พระนารายณ์


พระนารายณ์ อยู่ในตำแหน่งพระผู้เป็นเจ้า ผู้ถนอมโลกองค์หนึ่งแห่งพระเป็นเจ้าทั้ง 3 ของ พราหมณ์ นามของเธอมีนับพัน คือเรียกตามฤทธิ์ ตามเดช ตามเหตุการณ์ที่ใช้เรียกอยู่เสมอนั้น เช่น วิษณุ หรือ พิษณุหริ (ผู้สงวน) อนันตไศยน (นอนบนอนันตนาค) ลักษมีบดี (ผัวลักษมี) จัตุรภุช (สี่กร)

ในฤคเวท พระนารายณ์มีนามเพียง พิษณุ และมิได้เป็นเทวดาชั้นสูงอย่างไร เป็นเพียงองค์กำลัง ของดวงตะวันเท่านั้น ในยุคไตรเพทปรากฏว่า พระพิษณุเป็นสหายกับพระอินทร์ แต่พระอินทร์ กลับเป็นใหญ่กว่า จนต่อมาในมหาภารตะและยุคปุราณะ ความรุ่งเรืองของพระพิษณุเจริญขึ้น จึงเลยเป็นใหญ่เป็นโต เข้ายึดนาม นารายณ์ แต่สมัยนั้นมา นามว่า นารายณ์ นี้ ชั้นเดิมเป็นนาม เรียกพระพรหมมาก่อน ได้ถูกแย่งไปเป็นนามของ พระพิษณุ ในสมัยที่มีความเจริญรุ่งโรจน์ ขึ้นภายหลัง

พระนารายณ์นี้มีกำเนิดว่า (นารายณ์สิบปางฉบับของหอพระสมุด) เมื่อเพลิงบรรลัยกัลป์สังหารโลก สิ้นแล้ว พระเวท พระธรรม ก็มาประชุมกันเข้า จึงบังเกิดพระผู้เป็นเจ้าองค์หนึ่งมีนามว่า พระปรเมศวร (พระอิศวร) พระองค์มีประสงค์จะสร้างสรรค์สร้างแผ่นดินซึ่งเป็นการใหญ่ จำจะต้องสร้าง ผู้ช่วยพระองค์ จึงเอาพระหัตถ์ซ้ายมาลูบพระหัตถ์ขวา ก็บังเกิดองค์พระนารายณ์ เป็นเจ้าขึ้น แล้วโปรดให้เป็นผู้สอนศิลปศาสตร์แก่กษัตริย์และให้ ไปอยู่ ณ เกษียรสมุทร คราวใด เกิดทุรยุค พระนารายณ์ก็มีหน้าที่ไปปราบ โดยศิวโองการบ้าง โดยถูกอัญเชิญจากพวกเทวดาบ้าง ที่เรียกว่า อวตาร

การอวตารของพระนารายณ์มีมาก แต่ที่นิยมกันว่าเป็นปางใหญ่ ๆ มีอยู่ 10 ปาง คือ

  1. มัตสยาวตาร หรือ มัจฉาวตาร เป็นปลาไปปราบสังขอสูร หรือ หัยครีพอสูร ซึ่งเป็นผู้ลักคัมภัร์พระเวทของพระพรหมธาดาหรือพระเวทที่ไหลออกจากโอษฐ์พระพรหม เมื่อบรรทมหลับเพราะความริษยา
  2. กูรมาวตาร หรือ กัจฉปาวตาร เป็นเต่าไปปราบ อสูรมัจฉา ซึ่งคิดจะทำลายแผ่นดินที่ทรง เขาพระสุเมรุให้พัง แต่ฉบับนารายณ์ 10 ปางของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่ 6 ว่า เพื่ออนุเคราะห์ในการกวนน้ำอมฤตสำหรับความไม่ตายของพวกเทวดา
  3. วราหาวตาร เป็นหมูไปปราบ เหรัญยักษ์ ซึ่งจะม้วนแผ่นดินทั้ง 4 ทวีปไปทิ้งบาดาล เพื่อให้โลกคงอยู่จนเวลานี้
  4. นรสิงหาวตาร เป็นนรสิงห์ไปปราบ หิรัณตาสูร (หิรัญยกศิปุ-ก็เรียก) ซึ่งกำเริบตั้งตัว เทียมพระเป็นเจ้า และทำทุกข์ให้แก่ทวยเทพ
  5. วามนาวตาร (บางแห่งเรียก ทวิชาวตาร เป็นพราหมณ์หนุ่ม) เป็นคนเตี้ยไปปราบท้าว ตาวันตาสูร หรือท้าวพลิ ซึ่งขอที่แผ่นดินต่อพระเป็นเจ้าได้แล้ว กระทำการรังแกสัตว์มนุษย์ และเทวดา
  6. ปรศุรามาวตาร เป็นรามสูร (1)(พราหมณ์-ไม่ใช่ยักษ์) ไปปราบกษัตริย์ อรชุน (การตวิรยะ) ซึ่งรังแก พราหมณ์
  7. รามาวตาร หรือ รามจันทราาวตาร เป็นพระรามไปปราบท้าว ราพณ์ คือ ทศกัณฐ์ ซึ่งเป็นยักษ์ที่อาธรรม์รังควานเทวดาและมนุษย์
  8. กฤษณาวตารเป็นพระกฤษณะไปปราบท้าว พาณาสูร (นัยว่าท้าวราพณ์ไปเกิด) ในเรื่องอนุรุท หรือปราบอสูรชื่อพญากงส์
  9. พุทธาวตาร เป็นพระสมณโคดม ปราบ ท้าววัสดีมาร หรือเพื่อประทานธรรมแก่โลก ฉบับหอพระสมุดว่า ไปหลอก ท้าวตรีปุรัม เอาศิวลึงค์คืน
  10. กัลกิยาวตาร(2) เป็นมหาบุรุษจะบันดาลให้โลกเป็นบรมสุข ปางนี้จะมีต่อไปในอนาคต ที่สุดแห่งกลียุคนี้

แต่ในฉบับของหอพระสมุด มีอวตารแทรกเกินอยู่อีก 2 ปาง คือ มหิงสาวตาร เป็นกระบือเถื่อน 1 อัปสราวตาร เป็นนางเทพอัปสรไปปราบ นนทุกข์ 1 แต่ขาดไม่มีอยู่ 2 ปาง คือปางปรศุรามาวตาร กับ ปางกัลกิยาวตาร ฉะนั้นจึงคงมี 10 ปางเท่ากัน (ในภควัตปุราณะว่า มีถึง22 ปาง) ในปางต่าง ๆ เหล่านี้ เคยมีพวกนักศึกษา ประวัติศาสตร์สำแดงความเห็นว่าบางปางเป็นปกรณ์เปรียบเทียบแถลง เกี่ยวด้วยความเปลี่ยนแปลงแห่งธรรมชาติ และบางปางก็มีเค้าความจริงปะปนอยู่บ้าง

แต่ในมหาภารตะว่า ความนิยมแต่เดิมนั้น มี พระปรพรหม อยู่องค์เดียวในโลก ตามคัมภีร์วราหบุรณะว่า พระปรพรหม ก็คือองค์ พระนารายณ์ นั่นเอง แต่พระปรพรหมเป็น อรูปกเทพ คือไม่มีตัวตน ครั้นประสงค์จะสร้างสกลโลก จึงได้ทรงแบ่งภาคของพระองค์เอง ขึ้นเป็นรูปกเทพ คือ พระพิษณุ แล้วพระปรพรหมจึงประทานพรแก่พระพิษณุ เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง และเป็นผู้บริหารโลกทั้งสาม เป็นที่นับถือแห่งชนทั้งหลาย ทั้งเป็นผู้ปฏิบัติตามปรารถนาของพรหม และเทวดาด้วย แล้วพระปรพรหมก็คืนเข้าสู่ความเป็นธรรมดาแห่งพระองค์

ต่อมาใน ปัทมาบุราณะ(3) ได้กล่าวว่า เมื่อพระพิษณุเริ่มจะสร้างโลก พระองค์ทรงแบ่งภาคเป็น 3 คือ เป็น ผู้สร้าง 1 เป็นผู้บริหาร 1 เป็นผู้สังหาร 1 ในกาลนี้พระองค์ได้สร้าง พระพรหมา จากสีข้างขวาสำหรับเป็นผู้สร้างและสร้าง พระพิษณุ จากสีข้างซ้าย เพื่อบริหารโลก แล้วสร้าง พระศิวมหากาฬ (อิศวร) จากบั้นกลางพระองค์เพื่อล้างโลก


พระนารายณ์มีมเหสีทรงนามว่า ลักษมี(4) วิมานแก้วมณี มีพระยาครุฑเป็นพาหนะมีอนันตนาคราชเป็นบัลลังก์ ที่สถิตเรียกว่า ไวยกูนฐ์(5) ณ เกษียรสมุทร รูปพระนารายณ์มักเขียนเป็น บุรุษหนุ่ม กายเป็นสีนิลแก่ อาภรณ์อย่างกษัตริย์ เสื้อทรงสีเหลือง มีสี่กร ทรงตรีคทา (ชื่อเกาโมทกี) จักร (ชื่อ สุทรรศน์ หรือ วัชระนาภ) สังข์ (ชื่อ ปัญจชันย) บางแห่งว่ามีธนู (ชื่อ ศารง) และดอกบัว (ปทุม) กับพระขรรค์ (ชื่อนันทก) บนอุระมีขนเขาเขียนเป็นรูปยันต์ ศรีวัตสะ ดั่งนี้ มีแก้วทับทรวงชื่อเกาสุภ(6) มีวลัยแก้ว ชื่อ สยมันตก(7)

ส่วนสีกายของพระนารายณ์นั้นหาได้คงที่ไม่ เปลี่ยนไปตามยุค คือใน กฤดายุคสีขาว เพราะโลกประกอบไปด้วยธรรมเปี่ยมยิ่ง ครั้นในไตรดายุค สัตย์ธรรมเสื่อมลง 1 ส่วนใน 4 สีกาย พระนารายณ์เป็นสีแดง ตกมาในทวาปรยุค สัตย์ธรรมเสื่อมลงไปกึ่งหนึ่ง สีกายพระนารายณ์เป็นสีเหลือง ครั้นมา ณ บัดนี้เข้าเขต กลียุค(8) สัตย์ธรรมเหลือ 1 ส่วนใน 4 มีแต่ยุคเข็ญภัย ต่าง ๆ พระนารายณ์จึงมีสีกายดำดั่งที่ว่าไว้ข้างบนที่ให้เขียนเป็นสีนิลแก่ ก็คือดำนั่นแหละ

บางแห่งก็กล่าวกันว่า แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ก็ผุดขึ้นมาจากพระบาทของพระวิษณุ

สมยานามของพระนารายณ์มีต่าง ๆ กัน ตั้ง 1,000 ชื่อ จะยกมาแต่เพียงบางชื่อ เช่น อนันต(ไม่สิ้นสุด) จตุภุช (สีกร) ทาโมทร (มีเชือกพันรอบเอว) กฤษณะหรือโควินทะ หรือโคปาล (ผู้เลี้ยงวัว) ชลศายิน (นอนเหนือน้ำ) มุราริ (ศัตรูแห่งมุร) นระ (ผู้ชาย) นารายณ์ (ผู้เคลื่อนไปในน้ำ) ปัญจายุทธ (ผู้ทรงอาวุธ 5 ชนิด) ปิตามพร (ทรงเครื่องเหลือง) ปุรุโษตมะ (ยอดคน) ฯลฯ

คัดลอกมาจาก เทวกำเนิด ของ พระยาสัจจาภิรมณ์

1. รามสูร ที่เล่ากันมาในพวกว่า รามสูรเป็นยักษ์ ซ้ำเกณฑ์ให้เธอคอยลงแต่ชิงแก้วของนางเมฆขลา ในกลางอัมพรเมื่อเวลาฤดูฝน และถ้าเมขลาไม่ยอมให้เธอจับได้ เธอก็พิโรธขว้าง ด้วยขวาน อันเป็นเทพศัสตราประจำกรแต่ทุกครั้งต้องขว้างผิด เพราะเมขลาเธอหลบเก่งมาก ส่วนขวานรามสูรนั้นบางครั้งก็ว่ากันว่า เคยมาตกลงในมนุษยโลก มักถูกคน และสัตว์ตายปีละมาก ๆ ที่เราเรียกกัยว่าฟ้าผ่า บางคนถึงอ้างว่าเคยเก็บรามสูรได้ก็มี บางแห่งว่าเป็นหิน บางแห่งว่าเป็นทองแดงน่าประหลาดไหม?
2. กัลกิยาวตาร ทางพุทธว่า จะมีพระศรีอารย์ จีนเรียกไมไล ญี่ปุ่นเรียกไรโรกุ ทางคริสต์ว่าจะมีเมตสิอาร์ ทางอิสลามว่าจะมีมหดี มาโปรดให้โลกเป็นสุขในอนาคต ลักษณะเดียวกับ กัลปกีของ พราหมณ์ ใครจะเอาอย่างใคร?
3. ปัทมาบุราณะ ภาคนี้กระมังที่พราหมณ์ในอินเดีย ฝ่ายข้างพวกไวษณพ อ้างตามคัมภีร์บุราณะว่า พระเป็นเจ้าปางนี ชื่อพระตรีมูรติ ซึ่งได้เคยเห็นรูปเขียนเป็นมนุษย์ ๓ เศียร เมื่อพิจารณาตามกำเนิดของพระนารายณ์ที่กล่าวมาตอนนี้แล้ว ดูยำกันนุงอยู่ เพราะพระปรพรหมก็ว่าเป็นนารายณ์ที่ไม่มีตัว แล้วสร้างนารายณ์ให้มีตัวขึ้น คือ พิษณุ แล้ว พิษณุ กลับสร้างออกไปอีก 3 คือสร้าง พรหม 1 ศิวะ (คือ อิศวร) 1 พิษณุตัวของตัวเอง อีก 1 ดูออกจะเลอะ แต่เขาสรุปว่า ทั้ง 3 นี้ ก็คือนารายณ์องค์เดียว คล้ายลัทธิคริสตังที่ว่า พระยะโฮวา 1 พระจิต 1 พระเยซู 1 ทั้ง 3 ก็คือพระเป็นเจ้าองค์เดียวกัน ขอให้ดูสูตรสวรรค์ทั้ง 2 ลัทธิเถิด 3 หนึ่งเป็น 1 ไม่ใช่ 3 หนึ่งเป็น 3 อย่างของเราเดี๋ยวนี้
4. ลักษมี บางตำรับว่า พระพิษณุเคยมีมเหสีถถึง 3 องค์ คือพระสรัสวดี และพระคงคาด้วย มเหสีทั้ง 2 นี้ก็มีศักดิ์เท่ากันกับ พระลักษมี จึงต่างมีทิฏฐิมานะไม่ลงกัน ความร้อนพระหทัยคงกระทบกระเทือน ถึงพระพิษณุ ๆ คงไม่อยกรับความรำคาญหรือขบไม่แตก หรือขาดความสามารถที่จะปกครองเมียอย่างไรสักอย่าง จึงสู้เสียสละยอมยกพระสรัสวดีประทานให้ พระพรหม และให้ พระคงคา เป็นมเหสีแก่พระศิวะ ส่วนพระนารายณ์ (พิษณุ) คงเหลืออยู่แต่พระลักษมีองค์เดียว ดูก็มีความสุขพอแล้ว แต่บางตำหรับว่า นางธรณีก็เป็นชายาพระนารายณ์ด้วยเหมือนกัน พวกฝรั่งอาจลือ เยี่ยงนี้กระมังจึงมีกฎหมายให้มีเมียคนเดียว และคิดว่าในไม่ช้าไทยเราก็อาจเห็นพ้องด้วย
5. ไวยกูนฐ์ ว่ามีเขตวัดโดยรอบสองหมื่นโยชน์และเป็นทองทั้งแท่ง
6. เกาสุภ แก้วนี้เกิดจากทะเลในคราวเทวดากับอสูรกวนน้ำอมฤต
7. สยมันตก แก้วนี้นัยว่ามีคุณที่บันดาลให้เจ้าของได้ทองวันละ 8 หาบ และป้องกันภัยอันเกิดแก่สัตว์หรือคนหรืออัคคีหรือน้ำ ทั้งป้องกันลางร้ายต่าง ๆ ก็ได้ด้วย แต่เจ้าของต้องเป็นผู้สุจริต ถ้าเจ้าของทุจริตแล้ว แก้วนี้อาจเป็นเครื่องผลาญชีวิตเสียก็ได้
8. กลียุค ถ้าอยากทราบว่า กลียุค มีเกณฑ์อย่างไร ให้ดูว่าด้วยกัลป์ท้ายประวัติพระพรหมา อนึ่ง น้ำอมฤตอันประเสริฐที่เทวดาและอสูรกวนกันในอวตารปางที่ 7 นั้น ได้เกิดของวิเศษขึ้นมา 14 อย่าง คือ 1. น้ำอมฤต 2. หมอธันวัตริ ซึ่งเป็นเทวแพทย์ 3. พระลักษมี ชายาของพระนารายณ์ 4. สุราเทพีแห่งเหล้า 5. พระจันทร์ 6. นางรัมภา เงือก 7. ม้าอุจฉัยห์ศรพ 8. เพ็ชรเกาสตุภ 9. ต้นปาริชาต 10. วัวสุรภี 11. ช้างไอราวัต 12. สังข์ 13 ธนู 14. พิษ

[ ครุฑ ]
[ นาค ]

กลับสู่นารายณ์ทรงสุบรรณ