การพัฒนากำลังด้านอากาศนาวี

              ความคิดในการจัดตั้งกำลังทางอากาศนาวี (Naval Air Arm) นั้น ได้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๔ เมื่อนายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง ชุมพร เขตอุดมศักดิ์ เสนาธิการ กระทรวงทหารเรือ ทรงเสนอ ความเห็น ต่อที่ประชุม สภาบัญชาการ กระทรวงทหารเรือ ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๔ ว่า สมควร เริ่มตั้ง กองบินทะเล ขึ้นใน พ.ศ.๒๔๖๕ โดยใช้ สัตหีบ เป็นถาน (ฐานทัพ) และควรเริ่ม ตั้งต้นซื้อ เครื่องบินทะเล เพียง ๒ ลำก่อน กับควรให้ นายนาวาเอก พระประดิยัตินาวายุทธ (ต่อมาเป็น พลเรือโท พระยาราชวังสัน) ซึ่งกำลัง ดูงานอยู่ในยุโรปขณะนั้น ดูระเบียบการ จัดเครื่องบินทะเล ไว้ด้วย สำหรับนักบินนั้น ควรเลือกนายทหารที่เหมาะสมไปฝากฝึกหัดบินที่ "กรมอากาศยานทหารบก" สภาบัญชาการฯ มีมติ อนุมัติ ข้อเสนอนี้ ในการประชุมครั้งที่ ๔ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๔ และมอบให้ เสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ทรงจัดทำ โครงการ (Scheme) ในเรื่องนี้ ต่อไป กองการบิน ทหารเรือ ปัจจุบัน จึงถือเอา วันที่ ๗ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้าย วันสถาปนาหน่วย และ ชาวบินนาวี ได้ยึดถือว่า นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็น พระบิดาแห่งการบินนาวีด้วย

              พ.ศ. ๒๔๖๗ เริ่มส่งนายทหารเรือไปเรียนวิชาการบิน และผู้ตรวจการณ์ในอากาศ ที่กรมอากาศยาน ดอนเมือง ๒ และได้ ดำเนินวิธีการ เช่นนี้ อีกหลายปี ต่อมา เห็นว่า ไม่มี ประโยชน์ เนื่องจากกระทรวงทหารเรือ ยังไม่มีเครื่องบิน จึงเลิกส่งนายทหารเรือไปเป็นศิษย์การบิน   พ.ศ. ๒๔๗๖ นายพลเรือตรี พระยาราชวังสัน เสนาธิการทหารเรือ กับ พลตรี พระยาเฉลิมอากาศเจ้ากรมอากาศยาน ได้ร่วมกันออกสำรวจชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย เพื่อหาข้อมูลต่างๆ ในการบินและสร้างฐานบิน ผลของการสำรวจได้พิจารณาสถานที่ บริเวณ อ่าวสัตหีบ (จุกเสม็ด) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เหมาะสม ที่จะสร้างเป็นสนามบินและที่ทำการของหน่วยบินนาวี รวมทั้งพิจารณาสถานที่ บริเวณจังหวัดจันทบุรี สำหรับ สร้างเป็น สนามบิน อีกแห่งหนึ่งด้วย

              พ.ศ. ๒๔๗๙ - พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้เริ่มสร้างสนามบิน และที่ทำการหน่วยบินที่อ่าวสัตหีบ บริเวณตำบลจุกเสม็ด รวมทั้งว่าจ้างบริษัท มิตซุย บุสซัน ไกซา ซึ่งเป็น ตัวแทน ของ บริษัท Watanabe Iron Work ในประเทศญี่ปุ่น สร้างเครื่องบินทะเลแบบ "วานาตาเบ" Watanabe WS-103) จำนวน ๖ เครื่อง สร้างเสร็จ ทดลอง และตรวจรับ ในวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๑ และได้ทำการตรวจรับเรียบร้อยที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๑ ต่อมา กองทัพเรือ กำหนดให้ เรียกเครื่องบิน แบบนี้ว่า "แบบราชนาวี " (บรน.๑) ในการ สร้าง กำลังทางเรือ ตามพระราชบัญญัติ บำรุงกำลัง ทางเรือ พ.ศ.๒๔๗๘ กองทัพเรือ ได้สั่งสร้าง เรือสลุป คือ เรือหลวงแม่กลอง และ เรือหลวงท่าจีน ซึ่งสามารถ บรรทุกเครื่องบินทะเล ประจำเรือ ได้ ๑ เครื่อง จึงกล่าวได้ว่า เรือชุดเรือหลวงแม่กลอง เป็นเรือ บรรทุกเครื่องบิน ชุดแรก ของกองทัพเรือ

เครื่องบินแบบราชนาวี ๑

เครื่องบินแบบราชนาวี ๑ (WATANABE)

              เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๑ กองทัพเรือได้จัดตั้ง "หมวดบินทะเล" ขึ้นในสังกัดกองเรือรบ (ปัจจุบันคือกองเรือยุทธการ) โดยมี เครื่องบินทะเล แบบ บรน.๑ จำนวน ๖ เครื่อง มีฐานบินอยู่ที่ตำบลจุกเสม็ด อ่าวสัตหีบ (บน.๗ เดิม หรือหน่วยต่อสู้อากาศยาน/รักษาฝั่ง ในปัจจุบัน) นับเป็น การเริ่มกิจการ บินนาวี ขึ้นเป็น ครั้งแรก ในกองทัพเรือ โดยมี นักบินทหารเรือ ซึ่ง กองทัพเรือ ส่งไปฝึกบิน กับ กรมอากาศยาน และต่อมา ทรงสำเร็จ วิชาการบินจากประเทศอังกฤษ๒ คือ เรืออากาศเอก หม่อมเจ้ารังษิยากร อาภากร (ต่อมาเป็น พลอากาศโท) พระโอรส ในเสด็จ ในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ทรงดำรง ตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดบินทะเล กองเรือรบ กองทัพเรือ พระองค์แรก

              นอกจากนี้ หมวดบินทะเลได้ขอยืมเครื่องบินฝึกแบบ ๘๖ แอฟโร่ (Avro) จากกองทัพอากาศมา ๒ เครื่อง โดยนำมา ดัดแปลง ติดทุ่น สำหรับ ขึ้น-ลง ในทะเล และนำมา ใช้ฝึก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นต้นไป ต่อมาได้เกิดกรณีพิพาทอินโดจีนขึ้น เครื่องบินเหล่านี้ได้เข้าร่วมการปฏิบัติการทางเรือ ตลอดระยะเวลา ที่เกิดกรณี พิพาท ที่สำคัญ คือ การรบ ที่เกาะช้าง เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔

เครื่องบินฝึกแบบ ๘๖AVRO
เครื่องบินฝึกแบบ ๘๖AVRO

              ใน พ.ศ. ๒๔๘๒ - พ.ศ. ๒๔๘๓ กองทัพเรือ ได้สั่งซื้อเครื่องบินทะเลเพิ่มเติมอีก ๑๘ เครื่อง เป็นแบบ E-8 N-1 ของบริษัท นากาชิมา (Nakajima) (ราชนาวีญี่ปุ่นเรียกว่า Type 95 และประเทศพันธมิตรระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ ๒ เรียกว่า Dave" เครื่องบินรุ่นนี้มาถึงประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔ กองทัพเรือ เรียกว่า "แบบราชนาวี ๒" (บรน.๒)

เครื่องบินแบบราชนาวี ๒ (NAKAJIMA)

เครื่องบินแบบราชนาวี ๒ (NAKAJIMA)

              เมื่อหมวดบินทะเลมีเครื่องบิน มากขึ้นพอสมควรแล้ว ใน พ.ศ.๒๔๘๕ กระทรวงกลาโหม จึงได้ยกฐานะหมวดบินทะเล ขึ้นเป็น กองบินทะเล สังกัดกองเรือรบ ครั้นเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๕ กองทัพเรือก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินแบบ บรน.๒ เพิ่มขึ้นอีกจำนวน ๒๗ เครื่อง และเครื่องบินตรวจการณ์ สามที่นั่ง แบบราชนาวี ๓ (บรน.๓) จำนวน ๓ เครื่อง เครื่องที่สั่งซื้อนี้เป็นแบบ E-13 A-1 ของบริษัท Aichi (ราชนาวี ญี่ปุ่น เรียกว่า "Type Zero Model 11" และประเทศพันธมิตร ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เรียกว่า  Jake)  ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๘๖ กองทัพเรือ ได้เปลี่ยนชื่อ "กองบินทะเลŽ เป็น กองบินทหารเรือ" มีกำลัง ๒ ฝูงบิน

เตรื่องบินแบบราชนาวี ๓ (ZERO)

เตรื่องบินแบบราชนาวี ๓ (ZERO)

              ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๗ ประเทศญี่ปุ่นได้มอบเครื่องบินทะเลแบบ Zero (บรน.๓) ให้แก่กองทัพเรืออีกจำนวน ๓ เครื่อง กองทัพเรือ ได้จัด นักบิน และช่าง ไปรับมา จากสิงคโปร์

              หลังสิ้นสุดสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ แล้ว กองทัพเรือก็เร่งพัฒนา กองบินทหารเรือ ด้วยการปรับปรุงสนามบิน ซื้อเครื่องบิน สื่อสาร ขนาดเล็ก แบบ แอล.๔ จำนวนหนึ่ง เครื่องบินฝึกแบบ ที.6 จากสหรัฐ ฯ จำนวน ๑๒ เครื่อง เครื่องบินฝึกแบบไทเกอร์ มอธ (Tiger Moth) จาก อังกฤษ จำนวน ๓๐ เครื่อง และเครื่องบินโจมตีแบบไฟร์ฟลาย (Fairey Firefly) จำนวนหนึ่ง เครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบก กรัมมันวิทเยียน ๖ เครื่อง เครื่องบินสื่อสารแบบ โบนันซา และไปเปอร์คับสเปเชียลอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีแผน ที่จะซื้อเฮลิคอปเตอร์อีกจำนวนหนึ่ง สำหรับ เป็นพาหนะ ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย ในทะเล เมื่อกิจการบิน ของทหารเรือ ได้รับ การพัฒนา กำลัง ให้เข้มแข็ง ยิ่งขึ้น เช่นนี้แล้ว กองบินทหารเรือ จึงได้แยก จาก กองเรือรบ มาเป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ กองบินทหารเรือ ได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ มีเครื่องบิน ทั้งเครื่องบินทะเล และ เครื่องบิน สะเทินน้ำสะเทินบก

              วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔ ด้วยเหตุผลทางการเมือง กองบินทหารเรือ ได้ถูกโอนไปให้กับกองทัพอากาศ พร้อมทั้ง เครื่องบิน อุปกรณ์ และอาวุธ ทั้งหมด กิจการบินนาวีของกองทัพเรือ ซึ่งได้ตั้งขึ้นมาประมาณ ๑๓ ปี ก็ถึงกาลอวสานท่ามกลางความเสียใจของบรรดาทหารเรือทั้งหลาย กิจการบิน ของทหารเรือในอดีตก็ต้องยุติลง

ฝูงบินทหารเรือ

              วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๓ จอมพลเรือ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้อนุมัติหลักการให้กองทัพเรือ มีหน่วยบินและเครื่องบิน ไว้สนับสนุน การป้องกันประเทศทางทะเลได้ รวมทั้งมีบัญชาอนุญาตให้กองทัพเรือ รับโครงการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ และในที่สุดเมื่อ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๕ เจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้นำเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบก แบบกรัมมัน แอลบาทรอสส์ (HU-16D) ชนิด ๒ เครื่องยนต์ จำนวน ๒ เครื่อง มาส่งที่สนามบินดอนเมือง ต่อมากระทรวงกลาโหมได้ลงคำสั่งตั้งอัตราฝูงบินทหารเรือขึ้น เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๕ โดยให้ เป็นหน่วยขึ้นตรง ต่อกองเรือยุทธการ ใช้สถานที่ตั้งหน่วยเป็นการชั่วคราวที่สนามบินของกองทัพอากาศ ดอนเมือง
              พ.ศ.๒๕๐๗ กองทัพเรือได้รับอนุมัติงบประมาณให้ทำการก่อสร้างสนามบินที่บ้านอู่ตะเภา (พื้นที่ปัจจุบัน) และได้ดำเนินการต่อมาจนถึง พ.ศ.๒๕๐๘ วิกฤตการณ์ในเวียดนามใต้ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ประมาณต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยสร้างสนามบินอันถาวรและทันสมัย รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่บริเวณเดียวกับสนามบิน ซึ่งกองทัพเรือกำลังก่อสร้าง ณ หมู่บ้านอู่ตะเภา กองทัพอากาศสหรัฐฯ จึงได้ดำเนินการวางผังใหม่ทั้งหมดตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
              วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๙ ทางวิ่งในแนวทิศ ๑๘๐ - ๓๖๐ องศา ยาวประมาณ ๑๑,๕๐๐ ฟุต แล้วเสร็จโดยใช้เวลาก่อสร้างประมาณ ๗ เดือนครึ่ง และเครื่องบินแบบ HU-16D ของกองทัพเรือได้บินลงเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๙
              วันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๙ ฯพณฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มีคำสั่งมอบสนามบินอู่ตะเภา ให้กองทัพเรือใช้ราชการ และเป็นผู้ดูแลรักษา รวมทั้งอนุมัติให้ ใช้ชื่อสนามบินแห่งนี้ว่า "สนามบินอู่ตะเภา" (U-TAPAO Airfield) และมีอนุสรณ์อยู่ข้างสถานีการบิน กองการบินทหารเรือ จนถึง ปัจจุบัน
              เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ ของกองเรือยุทธการ เป็นไปอย่างสมบูรณ์ตามภารกิจที่ได้รับมอบ ตลอดจนพันธกิจที่มีต่อชาติพันธมิตรทั้งปวง ฉะนั้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ กองทัพเรือสหรัฐฯ จึงได้ทำการส่งมอบเครื่องบินแบบ GRUMMAN S-2F TRACKER ประเภทปราบเรือดำน้ำ ให้แก่กองทัพเรือ จำนวน ๖ เครื่อง รวมกับ HU-16D จำนวน ๑ เครื่องที่เหลืออยู่ จากเดิมมี ๒ เครื่อง (อีกเครื่องได้ประสบอุบัติเหตุบนภูเขา ซิวหลวนซัน ใกล้กรุงไทเป ไต้หวัน เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๘) รวมเป็น ๗ เครื่อง จึงเป็นปัญหาในเรื่องลานจอด ที่ไม่เพียงพอ ณ สนามบินดอนเมือง กองทัพเรือ จึงมีคำสั่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ให้ฝูงบินทหารเรือ ย้ายจากสนามบินดอนเมือง เข้าสู่ที่ตั้งปกติที่สนามบินอู่ตะเภา ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๐ และต่อมาสหรัฐฯ ได้มอบ HU-16B ให้กับกองทัพเรือเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ อีก ๑ เครื่อง
              นอกเหนือจากการสนับสนุนกองเรือแล้ว ฝูงบินทหารเรือยังมีภารกิจ ในการสนับสนุนการปฏิบัติ ของกองกำลังนาวิกโยธินด้วย กองทัพเรือ สหรัฐฯ จึงได้ทำการ ส่งมอบเครื่องบินแบบ O-1A ให้แก่กองทัพเรืออีก จำนวน ๓ เครื่อง เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๑

กองบินทหารเรือ

              พ.ศ.๒๕๑๔ กิจการของฝูงบินทหารเรือ ได้เจริญมาตามลำดับ จึงได้ขยายหน่วยเป็น กองบินทหารเรือ ขึ้นตรงต่อกองเรือยุทธการ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๔ ประกอบด้วยกำลังหลัก ๔ ฝูงบิน หลังจากนั้นกองบินทหารเรือ ได้รับมอบเครื่องบินจากรัฐบาลพันธมิตร รวมทั้ งกองทัพเรือ ได้จัดหาเองอีก จำนวนหนึ่งเช่น
              วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๕ รับมอบเครื่องบินแบบ S-2F จำนวน ๕ เครื่อง จากสหรัฐ ฯ และกองทัพเรือได้จัดซื้อเอง จำนวน ๑ เครื่อง คือ เครื่องบินแบบ US-2C เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๙
              วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๗ รับมอบเครื่องบินแบบ U-17A จากสหรัฐอเมริกา ประจำการในกองทัพเรือ
              พ.ศ.๒๕๑๘ รับเครื่องบินแบบ O-1 และ U-17 ซึ่งนักบินเวียดนามบิน อพยพ เข้ามา ในประเทศไทย และมีสภาพ ที่ใช้ราชการได้ เข้าประจำการ ในฝูงบิน ๓ กองบินทหารเรือ จำนวนหนึ่ง

เครื่องบินแบบ U-๑๗

เครื่องบินแบบ U-๑๗

              เครื่องบินแบบ C-47  ใช้ในการลำเลียงและส่งกำลังทางอากาศ ประจำการในกองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๖ รับมอบ จากรัฐบา สหรัฐฯ นำมาจาก   จังหวัดอุบลราชธานี และอุดรธานี

              เครื่องบินแบบ LA-4 จำนวน ๒ เครื่อง นำมาจากสนามบินหัวหิน
              เฮลิคอปเตอร์ แบบ UH-1H ใช้ในการลำเลียง สนับสนุน กองกำลังนาวิกโยธิน และช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยในทะเล ประจำการในกองทัพเรือ เมื่อ วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘
              จัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบ BELL-212 เพื่อใช้ในการลำเลียง สนับสนุนกองกำลังนาวิกโยธิน และช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย ประจำการ ในกองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
              จัดหาเครื่องบินแบบ CL-215 จำนวน ๒ เครื่อง เป็นเครื่องบินสะเทินน้ำ สะเทินบก ใช้ในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล และ ดับเพลิง ทางอากาศ ประจำการ ในกองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
              จัดหาเครื่องบินแบบ T337H-SP (O-2) จำนวน ๑๒ เครื่อง ใช้ในการ ลาดตระเวน ตรวจการณ์ สนับสนุน กองกำลังนาวิกโยธิน ประจำการ ใน กองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๓ และได้รับมอบเครื่องบิน T337G อีกจำนวน ๒ เครื่อง จาก UNHCR ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ เพื่อใช้ ปราบปราม การกระทำ อันเป็น โจรสลัด ในอ่าวไทย

เครื่องบินแบบ NOMAD

เครื่องบินแบบ NOMAD

              จัดหาและรับมอบเครื่องบินแบบ NOMAD N-24A จากประเทศออสเตรเลีย เพื่อใช้ในการลำเลียง และส่งกำลังทางอากาศ ประจำการ ใน กองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๗

              จัดหาเครื่องบินลาดตระเวนค้นหา-ปราบเรือดำน้ำ และการสงครามทุ่นระเบิด แบบ F-27 Mk 200 จำนวน ๓ เครื่อง ประจำการในกองทัพเรือ เมื่อ วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๗
              จัดหาเครื่องบินลำเลียงและส่งกำลังทางอากาศแบบ F-27 Mk400 จำนวน ๒ เครื่อง ประจำการ ในกองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๐
              จัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบ BELL-214ST เพื่อใช้ในการลำเลียง สนับสนุน กองกำลังนาวิกโยธิน และช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย ประจำการ ในกองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๐

กิจการบินทหารเรือยุคใหม่ (พ.ศ.๒๕๓๓ - ปัจจุบัน)
กองการบินทหารเรือ

              เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๓ กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้เปลี่ยนนามหน่วย "กองบินทหารเรือ"   เป็น "กองการบินทหารเรือ"   โดยมี ภารกิจ ในการจัด และเตรียมกำลัง ทางอากาศ ของกองทัพเรือ อำนวยการฝึก และอบรม หน่วยในบังคับบัญชา ให้มีสมรรถภาพ อยู่ในฐานะ พร้อมรบ ปฏิบัติการ ทางอากาศ สนับสนุน กำลังทางเรือ กำลังนาวิกโยธิน กับบริหารงาน ในด้านการบิน การซ่อมบำรุง ในส่วนที่ กองการบินทหารเรือ รับผิดชอบ มีผู้บัญชาการ กองการบิน ทหารเรือ รับผิดชอบ การจัดหน่วย ได้แบ่ง กำลังอากาศยาน ออกเป็น ๒ กองบิน คือ กองบิน ๑ ประกอบด้วย กำลังจำนวน ๔ ฝูงบิน และ กองบิน ๒ ประกอบด้วย กำลัง จำนวน ๓ ฝูงบิน นอกจากนี้ กองการบินทหารเรือ ยังมี หน่วย สนับสนุน การซ่อมบำรุง อากาศยาน ที่มี ความสำคัญมาก คือ ศูนย์ซ่อมอากาศยาน ซึ่งมี ขีดความสามารถ ในการซ่อมทำ อากาศยาน ได้ในระดับ โรงงาน และ อีกหน่วยงานหนึ่ง คือ การท่าอากาศยาน อู่ตะเภา ซึ่งมีหน้าที่ ให้บริการ กับอากาศยาน ที่ขึ้น-ลง ณ สนามบิน อู่ตะเภา ทั้งเครื่อง ของทางราชการ และ เครื่องบินพาณิชย์

เครื่องบิน AV-8S HARRIER

เครื่องบิน AV-8S HARRIER

              ตามนโยบาย ของรัฐบาล ต้องการให้ สนามบินอู่ตะเภา เป็นศูนย์กลาง การขนส่งทางอากาศ เพื่อรองรับ โครงการพัฒนา ชายฝั่งทะเล ทางภาค ตะวันออก สนามบินอู่ตะเภา จึงกลายเป็น สนามบินนานาชาติ (International Airport) นอกจากนี้ ในปัจจุบัน บริษัท การบินไทย จำกัด ได้ทำการ ก่อสร้าง โรงซ่อม อากาศยาน ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับ โครงการ ขนส่งทางอากาศ ระหว่างประเทศ (Global Transpark) บริเวณ ฝั่งตะวันออก ของสนามบินอู่ตะเภา

เครื่องบินแบบ A-7 (CORSAIR) 2 ที่นั่ง

เครื่องบินแบบ A-7 (CORSAIR) 2 ที่นั่ง

              เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๙ กองทัพเรือ ได้ปรับอัตรา การจัดกำลัง ของกองการบินทหารเรือใหม่ เพื่อให้เหมาะสม และสอดคล้อง กับจำนวน และแบบ ของ อากาศยาน ที่กองทัพเรือ จัดหาเพิ่ม รวมทั้ง อากาศยาน ซึ่งสามารถ บรรทุก ไปกับ เรือหลวงจักรีนฤเบศร เช่น เครื่องบิน โจมตี ขับไล่ สกัดกั้นแบบ AV-8S และ เฮลิคอปเตอร์ ปราบเรือดำน้ำ แบบ S-70B (Sea Hawk) เป็นต้น นอกจากนี้ กองทัพเรือ ยังได้จัดหา เครื่องบิน โจมตี ขนาดเบาแบบ A-7 (Corsair) อีกจำนวน ๑๘ เครื่อง เครื่องบิน ปราบเรือดำน้ำ แบบ P-3 (Orion) จำนวน ๓ เครื่อง และ เฮลิคอปเตอร์ ลำเลียงแบบ S-76B จำนวน ๖ เครื่อง ตามที่ กล่าวมา กองการบินทหารเรือ จึงได ้จัดแบ่ง กำลัง ระดับกองบิน เพิ่มอีก หนึ่งหน่วย คือ หน่วยบิน เรือหลวงจักรีนฤเบศร ประกอบด้วย กำลังอากาศยาน จำนวน ๒ ฝูงบิน

              นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๓ เป็นต้นมา กองการบินทหารเรือ ได้มี การพัฒนา อย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งทางด้าน องค์บุคคล องค์วัตถุ และเทคโนโลยี เพื่อให้ สอดคล้อง กับ ยุคโลกาภิวัฒน์ ในปัจจุบัน มีอากาศยานแบบต่างๆ ประจำการอยู่ถึง ๑๗ แบบ รวมจำนวน ๙๖ เครื่อง กองการบินทหารเรือ จึงมี ขีดความสามารถ พร้อมที่ จะปกป้อง อธิปไตย ของชาติ ทางทะเล ทั้งการ สนับสนุน การปฏิบัติการทางเรือ กองกำลังนาวิกโยธิน และการตอบโต้ กองกำลัง ข้าศึก รวมทั้ง การสนับสนุน และช่วยเหลือ ประชาชน ที่ประสบภัยพิบัติ ต่างๆ เพื่อให้ บรรลุพันธกิจ ตามที่ กองทัพเรือ ได้รับมอบหมาย และเป็นไป ตามวัตถุประสงค์ ของชาติ

เฮลิคอปเตอร์ S-70B (SEA HAWK)

เฮลิคอปเตอร์ S-70B (SEA HAWK)

ประวัติการสงครามบินนาวี

              นับตั้งแต่ กิจการบินนาวี ได้เริ่มก่อตั้ง เป็นหมวดบินทะเล เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ ต่อมา ได้ขยายหน่วย เป็นกองบินทะเล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และ ได้เปลี่ยน นามหน่วย เป็น กองบินทหารเรือ ใน พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ จนกระทั่ง กระทรวงกลาโหม ได้ยกฐานะ ให้เป็น หน่วยขึ้นตรง กองทัพเรือ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ หลังจากนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๙๔ กองบินทะเล ได้ถูกยุบเลิกไป ต่อมา กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้อนุมัติ ให้ กองทัพเรือ จัดตั้งหน่วยบินนาวี ขึ้นใหม่ เป็นฝูงบินทหารเรือ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้รับมอบ เครื่องบิน จากกองทัพเรือ สหรัฐฯ มีที่ตั้งหน่วย ชั่วคราว ที่สนามบินดอนเมือง ต่อมา ได้ย้ายเข้าสู่ ที่ตั้งปกติ ที่สนามบินอู่ตะเภา และได้ ขยายหน่วย เป็น กองบิน ทหารเรือ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ และกลายมาเป็น กองการบินทหารเรือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ ถึงปัจจุบัน ตลอดระยะ เวลายาวนาน ที่กล่าว มาแล้วนี้

              กำลังทางอากาศนาวี ได้ให้ การสนับสนุน การปฏิบัติ ของกองกำลังทางเรือ กองกำลังนาวิกโยธิน และ การปฏิบัติการ ร่วมกับ กองกำลังทางบก และ กองกำลัง ทางอากาศ อื่นๆ ตลอดจน การป้องกัน และปราบปราม โจรสลัด รวมทั้ง ได้ให้ การสนับสนุน ช่วยเหลือประชาชน และ ผู้ประสบภัย ทางทะเล มาโดยตลอด ดังนี้

              พ.ศ.๒๔๘๓ ได้เกิด กรณีพิพาท อินโดจีน ระหว่างไทย กับ ฝรั่งเศส หมวดบินทะเล ได้ใช้เครื่องบิน บรน.๑ จำนวน ๖ เครื่อง และเครื่องบินฝึก แบบ ๘๖ แอฟโร จำนวน ๒ เครื่อง รวมเป็น ๘ เครื่อง เข้าร่วม ปฏิบัติการ ทางเรือ ตลอดระยะเวลา ที่เกิดกรณี พิพาท ระหว่าง พ.ศ.๒๔๘๓ - พ.ศ.๒๔๘๔ ที่สำคัญคือ ได้เข้าร่วม ปฏิบัติการ ในยุทธนาวี ที่เกาะช้าง เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔

              วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๕ เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลก ครั้งที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๘๕ - พ.ศ.๒๔๘๘) กองทัพเรือ ได้ใช้ เครื่องบินทะเลในการ ลาดตระเวน อ่าวไทย และ ทะเลอันดามัน เพื่อตรวจการณ์ ปราบเรือดำน้ำ คุ้มกันการเดินเรือพาณิชย์ และปฏิบัติการร่วมกับเรือรบ โดยมี ฐานปฏิบัติการ ที่อ่าวสัตหีบ และที่อ่าวฉลอง จังหวัดภูเก็ต กับได้ใช้ เกาะสมุย (อ่าวปอผุด และอ่าวหน้าทอน) เป็นที่เติมน้ำมัน ผลจากการ ปฏิบัติการ ในครั้งนี้ทำให้ เครื่องบิน บรน.๒ ถูกพันธมิตรยิงทำลายที่ภูเก็ต ๑ เครื่อง ชำรุดมาก ๒ เครื่อง และ บรน.๓ ถูกยิง ทำลาย ที่ภูเก็ต ๑ เครื่อง จาก สงครามครั้งนี้

              กองทัพเรือ ได้บทเรียน ที่สำคัญ คือ เมื่อเครื่องบินข้าศึก เข้าโจมตี ฐานทัพ และท่าเรือ กองทัพเรือ ซึ่งอยู่ ในระยะเริ่มแรก ระหว่าง การจัดตั้ง หน่วย และพัฒนา กิจการบิน จึงยังไม่มี เครื่องบินโจมตี และเครื่องบินขับไล่ เข้าสกัดกั้น เครื่องบินข้าศึกได้ ข้าศึกจึง สามารถ เข้าโจมตี เรือรบ ฐานทัพเรือ และฐานบิน ของฝ่ายเรา ได้รับ ความเสียหาย ดังนั้น เครื่องบินโจมตี และขับไล่ สกัดกั้น จึงมี ความจำเป็น และสำคัญยิ่ง สำหรับ กองทัพเรือ ในการ ป้องกัน กองเรือ ฐานทัพเรือ ฐานบิน และท่าเรือ ตลอดจน การตอบโต้ กองกำลัง ข้าศึก ในยามสงคราม

              พ.ศ.๒๕๑๙ เกิดเหตุการณ์ กองกำลังเขมร รุกล้ำชายแดน บริเวณ จังหวัดตราด กองทัพเรือได้ใช้เครื่องบินแบบ O-1 (Bird Dog) เข้าร่วม ปฏิบัติการ สนับสนุน กองกำลัง นาวิกโยธิน ในการ ผลักดัน กองกำลัง ต่างชาติ จนกระทั่ง เหตุการณ์สงบลง

              พ.ศ.๒๕๒๐ เกิดเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในภาคใต้ เนื่องจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กองทัพเรือได้ใช้เครื่องบินแบบ O-1 และ U-17 ปฏิบัติการ สนับสนุน กองกำลัง นาวิกโยธิน   ตลอดระยะเวลา ๔ ปี จนสามารถ ปราบปราม ผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ ลงได้ อย่างราบคาบ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ในยุทธการ กรุงชิง ที่จังหวัด นครศรีธรรมราช ทำให้ นักบิน ทหารเรือ ต้องพลีชีพ เพื่อชาติ คือ เรือโท ชำนิ บำเหน็จพันธ์ (ยศขณะนั้น)

              นอกจากนี้ กองทัพเรือ ยังได้จัด เครื่องบิน เข้าสนับสนุน กองกำลังนาวิกโยธิน ในการปราบปราม ผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ ตามยุทธภูมิ อื่นๆ เช่น ที่ภูหินร่องกล้า เขาค้อ และเชียงคำ เป็นต้น

              หลัง พ.ศ.๒๕๒๔ เมื่อเหตุการณ์ ที่กรุงชิงสงบลง ขบวนการโจรก่อการร้ายได้ก่อความไม่สงบขึ้น ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง กองทัพเรือ จึงได้ย้าย หน่วยบิน จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ไปอยู่ที่ สนามบินบ้านทอน จังหวัด นราธิวาส เพื่อสนับสนุน การปฏิบัติการ ของกองกำลัง นาวิกโยธิน จวบจน ถึง ปัจจุบัน

              พ.ศ.๒๕๒๕ กองทัพเรือได้จัดตั้ง หมู่บินป้องกัน และ ปราบปราม โจรสลัดขึ้น ที่จังหวัดสงขลา โดยได้รับมอบ เครื่องบินแบบ T337G จาก UNHCR๑ จำนวน ๒ เครื่อง เพื่อทำการ ปราบปราม การกระทำ อันเป็น โจรสลัด ในอ่าวไทย หน่วยบินดังกล่าว ได้ปฏิบัติงานอย่างได้ผลดี เมื่อ สถานการณ์ เปลี่ยนแปลงไป และกองทัพเรือ ไม่ได้รับ งบประมาณ สนับสนุน จาก UNHCR แล้ว หน่วยบินนี้ จึงได้เปลี่ยนชื่อ เป็น หมู่บินลาดตระเวน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๕ และขึ้นกับ กองเรือภาค ๒ กองเรือยุทธการ จนถึงปัจจุบัน

              เหตุการณ์ชายแดนด้านจังหวัดจันทบุรีและตราด ยังคงคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๕๒๘ กองกำลังเวียดนาม ซึ่งเข้ายึดครอง ประเทศ กัมพูชา ได้รุกล้ำ อธิปไตย ของไทย บริเวณ บ้านชำราก จังหวัดตราด กองทัพเรือ ใช้กำลัง นาวิกโยธิน เข้าผลักดัน เครื่องบิน ของกองทัพเรือ แบบ O-1 จาก บ.ทร.๓๑ สนามบิน ท่าใหม่ ได้ทำการบิน สนับสนุน กองกำลัง ภาคพื้น อย่างห้าวหาญ จนถูกยิง ด้วยอาวุธ ต่อต้าน อากาศยาน แบบ SAM-7 แต่สามารถหลบรอดมาได้ และเครื่องบิน ของกองทัพเรือ ได้เป็นกำลัง ในการ สนับสนุน การปฏิบัติ ภารกิจ ดังกล่าว จนประสบ ความสำเร็จ อย่างงดงาม

              เครื่องบิน ของกองการบินทหารเรือ ได้มีบทบาท ในการคุ้มครอง เรือประมงไทย ที่ทำมาหากิน โดยสุจริต ตลอดมา บางครั้ง ก็ได้ใช้กำลัง เข้าขัดขวาง เรือต่างชาติ ที่เข้ามา คุมคามเรือประมงไทย ในพื้นที่ ทำการประมง ที่มีปัญหา ตัวอย่าง เช่น เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ได้ใช้ อาวุธยิงขัดขวาง เรือติดอาวุธ ต่างชาติ และคุ้มกัน เรือประมงไทย จำนวน ๒๐ ลำ ไม่ให้ถูกจับ ยึดคร่า เป็นผลสำเร็จ

              ปัจจุบัน กองทัพเรือ ได้จัดหน่วยบินเฉพาะกิจ เพื่อให้ การสนับสนุน กองกำลังทางเรือ และ กองกำลัง นาวิกโยธิน โดยมี ที่ตั้ง อยู่ตามที่ ต่างๆ ครอบคลุม ทั้งอ่าวไทย  ฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก และฝั่งทะเลอันดามัน นอกจากนี้กองทัพเรือ ยังได้ใช้เครื่องบิน และ เฮลิคอปเตอร์ ในการ ให้การ สนับสนุน หน่วยงานอื่นๆ ทั้ง ภาครัฐ และ เอกชน รวมทั้ง ประชาชน  ที่ประสบ ภัยพิบัติ ต่างๆ เช่น การสนับสนุน กระทรวงเกษตร และ สหกรณ์ ในการ ทำฝนหลวง เพื่อแก้ปัญหา ภัยแล้ง การดับไฟป่า การช่วยเหลือ ประชาชน ที่ประสบ อุทกภัย เป็นต้น

              นอกจากนี้ กองทัพเรือ ยังมีภารกิจที่สำคัญยิ่ง โดยได้รับ ความไว้วางพระราชหฤทัย ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้จัด อากาศยาน ของ กองทัพเรือ เป็น เครื่องราชพาหนะ ในบางวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงงาน เพื่อดูแล ทุกข์สุข ของประชาชน ตามพื้นที่ต่างๆ นับเป็น พระมหากรุณาธิคุณ และ เป็นสิ่งที่ กองทัพเรือ และ ชาวบินนาวี มีความภูมิใจ เป็น อย่างยิ่ง

....กลับหน้าหลัก....
....กลับหน้าสารบัญ....