สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ในรัชกาลที่ 9


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ทรงมีพระนามเดิมว่า   หม่อมราชวงศ์
สิริกิติ์ กิติยากร                ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล
(ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น    พลเอกพระวรวงศ์เธอ      กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ)
กับหม่อมหลวง บัว  กิติยากร   เสด็จพระราชสมภพ  เมื่อวันที่  12   สิงหาคม   2475
ณ   บ้านของพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์      บิดาของหม่อมหลวงบัว  กิติยากร
ที่ถนนพระราม 6  กรุงเทพมหานคร     สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ทรงมีพระเชษฐาและพระกนิษฐภคินี รวม 3 องค์คือ

    1. หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติ์ กิติยากร
    2. หม่อมราชวงศ์ อดุลยกิติ์ กิติยากร
    3. หม่อมราชวงศ์ บุษบา กิติยากร

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์   เติบโตขึ้นมาในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงทำให้ต้องอยู่ไกลจาก
พระบิดามารดาในตอนแรก    โดยได้ตามเสด็จฯ  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปประทับ
ที่จังหวัดสงขลา      ในปี  2476      

ต่อมา เมื่อหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์   มีอายุได้  5  ขวบ  ได้เข้ารับการศึกษาครั้งแรก  ในชั้นอนุบาลที่โรงเรียน
ราชินี เมื่อปี 2480    และเมื่อสงครามมหาเอเซียบูรพา ได้แผ่ขยายมาถึงประเทศไทย   กรุงเทพมหานคร
ถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้งทำให้การคมนาคมขาดความสะดวกและปลอดภัยหม่อมเจ้านักขัตรมงคล
จึงให้  หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ในชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 2 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาเพราะอยู่ใกล้บ้าน  และที่นี่หม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์     ได้เริ่มเรียนเปียโน
ซึ่งสามารถเรียนได้ดีและเร็วเป็นพิเศษ   นอกเหนือไปจากความสามารถทางด้านภาษาต่างประเทศคือ
ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสที่สามารถเรียนได้ดีเช่นกัน 

เมื่อสงครามโลก ครั้งที่ 2  สงบลง   รัฐบาลไทยซึ่งขณะนั้นมี พันตรีควง   อภัยวงศ์   เป็นนายกรัฐมนตรี
ได้ทูลขอให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสำนักเซ็นต์เยมส์ ประเทศอังกฤษเมื่อปี  2489 โดยได้ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วยขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์
มีอายุได้ 13 ปีเศษและเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว

                                                   

ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้ศึกษาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสกับครูพิเศษ ควบไป
กับการเรียนเปียโน   ต่อมาไม่นานนักหม่อมเจ้านักขัตรมงคลได้ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต
ประจำประเทศเดนมาร์กและต่อไปที่ประเทศฝรั่งเศส หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงเรียนเปียโนเพื่อหาโอกาส
เข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อของกรุงปารีส และที่ประเทศฝรั่งเศสนี้เองที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ขณะนั้นทรงเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วและ
เสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์)   ซึ่งทรงโปรดการเสด็ ประพาสกรุงปารีสโดยทางรถยนต์จาก
สวิสเซอร์แลนด์ เพื่อทอดพระเนตรรถยนต์แทนคันเดิมที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาเป็นเวลานาน
และการแสดงดนตรีของคณะที่มีชื่อเสียงอยู่บ่อยครั้ง   และในระหว่างที่เสด็จฯ  มายังกรุงปารีส  ก็จะทรง
ประทับที่สถานทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศสเช่นเดียวกันกับนักเรียนไทยคนอื่น

 และเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการดนตรีเป็นพิเศษ ขณะที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เอง
ก็สนใจและรอบรู้เข้าใจในศิลปะการดนตรีเป็นอย่างดี   ทำให้เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัย   จนกลายเป็น
ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในที่สุด

ในปี  2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ในโรงพยาบาล  โดยมีหม่อมหลวงบัว และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์
เข้าเฝ้าฯ ถวายการพยาบาลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาและในช่วงระยะเวลาที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่เฝ้าฯ  
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สวิสเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระราชชนนี   ได้ทรงรับเป็นธุระ  
จัดการให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เข้าศึกษาใน Pensionnat Rinate Rive  ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ
ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ของโลซานน์  จนเมื่อหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจาก
อาการประชวรแล้ว ได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์  เป็นการภายในเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492

ภายหลังจากพิธีหมั้นผ่านไป หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์  ยังคงศึกษาอยู่ต่อจนเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จฯนิวัติพระนคร  จึงทรงโปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ตามเสด็จ พระราชดำเนินกลับมาด้วย        
เพื่อร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม 2493

ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน ปีเดียวกันนั้น  ทรงโปรดให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้น   ณ วังสระปทุม และโปรดเกล้าฯให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินี สิริกิติ์
ครั้นเมื่อ มีพระราชพิธี บรมราชาภิเษก  ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช  โปรดให้เฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระราชินี สิริกิติ์ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี   หลังจากนั้นทั้ง  2  พระองค์   ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง  
เพื่อทรงรักษาพระองค์ และทรงศึกษาต่อและได้เสด็จฯ กลับมาประทับที่ประเทศไทยในปี 2495   

ในปี 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ     ออกบรรพชาตามโบราณราชประเพณีเป็นเวลา 15 วัน
ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน   ในระหว่างที่ผนวชอยู่นี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ
พระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  
โปรดฯให้เฉลิมพระอภิไธย เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเมื่อ 5 ธันวาคมศกนั้น      

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ทรงมีพระราชโอรส และพระราชธิดารวม 4  พระองค์คือ

1. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี     ประสูติ ณ  สถานพยาบาล
มองซัวซี นครโลซานน์   ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน  2494ต่อมาได้ทรงลาออกจาก
ฐานันดรศักดิ์  เพื่อสมรสกับนายปีเตอร์ เลด เจนเซ่น  ชาวอเมริกัน ทรงมีพระโอรสและพระธิดา 3 องค์

2. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ บรมจักราดิศรสันตติวงศ์ เทเวศรธำรงสุรบริบาล
อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดชภูมิพลนเรศวรางกูล กิตติสิริสมบูรณ์ สว่างควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร
ประสูติ  ณ  พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม  2495 ต่อมาในปี 2515 ทรงได้รับการสถาปนา
ขึ้นเป็น
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร

3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ประสูติ  ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน  เมื่อวันที่ 2  เมษายน 2498 ต่อมาทรงได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอิสริยยศ  เป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุณากรปิยชาติ
สยามบรมราชกุมาร
ี เมื่อปี 2520

4. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน
เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม  2500  ทรงอภิเษกสมรสกับ   เรืออากาศโท (ยศในขณะนั้น) วีระยุทธ ดิษยะศริน ทรงมีพระธิดา 2 พระองค์   
   

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงปฏิบัติพระราชภารกิจได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่ง    
นับตั้งแต่วันที่ทรงเข้าสู่พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเป็นต้นมา ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น  "ในฐานะภรรยา" ด้วยการถวายความจงรักภักดีเอาพระทัยใส่ ถวายการปรนนิบัติต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนทรงเป็นกำลังพระราชหฤทัยให้พระราชสวามีเสมอตลอดมา หรือ "ในฐานะแม่" ก็ทรงอบรม
เลี้ยงดูพระราชโอรสและพระราชธิดาด้วยความเอาพระทัยใส่ยิ่ง

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ   "ในฐานะพระบรมราชินี"    ของประชาชนชาวไทยโดยในระยะแรกมักจะเป็นการ
ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปในการพระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งได้ทรงปฏิบัติพระราช
กรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามที่ทรงได้รับการแต่งตั้งในระหว่างที่พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชได้เป็นอย่างดี สมกับที่ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะโดยเสด็จฯ  เคียงข้างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทยไม่ว่าจะเป็นในด้านการ
ศึกษา  การศาสนา    การรักษาไว้ซึ่งประเพณี  วัฒนธรรมของชาติ หรือการสร้างและรักษาสัมพันธภาพ
กับนานาประเทศ  

นอกจากนี้ยังทรงมีพระราชดำริ  และพระราโชบายสอดคล้องต้องกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในอันที่จะยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น โดยในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  
ทรงริเริ่มก่อตั้งโครงการหลวง ต่าง ๆ ขึ้น สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็ทรงริเริ่มโครงการ
ให้ราษฎร โดยเฉพาะสตรีชาวนา ในท้องที่ชนบททำอาชีพเสริม โดยการใช้เวลาว่างจากการทำนาทำไร่ มาทำหัตถกรรมในครัวเรือนด้วยการนำเอาวัสดุที่หาง่าย  และมีอยู่แล้วในท้องถิ่นนั้นมาประดิษฐ์เป็น
สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งโครงการอาชีพเสริมนี้นอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้กับราษฎรแล้ว
ยังเป็นการรักษางานศิลปะหัตถกรรมของไทยให้คงอยู่กับชาติไทยต่อไป

ต่อมาเมื่อโครงการมีผลงานปรากฏออกมากว้างขวางมากขึ้น ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ก่อตั้ง
เป็นรูปของมูลนิธิ พระราชทานนามว่า    "
มูลนิธิ ส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์"
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2519   

ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อของมูลนิธิ เป็น มูลนิธิศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ในปี 2528 โครงการมูลนิธิศิลปาชีพพิเศษฯ นี้แบ่งการช่วยเหลือราษฎรออกเป็น 2 ลักษณะคือ

1. การส่งเสริมสนับสนุนงานฝีมือที่ชาวบ้านทำเป็นอยู่แล้วในหมู่บ้าน เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่  
การทำกระเป๋าย่านลิเพา   การทอเสื่อกระจูด   เป็นต้น

2. การฝึกอบรมให้ชาวบ้านทำงานฝีมือที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน เช่น การปั้นตุ๊กตาชาววัง การทำดอกไม้
ประดิษฐ์   การทอผ้าฝ้าย   การเป่าแก้ว   การทำเครื่องถมทองและการจักสาน  และอื่น ๆ        


ทั้งนี้   ได้ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นกองทุนเริ่มต้นสำหรับ
จัดหาผู้เชี่ยวชาญไปช่วยทำการฝึกสอนให้กับราษฎร    พร้อมกับวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่น ๆ   ทรงเสด็จฯ
ไปเยี่ยมเยียน        และติดตามความก้าวหน้าพร้อมกับพระราชทานคำแนะนำและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติการ
ในโครงการฯ อยู่เสมอมิได้ขาด       กับทรงเอาเป็นพระราชธุระในการจัดหาตลาดสำหรับจำหน่ายสินค้า
เหล่านี้อีกด้วย    นอกจากนี้ยังทรงเป็นแบบอย่างในการส่งเสริม และรักษางานศิลปะหัตถกรรมของไทย
ให้แพร่หลาย ทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ    โดยจะทรงฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บด้วยผ้าพื้นเมืองของ
ไทย เช่น ผ้ามัดหมี่ ผ้าขิด ผ้าปักชาวเขา ฯ และทรงใช้กระเป๋าถือที่ทำมาจากย่านลิเพา เป็นต้น

นอกเหนือไปจากงานศิลปาชีพพิเศษแล้ว   ในด้านการสาธารณสุข สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ   ผู้ทรงดำรง
ตำแหน่งองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย  ก็มักจะพระราชทานพระราชดำริในการจัดหาเงินรายได้บำรุงสภา
กาชาดไทยเป็นประจำทุกปี     และจะทรงเสด็จฯ ไปในการพระราชทานเข็มที่ระลึก แก่ผู้บริจาคโลหิตครบ
ตามที่สภากาชาดกำหนดอย่างสม่ำเสมอ  (ในระยะหลัง ๆ นี้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
หรือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จฯ   แทนพระองค์  เนื่องจากทรงมี
ปัญหาทางด้านพระพลานามัย)และถ้าหากเสด็จฯเยือนต่างประเทศ ก็จะทรงถือโอกาสเสด็จฯทอดพระเนตร
กิจการกาชาดของประเทศนั้น ๆ เพื่อทรงนำมาปรับปรุงกิจการสภากาชาดไทย ให้ก้าวหน้าทัดเทียม

สำหรับพระราชกรณียกิจทางด้านการทหารนั้น  โดยที่ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ
กรมทหารราบที่ 21  รักษาพระอค์    จึงทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อการดำเนินงานของกรม
ทหารราบที่ 21 รอ.ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21  จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการ
ปฏิบัติงาน พร้อมกับรับพระราชเสาวณีย์ ตลอดจนคำแนะนำ  ไปดำเนินการปฏิบัติ อยู่เป็นประจำ  
ทั้งยังทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้นำไปใช้ในด้านสวัสดิการของทหารในบังคับบัญชา
ของพระองค์ด้วย      

ไม่เพียงแต่ประชาชนชาวไทยเท่านั้น ที่จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์        ผู้อพยพลี้ภัยสงคราม
จากประเทศเพื่อนบ้าน    ซึ่งอาศัยอยู่ตามชายแดนของประเทศไทย       ก็มีโอกาสได้รับ พระเมตตาคุณจาก
พระองค์ด้วย     โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ      ให้สภากาชาดไทยไปให้ความร่วมมือกับ  กาชาดสากล
ในการช่วยเหลือผู้อพยพ ทั้งทางด้านที่อยู่  อาหารและการสาธารณสุข   กับทรงพระราชทานครูเข้าไปสอน
วิชาชีพให้แก่ผู้อพยพ ให้รู้จักประกอบอาชีพ เพื่อเป็นประโยชน์ เมื่อถูกส่งไปอยู่ยังประเทศที่สามแล้ว  และ
เมื่อมีโอกาส ก็จะเสด็จฯ เยี่ยมเยียนศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยเหล่านี้   เพื่อทรงประจักษ์ด้วยพระองค์เองว่า   ผู้อพยพ
ซึ่งเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ได้รับความช่วยเหลือให้มีความเป็นอยู่ดีตามสมควรแล้วหรือไม่        จากการที่
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงทุ่มเท พระวรกาย และพระสติปัญญา      ปฏิบัติพระราชกิจ 
เพื่อให้ราษฎรของพระองค์ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น         กับได้พระราชทาน
ความช่วยเหลือ     ให้แก่ผู้อพยพลี้ภัยที่ทรงถือว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และไม่ละเว้นไปถึงสัตว์น้อยใหญ่
ที่พลอยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ด้วย ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป  ทำให้องค์กรระหว่างประเทศ
หลายองค์กร ต่างพากันยกย่องสรรเสริญ       โดยการทูลเกล้าฯ  ถวายรางวัล ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์
และใบประกาศเกียรติคุณต่าง ๆ อาทิ  ขอพระราชทานพระนามาภิไธยของพระองค์ ไปเป็นชื่อของดอกไม้
พันธุ์ที่คิดค้นขึ้นใหม่   เหรียญเซเรส   เหรียญทองโบโรพุทโธ   รางวัล  ยูนิเฟม อะวอร์ด  ออฟ เอ็กเซลเล้น 
เป็นต้น    เพื่อเป็นการสดุดีเฉลิมพระเกียรติในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์   ให้เป็นที่แพร่หลาย กว้าง
ขวางต่อไปอีกด้วย ปัจจุบันนี้แม้จะทรงเจริญพระชนมายุมากกว่า 60 พรรษาแล้วทั้งยังทรงมีพระพลานามัย
ที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก  จนต้องทรงงดออกงานที่ต้องหักโหมพระวรกายแล้วก็ตาม  แต่ก็ยังทรงเป็นห่วง
เป็นใยราษฎรของพระองค์  และมิได้ทรงหยุดปฏิบัติพระราชกรณียกิจ   เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร
ชาวไทยแต่ประการใด

<- ย้อนกลับ