|
|
|
สมานรัก
|
|
กองอนุศาสนาจารย์
|
กล่าวกันว่าพึ่งเห็นพึ่งรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน
ครั้นนานนานน้ำอ้อยก็ค่อยขม คิดว่าเรื่อง ทำนองนี้ท่านคงเคยประสบมาด้วยตัวเองบ้างแล้ว
เรื่องของความรัก ความใคร่นั้น เป็นไปได้ทั้งในทางบวกและทางลบ โดยเฉพาะรักต่างเพศ
หรือเพศ เดียวกัน ส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยความหวานชื่น แต่พอครั้นนานเข้าก็จืดชืด
และ เปลี่ยนเป็นขมขื่น สุดท้ายลงเอยด้วยทุกข์และน้ำตา ความรักของคนทั่วไปก็มัก
เป็นเช่นนี้ ถามว่าเพราะอะไร ตอบว่าเพราะรักนั้นมันไม่บริสุทธิ์ มีความชัง
ความริษยา อาฆาต ปะปนมาด้วย เหมือนน้ำผึ้งเจือยาพิษ เริ่ม ต้นด้วยรสหวาน
แล้วก็จบลงด้วยความตาย ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึง ความรักไว้ ๒ ประเภท
คือ
๑. รักแท้ ได้แก่ ความรักบริสุทธิ์ใจ
รักที่มีแต่ให้ เสียสละ ไม่หวังผลตอบ แทน ยอมทุกข์แทนคนรักได้ เช่นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก
รักนี้คือเมตตา และ กรุณา อยากให้เป็นสุขและคิด ช่วยให้พ้นทุกข์
๒.รักไม่แท้ ได้แก่
ความรักไม่บริสุทธิ์ใจ รักประเภทนี้เจือปนด้วยกิเลสตัณหา มีกามคุณห้าคือ
รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เป็นที่เกิด มีเสน่หาเป็นเยื่อใย ครั้น
สิ่งที่น่ารัก เปลี่ยนแปลงกลับกลายเป็นน่าชังไป เสน่ห์ก็หมด ความรักก็จืดจาง
สิ่งร้าย ๆ ที่ปะปนแฝงอยู่ก็ แสดงออก จากรักจึงกลับมาร้าย สุดท้ายก็ต้อง
เลิกร้าง หมางเมินกันไป เหลือไว้แต่ความทุกข์โศกเสียใจรักไม่แท้ คือต้นตอแห่งปัญหา
ครอบครัว ถึงขั้นบ้านแตก สาแหรกขาด ครั้นจะหารักแท้ในทาง โลกีย์ก็ยากนัก
มีทางเดียวที่จะประคับประคองชีวิตคู่ ให้คงเส้นคงวาไปได้ตลอดรอดฝั่ง
คือต้อง ผสมผสานรักแท้เข้าไว้ด้วย อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ของรักไม่แท้ที่เป็นอยู่ก็พอ
จะทุกข์ ๆ สุข ๆ อยู่ต่อไปได้เมตตาและกรุณา เป็นตัวประสาน หรือ สมานรักไว้
เหมือนกอบัวในสระน้ำ ลำพังโคลนตม เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอาศัย
น้ำด้วย บัวจึงจะงอกงาม ออกดอกอยู่ได้ ฉันใด ความรักของมนุษย์ แม้จะเจือด้วยทุกข์
แต่ถ้ามีรักแท้ คือเมตตาและกรุณา ผสมผสานอยู่ด้วยแล้ว ก็จะงอกงามอยู่ได้ฉันนั้น |
|