กองทัพเรือ
               ใน พ.ศ.๒๔๓๕ ได้มี การจัดระเบียบ การปกครอง แผ่นดินใหม่ และ ยกเลิก การปกครอง แบบจตุสดมภ์ กำหนดให้ มีกระทรวง ในราชการ ทั้งหมด ๑๒ กระทรวง กระทรวง มหาดไทย มีหน้าที่ ปกครอง บรรดา หัวเมือง
ต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร กระทรวงกลาโหม ไม่ต้อง เกี่ยวกับ การปกครอง ทางหัวเมือง อย่างแต่ก่อน คงมี หน้าที่ เกี่ยวด้วย ราชการทหาร อย่างเดียว ใน พ.ศ.๒๔๓๕ นี้ จึงได้ โอนกรมทหารเรือ ซึ่งเดิม ขึ้นอยู่กับ กระทรวง ยุทธนาธิการ มาขึ้นกับ กระทรวงกลาโหม   กรมทหารเรือ ได้เจริญ ก้าวหน้า มาตาม ลำดับ จนถึง พ.ศ.๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน ฐานะ กรมทหารเรือ เป็น กระทรวงทหารเรือ ๔ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม และ ในวันเดียว กันนั้น ก็ได้ ประกาศ แต่งตั้ง เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ เนื่องจาก การป้องกัน ประเทศ เป็นงานใหญ่ ที่ทหารบก และ ทหารเรือ จำเป็น ต้องร่วมกัน คิดอ่าน จัดการ ตามหน้าที่ ที่ประชุม เสนาบดี จึงเห็น สมควร จัดตั้ง สภาป้องกัน พระราชอาณาจักร ขึ้นเพื่อ ทำหน้าที่ ประสานงาน ระหว่าง ทหารบก และ ทหารเรือ ให้ดำเนิน ไปได้ โดย สอดคล้อง ร่วมกัน อย่างพร้อมเพรียง สภานี้ มีองค์พระประมุข เป็นประธาน และ โปรดเกล้าฯ ให้เสนาธิการ ทหารบก เป็นเลขานุการ ประจำ เสนาบดี กระทรวงกลาโหม เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ พร้อมทั้ง จอมพล ในและนอก ประจำการ เป็นสมาชิกสภา แห่งนี้ทุกนาย
                    นับตั้งแต่ มีการ เลื่อนฐานะ กรมทหารเรือ ขึ้นเป็น กระทรวงทหารเรือ ก็ได้ มีการปรับปรุง การจัด ระเบียบ ราชการ ทหารเรือ อยู่เสมอ แต่มิได้ เป็นการ เปลี่ยนแปลง ไปจาก หลักการเดิม เพียงแต่ว่า ส่วนราชการ ต่างๆ มีความจำเป็น ต้องขยาย กิจการ ให้กว้างขวาง ยิ่งขึ้น เมื่อราชการ บางส่วน   มีกิจการ เพิ่มขึ้น ก็เลื่อน ฐานะ ขึ้นเป็น กรมหรือกอง ตามความ สำคัญ ในสมัย พระบาท สมเด็จ พระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ภาวะ ทางเศรษฐกิจ ทั่วโลก ตกต่ำ เป็นผล ทำให้ ประเทศไทย ได้รับ ผลกระทบ กระเทือน ดังกล่าว นี้ด้วย ทำให้ ฐานะ ทางการเงิน และ เศรษฐกิจ ของประเทศ อยู่ในภาวะ ตกต่ำ จำเป็น ต้องพิจารณา ตัดทอน รายจ่าย ของประเทศ ให้น้อยลง ให้สมดุล กับรายได้ เป็นผล ทำให้ มีการ ปรับปรุง การจัด ระเบียบ ราชการ เสียใหม่ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๔ โดย ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้รวม กระทรวงทหารเรือ กับ กระทรวงทหารบก เป็น กระทรวง เดียวกันเสีย กระทรวง ที่บังคับบัญชา ทั้งทหารบก และทหารเรือ ร่วมกันนี้ เรียกว่า กระทรวง กลาโหม เหมือนอย่าง แต่ครั้งก่อน
                      ใน พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ประเทศใหม่ ทางด้านกองทัพเรือ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกัน โดยกระทรวงทหารเรือได้ลดฐานะ เป็นกรมทหารเรือ ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองประเทศนี้ ได้จัดให้มีคณะกรรมการกลางกลาโหมขึ้น   นอกจากนั้นส่วนราชการของทหารเรือ บางส่วนซึ่งได้เอาไปรวมกับฝ่ายทหารบก ก็กลับมาสังกัดอยู่ใน กรมทหารเรือตามเดิมอีก กรมต่างๆ ของทหารเรือลดฐานะมาเป็นกองทั้งหมด เว้นแต่กรมเสนาธิการทหารเรือ
                จนกระทั่งในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๖ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ กรมทหารเรือ เป็น   กองทัพเรือ ให้เป็นการสอดคล้อง กับการ เรียกชื่อ ส่วนรวม ของทหารบก ว่า "กองทัพเรือ" ขึ้นตรงต่อ กระทรวงกลาโหม โดยแบ่ง ส่วนราชการ ออกเป็น ๔ ส่วน
    กองทัพเรือ  
  ๑. กรมเสนาธิการทหารเรือ
๒. กองเรือรบ
 
๓. สถานีทหารเรือกรุงเทพ
 
๔. กรมอู่ทหารเรือ
   
๕. กรมสรรพาวุธทหารเรือ
 
๖. กรมอุทกศาสตร์
                                     กองทัพเรือ ได้มี การเปลี่ยนแปลง การจัด ส่วนราชการ มาตลอดเวลา เพื่อให้ สอดคล้อง กับความ เจริญก้าวหน้า ของ กองทัพเรือ ตาม พระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วน ราชการ และ กำหนด หน้าที่ ส่วนราชการ กองทัพเรือ กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๑๐, พ.ศ.๒๕๑๙ และ พ.ศ.๒๕๒๑ ได้แบ่ง ส่วนราชการ กองทัพเรือ ออกเป็น ๒๕ หน่วย เพื่อความ สะดวก ทางกองทัพเรือ ได้จัดกลุ่ม หน่วยราชการ ทั้ง ๒๕ หน่วย ขึ้นเป็น ๕ ส่วนราชการ คือ ส่วนบัญชาการ ส่วนกำลังรบ ส่วนยุทธบริการ ส่วนศึกษา และ ส่วนกิจการพิเศษ ต่อมา ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๘ ได้มี การจัดส่วนราชการ และ กำหนด หน้าที่ ของส่วนราชการ กองทัพเรือใหม่ โดย ได้เพิ่ม กรมการขนส่ง ทหารเรือ ขึ้นในส่วน ยุทธบริการ และ เปลี่ยนชื่อ โรงเรียน นายทหารเรือ เป็น สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง จนกระทั่ง วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๐ ได้มี การเปลี่ยนแปลง การจัดส่วน ราชการ ในกองทัพเรือ ขึ้นอีก ครั้งหนึ่ง โดยได้เพิ่ม สำนักงาน ตรวจบัญชี ทหารเรือ ขึ้น ในกองทัพเรือ ต่อมา ใน พ.ศ.๒๕๓๘ ได้มี การจัด ส่วนราชการ ใหม่ ตาม พระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วน ราชการ และ กำหนด หน้าที่ ของส่วนราชการ กองทัพเรือ กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๓๘ และแก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๐ กองทัพเรือ แบ่งส่วนราชการ ออกเป็น ๓๕ หน่วย และ เพื่อความ สะดวก ในการ เรียกชื่อ กลุ่มส่วนราชการ เหล่านี้   จึงได้ แบ่งส่วนราชการ เหล่านี้ออกเป็น ๔ ส่วน
ส่วนบัญชาการ
  ๑. สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
๒. กรมสารบรรณทหารเรือ
   
๓. กรมกำลังพลทหารเรือ
๔. กรมข่าวทหารเรือ        
๕. กรมยุทธการทหารเรือ
   
๖. กรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ
  
๗. กรมสื่อสารทหารเรือ
 
๘. กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
๙. สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือ
๑๐. กรมการเงินทหารเรือ
  
๑๑. กรมจเรทหารเรือ
๑๒. สำนักงานตรวจบัญชีทหารเรือ
ส่วนกำลังรบ
  ๑๓. กองเรือยุทธการ
๑๔. กองเรือป้องกันฝั่ง

๑๕. หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

๑๖. หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง
 
๑๗. ฐานทัพเรือสัตหีบ

๑๘. ฐานทัพเรือกรุงเทพ

๑๙. ฐานทัพเรือสงขลา
 
๒๐. ฐานทัพเรือพังงา
 
๒๑. กรมสารวัตรทหารเรือ
ส่วนยุทธบริการ
  ๒๒. กรมอู่ทหารเรือ
๒๓. กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ
๒๔. กรมช่างโยธาทหารเรือ    
๒๕. กรมสรรพาวุธทหารเรือ
๒๖. กรมพลาธิการทหารเรือ
๒๗. กรมแพทย์ทหารเรือ
๒๘. กรมการขนส่งทหารเรือ
๒๙. กรมสวัสดิการทหารเรือ
๓๐. กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ
๓๑. สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ
๓๒. กรมอุทกศาสตร์
ส่วนการศึกษา
  ๓๓. สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง
๓๔. กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

๓๕. โรงเรียนนายเรือ
   บริเวณพระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน ให้แก่กองทัพเรือ เป็นที่ตั้งโรงเรียนนายเรือ และได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๙ และได้พระราชทาน ลายพระราชหัตถเลขา ไว้ในสมุดเยี่ยมว่า
    " วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๕ เราจุฬาลงกรณ์ ปร. ได้มาเปิดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจ ซึ่งได้เห็นการทหารเรือมีรากหยั่งลงแล้ว จะเป็นที่มั่นสืบไปในภายน่า"           
กองทัพเรือ จึงได้ถือเอาวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน เป็นวันกองทัพเรือ
ลายพระราชหัตถเลขาในสมุดเยี่ยม
กองบัญชาการกองทัพเรือในพระราชวังเดิม