ปีที่ ๘๖ เล่มที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๖
 
เกียรติศักดิ์นักรบ...
โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง...
พิธีลาตายและสิทธิของ...
กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ...
ประทีปธรรม
สมาชิกฌาปนกิจถึงแก่กรรม
ปกิณกะชาวเรือ
ประทีปธรรม
กองอนุศาสนาจารย์ ยศ.ทร.

                             การขอที่ไม่น่าละอา

    ธรรมชาติของคนที่เหมือนกันมีอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ชอบให้ใครมาขอและตนเองก็ไม่ชอบ ขอใคร เพราะคนเราส่วนใหญ่ต้องการรับ ไม่ต้องการให้ หากมีใครมาขอจะหงุดหงิดรำคาญ ใจ รู้สึกว่านั่นหมายถึงการสูญเสีย หรือบางคราวก็ให้ด้วยความจำใจแบบเสียไม่ได้ โดยปกติ ิคนเราหากไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรือจำเป็นจริง ๆ แล้ว ก็จะไม่ขอใครเลย นั่นเป็นเพราะความ ละอาย กลัวผู้ถูกขอจะนึกตำหนิต่าง ๆ นานา เช่น ยากจนมากหรือ ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงชีพแล้ว หรือไร มีมือมีเท้าเสียเปล่าสู้คนพิการบางคนที่เขาหาเลี้ยงชีพได้เองก็ไม่ได้ จึงมีคำสอนเตือน ใจเกี่ยวกับการขอไว้ว่า จะยากจนเพียงใดก็ไม่ขอใครกิน หรืออดอย่างเสือดีกว่าอิ่มอย่างสุนัข ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่พอใจของผู้ถูกขอ และบัณฑิตย่อมไม่ขอใครเลย เป็นต้น
   แต่มีการขออีกชนิดหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม ไม่ใช่สิ่งที่น่าละอาย และไม่เป็นเครื่องหมาย ของความยากจน คือการขออภัย การให้ที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองสิ่งใด ก็คือการให้อภัยการขออภัย เป็นการสำนึกในความผิดพลาดของตนที่ได้พลาดพลั้งไปแล้ว การให้อภัย เป็นการรับรู้ความ ผิดของผู้อื่นแล้วไม่ถือโทษ ผู้ที่อยู่ร่วมกันก็ต้องมีความพลาดพลั้งล่วงเกินกันบ้าง เป็นธรรมดา แต่เมื่อพลาดพลั้งไปแล้ว ก็ไม่ควรจะละเลยหรือถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรรีบขออภัยหรือ ขอโทษทันที ส่วนผู้ถูกล่วงเกินก็เช่นเดียวกัน เมื่อรับการขออภัยหรือขอโทษแล้วก็ไม่ควรจะ ผูก โกรธ การให้อภัยในความผิดพลาดของกันและกันแสดงถึงความเป็นผู้มีจิตใจสูงประกอบ ด้วยเมตตา เป็นสุภาพชน
   นอกจากนี้ การให้อภัยนั้น ยังถือเป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง เรียกว่า อภัยทาน
พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่า เป็นทานอย่างสูง เพราะเป็นการให้ที่ชำระใจให้บริสุทธิ์ ปราศ จากความ พยาบาท จองเวร เป็นอโหสิกรรม คือไม่มีเวรภัยต่อกันและกัน ให้ยุติลงแค่นั้น ฉะนั้นการ ขออภัยและการ ให้อภัยนี้จึงเป็นคุณธรรมที่ควรปฏิบัติสำหรับทุก ๆ คน