เรือรบในแม่น้ำ
                  ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ภายหลัง จากสมเด็จ พระไชยราชาธิราช (พ.ศ. ๒๐๗๖ - ๒๐๘๙) ทรงยกกองทัพ ไปตีเมืองเชียงกราน   ซึ่งเป็น เมืองขึ้นของไทย คืนจากพม่า ใน พ.ศ. ๒๐๘๑   ต่อจากนั้น ไทยก็ได้ ทำศึกสงคราม กับพม่า มาโดยตลอด เรือรบในแม่น้ำ ในสมัยนี้ จะมีบทบาท สำคัญ ในการ เป็นพาหนะใช้ทำศึก สงคราม มากกว่า เรือรบ ในทางทะเล เรือรบ ในแม่น้ำ เริ่มต้น มาจาก เรือพาย เรือแจว ก่อน เท่าที่พบหลักฐาน ไทยได้ใช้ เรือรบ ประเภท เรือแซ เป็น เรือรบ ในแม่น้ำ เพื่อใช้ ในการ ลำเลียงทหาร และ เสบียงอาหาร มาช้านาน โดยใช้พาย ๒๐ พาย เป็นกำลังขับเคลื่อน ให้เรือแล่นไป
                     ในสมัย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๒๐๙๑ - พ.ศ. ๒๑๑๑) ได้ทำศึกสงคราม กับ พม่า หลายครั้ง พระองค์ ทรงคิดดัดแปลง เรือแซ เป็น เรือไชย เพื่อใช้ในการ ลำเลียงทหาร ได้มากขึ้น เนื่องจาก เรือแซ ที่ใช้เป็น พาหนะ มาแต่เดิม ลำเลียงทหาร และ เสบียงอาหาร ได้น้อย จึงไม่เหมาะ ที่จะใช้ เป็นพาหนะ ในการ ทำสงคราม ในครั้งนั้น จึงได้มี การเปลี่ยน หน้าที่ ของเรือแซ โดยใช้ เป็นพาหนะในการลำเลียง เสบียงอาหาร และ เครื่องศาสตราวุธ สำหรับ เรือไชย ที่ทรงดัดแปลงใหม่นั้น เป็น เรือ ที่มี ลักษณะ ลำเรือยาว ใช้ฝีพาย ประมาณ ๖๐ - ๗๐ คน แล่นได้รวดเร็ว กว่าเรือแซ ปรากฏว่า ในคราว ที่พม่า ตั้งค่าย ล้อมกรุงศรีอยุธยา สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิ ได้นำปืนใหญ่ ไปติดตั้ง ที่เรือไชย ออกแล่นยิง ค่ายพม่า จนพม่า ต้องถอยทัพ กลับไป
                     ในเวลาเดียวกัน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงคิดสร้าง เรือรบ รูปศีรษะสัตว์ เพื่อใช้ ทำสงคราม ขึ้นอีกประเภทหนึ่ง มีลักษณะ เช่นเดียวกับ เรือไชย โดยทำหัวเรือ ให้กว้างขึ้น เพื่อให้สามารถ ติดตั้งปืนใหญ่ ที่หัวเรือได้ ต่อมา ยังได้มี การคิดสร้าง เรือรบในแม่น้ำ ขึ้นอีก ประเภทหนึ่ง คือ เรือกราบ แต่ไม่ปรากฏ แน่ชัดว่า เป็น พระมหากษัตริย์ องค์ใด สร้างขึ้น เรือกราบ ที่คิดสร้าง ขึ้นใหม่นี้ มีลักษณะ เช่นเดียวกับ เรือไชย แต่แล่น ได้รวดเร็ว กว่าเรือไชย
เรือเสือคำรณสินธุ์ ตกแต่งโขนเป็นรูปเสือใช้เป็นเรือปืนหรือเรือพิฆาตในสมัยก่อน
                  ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ไทยได้ใช้เรือรบ สำหรับ ใช้ในแม่น้ำ ได้แก่ เรือแซ เรือไชย เรือรบรูปLศีรษะสัตว์ และเรือกราบ เป็นพาหนะ สำคัญ ในการ ทำศึกสงคราม เพื่อ รวมอาณาจักร ขยายอาณาเขต และ ป้องกัน ประเทศ มาโดยตลอด ในยามใด ที่บ้านเมือง ปราศจาก ศึกสงคราม ก็นำเรือ เหล่านี้ มาฝึกซ้อม กระบวนเรือ ในฤดู น้ำหลาก ราษฎร ว่างจากการ ทำไร่ ไถนา ก็จะเรียก ระดมพล มาฝึกซ้อม กระบวน ทัพเรือ เพื่อใช้ ในพิธี ที่สำคัญๆ เช่น พิธีการ ทอดกฐิน ชลมารค พิธีต้อนรับ แขกบ้าน แขกเมือง เป็นต้น แต่ถ้าเป็น ฤดูอื่น เมื่อพระมหากษัตริย์ จะเสด็จ ไปทางเรือ ไปตาม หัวเมืองต่าง ๆ ก็ใช้เรือรบ เป็น เรือพระที่นั่ง โดยจัดเป็น กระบวน พยุหยาตราชลมารค น้อย หรือ ใหญ่ ตามแต่ โอกาส อันควร
                   เรือรบ ในแม่น้ำ มีวิธีสร้าง เรือ โดยนำซุง ทั้งต้น มาขุด เรียกว่า "มาด" ความยาว ของเรือ สุดแต่ ความต้องการ ใช้งาน เรือเหล่านี้ ได้จำหลัก ลวดลาย หรือ ประดับ ประดาเรือ ให้สวยงาม วิจิตรพิสดาร ตามประเภทเรือ ลดหลั่น กันลงมา นับตั้งแต่ เรือต้น เรือที่นั่ง เรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งกิ่ง เรือพระที่นั่งเอกไชย เรือพระที่นั่งศรี เรือพระที่นั่งกราบ เป็นต้น และเมื่อ เรือเดินทาง ไปเป็น กระบวน ก็จะมี การให้จังหวะในการ พายเรือ ถ้าเป็น เรือพระที่นั่ง จะใช้กรับ ในการ ให้จังหวะ ถ้าเป็น เรืออื่น นอกเหนือ จากเรือ พระที่นั่ง ก็จะใช้ เส้าให้จังหวะ ทั้งนี้ เพื่อเป็น การแยกประเภท ของเรือ ระหว่าง เรือเจ้านาย กับเรือ ข้าราชการ
                    จากหลักฐาน ทำให้ ได้ทราบลักษณะและ ความสวยงาม ของเรือรบ ในแม่น้ำ คือ เมื่อครั้ง สมเด็จ พระนารายณ์มหาราช โปรดเกล้าฯ ให้จัด กระบวนพยุหยาตราชลมารค รับคณะ ของ เชอวาลิเออ เดอ โชมองค์ ซึ่งเป็น อัครราชทูต ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ พระราชาธิบดี แห่งฝรั่งเศส เชิญพระราชสาส์น มาถวาย เมื่อ พ.ศ.๒๒๒๗ และ ในตอนปลาย สมัยกรุงศรีอยุธยา จากบทเห่เรือ ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ พระราชโอรส ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกษ (พ.ศ.๒๒๗๕ - พ.ศ.๒๓๐๑)
ภาพวาดพิธีพยุหยาตราทางชลมารค สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วาดโดยชาวฝรั่งเศส
               เรือรบ ในแม่น้ำ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณว่า คงมี ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ลำ เรือใด ที่ชำรุด ทรุดโทรม ไม่สามารถ จะใช้ในราชการ ต่อไปได้ ก็โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างใหม่ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เรือรบเหล่านี้ได้ถูกทำลายเสียหมดสิ้นในคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ.๒๓๑๐
ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างเรือรบใน แม่น้ำขึ้นใหม่ เพื่อใช้ราชการแทนเรือรบลำเดิมที่ถูกทำลายไป แต่ลักษณะ เรือรบ ในสมัยกรุงธนบุรี เป็นพาหนะในการทำศึก สงคราม เพื่อรวม อาณาจักร ให้เป็น ปึกแผ่น การป้องกัน บ้านเมือง และ การขยาย อาณาเขต จึงไม่ได้ จำหลักเรือ ให้สวยงาม เหมือนเรือ เมื่อครั้ง กรุงศรีอยุธยา
เรือฉลอมท้ายญวน     
เรือมาด
เรือชะล่า  
เรือม่วง
                  ต่อมา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในราชวงศ์จักรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือรบในแม่น้ำ เพื่อใช้ราชการ เพิ่มมากขึ้น เรือใด ชำรุดทรุดโทรม ก็โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมใหม่ การสร้างเรือ ในสมัยนี้ จะมีลักษณะ สวยงาม มากขึ้น กว่าสมัย กรุงธนบุรี เรือรบ ในแม่น้ำ แต่เดิม มีบทบาท สำคัญ ในการ ใช้เป็น พาหนะ เมื่อยาม บ้านเมือง เกิดศึก สงคราม มาโดยตลอด จวบจน ถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ บ้านเมือง มีความ สงบเรียบร้อย ปราศจาก ศึกสงคราม เรือรบ ในแม่น้ำ จึงหมด บทบาท ลงอย่าง สิ้นเชิง คงใช้เป็น เรือพระราชพิธี ที่องค์พระประมุข ของประเทศ เสด็จใน พระราชพิธี ที่สำคัญ ทางชลมารค แต่เพียง อย่างเดียว มาจนถึง ปัจจุบัน
ภาพลายเส้นสำเภาสยามในเอกสารบันทึกจดหมายเหตุการค้าของญี่ปุ่น
ซึ่งระบุว่าเรือสำเภาสยามลักษณะนี้ เข้ามาค้าขายที่เมืองนางาซากิ
ในห้วงเวลาพุทธศตวรรษที่ ๒๒