ความเป็นมาของโครงการเต่าทะเลกองทัพเรือ
   
 


           ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ กองทัพเรือ ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะลฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี โดยได้มอบภารกิจให้ทัพเรือภาคที่ ๓ ดำเนินการจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลฝั่งอันดามัน บริเวณ ฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ ๓ ตำบลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ต่อมาทัพเรือภาคที่ ๓ ได้มอบหมายให้ ฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ ๓ รับผิดชอบศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลฝั่งอันดามัน โดยมีพื้นที่การดำเนินการมี ๒ พื้นที่ คือ

           ๑. พื้นที่เพาะฝักไข่เต่าเกาะหนึ่ง ( เกาะหูยง ในหมู่เกาะสิมิลัน ) อ.คุระบุรี จ.พังงา
           ๒. พื้นที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะลฝั่งอันดามัน ฐท.พง.ทรภ.๓ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

           ภายหลังเกิดเหตุการณ์ธรณีพิบัติสึนามิ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ทำให้อาคารเพาะเลื้ยงพันธุ์เต่าทะเล และอาคารที่พักได้รับความเสียหาย ทั้งในพื้นที่เกาะหูยง และพื้นที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลฝั่งอันดามัน ฐท.พง.ทรภ.๓ ทั้งหมด

           ในปัจจุบันสถานที่ทำงานและอาคารต่างๆได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งสองแห่ง โดยได้รับงบประมาณจากสโมสรโรตารี่อันดามัน และกองทุนอนุรักษ์พันธุ์เต่าทางทะเลของกองทัพเรือ

 


 
   
ขั้นตอนการดำเนินงานมี ๓ ขั้นตอน
   
 

 


           เป็นการสำรวจเก็บฝักไข่เต่า จะมีเจ้าหน้าที่ ๓ นาย ปฎิบัติงานอยู่บนเกาะหูยง (หมู่เกาะสิมิลัน) ซึ่งเป็นที่ทำการเพาะฝักไข่เต่า เจ้าหน้าที่ดูแลไข่เต่าบนเกาะหูยงนี้ จะทำงานอยู่บนเกาะ ๑๕ วัน แล้วทำการสับเปลี่ยนกำลังพล ๑ ครั้ง(ระยะทางการเดินทางของเจ้าหน้าที่นี้จาก ฐท.พง.ทรภ.๓ ถึง เกาะหูยง ระยะ ๔๐ ไมล์ทะล ใช้เวลา ๘ ชั่วโมง

           การปฏิบัติ เจ้าหน้าที่บนเกาะหูยง จะออกเดินสำรวจหาด ๒ ครั้ง ทั้งในเวลากลางวัน กับเวลากลางคืน เพื่อตรวจร่องรอยแนวทางเท้าเดินของเต่าทะเล เมื่อได้ตรวจพบตัวเต่ามาวางไข่บนหาด เจ้าหน้าที่ก็จะเฝ้าดูแลป้องกันและช่วยเหลือ เมื่อแม่เต่าได้กลับลงทะเลไปแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะเก็บนำไข่เต่ามาทำการฝักที่สถานีเพาะฝักไข่เต่า ซึ่งจะอยู่ห่างจากศัตรูทั้งทางตรงและทางธรรมชาติ โดยจะทำการเพาะมีระยะเวลาประมาณ ๗๐ - ๘๐ วัน

 

 


           เป็นขั้นการอนุบาลเต่าทะเล ที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลฝั่งอันดามัน ฐท.พง.ทรภ.๓ โดยจะทำการอนุบาลลูกเต่าทะเลจนลูกเต่าทะเลอายุจนถึง ๖ เดือน ในช่วงนี้จะมีการดูแลและปรับสภาพเต่าไปในตัว การให้อาหารนอกเหนือจากการให้ปลาเป็นอาหารแล้ว ยังมีการให้สาหร่ายทะเลเป็นอาหารอีกด้วย นอกจากยังมีการรักษาพยาบาลดูแลสุขภาพลูกเต่าทะเล ตลอดเวลา โดยได้รับการสนับสนุนสัตวแพทย์จากสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน จ.ภูเก็ต มากำกับดูแลการรักษา พยาบาล ๑ – ๒ ครั้งต่อเดือน

 

 

           ขั้นการปล่อยเต่าสู่ทะเล เพื่อให้เต่าใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ที่มีความสมบูรณ์ตามวัฎจักรหรือวงจรชีวิต เต่าที่ได้รับการปล่อยสู่ลงทะเลจะว่ายไปสู่หมู่เกาะอินเดียหรือหมู่เกาะชวาอินโดนีเนีย และเต่าเหล่านั้นก่อนเมื่อได้มาขึ้นวางไข่ที่เกาะหูยงก็จะถูกเจ้าหน้าที่บนเกาะทำการฝั่งไมร์โครชิมทุกตัว เพื่อจะได้ติดตามวีถีชีวิตของมันในขณะดำรงชีพอยู่ในทะเล ต่อไป

           แม้ว่าการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลของกองทัพเรือ จะมีปัญหาหลายประการ แต่ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐและประชาชน ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สามารถดำเนินการเพาะฝัก อนุบาล และปล่อยเต่าทะเลคืนสู่ธรรมชาติ ปกติปีละ ๑๘,๐๐๐ ตัว มีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน เข้ามาเยี่ยมชมการอนุรักษ์เต่าทะเล มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน เพื่อให้การดำเนินงานอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยนช์ในอนาคตมากที่สุดจะได้รับอนุมัติจาก ฐท.พง. โครงการณ์ศูนย์อนุรักษ์พันธฺ์เต่าทะเลขึ้นในปี ๒๕๔๓ ในโครงการนี้นอกจากจะเป็นการดำเนินการดูแลสถาพแวดล้อมทางทะเล ให้เป็นแหล่งขยายพันธุ์เต่าทะเลแล้ว ยังได้ก่อสร้างอาคาร ศูนย์อนุรักษ์อนุกรัษ์พันเต่าทะเล เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้ความเข้าใจ และยังเป็นแหล่งเสริมสร้างความร่วมมือในการปกป้องคุ้มครองพันธุ์เต่าทะเลให้เป็นทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนสืบไป กว่า ๑๐๐ ล้านปี ที่เต่าทะเลได้สืบทอดสืบพันธุ์มาถึงปัจจุบัน ได้มีบทบาทให้การคุ้มครองอนุรักษ์เต่าทะเลอีกเวลานับต่อจากนี้ไปเป็นโอกาสของนักศึกษาของเขาทุกคณะ ที่จะมาร่วมในการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลอันเป็นของล้ำค่าของโลกดำรงอยู่คู่กับโลกต่อไปตราบนานเท่านาน

           เต่าทะเลที่พบในทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่นของโลก นับเป็นสัตว์ดึกดำบรรพที่ยังมีชีวิตรอดสืบทอดสายพันธุ์มานานกว่า ๑๕๐ ล้านปี ในอดีตเต่าทะเลมีอยู่ชุกชุมในประเทศไทย โดยมีแหล่งวางไข่อยุ่ตามชายฝั่งของเกาะ ทั้งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามันน่าเสียดายที่ในช่วงระยะเวลา ๕๐ ปีที่ผ่านมา เต่าทะเลได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจนอยู่ในสภาวะใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องมาจากศัตรูตามธรรมชาติการกินไข่เต่า การนำกระดองเต่าไปทำผลิตภัณต่างๆ การประมง และการท่องเที่ยวทำให้การวางไข่ของเต่าทะเลได้ลดน้อยลงไป กล่าวได้ว่ากองทัพเรือเริ่มมีบทบาทการคุ่มครองเต่าทะเลมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ เมื่อ ทร.ได้ประกาศสงวนพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งบางส่วนของ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นเขตปลอดภัยทางทะเลทำให้แหล่งวางไข่ของเต่าทะเลได้รับการคุ้มครอง ในระยะแรกนั้นกรมอู่ทหารเรือได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ จนถึง พ.ศ.๒๕๐๑ และต่อมาในปี ๒๕๓๒ ทร. จึงมอบหมายการดูแลรับผิดชอบพืนที่ดังกล่าว ให้กับกรมต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ สำหรับการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลเริ่มมีการดำเนินการอย่างจริงจังในปี ๒๕๓๕ เมื่อ ทร. ได้อนุมัติให้กรมต่อสู้อาศยานและรักษาฝั่งตั้งหน่วยเฉพาะกิจ เพื่อดูแลรับผิดชอบ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์เต่าทะเลและมีการอนุบาลลูกเต่าทะเล และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ นอกเนือจากการอนุรักษ์เต่าทะเลแล้ว ศูนย์อนุรักษ์เต่ายังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยข้อมูลเบื้องต้น ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวงจรชีวิตของเต่าทะเลกับประชาชน กระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดความสำนึกและความร่วมมือกันในการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล