|
|
|
ประทีปธรรม
|
|
กองอนุศาสนาจารย์
ยศ.ทร.
|
การขอที่ไม่น่าละอาย
ธรรมชาติของคนที่เหมือนกันมีอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ชอบให้ใครมาขอและตนเองก็ไม่ชอบ
ขอใคร เพราะคนเราส่วนใหญ่ต้องการรับ ไม่ต้องการให้ หากมีใครมาขอจะหงุดหงิดรำคาญ
ใจ รู้สึกว่านั่นหมายถึงการสูญเสีย หรือบางคราวก็ให้ด้วยความจำใจแบบเสียไม่ได้
โดยปกติ ิคนเราหากไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรือจำเป็นจริง ๆ แล้ว ก็จะไม่ขอใครเลย
นั่นเป็นเพราะความ ละอาย กลัวผู้ถูกขอจะนึกตำหนิต่าง ๆ นานา เช่น ยากจนมากหรือ
ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงชีพแล้ว หรือไร มีมือมีเท้าเสียเปล่าสู้คนพิการบางคนที่เขาหาเลี้ยงชีพได้เองก็ไม่ได้
จึงมีคำสอนเตือน ใจเกี่ยวกับการขอไว้ว่า จะยากจนเพียงใดก็ไม่ขอใครกิน หรืออดอย่างเสือดีกว่าอิ่มอย่างสุนัข
ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่พอใจของผู้ถูกขอ และบัณฑิตย่อมไม่ขอใครเลย เป็นต้น
แต่มีการขออีกชนิดหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม ไม่ใช่สิ่งที่น่าละอาย
และไม่เป็นเครื่องหมาย ของความยากจน คือการขออภัย การให้ที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองสิ่งใด
ก็คือการให้อภัยการขออภัย เป็นการสำนึกในความผิดพลาดของตนที่ได้พลาดพลั้งไปแล้ว
การให้อภัย เป็นการรับรู้ความ ผิดของผู้อื่นแล้วไม่ถือโทษ ผู้ที่อยู่ร่วมกันก็ต้องมีความพลาดพลั้งล่วงเกินกันบ้าง
เป็นธรรมดา แต่เมื่อพลาดพลั้งไปแล้ว ก็ไม่ควรจะละเลยหรือถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
ควรรีบขออภัยหรือ ขอโทษทันที ส่วนผู้ถูกล่วงเกินก็เช่นเดียวกัน เมื่อรับการขออภัยหรือขอโทษแล้วก็ไม่ควรจะ
ผูก โกรธ การให้อภัยในความผิดพลาดของกันและกันแสดงถึงความเป็นผู้มีจิตใจสูงประกอบ
ด้วยเมตตา เป็นสุภาพชน
นอกจากนี้ การให้อภัยนั้น ยังถือเป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง
เรียกว่า อภัยทาน
พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่า เป็นทานอย่างสูง เพราะเป็นการให้ที่ชำระใจให้บริสุทธิ์
ปราศ จากความ พยาบาท จองเวร เป็นอโหสิกรรม คือไม่มีเวรภัยต่อกันและกัน ให้ยุติลงแค่นั้น
ฉะนั้นการ ขออภัยและการ ให้อภัยนี้จึงเป็นคุณธรรมที่ควรปฏิบัติสำหรับทุก
ๆ คน
|