สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระ ราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฏคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ทรงเป็นมิ่ง ขวัญ ของปวงชน ชาวไทย ตลอดมา นับตั่งแต่ พระราชสมภพ ตราบจน ปัจจุบัน ขณะเมื่อ ทรงพระราชสมภพนั้น ประชาชน ชาวไทย ทั้งประเทศ ที่เฝ้ารอคอย พระประสูติกาล ต่างปลาบปลื่มปิติ ชื่นชม โสมนัส แซซ้อง ในพระบุญญาธิการ ดังที่ ศาสตราจารย์ หม่อมราช วงศ์ สุมนชาติสวัสดิกุล ได้บรรยาย ถึงบรรยากาศ ก่อนเวลา พระราชสมภพ ตราบจนถึง นาที อันเป็น มงคลฤกษ์ เสด็จพระราชสมภพ ว่า “...วันนี้ ครึ้มฟ้า ครึ้มฝน ตั้งแต่เช้า ฝนไม่ได้ตก มานาน นายแพทย์ ผู้ถวาย การประสูติ เข้าประจำที่ สักครู่ ก็ประสูติ พระราชกุมาร เวลา ๑๗ นาฬิกา กับ ๔๕ นาที ในนาทีเดียวกัน นั้นเอง ฝนที่แล้ง มาตลอดฤดู ก็เริ่ม โปรยปราย ละออง ลงมา ดูคล้ายๆ ฟ้าก็รู้เห็น เป็นใจ กับการ ประสูติ ครั้งนี้ อารามดีใจ สมประสงค์ ของดวงใจ ทุกๆ ดวง นายแพทย์ ที่ถวาย การประสูติ ซึ่งพร้อมที่ จะบอก แก่ที่ ประชุม ณ พระที่นั่ง อัมพรสถาน ว่า พระราชโอรส หรือ พระราชธิดา กล่าวออกมา ด้วยเสียง อันตื่นเต้น กังวานว่า ผู้ชาย แทนที่ จะว่า พระราชโอรส ฝนโปรย อยู่ตลอดเวลา แตรสังข์ ดุริยางค์ เริ่มประโคม ทหารบรรเลง เพลงสรรเสริญ พระบารมี ปืนใหญ่ ทั้งบก และเรือ ยิงสะเทือน เลื่อนลั่น เสียงไชโย โฮ่ร้อง ก็ดังอยู่ สนั่นหวั่นไหว สมใจ ประชาชนแล้ว...ดวงใจ ทุกดวง มีความสุข...” นับแต่นั้นมา ประชาชน ชาวไทย ต่างเฝ้า ติดตามข่าว เกี่ยวกับ สมเด็จ พระเจ้า ลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ด้วยความ จงรัก ภักดี และ ต่างปลาบปลื้ม ปิติ ชื่นชม โสมนัส ยิ่งขึ้น เมื่อ พระองค์ ทรงเจริญวัย มีพระสุขภาพ พลานามัย แข็งแรง เพียบพร้อม ด้วยพระราชจริยวัตร และ พระปรีชา สามารถ เป็นที่ ประจักษ์ ตลอดมา
การศึกษา
              สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้รับ การศึกษา ระดับอนุบาลศึกษาที่พระที่นั่ง อุดร พระราชวังดุสิต และ ทรงเข้ารับ การศึกษา ระดับ ประถมศึกษา และ ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนจิตรลดา ระหว่าง พุทธศักราช ๒๔๙๙ – ๒๕๐๕ ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่าง พุทธศักราช ๒๕๐๙ – ๒๕๑๓ หลังจากนั้น ได้ทรงศึกษา ระดับ เตรียมทหาร ที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย แล้วเข้ารับ การศึกษา ระดับอุดมศึกษา ทรงได้รับ ปริญญา อักษรศาสตร์ บัณฑิต (การศึกษาด้านทหาร) คณะการศึกษา ด้านทหาร จากมหาวิทยาลัย นิวเซาเวลล์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ นอกจากนี้ ยังทรง ศึกษา ที่โรงเรียน เสนาธิการทหารบก หลักสูตร ประจำชุดที่ ๕-๖ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๑ และ ทรงได้รับ ปริญญา นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ครั้งถึง พ.ศ.๒๕๓๓ ทรงได้รับ การศึกษา ณ วิทยาลัย ป้องกันราชอาณาจักร แห่งสหราชอาณาจักร ด้วย เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ปวงชนชาวไทย ต่างมี ความปลาบปลื่ม ปิติยินด ีเป็นอย่างยิ่ง อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ได้มี พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ขึ้นดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มีพระนามาภิไธย ตามจารึก พระสุพรรณบัฎ ว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒฯ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราช กุมาร” ในมงคล วาระนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ถวาย สัตย์ปฎิญาณ ในการพิธี ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งแสดงถึง น้ำพระราชหฤทัย ที่ทรง มุ่งมั่น จะบำเพ็ญ พระราชกรณียกิจ เพื่อชาติ บ้านเมือง และ ประชาชนชาวไทย เป็นที่ซาบซึ้ง ประทับใจ พสกนิกร อย่างยิ่ง ดังความว่า
              “ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทาน กระทำ สัตย์ปฎิญาณ สาบาน ต่อประเทศชาติ และ ประชาชนชาวไทย เฉพาะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะ พระพุทธมหามณี รัตนปฎิมากร ท่ามกลาง สันนิบาต นี้ว่า ข้าพเจ้า ผู้เป็น สยามมกุฎราชกุมาร จะรักษา เกียรติ ยศ และ อริยศักดิ์ ซึ่งทรง พระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ไว้ด้วยชีวิต จะภักดี ต่อชาติ บ้านเมือง จะซื่อสัตย์ ต่อประชาชน จะปฏิบัติ ภาระหน้าที่ ทุกอย่าง โดยเต็ม กำลัง สติปัญญา ความสามารถ และ โดยความ เสียสละ เพื่อ ความเจริญ สงบสุข และ ความมั่นคง ไพบูลย์ ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิต ร่างกาย จะหาไม่”
              บัดนี้ กาลเวลา ผ่านไป ได้เป็น ที่ประจักษ์ ว่า ตลอดระยะ เวลา นับแต่ ยังทรง พระเยาว์ ตราบจน ปัจจุบัน สมเด็จ พระบรม โอรสาธิราช เจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎ ราชกุมาร ได้ทรง ยึดมั่น ในพระปฎิญญา ทรงพระวิริยะอุตสาหะ มุ่งมั่น ปฎิบัติ พระราช กรณียกิจ นานัปการ เพื่อ ประเทศชาติ และ ประชาชน ชาวไทย โดยมิได้ ย่อท้อ ดังปรากฎว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราช กุมาร ได้ทรง เจริญรอยตาม เบื้องพระยุคลบาท พระบาท สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ อาณา ประชาราษฎร์ เมื่อยังทรง พระเยาว์ ได้โดย เสด็จ พระบรมชนกนาถ และ สมเด็จ พระบรม ราชชนนี ไปในการ เยี่ยม ราษฎร ในภูมิภาค ต่างๆ ของ ประเทศ ตลอดมา จึงทรง สามารถ สั่งสม พระประสบการณ์ เกี่ยวกับ บ้านเมือง และราษฎร ดังนั้น จึงทรง ปฏิบัติ พระภารกิจ ได้เป็น ผลสำเร็จ ลุล่วง นับตั้งแต่ ยังทรง พระเยาว์ เช่น เมื่อพระชนมายุ ๑๑ พรรษา ได้ทรงนำ กองลูกเสือสำรอง โรง เรียนจิตลดา เข้าร่วมพิธี สวนสนาม ลูกเสือไทย ณ สนามกีฬา แห่งชาติ พระราชกรณียกิจ เมื่อทรง พระเจริญวัย ได้ทรง ปฏิบัติ พระราช กรณียกิจ ด้านต่างๆ นานัปการ ทั้งที่ ทรงปฏิบัติ แทนพระองค์ และ ทรงปฏิบัติ ในส่วน พระองค์เอง พระราชกรณียกิจ ทั้งปวง ล้วนมี การ สร้างสรรค์ ความผา สุขสงบ แก่ประชาชน นำความเจริญ ไพบูลย์ และ ความมั่นคง มาสู่ประเทศ เช่น ด้านการแพทย์ และ สาธารณสุข การศึกษา การศาล การสังคม สงเคราะห์ การพระศาสนา การต่างประเทศ และ การศึกษา ฯลฯ ในด้าน การแพทย์ และ การสาธารณสุข นั้น ทรงตระหนักว่า สุขภาพ พลานามัย อันดี ของประชาชน เป็นปัจจัย สำคัญ ของการ สร้างสรรค์ ทรัพยากร บุคคล อันมี คุณภาพ ไว้เป็น พลัง ในการ พัฒนา ประเทศ จึงทรง สนพระราชหฤทัย ในการ ประกอบ พระราชกรณียกิจ ด้านการแพทย์ และ สาธารณสุข เช่น เมื่อรัฐ บาล ได้น้อมเกล้าฯ ถวายโรงพยาบาล สมเด็จพระยุพราช เนื่องใน พระราชพิธี อภิเษกสมรส จำนวน ๒๑ แห่ง ทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศ พระองค์ ก็ได้ทรง พระอุตสาหะ เสด็จ พระราชดำเนิน ไปทรงเยี่ยม โรงพยาบาล สม่ำเสมอ พระราชทาน พระราชทรัพย์ สนับสนุน ให้มี อุปกรณ์ การแพทย์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่ทันสมัย เพื่อสามารถ ให้บริการ ที่ดี แก่ประชาชน และ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ ทรงรับเป็น ประธาน กรรมการ อำนวยการ จัดสร้าง อาคาร ศูนย์โรคหัวใจ สมเด็จ พระบรมราชินีนาถ เป็นต้น
              ในด้าน การศึกษา สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร ทรงทราบดีว่า เยาวชน ในถิ่นทุรกันดาร ยังด้อย โอกาส ในการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้ง โรงเรียน มัธยมศึกษา ในถิ่นทุรกันดาร ๖ โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียน มัธยม พัชรกิติยาภา จังหวัด นครพนม กำแพงเพชร สุราษฎร์ธานี โรงเรียน มัธยม สิริวัณวรี จังหวัดอุดรธานี สงขลา และ ฉะเชิงเทรา ได้เสด็จ พระราชดำเนิน ไปทรง วาง ศิลาฤกษ์เอง ทรงรับ โรงเรียน ไว้ใน พระราชูปถัมภ์ พระราชทาน วัสดุ อุปกรณ์ การศึกษา อันทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิดีทัศน์ พระราชทาน คำแนะนำ และ ทรงส่งเสริม ให้โรงเรียน ดำเนิน โครงการ อันเป็น ประโยชน์ แก่นักเรียน เช่น โครงการ อาชีพ อิสระ เพื่อให้ เยาวชน ใช้ความรู้ ประกอบ อาชีพ เลี้ยงตน และ ครอบครัวได้ เมื่อจบ การศึกษา ได้เสด็จ พระราชดำเนิน ไปทรงเยี่ยม โรงเรียน ทรงติดตาม ผลการศึกษา และ โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้า หลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ หม่อมเจ้าสิริวัณวรี พระราชธิดา ทั้งสอง พระองค์ ทรงร่วม กิจกรรม ของโรงเรียน ต่างๆ เสมอทั้งนี้ ด้วยน้ำ พระหฤทัย ที่ทรง พระเมตตา ห่วงใย เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และ ในด้าน อุดมศึกษา พระองค์ได้ ทรงพระกรุณา เสด็จพระราชดำเนินแทน พระองค์ ไปพระราชทาน ปริญญาบัตร แก่บัณฑิต ของมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ปีละ เป็นจำนวนมาก ทุกปี ในด้าน สังคมสงเคราะห์ สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณา ห่วงใย ในการ พัฒนา คุณภาพชีวิต ของประชาชน โดยเฉพาะ เยาวชน ที่ด้อยโอกาส และ ขาดแคลน ได้ทรง พระอุตสาหะ เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรง เยี่ยม ชุมชน แออัด ในกรุงเทพฯ หลายแห่ง เช่น ชุมชน แออัด เขตพระโขนง เขตคลองเตย เขตยานนาวา เป็นต้น ทรงพระกรุณา พระราช ทาน เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องกีฬา เครื่องดับเพลิง โปรดเกล้าฯ ให้กรมทหาร ในบังคับบัญชา ของพระองค์ ร่วมกับ ประชาชน พัฒนา สิ่งแวดล้อม ทั้งยัง พระราชทาน พระราชทรัพย์ สนับสนุน โครงการ ของชุมชน เช่น โครงการ พัฒนา เด็กเล็ก ที่ขาดแคลน โครงการ ปราบปราม ยาเสพย์ติด ในหมู่เยาวชน ชุมชนแออัด คลองเตย เพื่อให้ เยาวชน ผู้ด้อย โอกาส เหล่านั้น เติบโต เป็นพลเมืองดี และ เป็น ทรัพยากร บุคคล ทีมีคุณค่า ในการพัฒนา ประเทศต่อไปในอนาคต
              ในด้าน การต่างประเทศ นั้น การมี สัมพันธไมตรี อันดี กับมิตรประเทศ เป็นรากฐาน สำคัญ ของความสงบสุข และ ความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ ของประเทศ สมเด็จ พระบรมโอรสธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร ก็ได้ทรง พระวิริยะอุตสาหะ ประกอบ พระราชกรณียกิจ สำคัญๆ ในการ เจริญสัมพันธไมตรี กับ ประเทศต่างๆ เสมอมา ได้เสด็จ พระราชดำเนิน แทนพระองค์ พระบาท สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยือน มิตรประเทศ ทั่วทุกทวีป อย่างเป็นทางการ เป็นประจำ ทุกปี ปีละ หลายครั้ง เช่น เสด็จพระราช ดำเนิน ไปทรงเยือน ประเทศอิตาลี และ ทรงพบ พระสันตะปาปา เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ระหว่าง วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ถึง ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเยือน สาธารณรัฐ ประชาชนจีน อย่างเป็น ทางการ ทรงพบ นายเติ้ง เสี่ยวผิง ณ มหาศาลา ประชาคม กรุงปักกิ่ง เสด็จพระราชดำเนินทรงเยือนประเทศญี่ปุ่น ทรงพบ สมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินี เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ประเทศต่าง ๆที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีในฐานะผู้แทนพระองค์และในส่วนของพระองค์เอง มีอีก เป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศอิหร่าน ประเทศเนปาล สาธารณรัฐสังคมนิยมศรีลังกา สหพันธ์เอกวาดอร์ สาธารณรัฐเฮอลนิก(กรีซ) ประเทศ ออสเตรเลีย และเมื่อวันที่ ๒-๔ กรกฏคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ ไป ทรงเยือนประเทศ สิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทุกครั้ง ต้องทรงเตรียมพระองค์ด้วยการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประเทศที่จะทรง เสด็จไปทรงเยือน และระหว่างประทับอยู่ในประเทศนั้นๆ นอกจากทรงมุ่งมั่นที่จะทรงเจริญสัมพันธไมตรีแล้ว ยังทรงสนพระราชหฤทัยในการ ทอดพระเนตและศึกษากิจกรรมต่าง ๆ ที่จะทรงนำมาเป็นประโยชน์ในการนำมาพัฒนาบ้านเมืองไทยด้วย เช่น เสด็จไปทรงเยี่ยมชมกิจการทหาร การจราจรทางอากาศ เมือทรงเยือนประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ทอดพระเนตรสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมด้าน อุตสาหกรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เมื่อทรงเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมศรีลังกา ทอดพระเนตรการดำเนินงานด้านการป้องกัน สาธารณภัยที่ประเทศเกาหลี เป็นต้น ในด้านการเกษตรกรรม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณีย กิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทยตลอดมา เช่น เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชพิธี พืชมงคล ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นประจำ และ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๙ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทำปุ๋ยหมักเป็นปฐมฤกษ์ จากผักตลชวาและพืชอื่น ๆ ณ บ้านแหลมสะแก ตำบลเดิมบาง อำเภอ บางนางบวช และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานใน การทำนา สาธิตการทำนาสาธิตโดยใช้ปุ๋ยหมัก ณ ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัด สุพรรณ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ในการนี้ ได้ทรง ปฏิบัติการสาธิตการทำนาด้วยพระองค์เอง เมื่อพระราชทานอุปกรณ์ การทำนา พันธ์ข้าวปลูก และปุ๋ยหมักให้ข้าราชการ ผู้ใหญ่ไปดำเนินการ สาธิตแล้ว ได้ทรงถอดฉลองพระบาท ถลกพระสนับเพลา ทรงพระดำเนินลุยโคลน หว่านพันธ์ข้าวปลูกและปุ๋ยหมักในแปลงนาสาธิต โดยมิได้มี กำหนดการไว้ก่อน ยังความชื่นชมโสมนัสปลาบปลื้มปิติและซาบซึ้งในพระราชจริยวัตรแก่บรรดาข้าราชการและประชาชนที่มาเฝ้าทูลสะออง พระบาทในพิธีการวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง
              ในด้านการพระศาสนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร ได้ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะที่วัดพระศรีรัตนศาสดา รามเมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และมีพระราชศรัทธาทรงออกผนวชในพระบวร พระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ ระหว่างทรงผนวช ทรงศึกษา และปฎิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นได้ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปปฏิบัติพระราชกิจทางศาสนาเป็นประจำเสมอ เช่น ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และการถวายกฐินหลวงตามวัดต่างๆ เป็นต้น ในด้านการศึกษา ทรงปฎิบัติพระราช กรณียกิจ ทั้งในฐานะผู้แทนพระองค์และในส่วนของพระองค์เองนานัปการ เช่น การพระราชทานไฟพระฤกษ์ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ พระราชทาน พระราชวโรกาสให้นัดกีฬาไทยผู้นำความสำเร็จนำเกียรติยศมาสู่ประเทศชาติ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม รับพระราชทานพร และทรงแสดงความชื่นชมยินดี ซึ่งนักกีฬาของไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ มีความปลาบปลื่มในสิริมงคลและมีขวัญ กำลังใจที่จะนำความสำเร็จและนำเกียรติยศมาสู่ตนเอง สู่วงศ์ตระกูล และประเทศชาติต่อไป และเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้เสด็จพระ ราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีเปิดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ทำให้นักกีฬามีขวัญและกำลังใจในการแข่งขัน ประสบชัยชนะนำเหรียญราง วัลมาสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก พระราชกรณียกิจทางด้านการทหาร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสนพระราชหฤทัย ในวิทยาการด้านการทหาร มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นอกจากทรงรับการศึกษาทางด้านการทหารจากประเทศออสเตรเลียแล้ว ยังทรงพระวิริยะ อุตสาหะในการเพิ่มพูนความรู้และพระประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในด้านวิทยาการการบิน กล่าวคือ ระหว่างเดือนมกราคม ถึง ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติม และทรงศึกษางานทางการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนกระทรวงกลาโหม ทรงประจำการ ณ กองปฎิบัติการทางอากาศพิเศษ การทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวนและต้น หนชั้นสูง หลักสูตรส่งทางอากาศ เดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ – มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบินเฮลิคอปเตอร์ ใช้งานทั่วไป แบบ ยู เอช – ๑ เอช และหลักสูตรการฝึกบิน เฮลิคอปเตอร์โจมตี แบบ เอ เอช – ๑ เอส คอบรา ของบริษัทเบบล์ นอกจากนั้น ยังทรงเข้าการศึกษาหลักสูตรต่างๆ ทางด้านการบินอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะทรงเห็นได้ว่า พระองค์ท่านมีพระประสบการณ์และทรงเชี่ยวชาญการ บินในระดับสูงมาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอด นับแต่เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ทรงเข้าเป็นนายทหารประจำกรมข่าว ทหารบก กระทรวงกลาโหม วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับกองพันทหาร มหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพัน ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒๗ ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ ๓๐ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเนื่องด้วยพระองค์ทรง พระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบิน ทรงรอบรู้เทคนิคสมัยใหม่ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เคยทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทาง อากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และทรงชนะเลิศการแข่งขัน เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ พระองค์ทรงมี ชั่วโมงฝึกบินอย่างต่อเนื่องสูงมาก และถือว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้ พระองค์ทรงพระกรุณาปฎิบัติหน้าที่ครูการบินเครื่อง บินขับไล่ แบบ เอฟ – ๕ อี/เอฟ ตั้งแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๗ เป็นต้นมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นความภาคภูมิใจอย่าง ยิ่งของกองทัพไทย และปวงชนชาวไทย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงดำรงพระยศทาง ทหารของ ๓ เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก และได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทหาร โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการ ร้ายในภาคเหนือ และภาคตระวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จังหวัดตราด ด้วย ซึ้งแม้เป็นพระราชภารกิจที่ต้องทรงเสี่ยงภยันตราย แต่ด้วยความที่ทรงเป็นชาติชายทหาร และเป็นพระราชภารกิจเพื่อความผา สุกของพสกนิกร และเพื่อมนุษยธรรมต่อผู้ประสบทุกข์ยาก จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจดังกล่าวโดยเต็มพระราชกำลัง ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม