พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษาขึ้น ก็ทรงสนพระราชหฤทัย
ในงานช่างสาขาอื่นๆ เช่น การต่อเรือ สมเด็จพระเจ้า
พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส
ราชนครินทร์ ทรงเล่าไว้ในบทนิพนธ์เรื่อง
"เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์" ว่า ...พระอนุชาได้เริ่ม
ทำแบบเรือต่างๆ ด้วยไม้ เช่น แบบเรือรบที่ไม่มีขาย
ในระยะนั้นกำลังทำเรือใบที่ใหญ่พอสมควร ใบก็เย็บเอง
ด้วยจักร เสร็จแล้วเหลือแต่การทาสี เมื่อเริ่มไปแล้ว
ก็พอดีเป็นเวลาที่กำลังจะตัดสินใจว่าจะอพยพไป
สวิตเซอร์แลนด์ ทรงเล่าว่าทุกคนก็ถามล้อ ๆ ว่า
"เรือจะแห้งทันไหม"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดการทำงานสร้างสรรค์ที่ต้องอาศัยความละเอียดประณีตในคราวที่โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐรามาธิบดินทร นิวัติสู่พระนคร เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๘ ได้ทรงจำลองเรือหลวงศรีอยุธยานายแก้วขวัญ วัชโรทัย (เลขาธิการพระราชวัง) เล่าว่า ก่อนที่จะทรงจำลองเรือนั้นได้ทรงศึกษาข้อมูลจากของจริงทั้งหมดแล้วจึงย่อส่วนลง ทรงทำตัวเรือให้สูงจากระดับน้ำขึ้นมานิดหนึ่งด้วยฝีพระหัตถ์ในงานชิ้นนี้ละเอียดและงดงามมาก เจ้าพระยารามราฆพ จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานไปประมูลเพื่อการกุศลหาทุนบำรุงโรงพยาบาลปราบวัณโรค รูปที่ทรงถ่ายเรือจำลองลำนั้นไว้ก็เป็นภาพที่งดงามและมีผู้ประมูลไปในราคาสูงเช่นกัน ต่อมาได้ทรงจำลองเรือหลวงธนบุรี ซึ่งมีขนาดเดียวกับเรือหลวงศรีอยุธยาและทรงประดิษฐ์หุ่นเครื่องบินเล็กต่าง ๆ ที่มีสัดส่วนเหมือนของจริงด้วย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐรามาธิบดินทร ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาถึง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า " ...เล็กได้ทำเรือบินไม้และเรือรบศรีอยุธยา ที่มีรายละเอียดมากมาย ในงานราตรีมีการประมูลเรือบินได้๑๐,๐๐๐ บาท เรือ ๒๐,๐๐๐ บาท และยังมีรูปถ่ายอีกสองรูป ซึ่งประมูลได้ รูปละ๓,๐๐๐ บาท... "

"องคต" ผู้สื่อข่าวพิเศษของหนังสือวรรณคดีได้เล่าไว้ในเรื่อง "เดือนนี้เมื่อปีกลาย ล้นเกล้าฯในวันว่างการศึกษา" ว่าได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในฤดูร้อน พุทธศักราช ๒๔๙๐ขณะที่ทรงทำเรือใบสำหรับเอาไปเล่นที่ทะเลสาบ เรือที่กำลังทรงทำนั้นยาวถึง๘๐ เซนติเมตร กว้าง ๑๔ เซนติเมตร ทรงกำหนดขนาดกว้างยาวของไม้ได้เรียบร้อยและทรงวาดภาพจำลองของเรือไว้ด้วยการที่ทรงสร้างเรือทั้งใหญ่และยายเช่นนั้น มิได้ทรงขุดจากท่อนไม้ท่อนเดียวแต่ทรงใช้ไม้เป็นแผ่น ๆ หนาแผ่นละ ๑ เซนติเมตร โดยเลื่อยเอาส่วนกลางออกเสียแล้วเรียงประกบติดกาวเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปถึง ๑๒ ชั้น ใบของเรือลำนี้สูงถึง ๑.๒๐เมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัส แก่ "องคต"ว่า ขณะประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน คราวเสด็จนิวัติสู่พระนคร ได้ทรงทำเรือใบขนาดเล็กยาวเพียง๔๕ เซนติเมตร และกว้างเพียง ๖ - ๗ เซนติเมตร โดยทรงทำวิธีเดียวกันนี้ และได้ทรงทำชนิดขุดด้วยเรือที่ทรงทำลำนั้นก็ทรงนำไปลอยเล่น ที่สระเล็ก ๆ ในสวนศิวาลัย ในพระบรมมหาราชวัง
พระปรีชาสามารถในงานช่างโดยเฉพาะการต่อเรือนั้น
ในเวลาต่อมาเมื่อทรงสนพระราชหฤทัย ในกีฬาเรือใบ
ก็ทรงต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง และทรง
ทดลองแล่นในสระภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เรือใบลำแรกที่ทรงต่อเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๗ เป็นเรือ
ประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ ชื่อ "เรือราชปะแตน " มาจาก
คำว่า ROYAL PATTERN ต่อมา พุทธศักราช ๒๕๐๘
ทรงต่อเรือประเภทโอเค พระราชทานชื่อว่า "นวฤกษ์ "
หมายถึง ฤกษ์ใหม่ หม่อมเจ้า ภีศเดช รัชนี ทรงเล่าว่า
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางกระดูกงูเรือ
ลำนี้ ทรงได้ยินเสียงพลฉลองปีใหม่ที่เขาดินานาพอดี
และในปีเดียวกันในโอกาสที่เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่ง
เอดินเบอระ เสด็จประพาสเมืองไทย และโดยที่ทรงโปรด
เล่นเรือใบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต้อนรับ
และจัดให้มีการแข่งเรือใบจากพัทยาไปเกาะล้าน ผู้เข้า
แข่งขันในครั้งนั้น นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และเจ้าชายฟิลิปแล้ว ยังมีนักกีฬาทีมชาติของสหรัฐ
อเมริกาอีกหนึ่งคน ซึ่งแวะเมืองไทยก่อนเดินทางไป
แข่งขันที่ประเทศนิวซีแลนด์รวมจำนวนเรือที่แข่งขัน
มีถึง ๓๔ ลำ แม้ว่าในครั้งนั้นจะเป็นการแข่งขัน
ครั้งแรกแต่ก็ทรงได้รับตำแหน่งชนะเลิศ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อเรือใบประเภทโอเคหลายลำ และพระราชทานชื่อว่า"เวคา" แปลว่า ความเร็ว ได้แก่ เรือเวคา ๑ เรือเวคา๒ และเรือเวคา ๓ โดยเฉพาะเรือเวคา ๒ นั้น ทรงใช้ในการแข่งขันกีฬาเรือใบในกีฬาSEAP GAMES ครั้งที่ ๔ เมื่อ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ และทรงได้รับเหรียญทองกับทรงได้รับถ้วย " สิริกิติ์ " สำหรับรางวัลชนะเลิศแห่งประเทศไทยถึง๓ ครั้ง

นอกจากนี้ใน พุทธศักราช ๒๕๐๙ ได้ทรงออกแบบและทรงต่อเรือใบประเภทม็อธ(MOTH) ด้วยพระองค์เอง ทรงออกแบบและทรงต่อเรือประเภทนี้ไว้อีก ๓ แบบ แบบแรกพระราชทานชื่อว่าเรือใบมด เป็นเรือใบขนาดเล็กเหมาะกับคนไทย และทรงจดลิขสิทธิ์เป็นสากลประเภทINTERNATIONAL MOTH CLASS ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาทรงปรับปรุงเป็นแบบที่ ๒ ชื่อเรือซุปเปอร์มด ซึ่งมีความเร็วสูงขึ้น ตัวเรือแข็งแรงขึ้น มีความปลอดภัยสูงแบบที่ ๓ คือ เรือใบไมโครมด ซึ่งมีขนาดเล็กมาก เหมาะสำหรับเด็กและคนร่างเล็กสำหรับเรือใบมดลำแรกโปรดให้เรียกว่า เรือมด ๑ และได้ทรงนำเรือลำนี้ไปแข่งขันที่ประเทศอังกฤษเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปส่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมารไปทรงศึกษาที่ประเทศนั้น ทรงชนะเรือของผู้อื่นเนื่องจากเรือมด ๑ ที่ทรงออกแบบนั้นมีความคล่องตัวเหมาะสำหรับใช้ในการแข่งขันมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สโมสรกรมอู่ทหารเรือใช้เวลานอกราชการต่อเรือในประเภทนี้บริการแก่มวลสมาชิกของสโมสรกีฬาแล่นใบต่างๆ ด้วยวัสดุที่หาได้ภายในประเทศ ทำให้ช่างกรมอู่ทหารเรือได้เพิ่มพูนทักษะในการต่อเรือและมีรายได้เพิ่มจากงานประจำโดยได้นำรายได้จากการต่อเรือส่วนหนึ่งขึ้น ทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงออกแบบ
ในปลาย พุทธศักราช ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงออกแบบและต่อเรือใบลำสุดท้าย คือ เรือโม้ก (MOKE)
ซึ่งมีลักษณะผสมระหว่างเรือโอเคกับเรือซุปเปอร์มด
นอกจากทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านการต่อเรือใบแล้ว
ยังมีแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการต่อเรือรบ ซึ่งกองทัพเรือ
ได้ยึดถือแนวพระราชดำริดังกล่าวมาปรับปรุงการต่อเรือ
ของกองทัพเรือ กล่าวคือ ใน พุทธศักราช ๒๕๐๓
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสยุโรป และ
ทอดพระเนตรกิจการต่อเรือของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ
การต่อเรือยนต์รักษาฝั่งที่ประเทศเยอรมนี เมื่อเสด็จ ฯ
กลับประเทศไทยแล้วทรงมีพระราชปรารภกับ รัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงกลาโหมว่า กองทัพเรือน่าจะต่อเรือยนต์
เร็วรักษาฝั่งเช่นนั้นได้ เพื่อที่จะให้เกิดความชำนาญงาน
และรู้จักใช้เทคนิคต่าง ๆ และเป็นการประหยัดมากกว่า
จะจัดหาจากต่างประเทศ เพื่อเป็นการสนองพระราชปรารภ
กองทัพเรือจึงได้มอบให้กรมอู่ทหารเรือดำเนินการในเรื่อง
ดังกล่าวโดยใช้งบประมาณพิเศษของกระทรวงกลาโหม
ในระหว่างเตรียมการต่อเรือได้พระราชทานพระมหา
กรุณาธิคุณรับสั่งถึงความก้าวหน้าของงานด้วยความ
สนพระราชหฤทัย และได้ พระราชทานคำปรึกษา
พร้อมกันนั้นทรงส่งเอกสารเกี่ยวกับวิชาการต่อเรือ
มาให้ศึกษาและพระราชทานความช่วยเหลือใน
รูปแบบต่าง ๆ โดยตลอด ดังเช่น ทรงติดต่อกับสถาบันวิจัย
และทดสอบแบบเรือแห่งชาติของประเทศอังกฤษ ให้ช่วย
ทดสอบแบบเรือลำนี้ทางเทคนิคต่าง ๆ จนเป็นที่น่าพอใจ
กองทัพเรือจึงได้เริ่มลงมือต่อเรืออย่างเป็นทางการขึ้น
โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน
ทรงประกอบพิธีวางกระดูกงู เมื่อ ๑๒ กรกฎาคม
พุทธศักราช ๒๕๑๐ โอกาสนี้ได้มีพระราชดำรัสที่สำคัญตอนหนึ่ง
ว่า "...บรรดาเรือรบที่ใช้ในราชการ เป็นเรือที่สั่งทำจาก
ต่างประเทศ การที่ราชการกองทัพเรือสามารถเริ่ม
การต่อเรือยนต์รักษาฝั่งขึ้นใช้ในราชการได้เช่นนี้
จึงควรเป็นที่น่ายินดีและน่าสนับสนุนอย่างยิ่งนับว่า
เป็นความเจริญก้าวหน้าของกองทัพเรือ"
เมื่อเรือยนต์เร็วรักษาฝั่งสร้างเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ไปทดลองความเร็วของเรือด้วยพระองค์เอง และได้พระราชทานข้อคิดเห็นและคำแนะนำต่างๆเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเรือ ทำให้มีการปรับปรุงแก้ไขใบจักรและตัวเรือ จนสามารถเพิ่มความเร็วขึ้นมาได้จาก๑๘ นอต เป็น ๒๐ นอต เมื่อนำเรือยนต์เร็วรักษาฝั่งไปใช้ในราชการได้แล้ว กองทัพเรือได้ตั้งชื่อเรือลำนี้ว่าเรือ ต.๙๑ โดย "ต." หมายถึง ประเภทเรือ คือเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง "๙" หมายถึง รัชการที่๙ ส่วน "๑" หมายถึง เป็นเรือลำที่ ๑
เมื่อเรือ ต.๙๑ ได้ขึ้นระวางประจำการแล้ว ได้มีการ
ทดสอบเรืออีกครั้งหนึ่งเมื่อ ๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช
๒๕๑๑ การทดสอบในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงทดลองตรวจสอบด้วย พระองค์เองในทะเล ระหว่าง
วังไกลกังวล หัวหิน กับเขาสามร้อยยอดและได้ มี
พระราชปฏิสันถารกับ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการ
ต่อเรือลำนี้ถึงรายละเอียดต่าง ๆ นอกจากนี้ในการ
นำเรือไปทดลองระหว่าง การฝึก "ทักษิณ ๑๒"
ที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดนราธิวาส พระองค์
ยังได้เสด็จ ฯ ประทับบนเรือ ต.๙๑ และได้พระราชทาน
ข้อสังเกตในการต่อเรืออีกหลายประการแก่เจ้าหน้าที่ด้วย
นับตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๔ - ๒๕๓๐ กองทัพเรือได้ต่อเรือประเภทนี้ขึ้นอีกจำนวน๘ ลำ คือ เรือ ต.๙๒ - เรือ ๙๙ โดยมีการปรับปรุงเรือให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นทำให้กองทัพเรือมีเรือไว้เสริมสร้างรั้วทางทะเลให้เข้มแข็ง ทั้งยังทำให้องค์บุคคลของกองทัพเรือได้มีการพัฒนาความรู้ความสามารถ และก้าวไปสู่การต่อเรือขนาดใหญ่ต่อไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อกองทัพเรือซึ่งข้าราชการกองทัพเรือทุกนายต่างสำนึกและจดจำรำลึกใส่เกล้าใส่กระหม่อมตลอดไป