูมิเมื่อสิ้นอายุจากพรหมก็ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วยโอปปาติกกำเนิด(เกิดขึ้นโตทันทีโดยไม่ต้องมีพ่อแม่)ไม่มีเพศหญิงเพศชายเพราะเป็นเหมือนพรหม มีแสงสว่างรุ่งเรืองทั่วร่างกาย เหาะเหินเดินอากาศได้ โลกยังไม่มีดวงอาทิตย์ เที่ยวไปในเวหาอยู่ช้านาน ต่อมามีบุคคลหนึ่งเกิดความโลภขึ้นเพราะเห็นแผ่นดินมีสีสันงดงาม มีกลิ่นหอม นึกอยากลองลิ้มรสดูจึงหยิบดินขึ้นมานิดหนึ่งวางลงที่ปลายลิ้นของตน พอถึงปลายลิ้นรสดินก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กายบังเกิดรสอร่อยเป็นที่ชอบใจยิ่งนัก เกิดตัณหาเข้าครอบงำก็บริโภคดินนั้นเรื่อยๆไป คนอื่นๆแลเห็นดังนั้นก็พากันเอาอย่างลองชิมรสแผ่นดิน เมื่อรู้จักรสแล้วก็เกิดตัณหาพากันบริโภครสแผ่นดินสิ้นทุกคน ตั้งแต่นั้นรัศมีกายก็อันตรธานหายไป บังเกิดความมืดไปทั่ว คนทั้งหลายก็สะดุ้งตกใจกลัว ในลำดับนั้นดวงอาทิตย์มีปริมณฑล ๕๐ โยชน์ก็เกิดขึ้นส่องสว่างทั่วไป เมื่อมนุษย์เห็นดังนั้นก็พากันดีใจ เมื่อพระอาทิตย์ลับโลกไป ก็บังเกิดพระจันทร์มีปริมณฑล ๔๙ โยชน์ส่องสว่างขึ้นในเวลากลางคืน และมีหมู่นักขัตดาราเกิดขึ้นด้วย พร้อมกับพระอาทิตย์พระจันทร์นั้น เขาพระสุเมรุ เขาจักรวาล เขาหิมพานต์ ท้องมหาสมุทร ก็เกิดร่วมวันพร้อมกันทั้ง ๖ อย่างในวันเพ็ญเดือน ๔ เมื่อบุคคลทั้งหลายมีรสตัณหาเข้าครอบงำและชวนกันกินรสแผ่นดิน บางกลุ่มก็มีสีสันวรรณะผุดผ่องใส บางกลุ่มก็มีฉวีวรรณชั่วเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนของคนที่มีฉวีวรรณผ่องใส บาปธรรมทั้ง ๒ คือสักกายทิฐิและมานะซึ่งเป็นต้นเหตุเป็นปัจจัยที่จะยังโลกให้แปรปรวนก็บังเกิดขึ้น เมื่อบาปธรรมทั้งสองบังเกิดแรงกล้า รสแผ่นดินที่เป็นอาหารหวานอร่อยก็สูญหายไป แผ่นดินก็กลายเป็นสะเก็ด แต่สะเก็ดดินก็มีกลิ่นหอมและมีรสเป็นอาหารของมนุษย์ ต่อมาสันดานของคนหนาไปด้วยบาปธรรม สะเก็ดดินก็อันตรธานหายไปอีก ลำดับนั้นเครือดินจึงบังเกิดขึ้น เมื่อเครือดินสูญหายไป ข้าวสาลีขาวก็งอกขึ้นเอง ไม่มีรำไม่มีกลีบมีกลิ่นหอมเป็นรวงข้าวสาลีขึ้น มนุษย์ไปรูดเก็บเอามาหุงกิน เมื่อกินเวลาเช้า เวลาเย็นก็เป็นต้นขึ้นมาอีก การหุงก็ไม่ยาก รูดข้าวเอาใส่ภาชนะตั้งไว้บนแผ่นศิลาแล้วก็เดือดสุกเอง และไม่ต้องมีกับข้าวเลย เพราะเมื่อเราพอใจในรสใดข้าวสุกก็เป็นรสนั้น เดิมทีเมื่อมนุษย์รับประทานรสแผ่นดิน สะเก็ดดินและเครือดินอยู่นั้นเหมือนกับสุธาหารบรรเทาความอยากทำรสสิ่งเดียวให้บังเกิดขึ้น เมื่อมารับประทานอาหารซึ่งรสอาหารคือข้าวสุกเป็นวัตถุหยาบ อุจจาระ ปัสสาวะก็บังเกิด เมื่อมีอุจจาระปัสสาวะ ปากแผลเป็นที่ไหลออกของอุจจาระปัสสาวะก็แตกออกเป็นอวัยวะเพศทั้งสองเกิดขึ้นตามที่เคยเป็น ใครเคยเป็นชายก็เป็นชาย ใครเคยเป็นหญิงก็เป็นหญิง เดิมทีตอนแรกจากพรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์ยังมีอุปจารสมาธิข่มไว้ซึ่งกามราคะไม่ให้บังเกิดขึ้น เมื่อมาอาศัยรูปความเป็นชายเป็นหญิงจึงเป็นที่บังเกิดแห่งกามราคะ เมื่อกามราคะบังเกิดแล้ว อุปจารสมาธิก็ขาดจากสันดานแห่งสัตว์ทั้งปวง เมื่ออุปจารสมาธิขาดจากสันดานก็เป็นโอกาสแห่งกามคุณเกิดมากขึ้น ทั้งหญิงทั้งชายก็พิศเพ่งเล็งแลดูซึ่งกันและกันไปมา ต่างคนต่างก็กระวนกระวายด้วยราคะดำกฤษณา ตั้งแต่นั้นมนุษย์ทั้งหลายก็เสพซึ่งเมถุนธรรม(มีเพศสัมพันธ์) จึงเป็นเหตุให้มนุษย์ทั้งหลายขวนขวายแสวงหาซึ่งเคหสถาน เมื่อคนทั้งหลายครองเรือน คนที่เกียจคร้านก็เกิดขึ้น ทำการสะสมข้าวสารคือรูดเอาข้าวสารมาไว้คราวหนึ่งมากๆใส่ไว้ในภาชนะให้เต็ม คนอื่นได้เห็นก็พากันทำตามเป็นจำนวนมาก เวลานั้นข้าวสาลีก็มีเปลือกมีรำขึ้น ข้าวที่รูดแล้วจะงอกขึ้นมาใหม่เหมือนเดิมไม่ได้อีก ขณะนั้นคนทั้งหลายพากันทอดถอนใจว่า เมื่อก่อนเรามีปีติเป็นอาหาร เหาะไปไหนได้ดังใจนึก ต่อมากินรสดินแล้วมากินสะเก็ดดินและเครือดิน ความเจริญก็เสื่อมไปจนกระทั่งกินข้าวสาลีเป็นอาหาร เมื่อก่อนข้าวสาลีไม่มีเปลือกไม่มีรำเก็บกินแล้วงอกขึ้นมาใหม่ บัดนี้มีการแปรปรวนสารพัด นานไปเราจะหากินลำบาก เรามาแบ่งเป็นเขตแดนกันดีกว่า ต่อมามีการแบ่งทำมาหากิน และเกิดโจรขึ้นมามากมายจึงมีการหาผู้ปกครองโดยต้นภัทรอสงไขยกัปนี้ พระพุทธเจ้าบังเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ได้รับการเชิญให้เป็นพระราชาชื่อว่าพระเจ้าขัตติยมหาสมมติเทวราช และมีการแบ่งเป็นอาชีพต่างๆมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่แสดงวันนี้เป็นการเกิดขึ้นของโลกมนุษย์ตั้งแต่อดีตมา ขอให้ผู้อ่านได้พิจารณาเห็นว่าเป็นเพราะความโลภเท่านั้นทำให้โลกมีการเปลี่ยนแปลงและลำบากขึ้น จึงขอให้ทุกท่านดูแลจิตใจตัวเองให้ดีมิให้เป็นอกุศลเพื่อความสุขของตน เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๙
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้จะเขียนถึงเทวภูมิทั้ง ๖ คือภูมิของเทวะ คำว่าเทวะ มี ๓ อย่าง คือ ๑.สมมติเทวะ ได้แก่ พระมหากษัตริย์ และพระราชินี พร้อมด้วยพระโอรส พระธิดา ๒.อุปปัตติเทวะ ได้แก่ เทวดาและพรหมทั้งหลาย ๓.วิสุทธิเทวะ ได้แก่ พระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งเทวะ หมายถึง ผู้เพลิดเพลินด้วยกามคุณทั้ง ๕ ดังนั้นเทวะจึงหมายถึงอุปปัตติเทวะได้แก่เทวดา ส่วนพรหมทั้งหลายอยู่ในรูปภูมิ อรูปภูมิ เทวดาอยู่ในสวรรค์ คำว่าสวรรค์หมายถึงที่ที่มีอารมณ์เลิศ,อารมณ์ดี เทวภูมิทั้ง ๖ คือจาตุมหาราชิกาภูมิ ตาวติงสาภูมิ ยามาภูมิ ตุสิตาภูมิ นิมมานรตีภูมิ ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ ซึ่งจะได้เขียนถึงภูมิทั้ง๖ไปตามลำดับ จาตุมหาราชิกาภูมิเป็นภูมิของจาตุมหาราชเทวดา ๔ องค์ที่อาศัยอยู่ตอนกลางของภูเขาสิเนรุซึ่งสูงเท่ากับยอดเขายุคันธร คือ ๑.ท้าวธตรัฏฐะ อยู่ด้านตะวันออกของภูเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองคันธัพพเทวดาทั้งหมด (เทวดาที่มีกลิ่นหอม) ๒.ท้าววิรุฬหกะ อยู่ด้านใต้ของภูเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองกุมภัณฑเทวดาทั้งหมด (เทวดาท้องใหญ่โต) ๓.ท้าววิรูปักขะ อยู่ด้านตะวันตกของภูเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองนาคเทวดาทั้งหมด ๔.ท้าวกุเวระ หรือท้าวเวสสุวัณ อยู่ด้านเหนือของภูเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองยักขเทวดาทั้งหมด ท้าวมหาราชทั้งสี่เป็นผู้รักษามนุษย์ด้วย จึงชื่อว่าท้าวจาตุโลกบาล เทวดาที่อยู่ในภูมินี้ชื่อว่าจาตุมหาราชิกาเพราะมีหน้าที่เป็นผู้รับใช้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ มีอยู่ ๓ พวก คือ ๑.ภุมมัฏฐเทวดา เทวดาที่อยู่บนพื้นแผ่นดิน ได้แก่ เทวดาที่อาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ภูเขา แม่น้ำ มหาสมุทร ใต้ดิน บ้าน เจดีย์ ศาลา และซุ้มประตู เป็นต้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔กับเทวดาบางองค์ที่อยู่ตอนกลางของภูเขาสิเนรุโดยรอบนั้นมีปราสาทเป็นวิมานของตนโดยเฉพาะ ส่วนภุมมัฏฐเทวดาอื่นๆที่ไม่มีวิมานเป็นที่อยู่ของตนโดยเฉพาะ ถ้าไปอาศัยสถานที่ใด สถานที่นั้นถือเป็นวิมานของเทวดานั้น ดังนั้นพวกพระภูมิเจ้าที่ต่างๆจึงจัดเป็นภุมมัฏฐเทวดานั่นเอง ในสมัยพุทธกาล อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เคยไล่เทวดาที่อาศัยอยู่ในซุ้มประตูบ้านของตนเพราะเทวดาเป็นมิจฉาทิฐิ คอยยุให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีเลิกทำบุญ อนาถฯกล้าไล่เทวดาออกจากบ้าน แต่ในปัจจุบันหลายคนคงไม่กล้าไล่ถึงแม้ว่าเทวดานั้นจะเป็นเทวดาที่ไม่ดีก็ตาม ๒.รุกขัฏฐเทวดา เทวดาที่อยู่บนต้นไม้ มีอยู่ ๒ พวก คือ พวกหนึ่งมีวิมานอยู่บนต้นไม้ พวกหนึ่งอยู่บนต้นไม้แต่ไม่มีวิมาน ๓.อากาสัฏฐเทวดา เทวดาที่อยู่ในอากาศ เทวดาพวกนี้มีวิมานเป็นที่อยู่ของตนเองโดยเฉพาะ เช่น พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวทั้งหลายที่เราเห็นนั้นคือวิมานอันเป็นที่อยู่ของอากาสัฏฐเทวดาทั้งหลายนั้นเอง ภายในและภายนอกของวิมานประกอบด้วยรัตนะ ๗ อย่าง คือ แก้วมรกต แก้วมุกดา แก้วประพาฬ แก้วมณี แก้ววิเชียร เงิน ทอง อันเกิดจากอำนาจกุศลกรรมซึ่งบางวิมานมีรัตนะตั้งแต่ ๒ - ๗ อย่าง แล้วแต่กุศลที่ตนได้สร้างไว้ และวิมานเหล่านี้ลอยหมุนเวียนไปรอบๆเขาสิเนรุอยู่เป็นนิจ เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาที่มีใจโหดร้ายมีอยู่ ๔ พวก คือ ๑.ยักษ์ มี ๒ พวกคือ พวกแรกมีรูปร่างสวยงามและมีรัศมี เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่คน พวกนี้เป็นเทวดายักษ์ พวกที่สองมีรูปร่างน่าเกลียด ไม่มีรัศมีพวกนี้เป็นดิรัจฉานยักษ์ พวกเทวดายักษ์นี้ บางทีก็มีความพอใจในการเบียดเบียนสัตว์นรกให้เดือดร้อน ดังนั้นเมื่อมีจิตคิดจะเบียดเบียนสัตว์นรกขึ้นมาในเวลาใด เวลานั้นก็เนรมิตตัวเป็นนายนิรยบาลลงไปสู่นิรยโลก เที่ยวลงโทษสัตว์นรกเหล่านั้นตามความพอใจของตน หรือเมื่อมีความต้องการจะกินสัตว์นรกขึ้นมา ก็เนรมิตตัวเป็นแร้งยักษ์ กายักษ์ แล้วก็พากันจับสัตว์นรกเหล่านั้นกินเสีย อยู่ในการปกครองของท้าวกุเวระหรือท้าวเวสสุวัณ ๒.คันธัพพเทวดา ได้แก่ เทวดาที่ถือกำเนิดอยู่ภายในต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม และอาศัยอยู่ตลอดไปแม้ต้นไม้นั้นจะผุพังหรือถูกทำลาย หรือถูกมนุษย์ตัดเอาไปสร้างบ้าน สร้างเรือก็ตาม คันธัพพเทวดาเหล่านี้ก็ไม่ยอมละทิ้งที่อยู่ของตน อาศัยติดอยู่กับไม้นั้นเรื่อยๆไป ดังนั้นบ้านเรือนใด เรือลำใดที่มีคันธัพพเทวดาอาศัยอยู่นั่นแหละที่เราเรียกว่า นางไม้หรือแม่ย่านาง โดยบางคราวคันธัพพเทวดาจะมาปรากฏตัวให้มนุษย์เห็น หรือรบกวนให้เกิดอุปสรรคต่างๆ เช่นทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือทำให้เสียทรัพย์สมบัติ เป็นต้น คันธัพพเทวดามีความแตกต่างกับรุกขัฏฐเทวดาคือถ้าต้นไม้ที่รุกขัฏฐเทวดาอาศัยอยู่ล้มตายลงหรือถูกตัดไป รุกขัฏฐเทวดาก็ย้ายไปอาศัยต้นไม้อื่นอยู่ต่อไปซึ่งแตกต่างจากคันธัพพเทวดา นอกจากนี้ยังมีคันธัพพเทวดาพวกหนึ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายของมนุษย์ คือ คันธัพพเทวดาที่เป็นหญิงบางพวกเคยทำอกุศลกรรมไว้ในอดีตชาติจึงได้มาเกิดในร่างกายของมนุษย์ผู้หญิงที่เราเรียกกันว่าถูกผีสิง ซึ่งคนถูกผีสิงมีอยู่ ๒ พวก ได้แก่พวกหนึ่งถูกคันธัพพเทวดาอาศัยเกิดตั้งแต่ครรภ์มารดา อีกพวกหนึ่งถูกคันธัพพเทวดามาอาศัยเกิดเมื่อเจริญเติบโตแล้ว คนที่ถูกผีสิงนี้เมื่อไม่พอใจใครก็ใช้เทวดาในร่างกายตนไปทำร้ายบุคคลนั้นๆตามที่ตนต้องการแล้วแต่โอกาส และพวกนี้เมื่อถึงวันพระจันทร์เต็มดวงก็หาอาหารในเวลากลางคืนและมีแสงออกจากร่างกายด้วย อยู่ใต้อำนาจการปกครองของท้าวธตรัฏฐะ ๓.กุมภัณฑเทวดา เป็นพวกรากษสหรือยักษ์ มีรูปร่างพุงใหญ่ ตาพองโตสีแดง อยู่ในโลกมนุษย์ก็มี อยู่ในนรกก็มี ถ้าอยู่ในนรกเป็นพวกนายนิรยบาลรากษส การากษส สุนัขรากษส แร้งรากษสทำหน้าที่ลงโทษและจับสัตวนรกกิน อยู่ในความปกครองของท้าววิรุฬหกะ ๔.นาคเทวดา อาศัยอยู่ใต้ดินธรรมดาแห่งหนึ่ง อยู่ใต้ภูเขาแห่งหนึ่ง นาคสามารถเนรมิตเป็นคน สุนัข เสือได้ อยู่ในความปกครองของท้าววิรูปักขะ บางคราวในโลกมนุษย์มีคนตายมากผิดปกติ การตั้งเครื่องสังเวยและบูชาท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ ก็อาจช่วยให้อันตรายทุเลาลงได้ วันนี้ได้รู้จักเทวดาไปกลุ่มหนึ่งแล้วอาจทำให้หลายคนรู้สึกเฉยๆกับภูมิเทวดาก็ได้ ไม่ได้อยากเกิดเป็นเทวดามากนัก เพราะเทวดายังมีทั้งดีและไม่ดี เป็นมนุษย์ยังมีโอกาสทำความดีได้มากกว่าด้วยซ้ำไป เป็นอะไรก็ตามขอให้เป็นคนดีก็แล้วกัน เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๑๐
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้จะเขียนเรื่องเทวภูมิต่อจากสัปดาห์ก่อน เป็นสวรรค์ชั้นตาวติงสาภูมิหรือที่เราคุ้นเคยในชื่อดาวดึงส์นั่นเอง ตาวติงสาหมายความว่าภูมิอันเป็นที่เกิดของบุคคล ๓๓ คน เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้เพราะว่าในอดีตกาล มีหมู่บ้านชื่อว่า มจลคาม มีคนกลุ่มหนึ่งมี ๓๓ คนเป็นผู้ชายล้วน ตั้งกลุ่มชื่อว่า คณะสหบุญญการี แปลว่า คณะทำบุญร่วมกัน หัวหน้าชื่อว่า มฆมานพ ได้ช่วยกันทำความสะอาดและซ่อมแซมถนนหนทางในบริเวณหมู่บ้านเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้คนที่สัญจรไปมา และตั้งโรงเก็บน้ำสำหรับประชาชนที่ผ่านไปมาได้ดื่มกิน รวมทั้งสร้างศาลาที่ทาง ๔ แพร่ง เพื่อให้ประชาชนได้พักอาศัย เมื่อชายทั้ง ๓๓ คนสิ้นชีวิตแล้วได้ไปเกิดในเทวภูมิที่สอง มฆมานพเกิดเป็นท้าวสักกะหรือพระอินทร์ ส่วนที่เหลือเป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ทุกคน ท้าวสักกะมีดวงตาแลเห็นได้ไกลมากเท่าตาพันดวง จึงมีอีกชื่อว่า ท้าวสหัสสนัย อนึ่งผู้จะเป็นพระอินทร์ต้องปฏิบัติคุณธรรมที่เรียกว่า วัตบถ ๗ ประการ คือ ๑. เลี้ยงบิดามารดา ๒.เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล ๓.กล่าววาจาอ่อนหวาน ๔.ไม่กล่าวคำส่อเสียด ๕.ไม่มีความตระหนี่ ๖.มีความสัตย์ ๗.ระงับความโกรธไว้ได้ ทั้ง ๗ ประการนี้ต้องปฏิบัติตลอดชีวิต สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นพื้นแผ่นดินที่ปรากฏขึ้นเป็นแห่งแรกเมื่อมีการสร้างโลกขึ้นมาใหม่เพราะดาวดึงส์ตั้งอยู่บนยอดเขาสิเนรุซึ่งมีลักษณะกลม กว้างแปดหมื่นสี่พันโยชน์เท่ากับความสูง มีพระนครชื่อว่า สุทัสสนะ ตั้งอยู่ตรงกลางภูเขา พระนครนี้กว้างหนึ่งหมื่นโยชน์ มีกำแพงล้อมรอบ ๔ ด้าน ด้านหนึ่งๆมีประตู ๒๕๐ ประตู พื้นแผ่นดินเต็มไปด้วยรัตนะทั้ง ๗ ผู้อยู่ในชั้นนี้เท้าจะไม่กระทบพื้นดินเลย เทวดาในชั้นนี้มี ๒ พวกคือภุมมัฏฐเทวดา และอากาสัฏฐเทวดา พวกภุมมัฏฐเทวดาได้แก่ พระอินทร์และเทวดาชั้นผู้ใหญ่ ๓๒ องค์พร้อมด้วยบริวาร ส่วนพวกอากาสัฏฐเทวดาได้แก่ เทวดาที่อยู่ในวิมานลอยกลางอากาศตั้งแต่ยอดเขาสิเนรุตลอดไปจนจรดขอบเขาจักรวาล บางวิมานยังว่างไม่มีเทวดาอยู่ก็มี เทวดาในชั้นนี้ผู้ชายมีรูปร่างอยู่ในวัย ๒๐ ปี ผู้หญิงมีรูปร่างอยู่ในวัย ๑๖ ปี ไม่มีการแก่ การเจ็บไข้ ไม่มีอุจจาระปัสสาวะเพราะอาหารเป็นแบบละเอียดประณีต ไม่มีการตั้งครรภ์ บุตรธิดาจะมาเกิดในตักของเทวดา นางฟ้าที่เป็นบาทบริจาริกาย่อมมาเกิดในที่นอน เทวดาที่เป็นพนักงานตกแต่งประดับอาภรณ์ย่อมเกิดล้อมรอบที่นอน ถ้าเป็นไวยาวัจจกร (บริวาร) จะเกิดภายในวิมาน แต่ถ้าเกิดนอกวิมาน เทวดาเจ้าของวิมานจะแย่งตัวกัน ถ้าตัดสินไม่ได้จะพากันเข้าเฝ้าท้าวสักกะ ถ้าวิมานของเทวดาองค์ใดอยู่ใกล้กว่ากัน ท้าวสักกะก็พิพากษาให้เป็นของผู้นั้น แต่ถ้าอยู่ตรงกลางเสมอกันแห่งวิมานของเทวดา ๒ องค์ เทวดาที่มาเกิดเล็งแลดูวิมานของเทวดาองค์ใด ท้าวสักกะก็พิพากษาให้เป็นของผู้นั้น ถ้ามิได้แลดูวิมานของผู้ใด ท้าวสักกะก็พิพากษาให้เป็นของพระองค์เสียเอง เพื่อตัดความวิวาทของเทวดา เรื่องนี้แสดงว่าเทวดาที่ไม่มีวิมานอยู่โดยเฉพาะของตนก็มีมากและในเทวโลกก็มีการทะเลาะวิวาทรวมทั้งมีผู้พิพากษาด้วย วิมานและสมบัติของเทวดาสวยงามไม่เท่ากันแล้วแต่กุศลที่ทำมา ในเทวดาทั้ง ๖ ชั้น เทวดาที่อยู่ชั้นเบื้องบนย่อมเห็นเทวดาที่อยู่ชั้นต่ำกว่าตนได้ แต่เทวดาที่อยู่ชั้นต่ำกว่าจะเห็นเทวดาที่อยู่ชั้นสูงกว่าตนไม่ได้ เพราะเทวดาที่อยู่ชั้นสูงๆมีร่างกายที่ละเอียดมากกว่า นอกจากเทวดาชั้นเบื้องบนจะเนรมิตร่างกายให้หยาบขึ้นเทวดาที่อยู่ต่ำกว่าจึงจะเห็นได้ มนุษย์ก็เช่นเดียวกันจะเห็นเทวดาได้ต้องให้เทวดาเนรมิตกายให้หยาบขึ้น ในนครสุทัสสนะ มีปราสาทเวชยันต์อยู่ทางทิศตะวันออกของพระนครเป็นที่อยู่ของท้าวสักกะ มีสวนดอกไม้สาธารณะ ๔ แห่งชื่อว่า สวนนันทวัน สวนจิตรลดา สวนมิสสกวัน สวนผารุสกวัน และสวนพิเศษอีก ๒ แห่งคือ สวนมหาวันเป็นที่พักผ่อนของท้าวสักกะ และสวนปุณฑริกะ ที่พิเศษกว่าสวนอื่นๆเพราะมีต้นปาริฉัตรหรือปาริชาติ ที่ใต้ต้นปาริชาติมีแท่นปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีสีแดงเหมือนดอกชบามีลักษณะยืดหยุ่นคือยุบลงได้ในขณะนั่งและฟูขึ้นเป็นปกติในขณะที่ลุกขึ้นซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยเสด็จขึ้นไปประทับแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ มีเจดีย์แก้วมรกตเรียกว่าพระจุฬามณี สูง ๑๐๐ โยชน์ ภายในเจดีย์บรรจุพระเขี้ยวแก้วข้างขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระเกสาที่พระองค์ทรงตัดทิ้งในตอนที่เสด็จออกบรรพชา มีศาลาประชุมฟังธรรมชื่อว่าสุธัมมา เป็นสถานที่ที่เทพบุตรและเทพธิดาทั้งหลายที่สนใจฟังธรรมได้มาประชุมในที่นี้ โดยมีพระอินทร์เป็นประธาน ศาลาสุธัมมาทำด้วยรัตนะทั้ง ๗ มีความสูง ๕๐๐ โยชน์ กว้าง ๓๐๐ โยชน์ วัดรอบศาลาได้ ๑,๒๐๐ โยชน์ พื้นเป็นแก้วผลึก เสาเป็นทอง หลังคามุงด้วยแก้วอินทนิล บนเพดานและเสาประดับด้วยแก้วประพาฬ ช่อฟ้าทำด้วยเงิน บนศาลามีธรรมาสน์สำหรับกั้นด้วยเศวตฉัตร ศาลาสุธัมมาตั้งอยู่ข้างๆต้นปาริฉัตร ต้นปาริฉัตรออกดอกปีละครั้ง เมื่อใกล้ออกดอก ใบจะมีสีนวล เมื่อออกดอกแล้วใบจะร่วงจนหมดสิ้น มีแต่ดอกออกสะพรั่งไปหมด ดอกปาริฉัตรมีสีแดง ฉายแสงเป็นรัศมีแผ่ไปเป็นปริมณฑลกว้าง ๕๐๐ โยชน์ ส่งกลิ่นหอมไปตามลมได้ ๑๐๐ โยชน์ จะมีลมชื่อกันตนะ ทำหน้าที่พัดให้ดอกปาริฉัตรหล่นลงมาเอง มีลมชื่อสัมปฏิจฉนะ ทำหน้าที่รองรับดอกไม้นั้นไม่ให้ร่วงลงสู่พื้น ต่อจากนั้นมีลมชื่อปเวสนะ พัดดอกไม้ให้เข้าไปในศาลาสุธัมมา ลมชื่อว่าสัมมิชชนะ ทำหน้าที่พัดเอาดอกเก่าออกไป และลมชื่อว่าสันถกะ ทำหน้าที่จัดดอกไม้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ให้รวมกันเป็นกอง เมื่อถึงเวลาฟังธรรมท้าวอมรินทราธิราช (พระอินทร์) ทรงเป่าสังข์ชื่อว่าวิชยุตตระ สังข์มีความยาวประมาณ ๑๒๐ ศอก เสียงดังก้องกังวาลไปทั่วทั้งภายในและภายนอกพระนครสุทัสสนะ เสียงที่เป่าครั้งหนึ่งดังปรากฏอยู่นาน ๔ เดือนของมนุษย์ ศาลาสุธัมมานี้มิใช่จะมีอยู่แต่ในชั้นดาวดึงส์ชั้นเดียวเท่านั้น แม้ในเทวโลกเบื้องบนอีก ๔ ชั้นก็มีศาลาสุธัมมาเช่นเดียวกัน วันนี้ยังไม่จบชั้นดาวดึงส์ สัปดาห์หน้าจะเขียนต่อในชั้นนี้และเทวดาชั้นอื่นๆต่อไป สำหรับเรื่องภูมิต่างๆที่เขียนมาทั้งหมดหวังว่าจะเป็นความรู้ที่ช่วยเพิ่มเติมให้ทุกท่านได้ทราบเกี่ยวกับภพภูมิที่เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกมากมาย และจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สุดท้ายขอแจ้งข่าวว่าอีเมล์ของอาตมารับข้อความที่ผู้อ่านส่งมาไม่ได้หลายฉบับ ฉบับใดไม่ได้ตอบต้องขออภัยและขอให้ผู้อ่านติดต่อมาใหม่ ในอนาคตอาจเปลี่ยนอีเมล์ใหม่ เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๑๑
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้เป็นตาวติงสาภูมิในส่วนที่เหลือคือเรื่องพระอินทร์หรือท้าวสักกะบำเพ็ญบุญเพิ่มเติม มีเรื่องว่า พระอินทร์เสวยทิพยสมบัติอยู่ในชั้นดาวดึงส์ ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่บางองค์มีรัศมีและวิมานสวยงามมากกว่าพระองค์ซึ่งเป็นใหญ่กว่า จึงทรงนึกในพระทัยว่า เหตุใดเทวดาพวกนี้จึงมีรัศมีและวิมานสวยงามมากกว่า นึกแล้วจึงทราบว่าเป็นเพราะ เทวดาพวกนี้ได้สร้างกุศลไว้ในพระพุทธศาสนา ฉะนั้น กุศลใดที่ได้ทำไว้ในเวลาที่มีพระพุทธศาสนาย่อมมีอานิสงส์ยิ่งกว่ากุศลที่ทำไว้ในเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนา สำหรับพระองค์ที่มีรัศมีน้อย มีวิมานที่สวยงามน้อยกว่าเพราะว่ากุศลที่ทำไว้ในสมัยเป็นมฆมานพพร้อมเพื่อน ๓๒ คนเป็นเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนา เมื่อทราบดังนี้พระองค์จึงพยายามสร้างกุศลในพระพุทธศาสนาให้ได้ วันหนึ่ง พระองค์ทรงเล็งทิพยเนตรเห็นพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติและกำลังจะไปโปรดคนยากจน พระองค์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งจึงชวนนางสุชาดามเหสีเสด็จลงสู่มนุษยโลกพร้อมด้วยสุธาโภชน์สำหรับถวายพระมหาเถระเจ้า เมื่อลงมาถึงมนุษยโลกแล้วก็เนรมิตเป็นคนชราสองคนผัวเมียทอผ้าอยู่ในกระท่อมอยู่ต้นทางที่พระมหาเถระจะผ่านมา เมื่อพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติแล้วตั้งใจว่าจะไปโปรดคนยากจนในหมู่บ้านแห่งนั้น จึงจัดแจงครองจีวรและอุ้มบาตรเดินมาถึงหมู่บ้านแล้วหยุดยืนที่หน้าบ้านหลังแรกที่มาถึง สมเด็จอมรินทราธิราชแปลงเมื่อแลเห็นพระมหาเถระยืนที่หน้าประตูกระท่อมของตนจึงรีบออกมาแล้วบอกให้นางสุชาดายกเอาอาหารออกมาให้เพื่อจะใส่บาตร นางสุชาดายกเอาสุธาโภชน์ที่เตรียมมาให้แก่พระสามี องค์อมรินทร์จึงยกเอาสุธาโภชน์นั้นใส่ลงในบาตร ตอนแรกพระมหากัสสปะไม่ได้พิจารณาคิดว่าสองสามีภรรยานี้เป็นคนยากจนธรรมดา ต่อเมื่อรับเอาอาหารแล้ว กลิ่นของอาหารนั้นมาสัมผัสกับจมูก ท่านก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่อาหารธรรมดาแต่เป็นอาหารทิพย์ และชายชรากับภรรยานั้นก็มิใช่คนธรรมดาแท้จริงเป็นพระอินทร์กับพระมเหสีปลอมแปลงมา พระมหาเถระจึงต่อว่าพระอินทร์ว่า การที่อาตมาภาพมาโปรดสัตว์ ณ ที่นี้ มิได้ตั้งใจจะมาโปรดผู้ที่มีบุญอยู่แล้วเช่นองค์อมรินทร์ อาตมาภาพตั้งใจจะมาโปรดคนยากจน เหตุไฉนท่านจึงทำเช่นนี้ พระอินทร์จึงบอกว่าข้าพระองค์ก็เป็นคนยากจนเหมือนกัน เพราะแม้ว่าข้าพระองค์จะเป็นใหญ่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ก็จริงอยู่ แต่รัศมีก็ดี วิมานก็ดีของข้าพระองค์นั้นยังด้อยกว่าเทวดาองค์อื่นๆบางองค์มากนัก เพราะว่าข้าพระองค์ไม่ได้ทำกุศลในเวลาที่มีพระพุทธศาสนา บัดนี้ข้าพระองค์ได้มาพบพระผู้เป็นเจ้าแล้วจึงต้องการสร้างกุศลในพระพุทธศาสนาเพื่อให้รัศมีแห่งกายและวิมานของข้าพระองค์ได้มีความสว่างรุ่งโรจน์อย่างบริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ข้าพระองค์จึงต้องปลอมตนมากระทำดังนี้ เมื่อพระอินทร์กลับขึ้นสู่ดาวดึงส์ รัศมีกายของพระองค์และรัศมีแห่งวิมานก็ปรากฏสว่างรุ่งโรจน์สวยงามบริบูรณ์เต็มที่ ท้าวสักกะนี้ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้าในเรื่องพรหมชาลสูตรได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันและจะอยู่ในดาวดึงส์จนสิ้นอายุแล้วมาบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ในโลกมนุษย์ จะได้สำเร็จเป็นพระสกทาคามีแล้วตายจากมนุษย์ไปเกิดในชั้นดาวดึงส์อีก และได้สำเร็จเป็นพระอนาคามี ตายจากดาวดึงส์จะได้ไปเกิดในชั้นสุทธาวาสตั้งแต่อวิหาเป็นต้นไปจนถึงชั้นอกนิฏฐาและปรินิพพานในชั้นนั้น อีกเรื่องราวที่น่าสนใจในสวรรค์ชั้นนี้คืออสุรินทราหู ซึ่งมีกายสูงใหญ่กว่าเทวดาทั้ง ๖ ชั้น อสุรินทราหูมีความสูง ๔,๘๐๐ โยชน์ ไหล่กว้าง ๑,๒๐๐ โยชน์ รอบตัวใหญ่ ๖๐๐ โยชน์ ฝ่ามือฝ่าเท้าใหญ่ ๒๐๐ โยชน์ จมูกใหญ่ ๓๐๐ โยชน์ ปากกว้าง ๓๐๐ โยชน์ หน้าผากกว้าง ๓๐๐ โยชน์ ศีรษะใหญ่ ๙๐๐ โยชน์ ถ้าอสุรินทราหูลงไปในมหาสมุทรอันลึกล้ำ น้ำในมหาสมุทรจะท่วมเพียงแค่เข่า อสุรินทราหูนี้เป็นอุปราชอยู่ในพิภพอสูรภายใต้เขาพระสุเมรุ เมื่อได้ฟังกิตติศัพท์แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสำนักเทวดาทั้งหลายได้เห็นเทวดาทั้งหลายพากันไปสู่สำนักพระพุทธองค์ จึงดำริว่าเรามีกายอันสูงใหญ่จะไปสู่สำนักพระพุทธองค์อันมีร่างกายเล็กน้อยและจะก้มตัวลงเราก็มิอาจก้มตัวลงได้ อสุรินทราหูดำริดังนี้จึงมิได้ไปสู่สำนักพระพุทธองค์ วันหนึ่งอสุรินทราหูได้ฟังเทวดาสรรเสริญพระเดชพระคุณพระพุทธเจ้าหาที่สุดมิได้ จึงคิดว่าพระพุทธเจ้าจะประเสริฐเป็นประการใด เทวดาจึงสรรเสริญยิ่งนัก เราจะพยายามไปดูสักครั้งหนึ่ง ดำริดังนี้แล้วอสุรินทราหูก็ปรารภที่จะมาสู่สำนักสมเด็จพระมหาศาสดา ในกาลครั้งนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงทราบอัธยาศัยแห่งอสุรินทราหู พระองค์จึงทรงดำริว่า ราหูจะมาสู่สำนักตถาคตในครั้งนี้ จึงทรงดำริว่าบุคคลที่ยืนหรือนั่งถึงจะต่ำก็ปรากฏดุจดังว่าสูง เหตุนี้ตถาคตควรจะสำแดงซึ่งอิริยาบถไสยาสน์ (นอน) แก่อสุรินทราหู พระอานนท์จัดแจงเตียงที่บรรทมตามรับสั่ง เมื่ออสุรินทราหูมาถึงสำนักพระพุทธองค์ต้องเงยหน้าขึ้นแลดูสมเด็จพระพุทธเจ้า ประดุจหนึ่งทารกแหงนดูดวงจันทร์ในอากาศ พระพุทธเจ้าจึงถามว่า ดูกรอสุรินทราหู ท่านมาแลดูตถาคตนี้เห็นเป็นประการใด อสุรินทราหูจึงทูลตอบว่า กระหม่อมนี้ไม่เคยทราบเลยว่า พระพุทธองค์ทรงพระเดชพระคุณล้ำเลิศประเสริฐดังนี้ กระหม่อมสำคัญว่าเมื่อมาแล้วมิอาจก้มลงได้ จึงเพิกเฉยมิได้มาสู่สำนักพระพุทธองค์ ดูกรอสุรินทราหู เมื่อตถาคตบำเพ็ญพระบารมีทั้งปวงนั้น ตถาคตจะได้ก้มหน้าย่อท้อต่อที่จะบำเพ็ญพระบารมีนั้นหามิได้ ตถาคตเงยหน้าขึ้นแล้วก็บำเพ็ญพระบารมีทั้งปวงมิได้หดหู่ย่อท้อเลย ด้วยเหตุนี้ บุคคลผู้ปรารถนาจะแลดูตถาคตนี้จะต้องก้มหน้าลงแลดูเหมือนอย่างท่านคิดนั้นหามิได้ อสุรินทราหูได้ฟังแล้วยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งในกาลครั้งนั้น สุดท้ายนี้ขอแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบว่าห้องน้ำสำหรับพระภิกษุวัดหัวกลับ จ.สุพรรณบุรีที่ผู้อ่านได้ร่วมทำบุญ บัดนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งเพื่อจะอนุโมทนาในงานทำบุญถวายเว็จกุฎี (ห้องน้ำห้องส้วม) แก่สงฆ์ต่อไป เจริญพร

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๑๒
เจริญพรผู้อ่าน วันนี้จะเขียนเรื่องเทวภูมิต่อ เริ่มจากยามาภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่อยู่ของเทวดาทั้งหลายที่ปราศจากความลำบากและเป็นผู้มีความสุข มีผู้ปกครองชื่อท้าวสุยามะหรือยามะ ชั้นยามาภูมิเป็นภูมิที่ตั้งอยู่ในอากาศ จึงไม่มีภุมมัฏฐเทวดา มีแต่อากาสัฏฐเทวดาพวกเดียว ส่วนวิมาน ทิพยสมบัติ และร่างกายของเทวดาชั้นยามานี้ประณีตสวยงามกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ บริเวณของชั้นยามาแผ่กว้างออกไปเสมอด้วยกำแพงจักรวาลมีวิมานอันเป็นที่อยู่ของเทวดาชั้นนี้อยู่ตลอดทั่วไป ส่วนชั้นตุสิตาภูมิเป็นชั้นที่ปราศจากความร้อนใจ มีแต่นำความยินดีและชื่นบานให้แก่ผู้ที่อยู่ในภูมินี้ทั้งหมด ภูมินี้จึงเป็นภูมิที่ประเสริฐ และพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ก่อนที่จะมาบังเกิดในโลกมนุษย์และได้สำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในภพสุดท้ายนั้น ย่อมบังเกิดอยู่ในชั้นตุสิตาภูมินี้ทั้งหมด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดในอนาคต เช่นพระศรีอริยเมตตรัย พร้อมด้วยผู้ที่จะมาบังเกิดเป็นอัครสาวกนั้น เวลานี้ก็เสวยทิพยสมบัติอยู่ในตุสิตาภูมิเหมือนกัน เทวดาชั้นตุสิตาภูมิมีแต่อากาสัฏฐเทวดา ผู้ปกครองชื่อสันตุสิต เทวภูมิชั้นต่อมาคือนิมมานรตีภูมิ เป็นภูมิที่เทวดาย่อมเนรมิตกามคุณทั้ง ๕ ขึ้นตามความพอใจของตนเอง แล้วมีความยินดีเพลิดเพลินในอารมณ์เหล่านั้น กล่าวคือ ในเทวโลกตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต ทั้ง ๔ ภูมินี้เทวดาทั้งหลายย่อมมีคู่ครองของตนเป็นประจำ แต่ในชั้นนิมมานรตีและปรนิมมิตวสวัตตีนั้นไม่มีคู่ครองเป็นประจำ เทพบุตรหรือเทพธิดาที่อยู่ในชั้นนิมมานรตีนี้ เวลาใดอยากเสวยกามคุณซึ่งกันและกัน เวลานั้นตนเองก็เนรมิตเป็นเทพบุตรเทพธิดาขึ้น ชั้นนี้มีแต่อากาสัฏฐเทวดา มีผู้ปกครองชื่อสุนิมมิตะหรือนิมมิตะ เทวภูมิชั้นสุดท้ายคือ ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่เทวดาในชั้นนี้ย่อมเสวยกามคุณทั้ง ๕ ที่เทวดาองค์อื่นรู้ความต้องการของตนแล้วเนรมิตให้ กล่าวคือ เทพบุตรเทพธิดาที่อยู่ในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีนี้ เมื่อต้องการเสวยกามคุณ ๕ เวลาใด เวลานั้นเทวดาที่เป็นผู้รับใช้ก็จัดการเนรมิตขึ้นให้ตามความประสงค์ของตน จัดว่าสบายยิ่งกว่าเทวดาชั้นนิมมานรตีที่ยังต้องเนรมิตด้วยตนเอง เทวดาในชั้นนี้มีแต่อากาสัฏฐเทวดาเช่นเดียวกัน มีผู้ปกครองชื่อปรนิมมิตะ เทวดาทั้ง ๖ ชั้นมีอายุขัยดังนี้คือ จาตุมหาราชิกาภูมิมีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๙ ล้านปีมนุษย์ ตาวติงสาภูมิมีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๓๖ ล้านปีมนุษย์ ยามาภูมิมีอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๑๔๔ ล้านปีมนุษย์ ตุสิตาภูมิมีอายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๕๗๖ ล้านปีมนุษย์ นิมมานรตีภูมิมีอายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์ ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิมีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ เท่ากับ ๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์ จะเห็นว่าเทวดาทั้งหลายมีอายุยืนนานมาก เทวดาจึงมีอายุไม่แน่นอนอาจอยู่ไม่ถึงสิ้นอายุขัยก็ได้ ส่วนการเสวยกามคุณของเทวดามีเกจิอาจารย์กล่าวว่า ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์เสวยกามคุณเช่นเดียวกับพวกมนุษย์ ชั้นยามาเสวยกามคุณด้วยการจุมพิตและสัมผัสกอดรัดร่างกายซึ่งกันและกัน ชั้นตุสิตาเสวยกามคุณด้วยการสัมผัสมือต่อกันก็สำเร็จกิจ ชั้นนิมมานรตีใช้แลดูและยิ้มให้กันและกันก็สำเร็จกิจ ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีใช้สายตาจ้องดูกันก็สำเร็จกิจ ส่วนอรรถกถาจารย์กล่าวว่า การเสวยกามคุณของพวกเทวดาทั้ง ๖ ชั้น ประพฤติเป็นไปตามทำนองเดียวกันกับพวกมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีอะไรผิดแปลกกันเลย เทวดาผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือเทวดาทั้งหลายคือ วสวัตตีมารเทวบุตร อยู่ในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ เป็นผู้ปกครองเทวดาทั้ง ๖ ชั้น มารเทวบุตรองค์นี้เป็นมิจฉาเทวดาไม่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นผู้คอยขัดขวางให้เกิดอุปสรรคต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เสมอ นับตั้งแต่ออกมหาภิเนษกรมณ์เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปรินิพพาน ต่อมาเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานล่วงไปแล้ว ๓๐๐ ปี ในสมัยนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นพระราชาครองราชสมบัติอยู่ในเมืองปาตลีบุตร มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้ทรงสร้างปูชนียสถานคือพระเจดีย์และวัดขึ้นเป็นจำนวนอย่างละ ๘ หมื่น ๔ พัน เพื่อเป็นการบูชาพระธรรมขันธ์และทรงสร้างมหาเจดีย์บรรจุพระสรีรธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำหรับเป็นที่สักการบูชา เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็มีการฉลองปูชนียสถานที่สร้างขึ้นนั้นเป็นเวลา ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ก่อนที่จะฉลองนั้นทราบว่า วสวัตตีมารเทวบุตรผู้นี้จะมาทำลายพิธีด้วยอิทธิฤทธิ์ต่างๆและมีเพียงพระอุปคุตเถระเท่านั้นที่จะสามารถปราบพญามารนี้ได้ ทางคณะสงฆ์จึงไปอาราธนาพระอุปคุตเถระซึ่งกำลังบำเพ็ญภาวนาอยู่บริเวณใต้สะดือทะเลให้เป็นผู้มาขัดขวางพญามาร พระอุปคุตเถระได้จับพญามารไปฝังไว้ในภูเขาเหลือพ้นมาแต่เฉพาะศีรษะเท่านั้นและนำซากสุนัขเน่ามาเป็นโซ่ล่ามไว้ที่คอโดยได้เสกคาถาอาคมไว้ตลอดเวลาที่มีการเฉลิมฉลองพระสรีรธาตุ พญามารเมื่อถูกจับขังเช่นนี้เกิดหวนระลึกถึงว่าสมัยก่อนตนได้ขัดขวางการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและอาราธนาให้พระองค์ทรงปลงอายุสังขารแต่พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยทำร้ายตนเลย แต่ในสมัยนี้สาวกของพระองค์มากระทำต่อตนเช่นนี้ จึงเกิดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าจึงละมิจฉาทิฐิหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและปรารถนาพุทธภูมิ (เป็นพระพุทธเจ้า) ในกาลข้างหน้า เมื่อฉลองพระสรีรธาตุเสร็จ พระอุปคุตเถระซึ่งเป็นพระอรหันต์ได้มาปล่อยพญามารและขอให้พญามารช่วยแปลงร่างเป็นพระพุทธเจ้าให้ตนเองดูเพราะตนเองเกิดไม่ทันพระพุทธเจ้า ซึ่งพญามารก็แปลงร่างให้ดู เรื่องนี้แสดงให้ทราบว่าคนรุ่นหลังแม้เป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธิ์ก็ตามก็ไม่สามารถเห็นร่างของพระพุทธเจ้าได้ ดังนั้นในปัจจุบันนี้จึงขอให้ผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้าในขณะเจริญสมาธิได้ทราบว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงนิมิตเท่านั้น อย่าได้หลงไปกับนิมิตนั้น สุดท้ายนี้ขอบอกกล่าวงานบุญคืออาตมาเป็นเจ้าภาพจัดงานปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติสำหรับพระภิกษุและอุบาสกอุบาสิกาเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในวันที่ ๙ - ๑๓ สิงหาคมนี้ ณ วัดหัวกลับ ต.บ่อสุพรรณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ปีนี้จัดเป็นปีที่ ๔ โดยอาตมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร อาตมาจึงได้จัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับการปฏิบัติธรรมและกองทุนพระภิกษุผู้อาพาธด้วยเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลพระภิกษุที่ป่วยไข้ จึงขอเชิญทุกท่านร่วมทำบุญสมทบกองทุนปฏิบัติธรรมและพระภิกษุอาพาธตามกำลังศรัทธาเพื่อช่วยกันเผยแผ่ธรรมะ รักษาบุคลากรทางพระพุทธศาสนา และช่วยกันรักษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้คงอยู่สืบไป ร่วมบริจาคโดยติดต่ออาตมาหรือฝากเข้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสามแยกไฟฉาย ชื่อบัญชีพระวรฤทธิ์ โอภาโส บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ ๐๓๖ - ๒ - ๕๘๓๖๓ - ๙ นอกจากนี้จึงขอเชิญทุกท่านร่วมกันปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติที่วัดหัวกลับตามวันเวลาดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ผู้อ่านที่สนใจไปปฏิบัติธรรมติดต่อที่อาตมาได้ ขอกุศลเจตนาในการร่วมสร้างกุศลนี้จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากโรคาพยาธิ มีสุขภาพแข็งแรงและกุศลนี้จงเป็นปัจจัยเพื่อการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน โดยทั่วกันทุกท่านเทอญ เจริญพร
๐ ................................................ ตอนที่ ๑๓
๐ ................................................ ตอนที่ ๑๔
๐ ................................................ ตอนที่ ๑๕

๐ รู้จักภพภูมิที่เราเวียนว่ายตายเกิด ตอนที่ ๑๖ (จบ)
เจริญพรผู้อ่าน ก่อนอื่นขอแจ้งข้อผิดพลาดในครั้งก่อน ๒ เรื่อง คือ เรื่องแรก ชื่อบัญชีที่จะร่วมทำบุญปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มีผู้แจ้งมาปฏิบัติแล้วจำนวนประมาณ ๓๒๐ คน ผู้สนใจร่วมทำบุญสมทบตามกำลังศรัทธาได้ที่บัญชีพระวรฤทธิ์ โอภาโส ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสามแยกไฟฉาย เลขที่ ๐๓๖ - ๒ - ๕๘๓๖๓ - ๙ เรื่องที่ ๒ เว็บไซค์ที่ผู้อ่านสามารถอ่านและโหลดบทความคอลัมน์นี้ย้อนหลังได้ที่ www.navy.mi.th/praapidham ในวันนี้จะเป็นเรื่องภพภูมิในตอนสุดท้าย คือ อรูปภูมิ มี ๔ ภูมิ คือ อากาสานัญจายตนภูมิ วิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ และเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ เป็นภูมิที่เกิดของบุคคลที่เจริญฌานจนสำเร็จทั้งรูปฌานและอรูปฌาน เมื่อสำเร็จถึงอรูปฌานชั้นใดใน ๔ ชั้น เมื่อฌานไม่เสื่อม ถึงเวลาสิ้นชีพจะไปเกิดด้วยอำนาจฌานวิบากในชั้นนั้น เช่น อาฬารดาบส (ผู้สอนเจ้าชายสิทธัตถะจนได้ฌาน)สำเร็จอากิญจัญญายตนฌาน เมื่อสิ้นชีพท่านจึงไปเกิดในอากิญจัญญายตนภูมิ และอุทกดาบสผู้เป็นอาจารย์สอนเจ้าชายสิทธัตถะเช่นกันได้สำเร็จเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เมื่อตายจึงไปเกิดในอรูปภูมิที่ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ อรูปภูมินี้ไม่มีรูป มีแต่นาม คือ ไม่มีร่างกายมีแต่จิตใจ ภูมินี้จึงไม่มีวิมาน สวนดอกไม้ ต้นกัลปพฤกษ์ อย่างที่บางท่านอาจเข้าใจผิด อรูปภูมิเป็นภูมิที่มีวิถีจิตทางใจเท่านั้น ทางตา หู จมูก ลิ้น และกายย่อมไม่มี ฉะนั้นจึงทำให้ปุถุชนที่ไปเกิดในภูมินี้ไม่มีโอกาสเห็นพระพุทธเจ้าและฟังธรรมของท่าน จึงเป็นภูมิที่ขาดปรโตโฆสปัจจัย ( ขาดเหตุปัจจัยในการฟังเสียงของผู้อื่น ) ทำให้ไม่สามารถพิจารณารูปนามโดยความเป็นอนิจจะ ทุกขะ และอนัตตะ ให้เห็นความเกิดดับโดยชัดเจนได้ จึงไม่สามารถสำเร็จญาน ๑๖ (ปัญญาที่ทำให้สำเร็๗เป็นพระอริยบุคคล)ได้ ทำให้ปุถุชนที่อยู่ในอรูปภูมิไม่สามารถเป็นพระอริยบุคคลได้ นอกจากนี้อรูปพรหมยังมีอายุยืนมากตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ ถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัป ( เพียงแค่หนึ่งมหากัปยังเป็นเวลาที่ยาวนานจนนับไม่ถ้วน ) จึงเป็นเหตุให้เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรวจดูแล้วพบว่าอาฬารดาบสกับอุทกดาบสได้สิ้นชีพแล้วจึงเปล่งวาจาว่า ฉิบหายแล้ว เพราะอาจารย์ทั้งสองไปเกิดในอรูปภูมิจึงไม่มีโอกาสฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วได้เป็นพระอริยบุคคล และกว่าจะสิ้นชีพลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อฟังธรรมได้ก็ผ่านไปนานมากจนมีพระพุทธเจ้ามาเกิดหลายพระองค์แล้ว และถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ไม่มีหลักประกันว่าจะนับถือพระพุทธศาสนาหรือนับถือพระพุทธศาสนาก็ไม่มีหลักประกันว่าจะได้ฟังธรรมหรือถ้าฟังธรรมก็ไม่มีหลักประกันว่าจะได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลจึงนับเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงของอาฬารดาบสกับอุทกดาบสที่มาสิ้นชีพก่อนเจ้าชายสิทธัตถะจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเล็กน้อย เมื่ออรูปพรหมจะทำฌานย่อมทำได้เฉพาะอรูปฌานของภูมิตนและภูมิที่สูงกว่าเท่านั้น อรูปฌานที่ต่ำกว่าภูมิของตนและรูปฌานย่อมทำไม่ได้ ดังนั้น อรูปพรหมถ้าได้ฌานเมื่อตายจึงเกิดใหม่ได้เฉพาะอรูปภูมิชั้นเดิมหรือที่สูงกว่า ถ้าไม่ได้ฌานก็ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาเท่านั้น แต่ได้สิทธิพิเศษคือเป็นมนุษย์หรือเทวดาที่เป็นผู้มีปัญญาอาจสามารถสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลได้ ท่านใดต้องการไปเกิดที่นี้พึงตั้งใจเจริญสมถ กรรมฐานให้มากจนสำเร็จทั้งรูปฌานและอรูปฌานเถิด ต่อไปขอกล่าวสรุปถึงภูมิต่างๆทั้ง ๓๑ ภูมิว่า ในอบายภูมิ ๔ คือนรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน เป็นการเกิดโดยอำนาจของบาปส่งผลนำเกิด เป็นภูมิที่มีอายุไม่แน่นอน มีทั้งรูปและนาม จึงมีการรับอารมณ์ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทั้ง ๔ ภูมิเกิดด้วยจิตแบบเดียวกันคืออกุศลวิบาก ไม่สามารถสำเร็จฌานหรือเป็นพระอริยบุคคลได้ ดังนั้นเมื่อตายจากภูมินี้จึงไปเกิดได้ในอบายภูมิ ๔ หรือกามสุคติภูมิ ๗ เท่านั้น ส่วนกามสุคติภูมิ ๗ คือ มนุษย์ และเทวดา ๖ ชั้น เกิดด้วยอำนาจบุญส่งผลนำเกิด เป็นภูมิที่มีอายุไม่แน่นอนเช่นกัน มีทั้งรูปและนาม จึงมีการรับอารมณ์ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทั้ง ๗ ภูมิเกิดด้วยจิตที่เป็นกุศลวิบากแต่มีหลายประเภท ทำให้หลายคนที่ปฏิบัติธรรมคือเจริญสมถะหรือวิปัสสนาด้วยความพากเพียรอย่างไรก็ไม่อาจสำเร็จได้ เพราะเป็นผู้ที่เกิดด้วยวิบากที่ไม่มีปัญญา แต่บางท่านก็สำเร็จได้เพราะเกิดด้วยวิบากที่มีปัญญา ถึงอย่างไรก็ตามเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเราเกิดด้วยวิบากที่มีปัญญาหรือไม่ จึงไม่ต้องใส่ใจกังวลในเรื่องนี้ขอให้เราตั้งใจในการปฏิบัติให้เต็มที่จะดีกว่า กามสุคติภูมินี้สามารถสำเร็จฌาน มรรค ผล และนิพพานได้ ดังนั้นเมื่อตายแล้วจึงมีโอกาสเกิดได้ทั้ง ๓๑ ภูมิขึ้นอยู่กับชนิดของบุญและบาปที่ส่งผลนำเกิดและยังสามารถปรินิพพานได้ด้วย ส่วนรูปภูมิ ๑๖ และอรูปภูมิ ๔ เป็นการเกิดด้วยอำนาจการสำเร็จรูปฌานและอรูปฌานเป็นกุศลวิบาก ในรูปภูมิ ๑๕ เว้นอสัญญสัตตาภูมิ มีทั้งรูปและนาม รับอารมณ์ได้ทางตา หู และใจ ไม่รับอารมณ์ทางจมูก ลิ้นและกายเพราะเป็นเหตุแห่งอกุศลโดยส่วนเดียว อสัญญสัตตาภูมิมีแต่รูปไม่มีนามจึงไม่รับอารมณ์ใดๆเลย ส่วนอรูปภูมิมีแต่นามเท่านั้น รูปภูมิ ๑๕ เว้นอสัญญสัตตาภูมิถ้าได้ฌานจะเกิดตามฌานที่ตนได้ทั้งรูปภูมิและอรูปภูมิ ส่วนรูปภูมิ ๑๖ เมื่อไม่ได้ฌานในชาติหน้าจะเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาเท่านั้นไม่เกิดในอบาย แต่ถัดมาจากมนุษย์หรือเทวดาอาจไปเกิดในอบายได้ นอกจากนี้ยังมีภูมิที่จะกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ เวหัปผลาภูมิ อกนิฏฐาภูมิ และเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ทั้งสามภูมินี้ถ้าพระอริยบุคคลได้ไปเกิดแล้วจะไม่เกิดในภูมิอื่นๆอีก ต้องปรินิพพานที่นี่ โดยอกนิฏฐาภูมิจะเกิดได้ครั้งเดียว ส่วนเวหัปผลาภูมิและเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิอาจเกิดซ้ำหลายครั้งได้ แต่ต้องปรินิพพานอยู่นั่นเอง โดยที่เขียนเรื่องภพภูมิมาหลายสัปดาห์จึงหวังว่าทุกท่านจะมองเห็นว่าเราทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดในภูมินั้นภูมินี้สลับกันไปมาด้วยอำนาจของบุญและบาปนำเกิดไม่ได้เป็นด้วยอำนาจของใคร ความเข้าใจว่าพระพรหมสร้างโลก สร้างมนุษย์จึงเป็นความเข้าใจที่ผิดมาก จัดเป็นมิจฉาทิฐิที่อาจนำไปเกิดในอบายภูมิได้ด้วย เราเกิดด้วยบุญหรือบาปที่เราได้ทำมาแล้วในอดีตนั่นเอง เราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง จึงขอให้ทุกท่านเลือกหนทางชีวิตด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้องและตั้งใจในการเลือกภพภูมิข้างหน้าให้ดีที่สุดจนกว่าเราจะถึงพระนิพพาน ในสัปดาห์หน้าจะได้เขียนเรื่อง กรรมและการให้ผลของกรรมต่อไป เจริญพร