พระสูตรความย่อ
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
กูฏทันตสูตร

ที่มา: พระไตรปีฎกภาษาไทย ฉบับหลวง พ.ศ. ๒๕๒๕
เล่ม ๙ ข้อ ๑๙๙ - ๒๓๘  หน้า ๑๔๕ - ๑๘๓

ดูพระสูตรตอนเดียวกัน โดยคลิกที่   

สาระสังเขป
สถานที่: สวนอัมพลัฏฐิกา ใกล้หมู่บ้านขานุมัตต์
ผู้สอน: พระพุทธเจ้า
ผู้รับคำสอน: พราหมณ์กูฏทันตะ
หัวข้อธรรม: การปราบปรามโดยชอบให้บ้านเมืองสงบสุข    ดู:ข้อ[๒]
วิธีบูชามหายัญของพระเจ้ามหาวิชิตราช    ดู:ข้อ[๓],   ข้อ[๔]
พุทธยัญ - นิตยทาน    ดู:ข้อ[๕]
               - การสร้างวิหาร    ดู:ข้อ[๖]
                - สรณคมน์    ดู:ข้อ[๗]
               - การสมาทานศีล ๕   ดู:ข้อ[๘]
                - การออกบวช    ดู:ข้อ[๙]

ดูพระสูตร [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในมคธชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ และได้ประทับอยู่ในสวนอัมพลัฏฐิกา ใกล้หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อขานุมัตต์ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้พระราชทานให้พราหมณ์กูฏทันตะครอบครอง

มหายัญของกูฏทันตพราหมณ์
สมัยนั้น พราหมณ์กูฏทันตะ ได้เตรียมโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคเมีย ๗๐๐ แพะ ๗๐๐ และแกะ ๗๐๐ ผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ.
     พราหมณ์และชาวบ้านขานุมัตต์ได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จมาประทับอยู่ในสวนอัมพลัฏฐิกา ใกล้บ้านขานุมัตต์ ทั้งทราบเกียรติศัพท์แห่งพระพุทธคุณของพระองค์ จึงพากันเป็นหมู่ๆไปเฝ้าพระองค์

      พราหมณ์กูฏทันตะได้เห็นพราหมณ์ และชาวบ้านขานุมัตต์เดินทางเป็นหมู่ๆ และได้ทราบจากนักการว่าพวกเขาจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่สวนอัมพลัฏฐิกา ก็คิดว่าตนตวรที่จะไปเฝ้า เพื่อทูลถามเรื่องพิธีบูชายัญ ซึ่งได้เตรียมทำพิธีอยู่ แต่ตนยังไม่ทราบในเรื่องยัญสมบัติ ๓ ประการ และบริวาร ๑๖ จึงให้นักการไปบอกพวกนั้นว่า ตนจะร่วมไปเฝ้าด้วย ขอให้คอยก่อน

      พราหมณ์หลายร้อยคนที่พักอยู่ในบ้านขานุมัตต์ เพื่อร่วมพิธีบูชายัญ เมื่อได้ทราบว่า พราหมณ์กูฏทันตะจะไปเฝ้าพระสมณโคดม ก็พากันไปห้ามว่า อย่าไปเฝ้าเลย ถ้าท่านไปท่านจะเสียเกียรติยศ พระสมณโคดมต่างหากควรจะเสด็จมาหาท่าน เพราะท่านเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ท่านเป็นผู้มีชาติกำเนิดดี มีทรัพย์มาก ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพทพร้อมทั้งคัมภีร์ต่าง ๆ เป็นผู้มีรูปงาม มีศีล มีวาจาไพเราะ เป็นอาจารย์ชนหมู่มาก มีมาณพเป็นอันมากพากันมาเรียนมนต์ในสำนักของท่าน เป็นผู้มีอายุมากกว่าพระสมณโคดม ทั้งเป็นผู้ที่พระเจ้าพิมพิสาร และพราหมณ์โปกขรสาติเคารพนับถือ และเป็นผู้ครองบ้านขานุมัตต์

     พราหมณ์กูฏทันตะได้กล่าวว่า เรานี้แหละควรไปเฝ้าท่านพระสมณโคดม เพราะพระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยพุทธคุณอันประเสริฐ ทรงมีพระชาติสูงส่ง ทรงละพระญาติและราชสมบัติออกทรงผนวช มีพระรูปงาม เป็นผู้มีศีลประเสริฐ มีพระวาจาไพเราะ เป็นอาจารย์ของคนหมู่มาก พระองค์สิ้นกามราคะแล้ว เป็นกรรมวาที เป็นกิริยวาที
     เกียรติศัพท์แห่งพระพุทธคุณของพระองค์เป็นที่ทราบกันทั่วไป พระองค์ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีบริษัท ๔ ให้ความเคารพนับถือ เทวดาและมนุษย์เป็นอันมากเลื่อมใสพระองค์ยิ่งนัก พระองค์ทรงเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ทรงเป็นคณาจารย์ได้รับยกย่องว่า เป็นยอดของเจ้าลัทธิทั้งหลาย พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าปเสนทิโกศล และพราหมณ์โปกขรสาติ ก็ล้วนแต่เคารพนับถือพระองค์ และถึงพระองค์เป็นสรณะ
     เมื่อพระสมณโคดมเสด็จถึงบ้านขานุมัตต์ พระองค์ก็ทรงเป็นแขกของพวกเรา ที่พวกเราควรถวายความเคารพสักการะ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงไม่ควรเสด็จมาหาเรา ที่ถูกเราต่างหากควรจะไปเฝ้าพระองค์ท่าน

      เมื่อพราหมณ์กูฏทันตะกล่าวอย่างนี้แล้ว พวกพราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า ท่านกูฏทันตะกล่าวชมพระสมณโคดมถึงเพียงนี้ ถึงพระองค์จะประทับอยู่ไกลจากที่นี้ตั้งร้อยโยชน์ ก็ควรแท้ที่จะไปเฝ้า
     เมื่อพราหมณ์กูฏทันตะพร้อมด้วยคณะพราหมณ์หมู่ใหญ่ได้เดินทางถึงสวนอัมพลัฏฐิกา และเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พราหมณ์กูฏทันตะได้กราบทูลขอให้พระองค์ทรงอธิบายถึงยัญสมบัติ ๓ ประการ ซึ่งมีบริวาร ๑๖ ส่วน เพื่อที่จะได้ประกอบพิธีบูชามหายัญตามที่ปรารถนาได้ถูกต้องต่อไป
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๑๙๙ - ๒๐๔]๑๔๕ - ๑๕๐

ว่าด้วยยัญของพระเจ้ามหาวิชิตราช
ดูพระสูตร [๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าถึงการบูชามหายัญของพระเจ้ามหาวิชิตราชในอดีตกาล ว่า      พระเจ้ามหาวิชิตราช ผู้สมบูรณ์ด้วยราชทรัพย์ ครอบครองอาณาจักรไพศาล ใคร่จะบูชามหายัญ เพื่อประโยชน์และความสุข จึงรับสั่งให้เรียกพราหมณ์ปุโรหิตมาชี้แจงวิธีบูชามหายัญ

      พราหมณ์ปุโรหิต กราบทูลว่า การที่จะทำพิธีบูชานั้น ไม่สมควรกระทำ ในขณะที่บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย ยังมีโจรผู้ร้ายอยู่ ควรจัดการบ้านเมืองให้สงบสุขเสียก่อน แต่มิใช่มด้วยวิธีปราบปรามรุนแรง เช่นประหารหรือจองจำ เพราะบางพวกที่เหลือจากถูกปราบปรามก็จักเบียดเบียนบ้านเมืองในภายหลังได้ไม่สิ้นสุด ควาใช้วิธีปราบปรามโดยชอบดังนี้ คือ
        ๑. พระราชทานพืขพันธ์ธัญญาหารแก่เกษตรกรที่ขยันขันแข็งในการกสิกรรม และการเลี้ยงสัตว์ ตามโอกาสอันควร
        ๒. พระราชทานเงินทุนแก่พ่อค้าที่อุตสาหะในการค้า ตามโอกาสอันควร.
        ๓. พระราชทานเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนแก่ข้าราชการที่ขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน ตามโอกาสอันควร.
     พลเมืองเหล่านั้นนั่นแหละ จักเป็นผู้ขวนขวายในการงานของตนๆ บ้านเมืองของพระองค์ก็จะเจริญ มั่งคั่ง อยู่เย็นเป็นสุข
     เมื่อพระเจ้ามหาวิชิตราช ได้ฟังคำชึ้แจงของพราหมณ์ปุโรหิตแล้ว ก็ทรงดำเนินการตามคำชี้แจงนั้น เป็นผลให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๐๕ - ๒๐๖]๑๕๐ - ๑๕๒ ไปที่สาระสังเขป

ดูพระสูตร [๓] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าต่อไปอีกว่า
      เมื่อบ้านเมืองสงบลุขแล้ว พระเจ้ามหาวิชิตราชได้ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ปุโรหิตมาชี้แจงวิธีบูชามหายัญ ที่จะต้องทำต่อไป
     พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูลว่า ก่อนที่จะประกอบพิธีบูชามหายัญนั้น พระองค์ควรจะได้รับความยินยอมพร้อมใจจากปวงชนของพระองค์ โดยเรียกบรรดาบุคคลสำคัญในพระราชอาณาเขต คือ ๑. กษัตริย์ผู้น้อยทั้งหลาย ๒.อำมาตย์ราชบริพาร ๓.พราหมณ์มหาศาล ๔.คฤหบดีผู้มั่งคั่ง เหล่านี้ มาปรึกษาและขอความร่วมมือในการประกอบพิธีตามที่ทรงมีพระราฃดำริ
     บุคคลทั้ง ๔ จำพวกที่เห็นชอบตามพระราชดำรินี้ จัดว่าเป็นบริวารของยัญนั้น

      พระเจ้ามหาวิชิตราช [ประธานพิธี] ทรงประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.
        ๑. ทรงมีพระชาติดี
        ๒. ทรงมีพระรูปงาม
        ๓. ทรงมีทรัพย์และโภคสมบัติมาก
        ๔. ทรงมีกำลังรบเข้มแข็ง
        ๕. ทรงพระราชศรัทธา บำเพ็ญพระราชกุศล
        ๖. ทรงศึกษามาก เป็นพหูสูตร
        ๗. ทรงทราบสาระแห่งข้อที่ทรงศึกษาชัดแจ้ง
        ๘. ทรงเป็นบัณฑิต ทรงพระปรีชาสามารถ
     องค์ ๘ ประการของพระเจ้ามหาวิชิตราช ดังกล่าวนี้ จัดว่าเป็นบริวารของยัญนั้น

      พราหมณ์ปุโรหิต[ผู้อำนวยการพิธี] ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ
     ๑. มีชาติดี
     ๒. เป็นผู้ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพทและคัมภีร์ต่างๆ
     ๓. เป็นผู้มีศีล
     ๔. เป็นบัณฑิต มีปัญญาเป็นเลิศ
     องค์ ๔ ประการของพราหมณ์ปุโรหิต ดังกล่าวนี้ จัดว่าเป็นบริวารของยัญนั้น
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๐๗ - ๒๐๙]๑๕๒ - ๑๕๔ ไปที่สาระสังเขป

ยัญญสัมปทา ๓ มีบริวาร ๑๖
ดูพระสูตร [๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าต่อไปอีกว่า
     ต่อจากนั้นพราหมณ์ปุโรหิตได้กราบทูลให้ทรงทราบก่อนทรงบูชายัญว่า เมื่อพระองค์ทรงบูชามหายัญอยู่นั้น พระองค์ไม่ควรทรงมีความเดือดร้อนพระหฤทัย เกี่ยวกับโภคทรัพย์ของพระองค์ใน ๓ ประการ คือ ๑. จะหมดไป ๒. กำลังจะหมดไป ๓. หมดไปแล้ว

     และพราหมณ์ปุโรหิตได้กราบทูลด่อไปอีกว่า พระองค์ไม่ควรทรงมีความเดือดร้อนพระหฤทัยเกี่ยวกับผู้ที่มารับทานในพิธี ซึ่งย่อมจะมีทั้งคนชั่วและคนดี ๑๐ ประการ คือ .
     ๑. พวกฆ่าสัตว์ และพวกไม่ฆ่าสัตว์
     ๒. พวกลักทรัพย์ และพวกไม่ลักทรัพย์
     ๓. พวกประพฤติผิดในกาม และพวกไม่ประพฤติผิดในกาม
      ๔. พวกพูดปด และพวกไม่พูดปด
      ๕. พวกพูดส่อเสียด และพวกไม่พูดส่อเสียด
      ๖. พวกพูดคำหยาบ และพวกไม่พูดคำหยาบ
      ๗. พวกพูดเพ้อเจ้อ และพวกไม่พูดเพ้อเจ้อ
      ๘. พวกโลภอยากได้ของของผู้อื่น และพวกที่ไม่โลภ
      ๙. พวกมีจิตพยาบาท และพวกไม่มีจิตพยาบาท
     ๑๐. พวกมิจฉาทิฏฐิ และพวกสัมมาทิฏฐิ
      ขอพระองค์ทรงทำพระหฤทัยให้ผ่องใส ในทานที่ทรงบริจาคให้แก่พวกคนดีนั้นเถิด ส่วนพวกที่เป็นคนชั่วนั้น เขาก็ย่อมจะได้รับผลกรรมของเขาเอง

     เพื่อให้พระเจ้ามหาวิชิตราช ทรงมีพระหฤทัยแช่มชื่นเบิกบานในการบูชามหายัญ พราหมณ์ปุโรหิตก็ได้กราบทูลให้พระองค์ได้ทรงทราบว่ามหายัญของพระองค์นั้น สมบูรณ์พร้อมทุกประการ ไม่มีประการใดที่ผู้ใดจะตำหนิได้เลย เพราะเป็นมหายัญที่ประกอบพร้อมด้วย
     ๑. ชนผู้เห็นชอบตามพระราชดำริ ประกอบด้วย ๔ จำพวก
     ๒. พระเจ้ามหาวิชิตราช ทรงประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
     ๓. พราหมณ์ปุโรหิต ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ
ทั้ง ๓ ประการนี้ รวมเรียกว่า ยัญญสัมปทา ๓ มีบริวาร ๑๖ [๔ + ๘ + ๔ = ๑๖]

     พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าต่อไปอีกว่า
      ในยัญนั้น ไม่ต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร และสัตว์นานาชนิด
     ไม่ต้องตัดต้นไม้ ไม่ต้องเกี่ยวหญ้าคามาใช้ในพิธี.
      แม้คนที่เป็นทาส เป็นคนใช้ เป็นกรรมกรของพระเจ้ามหาวิชิตราชนั้น ก็มิได้ถูกอาชญาคุกคามบังคับให้ต้องทนทุกข์ตรากตรำทำงาน ใครปรารถนาจะทำงานใดก็ทำ หากไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องทำ
     ยัญนั้นได้สำเร็จแล้วเพียงด้วย เนยใส น้ำมัน เนยข้น เปรียง น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เท่านั้น.
     บรรดาบุคคลทั้ง ๔ จำพวก คือ พวกกษัตริย์ผู้น้อย พวกอำมาตย์ราชบริพาร พวกพราหมณ์มหาศาล และพวกคฤหบดีผู้มั่งคั่ง ที่มาร่วมในพิธี ต่างก็พากันนำทรัพย์มากมายมาถวายพระเจ้ามหาวิชิตราช แต่พระองค์ไม่ทรงรับ ทั้งยังพระราชทานทรัพย์ของพระองค์ให้แก่พวกเขาเหล่านั้นอีกด้วย
     บรรดาบุคคลทั้ง ๔ จำพวกนั้น เห็นว่าไม่ควรที่จะนำพระราชทรัพย์ที่ได้รับพระราชทานนั้นกลับไป ควรที่จะบูชายัญตามเสด็จพระองค์ดีกว่า จึงต่างพากันบูชายัญบำเพ็ญทานในแต่ละทิศ คือ พวกกษัตริย์น้อยทางด้านบูรพา พวกอำมาตย์ราชบริพารทางด้านทักษิณ พวกพราหมณ์มหาศาลทางด้านปัจฉิม และพวกคฤหบดีผู้มั่งคั่งทางด้านอุดร
     เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเล่าอย่างนี้แล้ว พวกพราหมณ์ก็พากันส่งเสียงอื้ออึงชื่นชมในยัญพิธีที่พระองค์ตรัสเล่า ส่วนพราหมณ์กูฏทันตะ นั่งนิ่งอยู่ พราหมณ์เหล่านั้นจึงได้ถามว่า ท่านกูฏทันตะไม่ชื่นชมในคำที่พระองค์ตรัสเล่าหรือ
      พราหมณ์กูฏทันตะตอบว่า ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ว่าข้าพเจ้ากำลังคิดอยู่ว่า ในเรื่องที่พระองค์ตรัสเล่าว่าเป็นเรื่องในอดีตกาลนั้น พระองค์คงจะทรงเป็นพระเจ้ามหาวิชิตราช หรือทรงเป็นพราหมณ์ปุโรหิตแน่นอน
      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สมัยนั้น เราได้เป็นพราหมณ์ปุโรหิต ผู้อำนวยการบูชายัญของพระเจ้ามหาวิชิตราชนั้น.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๑๐ - ๒๓๐]๑๕๔ - ๑๖๔ ไปที่สาระสังเขป

ว่าด้วยพุทธยัญ
นิตยทาน
ดูพระสูตร [๕] พราหมณ์กูฏทันตะทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ มียัญอย่างอื่นที่ดีกว่า ยัญสมบัติทั้ง ๓ ประการ ซึ่งมีบริวาร ๑๖ นี้ คือใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า แต่มีอานิสงส์มากกว่า หรือไม่?
     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มี ยัญที่ดีกว่าก็คือนิตยทาน (การให้ทานเป็นนิตย์) ที่ถวายแก่พวกบรรพชิตผู้มีศีล
     ก.ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เหตุใด นิตย์ทานจึงเป็นยัญที่ดีกว่า
      พ. เพราะนิตย์ทาน ไม่มีการฆ่า ไม่มีการทารุณโหดร้าย
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๑]๑๖๔ - ๑๖๕ ไปที่สาระสังเขป

การสร้างวิหารแด่พระสงฆ์ผู้มาแต่ทิศ ๔
ดูพระสูตร [๖] ก. ยังมียัญอย่างอื่นที่ดีกว่ายัญทั้งสองอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้นหรือไม่
     พ. ยังมี ยัญนั้นคือการสร้างวิหารอุทิศพระสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๒]๑๖๕ ไปที่สาระสังเขป

สรณคมน์
ดูพระสูตร [๗] ก. ยังมียัญอย่างอื่นที่ดีกว่ายัญที่กล่าวมาแล้วนั้นอีกหรือไม่
     พ. ยังมี คือ การถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๓]๑๖๕ - ๑๖๖ ไปที่สาระสังเขป

การสมาทานศีล ๕
ดูพระสูตร [๘] ก. ยังมียัญอย่างอื่นที่ดีกว่ายัญที่กล่าวมาแล้วนั้นอีกหรือไม่
     พ. ยังมี คือ การสมาทานศีล ๕ ได้แก่ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด และดื่มสุราเมรัย
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๔]๑๖๖ ไปที่สาระสังเขป

การออกบวช
ดูพระสูตร [๙] ก. ยังมียัญอย่างอื่นที่ดีกว่ายัญทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วนั้นหรือไม่
      พ. ยังมี ยัญนั้นก็คือ การออกบวชเป็นภิกษุ ปฏิบัติธรรม ถึงพร้อมด้วยศีล ฌาน ๔ และวิชชา ๘
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๖๖ - ๑๖๗ ไปที่สาระสังเขป

จุลศีล
      ดูพระสูตร [๙.๑] ภิกษุที่ถึงพร้อมด้วยศีล คือภิกษุที่
๑. ละการฆ่าสัตว์
๒. ละการลักทรัพย์
๓. ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
๔. ละการพูดเท็จ
๕. ละคำส่อเสียด
๖. ละคำหยาบ
๘. ละคำเพ้อเจ้อ
๘. เว้นจากการพรากพืชคาม และภูตคาม
๙. ฉันมื้อเดียว
๑๐. เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่น
๑๑. เว้นขาดจากการประดับและตบแต่งร่างกาย
๑๒. เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๑๓. เว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
๑๕. เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
๑๖. เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมาร
๑๘. เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส
๑๘. เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
๑๙. เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร
๒๐. เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา
๒๑. เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน
๒๒. เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม และการรับใช้
๒๓. เว้นขาดจากการซื้อการขาย
๒๔. เว้นขาดจากการโกงดัวยตาชั่ง และของปลอม
๒๕. เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการตลบตะแลง
๒๖. เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการกรรโชก

ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๖๗ - ๑๖๙ ไปที่สาระสังเขป

มัชฌิมศีล
      ดูพระสูตร [๙.๒] ภิกษุที่ถึงพร้อมด้วยศีล คือภิกษุที่เว้นขาดจากการกระทำ ซึ่งสมณพราหมณ์บางพวกที่แม้จะฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ก็มิได้เว้น คือ
๑. เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๒. เว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้
๓. เว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่การกุศล
๔. เว้นขาดจากการเล่นพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
๕. เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๖. เว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกาย
๘. เว้นขาดจากติรัจฉานกถา
๘. เว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน
๙. เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้
๑๐. เว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง
.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๖๙ - ๑๗๒ ไปที่สาระสังเขป

มหาศีล
      ดูพระสูตร [๙.๓] ภิกษุที่ถึงพร้อมด้วยศีล คือภิกษุที่เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา ซึ่งสมณพราหมณ์บางพวกที่แม้จะฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วก็มิได้เว้น คือ
๑. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดย การทาย การทำนาย การทำพิธี และเป็นหมอทางไสยศาตร์
๒. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดย การทายลักษณะบุคคล สัตว์ และสิ่งของ
๓. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดย การดูฤกษ์ยาตราทัพ
๔. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดย การพยากรณ์เกี่ยวกับดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตร
๕. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดย การพยากรณ์เกี่ยวกับฝน อาหาร โรคภัย
๖. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดย การให้ฤกษ์ ดูฤกษ์ ร่ายมนต์ เข้าทรงและการบวงสรวง
๗. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดย การทำพิธีบนบานและแก้บน ขับผี แปลงเพศกะเทย ทำน้ำมนต์ ปรุงยา

ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๗๒ - ๑๗๕ ไปที่สาระสังเขป

ฌาน ๔
      ดูพระสูตร [๙.๔] ภิกษุบรรลุปฐมฌาน บรรลุทุติยฌาน บรรลุตติยฌาน บรรลุจตุตถฌาน
ฌานทั้ง ๔ นี้ ก็เป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๗๕ ไปที่สาระสังเขป

วิชชา ๘
วิปัสสนาญาณ
      ดูพระสูตร [๙.๕]
[ วิชชา ๘ คือ วิปัสสนาญาน มโนมยิทธิญาณ อิทธิวิญญาณ ทิพโสตญาณ
เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ]
      ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ รู้ชัดว่า กายของเรานี้ได้แก่ รูปและวิญญาณ
     รูปนั้นประกอบด้วยมหาภูต ๔ [ ดิน น้ำ ลม ไฟ ] เกิดจากมารดาบิดา เติบโตด้วยอาหาร แต่รูปนี้ไม่เที่ยง ต้องเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ส่วนวิญญาณนั้นก็อาศัยอยู่ เนื่องอยู่ในกายนี้ เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เจียระไนดีแล้ว มีด้ายสีต่าง ๆ ร้อยอยู่ภายในฉะนั้น นี้แหละ เป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๗๕ - ๑๗๖ ไปที่สาระสังเขป

มโนมยิทธิญาณ
      ดูพระสูตร [๙.๖] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เปรียบเหมือนชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง หรือชักดาบออกจากฝัก หรือชักงูออกจากคราบฉะนั้น นี้แหละ เป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๗๖ ไปที่สาระสังเขป

อิทธิวิธญาณ
      ดูพระสูตร [๙.๗] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี และบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพง ภูเขาไปได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เปรียบเหมือนช่างหม้อ หรือช่างงา หรือช่างทองผู้ฉลาด เมื่อต้องการภาชนะ หรือเครื่องงา หรือทองรูปพรรณอย่างใด ก็ย่อมทำสำเร็จได้ฉะนั้น นี้แหละ เป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๗๖ - ๑๗๗ ไปที่สาระสังเขป

ทิพยโสตญาณ
      ดูพระสูตร [๙.๘] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อทิพยโสตธาตุ สามารถได้ยินทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งไกลและใกล้ เกินโสตของมนุษย์ เปรียบเหมือนคนที่ได้ยินเสียงกลอง เสียงตะโพน ฯลฯ แต่ไกล ๆ ก็รู้ได้ว่านั่น เป็นเสียงกลอง เสียงตะโพน ฯลฯ ฉะนั้น นี้แหละ เป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๗๗ ไปที่สาระสังเขป

เจโตปริยญาณ
      ดูพระสูตร [๙.๙] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อเจโตปริยญาณ สามารถกำหนดรู้ใจของสัตว์หรือบุคคลอื่นด้วยใจ เช่น จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ ฯลฯ หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น เปรียบเหมือน หญิงชาย ที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องกระจกดูเงาหน้าของตน ถ้าหน้ามีไฝ ก็รู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝ ก็รู้ว่าหน้าไม่มีไฝฉะนั้น นี้แหละเป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๗๘ ไปที่สาระสังเขป

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
      ดูพระสูตร [๙.๑๐] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ... จนกระทั่งตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปบ้าง ว่าในภพโน้นเราเป็นอย่างนั้น ๆ เมื่อสิ้นอายุแล้ว จุติจากภพโน้นไปเกิดในภพนั้น เป็นอย่างนั้น ๆ จนสิ้นอายุ จึงจุติจากภพนั้นมาเกิดในภพนี้ เปรียบเหมือนคนที่ะลึกได้ว่า ได้จากบ้านตนไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น ได้ทำอย่างนั้น ๆ แล้วได้จากบ้านนั้นไปยังบ้านโน้น ได้ทำอย่างนั้น ๆ แล้วกลับจากบ้านนั้น มาสู่บ้านของตนตามเดิมฉะนั้น นี้แหละเป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๗๘ - ๑๗๙ ไปที่สาระสังเขป

จุตูปปาตญาณ
      ดูพระสูตร [๙.๑๑] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ รู้ชัดว่าหมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม ผู้ที่ประกอบอกุศลกรรมด้วย มิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วย่อมไปสู่ทุคติ นรก ส่วนผู้ที่ประกอบกุศลกรรมด้วยสัมมาทิฏฐิ ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เปรียบเหมือนคนที่ยืนอยู่บนปราสาทตั้งอยู่ ณ ทาง ๓ แพร่งกลางพระนคร ย่อมมองเห็นหมู่ชนเบื้องล่าง รู้ได้ว่าคนเหล่านั้นกำลังไปไหนทางไหนอย่างไรฉะนั้น นี้แหละเป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๘๐ - ๑๘๑ ไปที่สาระสังเขป

อาสวักขยญาณ
      ดูพระสูตร [๙.๑๒] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง มีญาณรู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เปรียบเหมือนคนที่ยืนอยู่บนขอบสระที่มีน้ำใสสะอาด ย่อมเห็นสิ่งต่าง ๆ ใต้น้ำในสระนั้นได้ชัดเจนฉะนั้น นี้แหละเป็นยัญที่ดีกว่ายัญก่อนๆ.
      ก็ยัญสมบัติอื่นๆ ที่จะดียิ่งกว่า ประณีตยิ่งกว่า กว่ายัญสมบัตินี้มิได้มี.
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๕]๑๘๑ ไปที่สาระสังเขป

กูฏทันตพราหมณ์แสดงตนเป็นอุบาสก
ดูพระสูตร [๑๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว พราหมณ์กูฏทันตะ ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
      ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้านี้ได้ปล่อยโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคเมีย ๗๐๐ แพะ ๗๐๐ แกะ ๗๐๐ ได้ให้ชีวิตแก่สัตว์เหล่านั้น
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๖]๑๘๒ ไปที่สาระสังเขป

กูฏทันตพราหมณ์บรรลุโสดาปัตติผล
ดูพระสูตร [๑๑] ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา อนุบุพพิกถา คือ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษของกาม และอานิสงส์ในการออกบวข เมื่อทรงทราบว่า พราหมณ์กูฏทันตะ มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องอริยสัจจ์ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นผลให้พราหมณ์กูฏทันตะ มีดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา
     แล้วพราหมณ์กูฏทันตะ ได้กราบทูลว่า ขอพระโคดมผู้เจริญกับภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้.

     เช้าวันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังสถานที่บูชายัญของพราหมณ์กูฏทันตะ เสวยภัตตาหารที่พราหมณ์กูฏทันตะได้จัดถวาย เสร็จแล้วได้ทรง
แสดงธรรมีกถา แล้วเสด็จกลับ
ที่มา: กูฏทันตสูตร  ๙[๒๓๗ - ๒๓๘]๑๘๒ - ๑๘๓ ไปที่สาระสังเขป