แหลมหางนาค
โครงการสร้างเรือนรับรอง

จุดประสงค์ในการสร้าง
     โครงการสร้างเรือนรับรองที่ประทัแหลมหางนาค จังหวัดกระบี่ ซึ่งเมื่เริ่มดำเนินการใช้ชื่อว่าโครงการก่อ สร้างพระตำหนัก จังหวัดกระยี่ นั้น เกิดขึ้นจากการที่คณะบุคคลหลายฝ่ายต่างปรารถนาที่จะแสดง ความจงรักภักดี โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะสร้างพระตำหนักน้อมเกล้า ฯ ถวายพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับในโอกาสเสด็จ ฯ ไปทรงงานและทรงเยี่ยม ราษฎรในพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ตะวันตก และเพื่อให้ราษฎรในพื้นที่ได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมี
      จังหวัดกระบี่ โดยนายวีระ   รอดเรือง ผู้ว่าราชการจังหววัดขณะนั้น จึงได้ร่วมกับ ๕ จังหวัด ภาคใต้ฝั่ง ตะวันตก คือ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล จังหวัดระนอง รวมทั้ง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหารกษัตริย์ นายชัยวัฒน์   หุตะเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น และกองทัพเรือทำการสำรวจ พื้นที่ จากการสำรวจต่างลงความเห็นว่า พื้นที่บริเวณแหลมหางนาค จำนวนประมาณ ๕๐๐ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งที่กองทัพเรือขอใช้จากกรมป่าไม้ เพื่อสร้างฐานทัพกระบี่ มีความเหมาะสมในการสร้างพระตำหนักเนื่องจากมีภูมิประเทศที่สวยงาม อาจทรงใช้รับรองพระราชอาคันตุกะต่างประเทศ และทรงใช้เป็นศูนย์เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติในบริเวณพื้นที่ ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก และทรงช่วยในการพัฒนาการเกษตร ศิลปาชีพและหัตกรรมพื้นเมือง เพื่อเป็นอาชีพเสริมให้กับราษฎรในภูมิภาคนี้ได้
     วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๗ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ ฯ มาทอดพระเนตรพื้นทาี่บริเวณแหลมหางนาค ที่คาดว่าจะก่อสร้างพระตำหนัก ตามคำกราบบังคมทูลเชิญ ของ พลเรือเอกประเจตน์   ศิริเดช ผู้บัญชาการทหารเรือขณะนั้น พร้อมกับทอดพระเนตรรูปจำลองพื้นที่ ซึ่งหม่อมหลวงท้าวเทวา    เทวกุล สถาปนิกสร้างถวาย การนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชดำริให้ก่อสร้างพระตำหนักทางด้านฝั่งตะวันตกของแหลมหางนาค ที่เส้นต่างระดับที่ ๕๐ ขึ้นไปทางยอดเขาซึ่งเป็นพื้นที่โล่งเสื่อมโทรมไม่มีต้นไม้ โดยให้เรือนบริวารสำหรับข้าราชการ ข้าราชบริพาร อยู่ในบริเวณใกล้เคียง และให้เชื่อมโยงกัน
     วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๘ นายจิรายุ    อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ ได้มีหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารเรือ ขออนุญาตใช้พื้นที่บริเวณแหลมหางนาคเนื้อที่ ประมาณ ๕๐๐ ไร่ เพื่อก่อสร้างพระตำหนัก บริเวณเนินสูง ๙๐ เมตร จากกองทัพเรือ ซึ่งกองทัพเรือ ไม่ขัดข้อง
     จากนั้น กองทัพเรือในฐานะหน่วยใช้ประโยชน์ที่ดินได้มีหนังสือถึงราชเลขาธิการ ขอให้นำความกราบบัง คมทูลพระกรุณาถึงการจัดสร้างพระตำหนักดังกล่าว ตลอดจนขอพระราชานุญาตก่อสร้าง โดยรัฐบาล และสำงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๘
     ต่อมาในวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๙ กองทัพเรือได้มีหนังสือถึงราชเลขาธิการขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างพระตำหนัก ซึ่งมีหน่วยงานรับผิดชอบคือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างองค์พระตำหนัก และอาคารต่าง ๆ ภายในบริเวณเช่นเดียวกับการก่อสร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน ์และพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างพระตำหนักและอาคารต่าง ๆ ภายในบริเวณโดยดำเนินการก่อ สร้างอาคารตามลำดับความสำรัญและความจำเป็นสืบเนื่องกันไปจนเสร็จสิ้นโครงการ ส่วนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ระบบสาธารณูปโภคสนับสนุนพระตำหนักนั้น กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ โดยการก่อสร้างดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ และหน่วยของทหารเรือในพื้นที่ดังกล่า่วด้วย เช่นการปรับปรุง และก่อสร้างดังกล่าวด้วย เช่นการปรับปรุงและก่อสร้างถนน อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการ โครงการก่อสร้าง ระบบปะปา อยู่ในความรับผิดชอบของการปะปาส่วนภูมิภาค และแผนการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการก่อสร้าง พระตำหนักอยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
     ในปี พ.ศ.๒๕๔๐สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ขอปรึกษาหารือกับกองทัพเรือและผู้เกี่ยวข้องใน
การดำเนิน การสร้างพระตำหนัก เห็นว่าถ้าจะดำเนินการสร้างเป็นพระตำหนักแล้ว น่าจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมิได้มีการแปร พระราชฐาน จึงควรดำเนินการในลักษณะเช่นเดียวกับการสร้างที่เขื่อนต่าง ๆ คือ สามารถเป็นที่ประทับได้และหน่วยราชการ เจ้าของพื้นที่หรือรัฐบาลสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย ดังนั้น จึงได้เปลี่ยนแปลง "โครงการก่อสร้างพระตำหนัก" เป็น "โครงการก่อสร้างอาคารรับรองของกองทัพเรือ" โดยมอบให้กองทัพเรือ เป็นหน่วยดำเนินการโครงการทั้งหมด สำหรับในส่วนของกองทัพเรือได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการสร้างเรือนรับรองและจัดหน่วยของ กองทัพเรือที่แหลมหางนาค จังหวัดกระบี่ โดยมี พลฌรือเอก ธีระ   ห้าวเจริญ เสนาธิการทหารเรือในขณะนั้นเป็นหัวหน้าคณะทำ งาน ฯ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งคณะทำงาน ฯ ดังกล่าวส่วนใหญ่จะเป็นผู้เกี่ยวข้องและ ดำเนินการประสานงาน โครงการจัดสร้างพระตำหนักและจัดตั้งหน่วยของกองทัพเรือที่แหลมหางนาค จังหวัดกระบี่ มาตั้งแต่ต้นแล้ว และให้มีหน้าที่ดำ เนินการจัดทำแผนงานการก่อสร้างเรือนรับรองและจัดตั้งหน่วยงานกองทัพเรือที่แหลมหางราค จังหวัดกระบี่ ในภาพรวมทั้งหมด พร้อมความต้องการงบประมาณในการก่อสร้าง โดยจัดทำเป็นโครงการเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้าง โดยจัดทำเป็นโครงการเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลและติดต่อประสานงานกับส่วนราชการและหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดจนรายงานผลการดำเนินการให้กองทัพเรือทราบ
     เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๑ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานทรัพสินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมี นายจิรายุ   อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน ฯ เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องการเรียกชื่อ "อาคารรับรองกองทัพเรือ" โดยที่ประชุมได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อเป็น "เรือนรับรองที่ประทับ" เช่นเดียวกับเรือนรับรองตามเขื่อนต่าง ๆ
การออกแบบ
     รูปแบบของการก่อสร้างนั้นสถาปนิกในโครงการได้รับแนวความคิดและคำแนะนำจากสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ว่าให้เป็นอาคารที่ดูภูมิฐาน งามสว่าเมื่อมองขึ้นมาจากทะเล แต่ขณะเดียวกันก็ขอให้กลมกลืนกัลธรรมชาติมาก ที่สุดและพยายามไม่ไปทำลายธรรมชาติ ส่วนใการก่อสร้างนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสให้ระมัดระวัง เกี่ยวกับการพังทะลายของดินในการก่อสร้างซึ่งคณะทำงานได้น้อมรับใส่เกล้า ฯ

รายละเอียดของเรือนรับรอง มีลักษณะเป็นอาคารคอนกรีตเกริมเหล็ก ๔ ชั้น
ตั้งอยู่เชิงเขาหางนาค ประกอบด้วย

ชั้นใต้ดิน ๑      -ห้องนอนและห้องน้ำ สำหรับข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่และข้าหลวง
                        -ห้องครัวและห้องเก็บของ
                        -โรงอาหาร
                        -ห้องพระภูษา
                        -ห้องเครื่องและห้องปรับอากาศ
ชั้นใต้ดิน ๒     -ห้องนอนและห้องน้ำ สำหรับมหาดเล็ก ชาวที่ และข้าราชบริพาร
                        -ห้องเครื่องปั๊ม
                        -ห้องเครื่องไฟฟ้า
                        -ห้องเก็บของ
                        -โรงอาหารและที่จอดรถ
ชั้น ๑               -ท้องพระโรง
                        -ห้องส่วนพระองค์
                        -ห้องสรง
                        -ห้องเสวยและห้องเตรียมอาหาร
                        -ห้องสูทรับรองแขกพิเศษ
ชั้น ๒               -ห้องทรงสบาย
                        -ห้องส่วนพระองค์
                        -ห้องฉลองพระองค์ และห้องแต่งพระองค์
                        -ห้องทรงพระสำราญ และห้องชมป่า
                        -หอพระและหอสมุด
                        -ห้องพยาบาล
     พื้นที่ใช้สอยของเรือนรับรองทั้งหมดประมาณ ๔,๕๐๐ ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ชั้นที่ ๑ ประมาณ ๙๐๐ ตารางเมตร และเป็น พื้นที่ชั้น ๒ ประมาณ ๖๐๐ ตารางเมตรเศษ ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ของชั้นใต้ดิน ๑ และ ๒ ประมาณ ๓,๐๐๐ ตารางเมตร

แนวความคิดในการออกแบบของสถาปนิก
     เรือนรับรองที่ประทับแหลมหางนาค จังหวัดกระบี่ ได้กำหนดให้สร้างสอดแทรกอยู่ในแกมไม้ทึบขนานกับแนวระดับต่ำสูงของ แหลมหางนาค หันหน้าไปทางทางทิศระวันตกสู่ทัศนียภาพอีนมีเสน่ห์ของท้องฟ้ายามพระอาทิตย์อัสดง และทะเลอันดามัน อันประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่ถูกจัดวางโดยธรรมชาติอย่างลงตัว
     รูปลักษณะของเรือนรับรองที่ประทับ ตั้งพระหง่านอยู่ในป่าเขียวชอุ่ม เห็นไดอย่าง้ชัดเจนทางทะเลมีความสง่าภูมิฐาน
     รูปแบงาน รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมและส่วนตกแต่งต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในของเรือนรับรองที่ประทับผสมผสาน ให้มีความสอดคล้อง และสร้างความรู้สึกถึงบรรยากาศในอดีต
     การใช้เสาไม้สีเข้ม ตั้งเรียงอยู่บนฐานหินแกรนิตและพื้นหินทราย ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติตัดกับสีขาวของผนังบนเส้นสวย ที่นิ่งตรงมาของรูปแยยสถาปัตยกรรม เสริมแต่งด้วยซุ้มประตูย่อมุมโค้งและลวดลายปูนปั้นกับบนประตูไม้ใหญ่ ทำให้เกิด เอกลักษณ์เฉพาะและมีความสง่า รโหฐานที่ลงตัว งานตกแต่งภายในได้เน้นให้เกิดความกลมกลืนกับภายนอกด้วยการใช้พื้นหิน ธรรมชาติ และการพ่นผนังหินทราย ผสมกับ งานไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ
     การใช้ภาพวาดและสร้างลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายคลื่น ลายไม้ และการแกะบนกระจกกับการย่อมุมไม้ต่าง ๆ บนฝ้าเพดานและ ผนัง กับทั้งเลือกใช้วัสดุตกแต่งอื่น ๆ เช้น เสื่อกะจูด และปีกแมลงทับ สานผสมกับย่าลิเพาซึ่งเป็นงานฝีมือศิลปาชีพ สามารถสร้าง ความรู้สึกถึงบรรยายกาศงานศิลปะอันงดงามในอดีคได้
     น้ำพุและสระน้ำโดยรอบบริเวฯทั่ว ๆ ไป เป็นการแสดงความอุดมสมบูรณ์ ประกอบออกมาในรูปแบบงานปูนปั้น ได้แก่ครุฑ นาค ราหู และบรวารของพญานาค

สัญลักษณ์และความหมายในงานปูนปั้น
     ครุฑ ถือกันว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงครุฑ (สุบรรณ) เป็นพรหนะ หน้าบันโบสถ์หรือวังที่เกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์จะมีรูปนารายณ์ทรงสุบรรณอยู่เสมอรูปพญาครุฑจึงมีปรากฏอยู่ในอาคาร หลังนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่ประทับขององค์พระมหากษัตริย์
     พญานาค สัญลักษณ์ของพญานาคที่ปรากฏในบริเวณอาคาร เพื่อให้ผู้เยือนรำลึกว่า อาคารนี้ตั้งอยู่ ณ แหลมหางนาค
     เหล่านางมัจฉาและสัตว์น้ำต่าง ๆ อาจหมายถึง นางรำและเหล่าบริวารของพญาอนันตนาคราชในเกษียรสมุทร ที่ร่ายรำ และขับกล่อมพระนารายณ์และพระลักษมี เปรียบสถานที่นี้เป็นดังวิมานของพญานาคราช
     ราหู คติทางภาคใต้เปรัยบราหูเป็นอำนาจฝ่ายความเลวที่คอยคุกคามอำนาจฝ่ายดี คือพระจันทร์และพระอาทิตย์ เมื่อเข้าไปในวัดมักจะสังเกตเห็นว่าบริเวณเหนือบานประตูทางเข้าวัดจะแกะสลักหรือปูนปั้นเป็นรูปราหู ทั้งนี้ เพื่อเตือนสติให้ผู้มา เยือนหลีกหนีให้พ้นจากกิเลสหรืออำนาจฝ่ายต่ำ เปรียบถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์ที่ต้องพยายามดิ้นรนให้พ้นจากปากราหู
     รวมความได้ว่าสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่นำมาใข้กัยเรือนรับรองที่ประทับแหลมหางราคเหล่านี้บ่งบอกให้ทราบว่าเป็นเรือน รับรองที่ประทับขององค์พระมหากษัตริย์อยู่ในแถบพื้นที่ภาคใต้ อันมีคติความเชื่อและอิทธพลศิลปจากอาณาจักรศรีวิชัยในอดีต

การเตรียมการและดำเนินการก่อสร้าง
     ๑. ด้านการสำรวจพื้นที่
          ผู้เกี่ยวข้องในโครงการ ได้จัดตั้งคณะทำงานสำรวจพื้นที่บริเวณแหบมหางราค เพื่อกำหนดจุดก่อสร้าง องค์พระตำหนัก ประกอบด้วย
          ๑  กระทรวงมหาดไทย โดย นายชัยวัฒน์   หุตะเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ฯ
          ๒. กองทัพเรือ โดยกรมยุทธการทหารเรือ กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ และกรมช่างโยธาทหารเรือ หละหน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัดกองทัพเรือ
         ๓. จังหวัดกระบี่ โดยนายวีระ รอดเรือง ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่
         ๔. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายจิรายุ   อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน ฯ
        ๕. สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
       ๖. บริษัท เอ็มแอลทีดี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด โดยหม่อมหลวง ท้าวเทวา เทวกุล
๒. ด้านการเตรียมพื้นที่
     ได้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันดังนี้
       ๑. กองทัพเรือ รับผิดชอบการขออนุญาตใช้พื้นที่และเรื่องงบประมาณ
       ๒. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รับฟิดชอบเรื่องการสำรองจ่ายงบประมาณล่วงหน้าโดยกองทัพเรือตั้งงบ ประมาณเพื่อส่งใช้ให้ภายหลัง
       ๓. บริษัท เอ็มแอลทีดี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด โดยหม่อมหลวง ท้าวเทวา เทวกุล นำคณะสถาปนิกออกสำรวจพื้นที่ก่อสร้าง และทำ CONTOUR
๓. ด้านการก่อสร้าง
     บริษัท คริสเตียนีแอนด์นิลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง และหน่วยงานอื่น ๆ ช่วยสนับสนุนตามภาระ กำลัง มีรายละเอียดดังนี้
๑. อาคารพระตำหนัก
           - งานออกแบบอาคาร และตกแต่งภายใน โดยบริษัท เอ็มแอลทีดี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
           - ดำเนินการก่อสร้าง โดยบริษัท คริสเตียนีแอนด์นิลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด
 ๒. งานถนน
           - ถนนส่วนสบน โดยบริษัท เอ็มแอลทีดี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด และบริษัท คริสเตียนีแอนด์นิลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด
           - ถนนส่วนล่าง โดย กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย
๓. สาธารณูปโภค
           - ระบบไฟฟ้า โดย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
           - ระบบประปา โดย การประปาส่วนภูมิภาค
           - ระบบสื่อสาร โดย องค์การโทรศัพท์จังหวัดกระบี่
๔. งานสวน
           - สวนประดับ โดยบริษัท เอ็มแอลทีดี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
           - สวนป่า โดย กรมป่าไม้
           - แสงสว่างภายนอก โดยบริษัท เอ็มแอลทีดี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
๕. สภาพแวดล้อม ภูเขา และป่า
          - การป้องกันการพังทลายของดินจาการก่อสร้าง โดยบริษัท คริสเตียนีแอนด์นิลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด และกรมโยธาธิการ
         - การป้องกันและปรับปรุงสภาพดินที่ที่พังทลาย โดย กองทัพเรือ  และจังหวัดกระบี่
         - การฟื้นฟสูระบบนิเวศน์วิทยา โดยกองทัพเรือ และจังหวัดกระบี่
         - การป้องกันและการทำลายของธรรมชาติ โดย กองทัพเรือ  และจังหวัดกระบี่
๖. สภาพแวดล้อมชายฝั่งและทะเล
        - สะพานและท่าเทียบเรือ โดย กองทัพเรือ  และจังหวัดกระบี่
        - การป้องกันและปรับปรุงการถูกทำลายของธรรมชาติใต้ทะเลและชายฝั่ง โดยกองทัพเรือ และจังหวัดกระบี่
๗. การประสารงานและอำรวยความสะดวก
        - การประสานงานส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น โดย กระทรวงมหาดไทย และจังหวัดกระบี่
        ในการดำเนินการก่อสร้างนี้น หม่อมหลวงท้าวเทวา    เทวกุล สถาปนิกโครงการ ฯ ได้ศึกษาแบบแปลนต่าง ๆ และผลการวิจัยลักษณะดินโดยกรมโยธาธิการแล้ว สามารถสร้างอาคาร ๒ - ๓ ชั้นได้ คือ สามารถรับน้ำหนักได้ ๑๐ ตัน ต่อตารางเมตรขึ้นไป ดังนั้นในลักษณะของโครงสร้างตามแบบแปลน จึงมีความเป็นไปได้ในการก่อสสร้าง
ฐานรากอาคาร
     การสำรวจดินบริเวณก่อสร้างเรือนรับรองโดยการเจาะสำรวจพบว่า เมื่อเจาะลึกลงไปเพียง ๒ - ๓ เมตร จะถึงชั้นหินดินดาน ซึ่งเมื่อโดนน้ำฝนจะยุ่ยนิดหน่อย แต่ถ้าอยู่ในสภาพแห้งจะแข็งมาก (ค่า SPT มากกว่า ๑๒๐) หนาไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร (ไม่สามารถตอกเสาเข็มได้)
     ฐานรกจึงออกแบบเป็นคานคอดินยาวโยงถึงกันเป็นตาหมากรุก โดยคานด้ารที่สัมผัสดินจะมีความกว้าง ๑.๔ เมตร ตลอดความ ยาวและความกว้างทุก ๆ แนวเสา ซึ่งผู้ออกแบบได้คำนึงถึงน้ำที่จะซึมลงสู่ระดับฐานรากด้วย ถ้าหากมีน้ำซึมมาถึงระดับใต ้ชั้นใต้ดิน ขนาด ๒๐๐ มิลลิเมตร วางไว้ขนานกับตัวอาคาร ลึกกว่าคานคอดินประมาณ ๓๐๐ มิลลิเมตร และมีท่อเชื่อมระบายออก สู่ด้านหน้าอีก ๘ ท่อ ซึ่งพอเพียงกับการระบายน้ำใต้ดินออก ผู้ออกแบบมีความเชื่อว่าปริมาณน้ำซึมใต้ดินลงไป อีกทั้งระดับผิวดิน ระดับผิวดินด้านบนได้ทำรางรับน้ำอยู่แล้วปริมาณน้ำส่วนหนึ่งจะมีการระบายออกได้เร็ว ต่อมาได้มีการเจาะสำรวจดินเพิ่มเติม หลังจากได้เปิดหน้าดินถึงระดับก่อสร้างจริงอีก ๖ หลุม ผลการเจาะสำรวจได้เพิ่มความมั่นใจต่อผู้ออกแบบมากยิ่งขึ้น เพราะค่า SPT มากกว่า ๑๒๐ ตลอดทุกหลุมเจาะ
ภูมิทัศน์
     อาคารเรือนรับรอง ตั้งอยู่เชิงเขาหางนาค บ้านคลองม่วง ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เมื่อมองจาก ทะเลเป็นอาคารขนาดใหญ่เด่นสง่างามแต่กลมกลืนกับธรรมชาติ สวยงาม มีกระแสลมพัดเข้าหาอาคารตลอดเวลาเมื่อหันหน้า ออกสู่ทะเล ด้านหลังของอาคารมีถนน ๑ เส้น พร้อมลานกลับรถ และลานจอดรถชั่วคราวเพื่อขึ้นลง ซึ่งถนนนี้จะมีความสูงถึง ผิวถนนประมาณเท่ากับพื้นชั้นล่าง ๘๘.๕ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนด้านข้างจะมีทางเบี่ยงพร้อมลานกลับรถ
เพื่อรับ - ส่งของ ที่ระดับพื้นชั้นใต้ดิน ๒ ด้านหน้าอาคารตลอดแนวที่ความสูง ๘๖.๘๕ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง จะเป็น ทางเท้าโดยรอบมีต้นไม้ปลูกประดับพร้อมสระน้ำหน้าเรือนรับรอง เพื่อความสวยงามและพุ่มไม้ เพื่อความสบายตา การตกแต่ง ภาพในบางส่วนของอาคาร โดยเฉพาะการแกะสลักได้นำศิลปะทางภาคใต้มาประยุกต์ใช้ด้วย
      การเดินทางขึ้นสู่เรือนรับรองมีถนนที่สามารถเดินทางได้ ๒ สาย คือถนนสายบ้านคลองม่วง-บ้านคลองเสี้ยว-พรสะตำหนัก ความยาว ๓.๕ กิโลเมตร และถนนสายแหลมหางนาค-พระตำหนัก ความยาว ๘๒๕ เมตร ซึ่งถนนทั้งสองสายนี้ ได้ตัดผ่านแนว พันธุ์ไม้หายากโค้งไปมาตามสภาพแนวถนนขึ้นเขาและมีท่อระบายน้ำลอดถนนเป็นช่วง ๆ เพื่อระบายน้ำฝนลงสู่ทะเลโดยเร็ว ด้านข้างถนนมีรางระบายน้ำเพื่อระบายน้ำฝนของถนนด้วย ผิวถนนใช้วัสดุที่กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด โดยเฉพาะความยาว ช่วงใกล้กับอาคารเรือนรับรองใช้ผิวถนนแบบหินเรียงมีไฟส่องสว่างแนวถนนและไฟส่องสว่างกระทบต้นไม้
งบประมาณ
     การก่อสร้างเรือนรับรองกระบี่เมื่อเริ่มโครงการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่าย ในการก่อสร้างและรัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบงบประมาณ ในส่วนที่เกี่ยวกกับระบบสาธารณูปโภค ซึ่งต่อมาได้ เปลี่ยนแปลงเป็นโครงการก่อสร้างเรือนรับรองของกองทัพเรือจึงมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนงบประมาณดังนี้
     ๑. องค์พระตำหนักกระบี่ (เรือนรับรองกองทัพเรือ) และอาคารต่าง ๆ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นผู้สนับสนุน งบประมาณ ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนเสร็จสิ้นจนเสร็จสิ้นโครงการ
      ๒. การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบดังนี้
          ก. การปรับปรุงและก่อสร้างถนนในความรับผิดชอบในความผิดชอบของกรมโยธาธิการกระทรวงมหาไทย งบประมาณ
๓๑,๔๖๘,๒๗๒.- บาท คือ
               - ปรับปรุงถนนส่วนล่างเรือนรับรอง สายทางบ้านคลองม่วง-บ้านอ่าวเสี้ยว-แหลมหางนาค อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
               - ก่อสร้างถนนส่วนส่วนบนเรือนรับรอง สายแหลมหางนาค-เรือนรับรอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
         ข. การประปาส่วนภูมิภาค รับผิดชอบโครงการก่อสร้างระบบประปาเรือนรับรอง จังหวัดกระบี่ งบประมาณ
๘๔,๓๖๐,๐๐๐.- บาท
         ค. การปรับปรุงระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับการก่อสร้างเรือนรับรอง ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือ
               - ระบบไฟฟ้านอกเขตเรือนรับรอง งบประมาณ ๑๖๕,๒๕๐,๐๐๐.- บาท
               - ระบบไฟฟ้าในเขตเรือนรับรอง    งบประมาณ    ๑๖,๐๐๐,๐๐๐.- บาท
การรับมอบเรือนรับรองจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
     คณะทำงานศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการก่อสร้างเรือนรับรองและจัดตั้งหน่วยของกองทัพเรือ ที่แหลมหางนาค จังหวัดกระบี่ ซึ่งมี พลเรือเอก ธีระ   ห้าวเจริญ เสนาธิการทหารเรือ เป็นหัวหน้าคณะ ได้มรการพิจารณาตามที่สำนักงานทรัพย์ สินส่วนพรสะมหากษัตริย์เสนอขอเปลี่ยนแปลงโครงการก่อสร้างพระตำหนัก เป็น โครงการก่อสร้างเรือนรับรองของกองทัพเรือ เพราะเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวกองทัพเรือได้ขอใช้ประโยชน์เต็มพื้นที่ ซึ่งต้องมีสิ่งปลูกสร้างและการดำเนินการในด้านความมั่นคง การรักษาสภาพป่าให้สมบูรณ์ ตลอดจนการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ในขณะเดียวกันก็สามารถจัดถวายเป็นที่ประทับแรมในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แบะสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จ ฯ ทรงงานในพื้นที่เป็นสถานที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ แขกของรัฐบาลและของกองทัพ เรือ ดังนั้น หากสร้างอาคารดังกล่าวเป็นพระตำหนักแล้วจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ควรจะสร้างเป็นเรือนรับรองของ กองทัพเรือแทน โดยการก่อสร้างในส่วนเรือนรับรองที่ได้ดำเนินการไปแล้ว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะดำเนินการต่อเนื่องให้แล้วเสร็จตามโครงการเดิม ซึ่งคณะทำงาน ฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงการตามที่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เสนอนั้น จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์อาคาร ได้มากขึ้น และสามารถจัดถวาย เป็นที่ประทับแรม ฯ ตามแนวความคิดเดิมได้อีกด้วย จึงเสนอกองทัพเรือให้ความเหนชอบเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๐
     ต่อมาเมื่อากรก่อสร้างเรือนรับรองที่ประทับเสร็จสิ้นตามโครงการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ส่งมอบกรรมสิทธิ ให้กับกองทัพเรือเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๑