การต่างประเทศสมัยรัตนโกสินทร์

กองทัพเรือ

ความเป็นมา

การต่างประเทศ

ในหลวงกับ ทร.

เรือรบในรัชสมัย

HOME

เราทุกคนต้องมีเพื่อน
เรามีเพื่อนบ้าน เรามีเพื่อนที่โรงเรียน และเราอาจจะมีเพื่อนอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป
ประเทศชาติก็เช่นเดียวกัน
ประเทศไทยมีประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า เขมรหรือกัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ และ อินเดีย
มีมิตรประเทศที่อยู่ห่างออกไปในทวีปอื่น ๆ อีกมากมายหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรเลีย เป็นต้น
เมื่อเราคบกับเพื่อนบ้านหรือเพื่อนที่โรงเรียน เราไปมาหาสู่กัน พูดคุยกัน เล่นด้วยกัน หรือเขียนจดหมายถึงกัน เมื่อเพื่อนอยู่ห่างไกล
ประเทศต่าง ๆ ก็คบกันด้วยการส่งผู้แทนไปติดต่อกัน ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ช่วยเหลือกัน

 หมอสอนศาสนากลุ่มแรกที่เข้ามาเมืองไทยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

หมอออกัสตัส กัสลาฟ (ซ้าย)       หมอ เอส เจ สมิธ (ขวา)

เพื่อความสะดวกต่างก็ส่งผู้แทนไปประจำอยู่ตาม
ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นมิตร การติดต่อคบหากันเช่นนี้
เรียกว่า การต่างประเทศ ในสมัยนี้ นอกจากประเทศ
เพื่อนบ้านแล้ว ไทยยังติดต่อกับมิตรประเทศอื่น ๆ 
ในโลกอีกหลายประเทศด้วยกัน

บางครั้งคนไทยก็ไปเที่ยวหรือไปเรียนหนังสือในประเทศอื่น และบางครั้ง
ชาวต่างประเทศก็เข้ามาเที่ยว ค้าขาย หรือทำงานในเมืองไทย
ประเทศต่าง ๆ มีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อกัน เพื่อการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า 
การศึกษาหาความรู้ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ประเทศไทยเรามีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับนานาประเทศมา
ตั้งแต่สมัยโบราณ เราได้ค้าขายกับประเทศจีน อินเดีย และ
ประเทศใกล้เคียงอื่น ๆ ครั้นถึงสมัยที่ชาวยุโรปเดินทางมาค้าขาย
และผูกไมตรีกับชาวตะวันออกในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไทย 
ก็ทรงรับไมตรีต่างประเทศ และยังได้ส่งราชทูตไทยไปเชื่อม
สัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และฝรั่งเศสก็ส่งราชทูตมายัง
กรุงศรีอยุธยา ครั้นสิ้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว 
พระเพทราชากษัตริย์องค์ต่อมาไม่มีนโยบายจะคบฝรั่ง ความสัมพันธ์
ทางการทูตระหว่างไทยกับประเทศในยุโรปจึงสิ้นสุดลง
ชาวยุโรปเริ่มเข้ามาติดต่อกับไทยอีกครั้งหนึ่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรตุเกสเป็นฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาขอทำสัญญาค้าขาย และขอตั้งสถานกงสุล (คือตัวแทนของประเทศ คอยดูแลผลประโยชน์ และคนในบังคับของประเทศของตนในเมืองไทย) เมื่อ พ.ศ.2361 อังกฤษเป็นชาติที่สองที่เข้ามาเจรจาขอทำสัญญาทำนองเดียวกัน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่สองประเทศหลังนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานกงสุล การค้าระหว่างไทยกับประเทศตะวันตกในระยะต้นนั้น มีข้อที่ชาวตะวันตกไม่พอใจ เช่น เรื่องการเก็บภาษีหลายชั้น และการผูกขาดของพระคลังสินค้า แม้จะได้เปลี่ยนแปลงอัตราภาษีบ้างในสัญญาที่ทำกันในรัชกาลที่ 3 คือ คิดแต่ภาษีปากเรืออย่างเดียว แต่พ่อค้าต่างประเทศก็ยังกล่าวว่าภาษีสูงเกินไป ในรัชกาลที่ 3 นั้นเอง ไทยยอมให้ชาวยุโรปเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา ศาสนาจารย์อเมริกัน ได้นำเอาวิธีรักษาโรคแผนใหม่มาใช้ในเมืองไทย เช่น การปลูกฝี และฉีดวัคซีนป้องกันโรค เป็นต้น
 
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความจำเป็น
และประโยชน์ที่จะได้ จากการประนีประนอม ยอมตามความต้องการ
ของชาวยุโรป ไทยจึงได้ยอมทำสัญญาใหม่กับทุกประเทศ ยกเลิกการ
ผูกขาดของพระคลังสินค้า และคิดภาษีสินค้าขาเข้าเพียงร้อยละ 3 
เลิกภาษีปากเรือ และยอมให้ตั้งศาลกงสุลในเมืองไทย (ศาลกงสุล คือ 
ศาลที่มีผู้พิพากษาชาวต่างประเทศ เป็นผู้ตัดสินคดีที่เกิดขึ้นระหว่าง
ชาวต่างประเทศด้วยกัน หรือระหว่างชาวต่างประเทศกับคนไทย) 
นอกจากนี้สัญญานี้ยังไม่กำหนดเวลา นับว่าไทยเสียเปรียบเป็นอย่างมาก 
แต่เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง ที่ต้องเสียเอกราชให้แก่มหาอำนาจ
ตะวันตกแล้ว ก็จะเห็นว่าเอกราชของชาตินั้นสำคัญกว่าข้อเสีย
เปรียบทั้งหลายเหล่านี้
 

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเหตุการณ์รุนแรง
ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ระยะนั้นฝรั่งเศสได้เวียดนาม และเขมรหรือกัมพูชา
ไว้ในอำนาจแล้วประสงค์จะได้ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง 
(ส่วนใหญ่ของประเทศลาวปัจจุบัน) อ้างว่าดินแดนนี้เคยเป็นของเวียดนาม 
ได้เกิดการปะทะกันระหว่างไทยกับเรือรบฝรั่งเศส ที่ปากแม่น้ำในเดือน
กรกฎาคม พ.ศ.2436 ฝรั่งเศสประกาศปิดอ่าวไทย ในที่สุดไทยต้องยอม
ตามความประสงค์ของฝรั่งเศส และทำสัญญาเมื่อเดือนตุลาคมปีเดียวกัน 
ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้ 
ใน พ.ศ.2447 ไทยต้องทำสัญญาอีกฉบับหนึ่ง ยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง
ตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง และทางใต้ตรงข้ามเมืองปากเซให้แก่ฝรั่งเศส 
เพื่อให้ทหารฝรั่งเศสถอยออกจากจันทบุรี แต่ฝรั่งเศสก็เข้ายึดเมืองตราดไว้แทน 
ใน พ.ศ.2450 ไทยต้องยอมยก พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้ฝรั่งเศส 
แลกกับการถอนทหารฝรั่งเศสออกจากตราด และฝรั่งเศสยอมให้มีศาล
ต่างประเทศแทนศาลกงสุล (ในศาลต่างประเทศผู้พิพากษาเป็นคนไทย 
แต่กงสุลมีสิทธินั่งฟังการพิจารณาด้วย หากไม่พอใจอาจถอนคดีไปพิจารณา
ในศาลกงสุลได้) และใน พ.ศ.2452 ไทยทำสัญญายกเมืองไทรบุรี ปะลิส 
กลันตัน ครังกานู ให้แก่อังกฤษ เพื่อแลกกับศาลต่างประเทศเช่นเดียวกัน

 
    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสอิตาลี
 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตะหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาประเทศ ได้เสด็จประพาสต่างประเทศที่เจริญแล้วทั้งในเอเชียและยุโรป ทรงส่งพระราชโอรส พระเจ้าน้องยาเธอ และนักเรียนไทยไปศึกษาวิชา ณ ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ทรงจ้างครู และที่ปรึกษาชาวยุโรปและอเมริกัน มาสอนหนังสือ และเป็นที่ปรึกษา ในการปรับปรุงประเทศ ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์ การศาล การเกษตร การคมนาคม และอื่น ๆ
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรประหว่าง พ.ศ.2457 - 2461 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าเยอรมนีเป็นฝ่ายรุกราน ได้ตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับ เยอรมนี และ ออสเตรีย-ฮังการี เมื่อ พ.ศ.2460 โดยไทยได้ส่งกองทหารไปสมทบกับฝ่ายสัมพันธมิตร ครั้งเมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม ไทยจึงได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายชนะสงครามด้วย เป็นผลให้ไทยได้พยายามเจรจาขอแก้ไขสัญญาต่าง ๆ ที่ทำกับต่างประเทศ และผูกมัดไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2398 โดยเฉพาะในเรื่องอำนาจศาลกงสุล และการเก็บภาษีสินค้าขาเข้า ปรากฏว่าได้รับความสำเร็จบ้างในเรื่องภาษีอากร จนกระทั่ง พ.ศ.2480 เมื่อไทยมีกฎหมายตามแบบสากลครบถ้วนแล้ว ไทยจึงได้ทำสัญญาใหม่กับประเทศต่าง ๆ จากสัญญาเหล่านี้ไทยได้อำนาจศาลคืนมาโดยสมบูรณ์
 
 
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝรั่งเศสทำสัญญาสงบศึกกับเยอรมนีแล้ว
ได้หันมารุกรานชายแดนด้านที่ติดต่อกับอินโดจีน เกิดรบพุ่งกับไทยเป็น
สงครามอินโดจีน เมื่อ พ.ศ.2483 ญี่ปุ่นอาสาเข้าไกล่เกลี่ย ในที่สุดฝรั่งเศส
คืนดินแดนที่ได้ไปจากไทย เมื่อ พ.ศ.2447 และ พ.ศ.2450 ต่อมาในเดือน
ธันวาคม พ.ศ.2484 ญี่ปุ่นส่งทหารขึ้นบกที่หัวเมืองชายทะเลของไทย
หลายแห่ง ขอเดินทัพผ่านไทยไปยังพม่า และมลายูของอังกฤษ
เหตุการณ์บังคับให้ไทยต้องเข้าร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่นในสงครามครั้งนี้ 

 

 

 

 

 

อนุสาวรีย์ทหารอาสา สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ของทหารอาสา ผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่คนไทยในสหรัฐอเมริกา และยุโรปไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไทย 
จึงได้ก่อตั้งเป็นขบวนการเสรีไทยขึ้น ร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร 
ดังนี้เมื่อสงครามโลกสงบลง ด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา 
ฝ่ายสัมพันธมิตร จึงมิได้ปฏิบัติต่อไทยเหมือนประเทศที่แพ้สงครามอื่น ๆ 
และไทยก็ได้ร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรเท่าที่จะทำได้ ไทยได้เข้าเป็น
สมาชิกสหประชาชาติ เมื่อ พ.ศ.2489 และได้เป็นสมาชิกขององค์การ
ระหว่างประเทศอื่น ๆ อีก เช่น องค์การป้องกันร่วมกันแห่งเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) เป็นต้น และไทยก็ได้พยายามดำเนิน
นโยบายต่างประเทศอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของชาวไทย และ
ของมนุษยชาติทั้งหลายในโลกตลอดมา

ภาพเขียนแสดงถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงการเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก โดยให้มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการมีสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ

ไทยเป็นประเทศที่รักความสงบสุขและชอบผูกมิตรกับนานาประเทศ สมัยที่ชาวตะวันตกยังมิได้เดินทางมาถึงดินแดนต่าง ๆ ในเอเชีย ไทยก็มีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรไปมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน มีแต่พม่าเท่านั้นที่ในอดีตมักมีเหตุให้ต้องทำสงครามกับไทยอยู่เสมอ เมื่อชาวยุโรปเข้ามาค้าขาย และเชื่อมสัมพันธไมตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไทยก็รับไมตรีเป็นอันดี ต่อเมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว พระเพทราชาไม่ทรงมีนโยบายจะคบฝรั่ง ความสัมพันธ์ทางการทูตจึงสิ้นสุดลง สมัยกรุงธนบุรี ไทยมีการค้าขายกับจีน และประเทศใกล้เคียงเป็นส่วนใหญ่ ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวยุโรปก็เป็นธุระอยู่กับสงครามสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 1 แต่กระนั้นก็ยังมีเรือของชาวยุโรปมาค้าขายที่กรุงเทพฯ บ้างนาน ๆ ครั้ง

 
การต่างประเทศต้นสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 3)
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2352-2367) ไทยเริ่มสัมพันธ์ทางการทูตกับชาวยุโรปอีกครั้งหนึ่ง เริ่มด้วยเจ้าเมืองมาเก๊าของโปรตุเกส ได้แต่งตั้งให้ คาร์โลส เดอ ซิลเวรา (Carlos de Silveira) เป็นทูตคุมเครื่องบรรณาการเข้ามาถวายเมื่อ พ.ศ.2361 และต่อมาอีก 2 ปี คาร์โลสเดอ ซิลเวรา ก็เดินทางเข้ามาอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอทำสัญญาทางการค้ากับไทย คาร์โลส เดอ ซิลเวรา ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นกงสุลโปรตุเกสประจำไทยอีกด้วย และต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอภัยพานิช
 

บ้านมิชชันนารีหลังแรกในกรุงเทพฯ ที่สำเหร่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2391

 
อังกฤษต้องการจะฟื้นฟูการค้ากับไทยดังเช่นสมัยกรุงศรีอยุธยา 
แต่รังเกียจวิธีการซื้อขาย และการเก็บภาษีอากรของไทย   เช่น 
การผูกขาดสินค้าของพระคลัง และการเสียภาษีหลายชั้น  ใน 
พ.ศ.2364   มาร์ควิส เฮสติงส์    (Marquis  Hastings) 
ผู้สำเร็จราชการอินเดียของอังกฤษได้ส่ง จอห์น ครอว์เฟิร์ด 
(John Crawfurd) มาเจรจา แต่การเจรจาครั้งนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ
ด้วยเหตุขัดข้องหลายประการ เพราะฝ่ายไทยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
วิธีการค้าขายให้เป็นไปตามความต้องการของอังกฤษ นอกจากนี้
ยังไม่เข้าใจภาษากัน ต้องใช้ล่าม ทำให้เกิดความยุ่งยาก
ในการเจรจา
 
ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร้อยเอก เฮนรี่ เบอร์นี (Henry Burney) ทูตอังกฤษคนที่ 2 เข้ามาติดต่อ ได้ตกลงทำหนังสือสัญญาฉบับแรกกับอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2369 ตัดปัญหาเรื่องภาษีหลายชั้น คือ สินค้าขาเข้า เก็บแต่ภาษีปากเรือวาละ 1,700 บาท ถ้าเป็นเรือเปล่าเข้ามาขนสินค้า หรือที่เรียกว่า เรือบรรทุกอับเฉา เก็บวาละ 1,500 บาท

สหรัฐอเมริกาได้แต่งตั้งใน เอ็ดมันด์ โรเบิรตส์ (Edmund Roberts) 
เป็นทูตเข้ามาเมืองไทย เมื่อ พ.ศ.2376 ได้ทำสัญญาทำนองเดียวกับ
สัญญาเบอร์นี และใน พ.ศ.2393 รัฐบาลอเมริกันได้ส่ง นายโจเซฟ 
บัลเลสเตียร์ (Joseph Ballestier) เข้ามาขอแก้สัญญา แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

 
พ.ศ.2393 เซอร์ เจมส์ บรูค (Sir James Brooke) ผู้แทนรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษได้เป็นทูตเข้ามาอีกครั้ง เสนอร่างสนธิสัญญาให้เจ้าหน้าที่ไทยพิจารณา 9 ข้อด้วยกัน ไทยตอบปฏิเสธ 8 ข้อ ยอมรับเพียงข้อเดียว คือ ให้มีไมตรีระหว่างประเทศทั้งสอง ที่เป็นดังนี้เพราะนโยบายของไทยเวลานั้นไม่นิยมการเปลี่ยนแปลง และเกรงว่าฝรั่งจะเอาเปรียบไทยมากเกินไป อย่างไรก็ดี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงหาทางโอนอ่อนผ่อนตามยินยอมให้ฝรั่งที่เป็น "หมอสอนศาสนา" เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในเมืองไทย มีทั้งพวกโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ ปรากฏว่ามิชชันนารีอเมริกัน ได้มีส่วนช่วยเหลือเมืองไทยมากในด้านการศึกษาและการแพทย์ เช่น ได้เข้ามาสอนภาษาอังกฤษ และวิชาการใหม่ ๆ ให้กับคนไทย นำวิธีรักษาโรคแผนใหม่เข้ามาใช้ เช่น ปลูกฝี และฉีดวัคซีน มีคนไทยหัวสมัยใหม่ได้ประโยชน์จากฝรั่งเหล่านี้หลายท่าน เช่น เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เจ้าฟ้าจุฑามณี (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) กรมหลวงวงศาธิราชสนิท และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ต่อมาเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) เป็นต้น
 
การต่างประเทศสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ.2394-2411)

 

 เซอร์ จอห์น บาวริง (พระยาสยามานุกูลกิจฯ)

 
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ.2394 หลังจากที่ได้ทรงผนวกมาเป็นเวลาถึง 27 ปี ตลอดเวลานั้นได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ วิชาการแผนใหม่ และความเป็นไปของโลก และประเทศใกล้เคียง ทรงเห็นว่าไทยกล้าเกินไปที่ตอบปฏิเสธสนธิสัญญาของ เซอร์ เจมส์ บรูค อังกฤษน่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับไทยง่าย ๆ และเป็นจริงตามพระราชดำริ กล่าวคือ พ.ศ.2398 อังกฤษได้ส่ง เซอร์ จอห์น บาวริง (Sir John Bowring) ทูตคนที่ 4 มายังกรุงเทพฯ ทูตผู้นี้เป็นผู้แทนของ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย จึงมีฐานะสูงกว่าทูตที่แล้ว ๆ มา รัฐบาลไทยได้ให้การต้อนรับ เซอร์ จอห์น บาวริง อย่างสมเกียรติ ได้ตกลงทำสัญญากัน เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2398 สัญญาฉบับนี้ไทยเสียเปรียบอังกฤษหลายประการ เช่น การอนุญาตให้มีศาลกงสุล (หรือที่เรียกว่า สิทธิสภาพนอกอาณาเขต) และภาษีขาเข้าร้อยละ 3 เป็นต้น อำนาจศาลกงสุลทำให้เราเสียอธิปไตยทางการศาล และสัญญานี้ยังไม่มีข้อความบอกเลิก เป็นสัญญาที่ไม่เสมอภาค ผูกมัดเมืองไทยมาเกือบร้อยปี แต่ไทยยอมทำสัญญาฉบับนี้ก็เพราะไทยเปลี่ยนนโยบายของประเทศ หันมา "คบฝรั่ง" และโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องที่อังกฤษเสนอ เพื่อมิให้ต้องเสียเอกราชของบ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า ถึงเวลาที่ไทยจะต้องเปลี่ยนวิเทโศบายเพื่อประโยชน์ 2 ประการ คือ เพื่อความปลอดภัยของประเทศ และเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก หลังจากทำสัญญากับอังกฤษแล้ว ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปรวมทั้งสหรัฐอเมริกา ก็ได้ส่งผู้แทนมาเจรจาของทำสัญญาเช่นเดียวกันบ้าง สถานกงสุลของประเทศต่าง ๆ ก็ตั้งขึ้นในกรุงเทพฯ ตามสัญญา เช่น สถานกงสุลอเมริกัน ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2399 มี สตีเฟน แมททูน (Stephen Mattoon) ที่คนไทยเรียกกันว่า "หมอมะตูน" เป็นกงสุลคนแรก สถานทูตอังกฤษก็ตั้งขึ้นในปีเดียวกัน มีนาย ซี บี ฮิลเลียร์ (C.B. Hillier) เป็นกงสุลคนแรก ต่อมาเปลี่ยนเป็น เซอร์ โรเบิร์ต ชอมเบิร์ก (Sir Robert Schomburgh) และ ทอมัส ยอร์จ นอกซ์ (Thomas George Know) ตามลำดับ ในรัฐกาลที่ 4 นี้เองที่ไทยได้ส่งราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรียังประเทศยุโรปเป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ทรงแต่งตั้งพระยามนตรี สุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูตไปลอนดอน เมื่อ พ.ศ.2400 และพระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นทูตไปปารีส เมื่อ พ.ศ.2403
 
 
การต่างประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2411-2453)

การเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสในรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.411-2453)

สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ

เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรง
ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จนถึงไทยต้องเสียดินแดนไปเป็นอันมาก เวลานั้นเป็น
ยุคที่อังกฤษ และฝรั่งเศส กำลังขยายอาณานิคมออกมาทางเอเชีย  อังกฤษได้
พม่าแล้วกำลังแผ่อิทธิพลอยู่ในมลายู  ฝรั่งเศสก็มีอำนาจเหนือเวียดนาม และ
เขมร  เมื่อ พ.ศ.2410  ไทยทำสัญญายอมรับว่า เขมร และเกาะกง  เป็นของ

ฝรั่งเศส เมืองไทยอยู่ท่ามกลางมหาอำนาจทั้งสอง ฝรั่งเศสต้องการดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง 
อ้างว่าส่วนนี้เคยเป็นของเวียดนาม   ฝรั่งเศสเข้าครอบครองสิบสองจุไทย เมื่อ พ.ศ.2430 
เมื่อได้ยกกองทหารเข้ามาในเขตนี้อ้างจะช่วยไทยปราบพวกฮ่อ     แต่มิได้ถอยกองทหาร
ออกไปอีกเลย   ใน พ.ศ.2435    นาย ออกุสต์ ปาวี  (Auguste pavie)   ได้รับแต่ตั้ง
เป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ

พ.ศ.2436   ฝรั่งเศสยกกองทหารจากพนมเปญ ขึ้นมาทางแม่น้ำโขง 
แล้วรุกเข้ามาในเขตฝั่งซ้ายของแม่น้ำ ปักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นที่ทุ่งเชียงคำ 
คนไทยชักธงลงมาฉีกทิ้งเสีย     ทูตฝรั่งเศสยื่นบันทึกถึงรัฐบาลไทยว่า
เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เพื่อคุ้มครองคนในบังคับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสต้องนำ
เรือรบเข้ามาในน่านน้ำไทยหนึ่งลำ อังกฤษอ้างสถานการณ์ไม่ปลอดภัย
นำเรือเข้ามาบ้าง   วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436   ฝรั่งเศสส่งเรือรบ
2 ลำ      คุ้มกันเรือสินค้าเข้ามาถึงปากน้ำทางป้อมพระจุลจอมเกล้า 
ส่งสัญญาณถาม   เรือรบฝรั่งเศสไม่ตอบ   เวลานั้นพระยาชลยุทธโยธิน 
   (อังเดร  ดู  เปลซิส  เดอ  ริเชอลิเออ    Andre du Plesis de Richelieu 
ชาวเดนมาร์ก)   เป็นผู้บัญชาการทหารเรือไทยอยู่ที่นั่นด้วย  ทางป้อม
ยิงปืนยับยั้ง    เกิดการยิงโต้ตอบกันขึ้น   เรือสินค้าฝรั่งเศสถูกปืนเกยตื้น 
และเรือรบฝรั่งเศสยิงถูกเรือ "มกุฎราชกุมาร" ของไทยเสียหาย  ครั้งนั้น
มีทหารบาดเจ็บและเสียชีวิต    นาย ออกุสต์ ปาวี ยื่นคำขาดต่อรัฐบาล
หลายข้อให้ตอบภายใน 48 ชั่วโมง  รัฐบาลไทยโดยสมเด็จ กรมพระยา
เทววงศ์วโรปกร   เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ  เป็นผู้แทนตอบไปว่า 
ข้ออื่น ๆ   เช่น   ให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายนั้นไทยตกลง    แต่ข้อที่ว่าให้ยก
ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสนั้น       ฝรั่งเศสไม่มีหลักฐานหรือ
อำนาจอันชอบธรรมอันใด     ปาวีถือว่าไทยปฏิเสธ      จึงนั่งเรือรบออก
ปากน้ำไป      แล้วประกาศปิดอ่าวไทย     ตั้งแต่วันที่  26 กรกฎาคม 
พ.ศ.2436   การปิดอ่าวทำให้กระทบกระเทือนถึงเรือชาติอื่น ๆ ด้วย 
และอังกฤษก็สงวนท่าทีไม่แสดงว่าจะช่วยเหลือไทยอย่างใด    ไทยเกรง
ชาติอื่นจะเข้าแทรกแซงจึงต้องยอมฝรั่งเศส       ฝรั่งเศสเลิกปิดอ่าววันที่
3 สิงหาคม พ.ศ.2436 และตกลงทำสัญญากัน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 
พ.ศ.2436 ไทยเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสครั้งนี้ประมาณ 140,000 ตารางกิโลเมตร

 
หลังจากการทำสัญญากับฝรั่งเศสแล้ว ไทยปฏิบัติตามทุกข้อ แต่ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมคืนจันทบุรีที่ยังคงยึดไว้เป็นประกัน ยังคงยึดไว้อีก 10 ปีต่อมา ก่อนฝรั่งเศสจะถอนทหารออกไป ไทยได้ทำสัญญายกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง และทางใต้ตรงข้ามเมืองปากเซ ให้ฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2447 ฝรั่งเศสกลับไปยึดเมืองตราดไว้แทน ฝั่งเศสถอนทหารออกจากตราดหลังจากที่ไทยยอมยกพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสตามสัญญาเมื่อ พ.ศ.2450 พร้อมกับสัญญานี้ได้ตกลงกันเรื่องอำนาจศาล คือ ให้มีศาลต่างประเทศ ผู้พิพากษาเป็นคนไทย แต่กงสุลมีอำนาจถอนคดีไปพิจารณาในศาลกงสุลได้
 
อนึ่ง ใน พ.ศ.2452 ไทยได้ทำสัญญาทำนองเดียวกันนี้กับอังกฤษ 
คนในบังคับอังกฤษทั้งหมดขึ้นศาลต่างประเทศ และไทยยอมยก 
กลันตัน  ตรังกาน ู ไทรบุรี  ปะลิส  และเกาะใกล้เคียงให้อังกฤษ 
ในการติดต่อกับต่างประเทศในรัชกาลนี้ ไทยได้ที่ปรึกษาราชการ 
คือ นาย เอ็ดเวิร์ด สโตรเบล (Edward Strobel) ชาวอเมริกัน 
และเมื่อเขาถึงแก่กรรม ผู้ช่วยของเขาชื่อนาย เจนส์ ไอ เวสเตนการ์ด 
(Jens I. Westengard)    ต่อมาได้เป็นพระยากัลยาณไมตรี
คนแรก ก็ได้ตำแหน่งที่ปรึกษาสืบมา
 

แม้ว่าความสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเป็นผลให้ไทยต้องสูยเสียผลประโยชน์
หลายประการดังกล่าวมาแล้ว แต่ยังมีความสัมพันธ์อีกรูปหนึ่งที่
เป็นผลดีต่อไทยอย่างมาก ได้แก่ การที่ชาวต่างประเทศเข้ามาช่วย
ปรับปรุงบ้านเมือง และงานแขนงต่าง ๆ ให้เจริญขึ้นตามแบบประเทศตะวันตก

 
ที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศที่เข้ามารับราชการในประเทศไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีจำนวนมาก เช่น ปรากฏว่าใน พ.ศ.2450 มีถึง 247 คน ในจำนวนนี้มีชาวอังกฤษมากที่สุด ชาติอื่น ๆ ก็มี เช่น เดนมาร์ก อิตาเลียน ฝรั่งเศส อเมริกัน โปรตุเกส เยอรมัน ฮอลันดา รุสซีย เบลเยียม นอรเว สเปน ชาติเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างกันไปตามถนัด เช่น ชาวอังกฤษทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการคลัง การค้า ภาษี มหาดไทย เกษตรกรรม ชลประทาน การศึกษา การรถไฟ ชาวเดนมาร์รับผิดชอบเกี่ยวกับการทหารเรือและตำรวจ ชาวอิตาเลียนมุ่งไปทางสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ดูแลงานสำนักพระราชวัง ชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่เชี่ยวชาญทางกฎหมาย
 
งานในหน้าที่ของที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศ แบ่งออกเป็นหลายตำแหน่ง 
ได้แก่ตำแหน่งที่ปรึกษาราชการทั่วไป         ที่ปรึกษาประจำกระทรวง ประจำ
กรมกองต่าง ๆ และข้าราชการประจำ      สำหรับที่ปรึกษาราชการแผ่นดินนั้น
มีอำนาจสิทธิ์ขาดมาก      ควบคุมประสานงาน  และแนะนำกิจการทั่ว ๆ ไป
ทุกหน่วยงาน      ส่วนที่ปรึกษาราชการอื่น ๆ  ส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษาประจำ
กระทรวง หรือ เป็นเจ้ากรม  อธิบดีตามกรมกองต่าง ๆ   คอยช่วยเหลือแนะนำ
หรือบริหารกิจการงานเมือง ทั้งส่วนที่ปรับปรุงและที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามแบบแผน
ในเมืองยุโรป ซึ่งคนไทยยังไม่มีความรู้ความชำนาญพอจะจัดการด้วยตนเองได้ 
พร้อมกันนั้นก็ได้ช่วยฝึกงานให้คนไทยไว้รับช่วงกิจการต่อไป
 

ที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ไทย
ในด้านต่าง ๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีอาทิเช่น เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลัง จัคแม็งส์) (Rolyn Jacquemins)
  ชาวเบลเยียม เป็นที่ปรึกษาราชการทั่วไป เชี่ยวชาญทางกฎหมายระหว่างประเทศ

 

นายเอ็ดเวิร์ด สโตรเบล (Edward Strobel) 
ชาวอเมริกัน ที่ปรึกษาราชการทั่วไป

พระยากัลยาณไมตรี (เจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด) 
(Jens Iverson Westengard) ชาวอเมริกัน ที่ปรึกษาราชการทั่วไป

นายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster) เป็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระยาชลยุทธโยธิน (อังเดร ดูเปลซิส เดอ ริเชอลิเออ) 
(Andre du plesis de Richelieu) ชาวเดนมาร์ก 
ได้ช่วยวางรากฐานกองทัพเรือไทย

พลตรีพระยาวาสุเทพ (จี เชา) (G. Schau) ชาวเดนมาร์ก ช่วยจัดระเบียบกรมตำรวจ

 

เอส จี แมคฟาร์แลนด์ มิชชันนารีอเมริกัน ท่านและครอบครัว
ได้ทำประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้แก่เมืองไทยในด้านการแพทย์และการศึกษา

 
ศาสนาจารย์ เอส จี แมคฟาร์แลนด์ (S.G. Mcfarland) ชาวอเมริกัน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ
 
นายดับบลิว จี จอห์นสัน (W.G. Johnson) และนาย อี เอส สมิธ (E.S. Smith) ครูโรงเรียนสวนกุหลาบ
 
นายริชาร์ด จัคส์ เกิร์กแพตริก (Richard jacques Kirkatrick) ชาวเบลเยียมที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงยุติธรรม
 
พระยามหิธร (โตกีจิ มาซาโอะ Tokiji Masao) ชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรม
 

นายวิลเลียม อัลเฟรด คุณะติลเก (William Alfred Kunatelake) 
ชาวลังกา ช่วยงานกรมอัยการ ต่อมาได้เป็นเจ้ากรมอัยการ ได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอรรถการประสิทธิ์ ต้นสกุล คุณดิลก

 

นายยอร์จ ปาดูซ์   (George Padoux)   ชาวฝรั่งเศส 
ที่ปรึกษาในการร่างกฎหมาย ประธานกรรมการร่างกฎหมาย
นายเรอเน กียอง (Rene Guyon) ชาวฝรั่งเศส    ที่ปรึกษาใน
กระทรวงยุติธรรมในปลายรัชกาล      และรับราชการต่อมา
อีกหลายสิบปี   จนเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า  นายพิชาญ บุลยง

 
นายเอช สเลด (H. Slade) ชาวอังกฤษ ช่วยงานในกรมป่าไม้ ต่อมาได้เป็นเจ้ากรมป่าไม้
 
นาย เอฟ เอช ไจลส์ (F.H. Giles) ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์
เป็นพระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร ต้นสกุล จิลลานนท์ อธิบดีกรมสรรพากรคนแรก 
นายดับบลิว เอ เกรแฮม(W.A. Graham) ชาวอังกฤษ นาย ซี ริเวตต์ คาร์นัค 
(C. Rivett Carnac) และนาย ดับบลิว เจ เอฟ วิลเลียมสัน (W.J.F. Williamson) 
ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง
 

นายเจ โฮมัน แฟนดอ ไฮเด (J. Homan Van De Heide) 
ชาวฮอลันดา ที่ปรึกษาการชลประทาน ผู้เป็นเจ้าของโครงการ
เขื่อนเจ้าพระยา หรือที่เรียกกันในประวัติกระทรวงเกษตรฯ ว่า "สกีมชัยนาท"

 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระเจ้าซาร์ นิโคลัสแห่งรุสเซีย ครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับนานาประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรป โดยการเสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ หลายครั้ง ได้เสด็จ สิงคโปร์ ชวา (อินโดนีเซีย) มลายู อินเดีย พม่า ในตอนต้นรัชกาล ต่อมาก็ได้เสด็จพระพาสยุโรปถึง 2 ครั้ง คือ เมื่อ พ.ศ.2440 และ พ.ศ. 2450 นับว่าได้ผลดียิ่งทั้งในด้านทางการเมือง การเชื่อมสัมพันธไมตรี และในรัชกาลนี้ไทยได้ทำสัญญาทางไมตรีกับประเทศอื่น ๆ เพิ่มอีก มี รุสเซีย สเปน ออสเตรีย ฮังการี อิตาลี และ ญี่ปุ่น

ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 1

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นในยุโรปใน พ.ศ.2457 นั้น ประเทศไทยยังคงยึดมั่น
อยู่ในความเป็นกลาง แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสังเกต
ความเคลื่อนไหวของคู่สงครามอย่างใกล้ชิด การสงครามได้รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ 
ทรงเห็นว่าฝ่ายเยอรมนีเป็นฝ่ายรุกราน จึงทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับ
เยอรมนี และ ออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2460 แล้วประกาศ
เรียกพลทหารอาสาสำหรับกองบิน และกองยานยนต์ทหารบก เพื่อส่งไปช่วยสงคราม
ในยุโรป การส่งทหารไปรบครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์ เพราะเท่ากับได้ไปเรียนรู้วิชาการ
ทางเทคนิคการรบ และการช่างในสมรภูมิจริง ๆ เมื่อเสร็จสงครามสัมพันธมิตรเป็น
ฝ่ายชนะ ประเทศไทยได้ส่งผู้แทนเข้าประชุม ณ พระราชวังแวร์ซายส์ด้วย ผลพลอยได้
จากการเข้าสงครามนี้ ก็คือ สัญญาต่าง ๆ ที่ไทยทำกับเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี 
ย่อมสิ้นสุดลงตั้งแต่ไทยประกาศสงครามกับประเทศนั้น และไทยก็ได้พยายามขอเจรจา
แก้ไขสนธิสัญญาฉบับเก่า ซึ่งทำไว้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส และชาติอื่น ๆ แต่ก็ประสบความ
ยากลำบากอย่างมาก อาศัยที่ไทยได้ความช่วยเหลือจาก ดร. ฟรานซิส บี แซยร์ 
(Dr. Francis B. Sayre) ชาวอเมริกัน ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาต่างประเทศ จนได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นพระยากัลยาณไมตรี ในที่สุดประเทศต่าง ๆ 13 ประเทศ
รวมทั้งอังกฤษตามสนธิสัญญา พ.ศ.2468 และฝรั่งเศสตามสนธิสัญญา พ.ศ.2467 
ตกลงยอมแก้ไขสัญญาโดยมีเงื่อนไขบางประการ เช่น จะยอมยกเลิกอำนาจศาลกงสุล
เมื่อไทยมีประมวลกฎหมายครบถ้วน และยอมให้อิสรภาพในการเก็บภาษีอากร ยกเว้น
บางอย่างที่อังกฤษขอลดหย่อนต่อไปอีก 10 ปี เช่น ภาษีสินค้าฝ้าย และเหล็ก

 
   ดร.ฟรานซิส บี. แซยร์
 
ไทยพยายามเร่งชำระประมวลกฎหมายต่าง ๆ ต่อมาจนแล้วเสร็จ และเปิดการเจรจาอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดประเทศต่าง ๆ ก็ยอมทำสัญญาใหม่กับไทย เมื่อ พ.ศ.2480 ไทยได้อิสรภาพทางอำนาจศาล และภาษีอากรคืนมาโดยสมบูรณ์

สงครามอินโดจีน

ปัญหาเรื่องแม่น้ำโขง ในฐานะเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ยังไม่สิ้นสุดลง ฝรั่งเศสไม่ตกลงเรื่องการใช้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2483 (ฝรั่งเศสเซ็นสัญญาสงบศึกกับเยอรมนีในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2483 และไทยทำสัญญาไม่รุกรานกับฝรั่งเศสเพียง 10 วัน ก่อนฝรั่งเศสแพ้เยอรมนี) เครื่องบินฝรั่งเศสบินมาทิ้งระเบิดเมืองนครพนม การรบระหว่างฝรั่งเศสกับไทยจึงเริ่มขึ้น ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า สงครามอินโดจีน ฝรั่งเศสโจมตีไทยทางอรัญประเทศด้วย ไทยยกทหารเข้าไปในอินโดจีนทางด้านเขมร ในที่สุดญี่ปุ่นเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย ต่างตกลงส่งผู้แทนไปประชุมที่กรุงโตเกียว จากอนุสัญญาสันติภาพที่กรุงโตเกียว ไทยได้ดินแดนทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบางคืน รวมทั้งทางใต้ตรงข้ามปากเซ คือ จัมปาศักดิ์ และดินแดนในเขมรที่เสียให้ฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ.2450 คืนมาด้วย

ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในยุโรปตั้งแต่ พ.ศ.2482 เมื่ออังกฤษ และ
ฝรั่งเศส ประกาศสงครามกับเยอรมนี แล้วเลยลุกลามเป็นสงครามโลก 
ทางด้านเอเชีย ญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 
พ.ศ.2484 ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 กองทหารญี่ปุ่นก็เข้าเมืองไทย
ทางสงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และ
สมุทรปราการ ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็เข้าโจมตีเกาะฮาวาย ฟิลิปปินส์ และ
ส่งทหารขึ้นบกที่มลายู และโจมตีสิงคโปร์ทางเครื่องบิน เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น
ได้ขอร้องรัฐบาลไทยให้ทหารญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไทยเพื่อไปโจมตีพม่า และ
มลายูของอังกฤษ และขอให้ระงับการต่อต้านของคนไทยเสีย คณะรัฐมนตรี
โดยมี จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ก็อนุโลมตามความ
ต้องการของญี่ปุ่น เพื่อรักษาชีวิต และเลือดเนื้อของคนไทย ไทยได้ทำกติกา
สัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2484 สงครามที่เกิดขึ้น
ในเอเชียนี้เรียกกันว่า สงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นมีวัตถุประสงค์จะสร้าง
วงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา (The Greater East Asia Co-prosperity Sphere) 
ทั้งในทางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยประเทศต่าง ๆ 
ในเอเชีย โดยมีญี่ปุ่นเป็นผู้นำ
 

ในระยะเริ่มแรกของสงคราม กองทัพญี่ปุ่นมีชัยชนะทั้งทางบก ทางเรือ 
และทางอากาศ ทำให้รัฐมนตรีบางคนเห็นควรให้ไทยประกาศสงคราม
กับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ด้วยคิดว่าญี่ปุ่นจะชนะสงคราม ไทยจึงได้
ประกาศสงครามเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2485 ระหว่างสงครามนั้น
ญี่ปุ่นได้โอนดินแดนบางแห่งที่ยึดได้จากอังกฤษคืนให้แก่ไทย คือ รัฐไทรบุรี 
กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และสองรัฐในแคว้นไทยใหญ่ คือ เชียงตุง และเมืองพาน

 
ญี่ปุ่นแพ้สงครามเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2488 รัฐบาลไทยประกาศว่า การประกาศสงครามกับสัมพันธมิตรเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และความประสงค์ของประชาชนชาวไทย ไทยต้องปรับความเข้าใจกับสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกามิได้ถือไทยเป็นศัตรู ตามประกาศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดย นาย เจมส์ เบิรนส์ (James Byrnes) รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นผู้ลงนาม แต่รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ นาย เออร์เนสต์ เบวิน (Ernest Bevin) ไม่ยอมรับทราบการโมฆะของการประกาศสงครามง่าย ๆ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2489 (เวลานั้น ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้ารัฐบาล) ผู้แทนไทยได้ลงนามกับผู้แทนอังกฤษที่สิงคโปร์ ความตกลงนี้เรียกว่า "ความตกลงสมบูรณ์แบบเพื่อเลิกสถานะสงครามระหว่างประเทศไทยกับบริเตนใหญ่ และอินเดีย" ที่สำคัญ คือ ไทยต้องคืนดินแดนของอังกฤษที่ได้มาระหว่างสงคราม ให้ข้าวสารโดยไม่คิดเงินถึง 1 1/2 ล้านตัน และต้องชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ แต่ต่อมาไทยเจรจาขอแก้ไขโดยฝ่ายอังกฤษสัญญาจะจ่ายเงินค่าข้าวสารให้บ้าง
 
ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ และได้เข้าเป็นสมาชิกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2489 โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการ เช่น ทำสัญญาทางไมตรีกับจีน (หลังสงคราม จีนเป็นมหาอำนาจเพราะเป็นฝ่ายชนะสงครามด้วย สัญญานี้เป็นสัญญาฉบับแรกระหว่างไทยกับจีน ทั้ง ๆ ที่ได้มีไมตรีกันมานานนับร้อย ๆ ปี) ไทยยอมรับรองสหภาพสาธารณรัฐโซเวียต โซเชียลิสต์ และไทยยอมคืนดินแดนที่เราได้มาจากอนุสัญญากรุงโตเกียวหลังสงครามอินโดจีน ให้แก่ฝรั่งเศส
 

การที่ไทยเอาตัวรอดได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ในฝ่ายประเทศแพ้สงครามนี้ 
ขบวนการเสรีไทยมีส่วนช่วยเหลือเป็นอย่างมาก ทำให้ประเทศ
สัมพันธมิตรโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเห็นใจเมืองไทย ม.ร.ว.เสนีย์ 
ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา  ได้ประท้วงการ
ประกาศสงครามของรัฐบาลไทย และได้รวบรวมคนไทยใน
สหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น ในอังกฤษ
ก็มีขบวนการเสรีไทยเช่นเดียวกันติดต่อกับหน่วยพลพรรคใต้ดิน
ในประเทศ ซึ่งมีนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 เป็นหัวหน้าเสรีไทย ทั้งหลายเตรียมที่จะจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับญี่ปุ่น
ตามวันเวลาที่นัดหมาย พร้อม ๆ กับกำลังของสัมพันธมิตรที่จะ
รุกเข้ามาทางพม่า แต่ญี่ปุ่นได้ได้ยอมแพ้เสียก่อน

 

สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จเยือนเมืองไทย เมื่อ พ.ศ.2515
 
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยได้ร่วมมือกับฝ่ายโลกเสรี อันมีสหรัฐอเมริกา และอังกฤษเป็นหัวหน้า ตั้งแต่ พ.ศ.2493 รัฐบาลไทยยอมรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ และทางทหารจากสหรัฐอเมริกา และใน พ.ศ.2498 ก็ได้ร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ รวม 8 ประเทศ จัดตั้งองค์การป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกโดยย่อว่า องค์การซีโต หรือ สปอ. (SEATO-South East Asia Treaty Organization) นอกจากนั้นไทยยังเป็นภาคีสมาชิกของแผนการโคลัมโบ (Columbo Plan) ของประเทศในเครือจักรภพอีกด้วย (แผนการโคลัมโบ เป็นโครงการเพื่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านเทคนิค และด้านเศรษฐกิจของประเทศในเครือจักรภพ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2493 นอกจากประเทศในเครือจักรภพ ซึ่งมีอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ เป็นตัวตั้งตัวตีที่จะช่วยเหลือประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราช ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน และลังกาแล้ว ต่อมาได้มีประเทศต่า ๆ เข้ามาสมทบอีก คือ เขมร ลาว เวียดนาม พม่า เนปาล อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลี ภูฏาน อัฟกานิสถาน หมู่เกาะมัลดีฟ และ สหรัฐอเมริกา)
 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2503

 
นอกจากความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว 
ไทยยังได้ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ อีก เช่น ได้ติดต่อ
ค้าขายกับจีน อินเดีย ชวา มลายู ลังกา เป็นต้น มาแล้วตั้งแต่
สมัยสุโขทัย และสมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวต่างประเทศเหล่านี้
ได้อพยพเข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในเมืองไทยก็มีมาก สำหรับ
ชาวจีนและชาวอินเดียนั้น ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในเมืองไทย
ถึงกับมีตำแหน่งขุนนางที่เรียกว่า "กรมท่าซ้าย" หรือตำแหน่ง 
"โชฎึกราชเศรษฐี"
หัวหน้าชาวจีน และ "กรมท่าขวา" หรือตำแหน่ง 
"จุฬาราชมนตรี" เป็นหัวหน้าชาวมุสลิมทั้งหลาย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จีนได้แต่งทูตพร้อมเครื่องบรรณาการติดต่อกับไทยเสมอมา จนเกิดการเข้าใจผิดกันในข้อที่ว่า จีนถือว่าไทยเป็นเมืองขึ้นของตน ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่โปรดวิธีการตีขลุมของจีนจึงเลิกส่งบรรณาการไปเมืองจีนแต่นั้นมา แต่ยังคงติดต่อค้าขายกันอยู่เป็นปกติ มีคนจีนอพยพมาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางก็มีไม่น้อย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จะทรงสร้างกรุงเทพมหานครฯ นั้น โปรดให้สร้างพระมหามนเทียร ขึ้นตรงที่เป็นที่อยู่อาศัยของพระยาราชาเศรษฐี และชาวจีนหมู่หนึ่ง จึงโปรดให้ย้ายที่อยู่ของพระยาราชาเศรษฐี และชาวจีนหมู่นั้นไปตั้งบ้านเรือนอยู่แถบคลองวัดสาปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง สำหรับอินเดียนั้น สภาพการณ์ทางการเมือง ทำให้ต้องเกี่ยวข้องกับไทยสมัย มาควิส เฮสติงส์ ได้เป็นผู้สำเร็จราชการอินเดีย แล้วส่งทูตเข้ามาเมืองไทย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังได้กล่าวแล้ว สำหรับลังกานั้น ก็ได้ติดต่อค้าขาย และแลกเปลี่ยนสมณทูตกับไทย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
 

   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จเยือนพม่า เมื่อ พ.ศ.2513   

ทางด้านพม่า ความสัมพันธ์กับไทยเป็นไปในด้านการสงครามเป็นส่วนใหญ่ ไทยกับพม่าทำสงครามขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่สมัยศรีอยุธยา นับเป็นเวลาประมาณเกือบ 300 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ไทยได้ทำสงครามกับพม่าถึง 8 ครั้งด้วยกัน ครั้งสำคัญก็คือ สงครามเก้าทัพ เมื่อ พ.ศ.2328 และสงครามที่สามสบ ท่าดินแดง เมื่อ พ.ศ.2329 สงครามไทย-พม่า เพิ่งจะมาสิ้นสุดลงใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่ออังกฤษได้เข้ามาแทรกแซงในพม่า ได้ทำสงครามกับพม่าถึง 3 ครั้ง จนพม่าต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษใน พ.ศ.2367 นัยว่าเพื่อช่วยอังกฤษรบพม่า แต่เกิดผลประโยชน์ขัดกันขึ้น ไทยจึงถอนทหารกลับ อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อังกฤษส่ง นาย เฮนรี่ เบอร์นี มายังกรุงเทพฯ ดังกล่าวแล้ว
 
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
พระองค์ได้เสด็จประพาสประเทศใกล้เคียงเมื่อต้นรัชกาล คือ 
ได้เสด็จไปสิงคโปร์และชวา เมื่อ พ.ศ.2414 เมื่อกลับมาแล้ว
ก็ได้เสด็จอินเดีย และพม่าต่อไปอีก นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทย
พระองค์แรกที่เสด็จไปพม่าในฐานะที่เป็นไมตรีกัน
 
เขมรมีความสัมพันธ์กับไทยมาแต่สมัยโบราณ อาณาจักรสุโขทัยซึ่งเดิมเรียกว่า "แคว้นสามเทศ" หรือ "สยามเทศ" นั้นก็ขึ้นอยู่กับอาณาจักรเขมรมาก่อน ต่อมาคนไทยจึงได้รวบรวมกำลังกัน ยึดอำนาจการปกครองจากเขมร ขับไล่เขมรออกไป ตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้นราว พ.ศ.1800 ไทยรับวัฒนธรรมหลายอย่างมาจากเขมร เช่น ขนบธรรมเนียบประเพณี และศาสนา ซึ่งเขมรรับมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง สมัยกรุงศรีอยุธยา เขมรทำสงครามกับไทยหลายครั้ง และเคยตกอยู่ใต้อำนาจของไทย อีกประเทศหนึ่งที่เขมรติดต่อใกล้ชิด คือ เวียดนาม อันเป็นเหตุเกี่ยวโยงให้ไทยต้องไปมีความสัมพันธ์กับเวียดนามด้วย โดยเฉพาะต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กษัตริย์เขมร คือ สมเด็จพระนารายณ์ราชา (นักองเอง) นั้นก็เป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์ของไทยทรงแต่งตั้งไปครอง "อาณาจักรกัมพูชา" หรือเมืองเขมร เมื่อเวียดนามเกิดกบฎไตเซิน (Tay-Son) ขึ้น มีเชื้อสายราชวงศ์เวียดนาม ชื่อองเชียงสือ หนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อปลายปี พ.ศ.2325 ต่อมาองเชียงสือออกไปกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ ตั้งตัวเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเวียดนาม ทรงพระนามว่า ยาลอง (Gia-Long) ครั้งสิ้นสมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว เวียดนามแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อไทยเหมือนเดิม เช่น ขอเมืองบันทายมาศคืนจากไทย และเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของเขมรอยู่เสมอ ในที่สุดได้เกิดสงครามยืดเยื้อขึ้นในรับกาลที่ 3 เป็นเวลาถึง 13 ปี อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามชิงความเป็นใหญ่ในดินแดนเขมรระหว่างไทยกับเวียดนาม แม่ทัพสำคัญของไทยในสงครามนี้ คือ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (ต้นสกุล สิงหเสนี) ในที่สุดเจ้าเขมรชื่อนักองด้วงที่ฝ่ายไทยสนับสนุนอยู่ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี พระเจ้าแผ่นดินเขมร แต่ในขณะเดียวกัน เขมรก็ยังคงส่งเครื่องบรรณาการไปเวียดนาม 3 ปีต่อครั้ง จนกระทั่งเวียดนามเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสใน พ.ศ.2427 ทางกรุงกัมพูชา นกองราชาวดี ซึ่งได้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้กลับออกไปครองเมืองเขมรสืบต่อจากพระราชบิดา เมื่อ พ.ศ.2403 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนโรดม แต่ครั้น พ.ศ.2406 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยก็ต้องปล่อยให้เขมรตกอยู่ในความคุ้มครองของฝรั่งเศส ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างฝรั่งเศสกับไทย เมื่อ พ.ศ.2410
 

 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ
สมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว
 

ในงานพิธีเปิดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยกับราชอาณาจักรลาว กลางแม่น้ำโรง เมื่อ พ.ศ.2511

สำหรับลาว อาจกล่าวได้ว่าลาวมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมากับไทย 
เพราะเป็นคนไทยที่ได้อพยพลงมาทางลุ่มแม่น้ำโขงด้วยกัน แต่ได้
แยกกันไปตั้งอาณาจักร สมัยขุนบรมครองอาณาจักรอยู่ที่เมืองแถง 
โอรสองค์หนึ่งชื่อขุนลอ หรือขุนซัว ได้แยกออกไปตั้งอาณาจักรลานช้าง 
มีหลักฐานในศิลาจารึกว่า ลาวขึ้นอยู่กับไทยมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง 
บางครั้งที่ลาวมีประมุขที่เข้มแข็งลาวก็เป็นอิสระ เช่น สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม 
ซึ่งปกครองลาวอยู่ระหว่าง พ.ศ.1896-1916 สมัยกรุงศรีอยุธยาลาวกับไทย
มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งเป็นอิสระ บางครั้งขึ้น
กับไทย เมื่อไทยรบพม่าสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระไชยเชษฐา 
แห่งอาณาจักรลานช้างก็เป็นมิตรกับอยุธยา โดยการส่งกองทัพลานช้าง
มาช่วย อาณาจักรลาวได้รวมอยู่ในความปกครองของไทยโดยเด็ดขาด 

ในสมัยสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก 
ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ.2319 ครั้งนั้นไทยได้หัวเมืองลาว
ทั้งหมดมาขึ้นกับไทย คือ รวมทั้งหลวงพระบาง จัมปาศักดิ์ สิบสองจุไทย 
และหัวพันทั้งห้าทั้งหก ในครั้งนั้น ไทยได้นำพระแก้วมรกตซึ่งพระเจ้า
ไชยเชษฐาแห่งหลวงพระบางได้อัญเชิญไปจากเชียงใหม่ตั้งแต่ พ.ศ.2095 
กลับคืนมาประดิษฐานไว้ที่กรุงธนบุรี สมัยพระาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์เป็นกบฎ ยกทัพลงมากวาดต้อนผู้คน
ถึงสระบุรี กองทัพไทยปราบกบฏได้ ขณะที่กำลังทหารเมืองจัมปาศักดิ์
ของลาวเข้ามากวาดต้อนผู้คนไปจากเมืองนครราชสีมานั้น คุณหญิงโม
ภรรยาพระยาปลัดเมืองนครราชสีมา ได้เป็นหัวหน้ารวบรวมสตรี และ

ครอบครัวเมืองนครราชสีมาที่ถูกกวาดต้อนไปนั้น จับอาวุธขึ้นต่อสู้  
จนทัพลาวแตกหนี เสร็จศึกแล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  
ทรงแต่ตั้งคุณหญิงโมให้เป็นท้าวสุรนารี ครั้งนั้นโปรดให้ทำลายเมือง  
เวียนจันทน์เสีย แล้วจัดการปกครองหัวเมืองลาวใหม่ มาถึงสมัย  
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อฝรั่งเศสได้เขมรและ  
เวียดนามหมดแล้วก็เริ่มแผ่อำนาจเข้ามาในอาณาจักรลาว เริ่มตั้งแต่  
ครั้งปราบศึกฮ่อเป็นต้นมา จนไทยเสียดินแดนอาณาจักรลาวทั้งหมด  
ให้แก่ฝรั่งเศสในรัชกาลนี้ดังกล่าวแล้ว  

   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จต่างประเทศ
 
ทางมลายู เป็นที่เข้าใจกันว่าเมืองสำคัญในแหลมมลายู เช่น ไทรบุรี ปัตตานี นั้นอยู่ในครอบครองของไทยมาแต่สมัยสุโขทัย ตามจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ไทรบุรีเคยขึ้นกับอาณาจักรศรีวิชัย (อาณาจักรโบราณทางใต้) มาก่อน ต่อมาเมื่อมะละกามีอำนาจก็ขึ้นกับมะละกาบ้าง ขึ้นกับไทยบ้าง เมื่อมะละกาตกไปเป็นของโปรตุเกสก็ขึ้นกับไทยตลอดมา ส่วนปัตตานีนั้นขึ้นกับไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า หัวเมืองทางแหลมมลายูนี้ต่างก็ตั้งตัวเป็นอิสระ ใน พ.ศ.2328 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้กองทัพไทยไปตีไทรบุรี ปัตตานี คืนมาเป็นเมืองขึ้นของไทย ส่วนกลันตัน และตรังกานูนั้นก็พากันมาอ่อนน้อม ไทยได้จัดการปกครองหัวเมืองมลายูใหม่ เช่น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยได้แบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง ให้เมืองนครศรีธรรมราชเป็นผู้ดูแลไทรบุรี ส่วนปัตตานี ตรังกานู ขึ้นกับเมืองสงขลา กลันตันซึ่งเคยขึ้นกับตรังกานูขอมาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ อังกฤษเองขยายอำนาจมาทางมลายู เพื่อหาเมืองท่าทำการค้า เริ่มแต่ฟรานซิสไลท์ (Francis Light) แห่งบริษัทอินเดียตะวันออกมาขอเช่าเกาะหมาก (ปีนัง) จากไทรบุรี เมื่อ พ.ศ.2329 และอังกฤษได้โอกาสเข้าแทรกแซงหัวเมืองในมลายูแต่นั้นมา ครั้งหนึ่งเคยส่ง จอห์น ครอว์เฟิร์ด เข้ามาเจรจาขอให้เมืองไทรบุรีเป็นอิสระจากไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในที่สุดความพยายามของอังกฤษก็เป็นผลสำเร็จไทยต้องเสียเมืองขึ้นในมลายูให้แก่อังกฤษในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดังกล่าวแล้ว
 

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองประเทศต่าง ๆ ที่เป็นอาณานิคม
ของมหาอำนาจตะวันตกนเอเชีย อันได้แก่ มลายู สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ 
ตลอดจนพม่า และอินโดจีนของฝรั่งเศส คือ เวียดนาม ลาว และ เขมร เมื่อสงคราม
สงบลงใน พ.ศ.2488 แล้ว มหาอำนาจต่าง ๆ กลับเข้าไปจัดการกิจการภายใน
ประเทศเหล่านี้ใหม่ แต่ปรากฎว่าประชาชนในประเทศเหล่านี้ต่างพากันเคลื่อนไหว
เรียกร้องอิสรภาพ และในระยะนั้นมหาอำนาจก็ได้แบ่งออกเป็นสองค่าย คือ ค่ายเสรี
ประชาธิปไตย ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และค่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ

 
หลังจาก พ.ศ.2493 เป็นต้นมา ประเทศต่าง ๆ ที่เคยเป็นอาณานิคมก็ได้รับเอกราชกันโดยลำดับ 
แต่บางประเทศก็ประสบปัญหายุ่งยากต่อมา เช่น เวียดนาม ซึ่งได้แบ่งประเทศออกเป็นสองฝ่าย คือ 
สาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งเวียดนามเหนือ ซึ่งมีโฮจิมินห์เป็นประมุข และมีสาธารณรัฐประชาชนจีน
รับรอง และเวียดนามใต้ ซึ่งมีอดีตจักรพรรดิเบาได๋เป็นประมุข และมีอังกฤษ และสหรัฐอเมริการับรอง 
ถึง พ.ศ.2498 เมื่อเวียดนามใต้ได้เปลี่ยนฐานะไปเป็นสาธารณรัฐเวียดนามเหนือได้เข้าครอบครอง
เวียดนามทั้งประเทศ เมื่อ พ.ศ.2518 หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ถอนตัวออกจากสงครามไปแล้ว
 

ในลาวและเขมร มีการต่อสู้ระหว่างสองค่ายนี้เช่นเดียวกัน เช่น   
ในลาวมีขบวนการประเทศลาวซึ่งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ  
เวียดนามเหนือ ในที่สุดประเทศทั้งสองก็ได้กลายเป็นสาธารณรัฐ  
ภายหลังชัยชนะของค่ายคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ.2518  

 
ในมลายู หลังจากขั้นตอนต่าง ๆ ของการรวมรัฐทั้งหลายเข้าด้วยกันในที่สุด ใน พ.ศ.2506 ได้มีการจัดตั้งสหพันธ์มาเลเซียขึ้นโดยรวมสิงคโปร์ ซาราวัก และซาบาห์ (บอร์เนียวเหนือ) เข้าด้วย แต่ต่อมาอีก 2 ปี สิงคโปร์ก็แยกตัวออกไปเป็นประเทศอิสระ
 
ไทยเข้าร่วมอยู่ในค่ายเสรีประชาธิปไตย เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยได้มีความสัมพันธ์อันหลีกเลี่ยงไม่ได้กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ช่วยเหลือให้ไทยหลุดพ้นจากภาระอันหนักของประเทศแพ้สงคราม และสนับสนุนให้การประกาศสงครามของไทยต่อสัมพันธมิตรเป็นโมฆะ ใน พ.ศ.2492 รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ มีชัยชนะต่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งของจอมพลเจียงไคเช็ค ซึ่งถอยมาตั้งเป็นอิสระอยู่ที่เกาะไต้หวัน ไทยก็ได้มีสัมพันธภาพทางการทูตกับ รัฐบาลที่ไต้หวันเป็นลำดับมา เมื่อเกิดสงครามเกาหลีขึ้นใน พ.ศ.2493 รัฐบาลไทยก็ได้ส่งกองทหารไปร่วมรบกับทหารชาติอื่น ๆ ของสหประชาชาติ และไทยยังได้เป็นสมาชิกขององค์การ สปอ. ดังได้กล่าวแล้ว
 

ใน พ.ศ.2504 ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทยร่วมกันจัดตั้ง สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
(The Association of Southeast Asia) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า สมาคมอาสา (ASA) ขึ้น และ
เมื่อมีการประชุมสมาคมอาสาใน พ.ศ.2510 ได้ตกลงขยายเขตอาสาออกไปเปลี่ยนชื่อใหม่
เป็น The Association of Southeast Asian Nations หรือเรียกย่อ ๆ ว่า สมาคมอาเซี่ยน 
(ASEAN) ประกอบด้วย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มีวัตถุประสงค์
จะร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก

 
สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากอินโดจีนใน พ.ศ.2516 การสู้รบระหว่างสองค่ายในเวียดนาม ลาว และเขมรสิ้นสุดลง เมื่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้เข้ายึดอำนาจในประเทศทั้งหมดไว้ได้ใน พ.ศ.2518 ไทยต้องปรับปรุงนโยบายต่างประเทศใหม่ และได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีนคอมมิวนิสต์ขึ้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518 สำหรับเวียดนามได้สถาปนาสัมพันธ์ภาพทางการทูตขึ้นใหม่แล้ว มีการแลกเปลี่ยนทูตซึ่งกันและกัน เอกอัครรัฐทูตเวียดนามได้เดินทางมารับตำแหน่งในประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2521 อนึ่ง กิจการขององค์การ สปอ. นั้นได้มีการตกลงกันในกรุงวอชิงตัน เมื่อ พ.ศ.2518 ว่าจะล้มเลิก และก็ได้ค่อย ๆ สลายตัวลงไป ในที่สุดสำนักงานใหญ่ขององค์การในกรุงเทพฯ ก็ได้ปิดกิจการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2520
 

รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศในกลุ่มอาเซี่ยน 
ในการประชุมสมาคมอาเซี่ยนที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี พ.ศ.2520

กองทัพเรือ

ความเป็นมา

การต่างประเทศ

ในหลวงกับ ทร.

เรือรบในรัชสมัย

HOME