|
|
|
|
เมนูหลัก |
|
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเต่าทะเล กล่าวทั่วไป
เต่าทะเลเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์
ที่เคยมีหลักฐานพบว่าอาศัยอยู่ทั่วไปมากว่า ๑๓๐ ล้านปี นอกจากนั้นยังมีหลักฐานว่าเคยพบซากโบราณ
(Fossil)
ก่อนหน้านั้นไม่น้อยกว่า
๒๐๐ ล้านปี การแพร่กระจายของเต่าทะเลพบเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น เต่าทะเลทั่วโลกที่พบมีอยู่ ๘ ชนิด
ด้วยกัน คือ
เต่ามะเฟือง ( Dermochelys coriacea )
, เต่ากระ (Erethmochelys imbricata ),
เต่าตนุ (Chelonia mydas ) เต่าตนุหลังแบน(Chelonia depressa ),เต่าหัวค้อน( Caretta Caretta )เต่าหญ้า ,( Lepidochelys olivacea )และ
เต่าหญ้าแอตแลนติก( Lepidochelys kempii ) และเต่าดำ
(Chelonia agassizii )
|
|
ประเทศไทย มี ๕ ชนิดที่พบ คือ เต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้า เต่าหัวค้อนและเต่ามะเฟือง เต่าหัวค้อนไม่เคยพบขึ้นวางไข่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา เพียงแต่มีรายงานพบหากินอยู่ในน่านน้ำไทย ในอดีตที่ผ่านมาเต่าทะเลถูกล่าจับไปเป็นจำนวนมาก โดยเนื้อและไข่ถูกนำไปเป็นอาหาร กระดองนำไปเป็นเครื่องประดับและเครื่องตบแต่ง , หนังถูกนำไปเป็นผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องหนังต่างๆ นอกจากนั้นไขมันของเต่าทะเลยังสามารถนำไปสกัดใช้เป็นส่วนผสมของสบู่ หรือน้ำหอมที่มีราคาอีกด้วย เต่าทะเลในน่านน้ำไทยที่เคยพบและรายงานไว้มีทั้งหมด ๕ ชนิด จัดเป็น ๒ วงศ์ (Family)
|
|
วิธีการจำแนกชนิดของเต่าทะเล ใช้ลักษณะกระดอง จำนวนเกล็ดบนกระดอง และจำนวนเกล็ดระหว่างจะงอยปากกับตา |
|
|
๑.วงศ์ CHELONIIDAE |
|
|
เต่ากระ Hawksbill Turtle
( Eretmochelys imbricate ) ลักษณะเด่น : จะงอยปากค่อนข้างแหลมงุ้มคล้ายปากเหยี่ยว เกล็ดบนส่วนหัวตอนหน้า
มี ๒ คู่ เกล็ดบนกระดองแถวข้างมี จำนวน ๔ เกล็ด ลักษณะเด่นชัด คือเกล็ดบนกระดองมีลวดลายริ้วสีสวยงาม
และลักษณะของเกล็ดซ้อนกันเห็นได้ชัด ลักษณะค่อนข้างคล้ายเต่าตนุ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดต่าง ๆ เป็นอาหาร รวมทั้งแนวหาดทราย จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต |
|
|
|
|
|
|
เต่าหญ้า Olive Ridley Turtle ( Lepodochelys olivacea ) ลักษณะเด่น : กระดองเรียบ สีเทาอมเขียว
สีสันของกระดองไม่สวยงามเท่า เต่ากระและเต่าตนุ ส่วนหัวค่อนข้างโต
จะงอยปากมนกว่าเต่าตนุ ที่แตกต่างกันชัดเจน คือ เกล็ดบน ส่วนหัวตอนหน้า มีจำนวน ๒ คู่
และเกล็ดบนกระดองแถวข้างมีจำนวน ๖ - ๘ แผ่น ในขณะที่เต่าตนุและเต่ากระ มีเพียง ๕ แผ่น และลักษณะพิเศษของเต่าหญ้า คือกระดอง
ส่วนท้องแถวกลาง ( Inframarginal Scale ) มีรูสำหรับขับถ่าย หรือรูเปิดสำหรับประสาท รับความรู้สึก
(ยังไม่ทราบระบบการทำงานที่ชัดเจน) จำนวน ๕ คู่ สำหรับกัดหอยที่มีเปลือกเป็นอาหาร ไม่พบเต่าหญ้าขึ้นวางไข่ฝั่งอ่าวไทย |
|
|
|
|
|
|
เต่าหัวค้อน ลักษณะเด่น : ลักษณะเด่นทั่ว ๆ ไปคล้ายเต่าหญ้าและเต่าตนุมาก
ต่างกันที่เกล็ดบน ส่วนหัวตอนหน้ามี จำนวน ๒ คู่ เท่ากับเต่าหญ้า แต่เกล็ดบนกระดองหลังแถวข้างมีจำนวน ๕
แผ่นซึ่งต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่นๆ และรูปทรงของกระดองจะเรียวเล็กลงมาทางส่วนท้าย ซึ่งเข้าใจว่าคงจะสูญพันธุ์ไปจากน่านน้ำไทยแล้ว |
|
|
|
|
|
|
เต่าตนุ
Green Sea Turtle
( Chelonia mydas ) ลักษณะเด่น : เกล็ดบนส่วนหัวตอนหน้า ( Prefrontal Scale ) มีจำนวน ๑ คู่ เกล็ด บนกระดองแถวข้าง ( Costal Scale ) จำนวน ๔ เกล็ด ลักษณะขอบของเกล็ดจะเชื่อมต่อกัน ไม่ซ้อนกัน
สีสันและลวดลายสวยงาม โดยมีกระดองสีน้ำตาลอมเหลือง
มีลายริ้วสีจางกว่ากระจายจากส่วนกลางเกล็ด มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า
เต่าแสงอาทิตย์ ๘๐ เซนติเมตร เต่าตนุในวัยอ่อนจะกินทั้งพืชและเนื้อสัตว์ เป็นอาหาร และ จ.ภูเก็ต
รวมทั้งบริเวณหมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน |
|
|
|
๒.วงศ์ DERMOCHELYIDE |
|
|
เต่ามะเฟือง
เป็นแผ่นหนังหนามีสีดำ อาจมีสีขาวแต้มประทั่วตัว
กระดองเป็นสันนูนตามแนวความยาวจากส่วนหัวถึงส่วนท้าย จำนวน ๗ สัน ไม่มีเกล็ดปกคลุมส่วนหัว จะงอยปากบนมีลักษณะเป็นหยัก ๓ หยัก ปัจจุบันไม่พบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ในอ่าวไทย |
|
|
|
|
|
ในอดีตเคยมีเต่าทะเลชุกชุม ทั้งทางอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
บริเวณที่เคยพบเต่าทะเลขึ้นมา วางไข่ทางฝั่งอ่าวไทยได้แก่ ชายหาดตามเกาะต่าง ๆ
ของจังหวัดชลบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ เกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัตตานี
และนราธิวาส
ส่วนทางฝั่งอันดามันพบเต่าทะเลขึ้นวางไข่บริเวณ ชายหาดฝั่งตะวันตก
ของจังหวัดภูเก็ต พังงา และหมู่เกาะใกล้เคียง นอกจากนี้พบบ้างที่จังหวัดตรัง
และสตูล
ปัจจุบันเต่าทะเลในพื้นที่อ่าวไทยเหลือน้อยมาก
ชายหาดและเกาะที่ยังพบเป็นแหล่ง วางไข่ตามธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอทุกปี
เหลือเพียงเกาะบริเวณอ่าวสัตหีบ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาความปลอดภัยทางทหารเรือ
ที่สำคัญได้แก่ เกาะคราม เกาะอีร้า และ เกาะจาน จังหวัดชลบุรี เป็นต้น
ส่วนทางพื้นที่ทะเลอันดามัน ยังคงปรากฏการขึ้นวางไข่ ที่หาดท้ายเหมือง
จังหวัดพังงา บริเวณหาดในยาง จังหวัดภูเก็ต และหมู่เกาะต่าง ๆ
ที่ยังอยู่ห่างไกล จากฝั่ง ได้แก่ หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน |